<br />
<b>Warning</b>:  "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in <b>/home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php</b> on line <b>4783</b><br />
<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>มาตรฐานเหล็ก Archives - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม</title>
	<atom:link href="https://thanasarn.co.th/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81-th/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://thanasarn.co.th/tag/มาตรฐานเหล็ก-th/</link>
	<description>จำหน่ายเหล็กรูปพรรณทุกชนิด เหมาะกับงานเหล็กทุกประเภท เช็คราคาเหล็กได้ มีบริการจัดส่งทั่วประเทศไทย</description>
	<lastBuildDate>Fri, 08 Sep 2017 07:40:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9</generator>

<image>
	<url>https://thanasarn.co.th/wp-content/uploads/2017/02/cropped-logo-tcs-32x32.png</url>
	<title>มาตรฐานเหล็ก Archives - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม</title>
	<link>https://thanasarn.co.th/tag/มาตรฐานเหล็ก-th/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>มาตรฐานเหล็ก</title>
		<link>https://thanasarn.co.th/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[pichaya]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Apr 2017 06:52:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความเกี่ยวกับเหล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐานเหล็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.thanasarn.co.th/?p=31431</guid>

					<description><![CDATA[<p>มาตรฐานเหล็กอุตสาหกรรมได้กำเนิดมาหลาย มาตรฐาน เนื่องจากประเทศบริวารในเครือของตนเองหรือประเทศที่มีการจัดการอุตสาหกรรม แบบเดียวกันยอมรับและนำไปใช้ ซึ่งปรากฎว่าในปัจจุบันมีมาตรฐานเหล็กอุตสาหกรรมที่นิยมนำมาใช้งานกัน มี 3 มาตรฐาน คือ</p>
<p>The post <a href="https://thanasarn.co.th/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">มาตรฐานเหล็ก</a> appeared first on <a href="https://thanasarn.co.th">ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><b>ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมาตรฐานเหล็ก</b><b> </b></h3>
<p>มาตรฐานเหล็กอุตสาหกรรมได้กำเนิดมาหลาย มาตรฐาน เนื่องจากประเทศบริวารในเครือของตนเองหรือประเทศที่มีการจัดการอุตสาหกรรม แบบเดียวกันยอมรับและนำไปใช้ ซึ่งปรากฎว่าในปัจจุบันมีมาตรฐานเหล็กอุตสาหกรรมที่นิยมนำมาใช้งานกัน มี 3 มาตรฐาน คือ</p>
<p><b>1. ระบบอเมริกัน AISI ( American Iron and Steel Institute )</b></p>
<p>การกำหนดมาตรฐานแบบนี้ ตัวเลขดัชนีจะมีจำนวนหลักและตัวชี้บอกส่วนประสมจะเหมือนกับระบบ SAE จะต่างกันตรงที่ระบบ AISI จะมีตัวอักษรนำหน้าตัวเลข ซึ่งตัวอักษรนี้จะ บอกถึงกรรมวิธีการผลิตเหล็กว่าได้ผลิตมาจากเตาชนิดใด<br />
ตัวอักษรที่บอกกรรมวิธีการผลิตเหล็กจะมีดังนี้</p>
<ul>
<li>A คือ เหล็กประสมที่ผลิตจากเตาเบสเซมเมอร์ ( Bessemer ) ชนิดที่เป็นด่าง</li>
<li>B คือ เหล็กประสมที่ผลิตจากเตาเบสเซมเมอร์ ( Bessemer ) ชนิดที่เป็นกรด</li>
<li>C คือ เหล็กที่ผลิตจากเตาโอเพ็นฮารท์ ( Open Hearth ) ชนิดที่เป็นด่าง</li>
<li>D คือ เหล็กที่ผลิตจากเตาโอเพ็นฮารท์ ( Open Hearth ) ชนิดที่เป็นกรด</li>
<li>E คือ เหล็กที่ผลิตจากเตาไฟฟ้า</li>
</ul>
<p><b>2.  ระบบเยอรมัน DIN (Deutsch Institute Norms)</b></p>
<p>การจำแนกประเภทของเหล็กตามมาตรฐานเยอรมันจะแบ่งเหล็กออกเป็น 4 ประเภทดังนี้</p>
<p>2.1 เหล็กกล้าคาร์บอน(หรือเหล็กไม่ประสม)<br />
2.2 เหล็กกล้าผสมต่ำ<br />
2.3 เหล็กกล้าผสมสูง<br />
2.4 เหล็กหล่อ<br />
2.5 เหล็กกล้าคาร์บอน (หรือเหล็กไม่ประสม)</p>
<p>เหล็กที่นำไปใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องผ่านกรรมวิธีปรับปรุงคุณสมบัติโดยใช้ ความร้อน (Heat Treatment) เหล็กพวกนี้จะบอกย่อคำหน้าว่า St.และจะมีตัวเลขตามหลัง ซึ่งจะบอกถึงความสามารถที่จะทนแรงดึงสูงสุดของเหล็กชนิดนั้น มีหน่วยเป็น ก.ก/มม.2<br />
หมายเหตุ การกำหนดมาตรฐานทั้งสองนี้ เหล็กที่มีความเค้นแรงดึงสูงสุดประมาณ 37 ก.ก/มม.2 จะสามารถใช้สัญลักษณ์แทนเหล็กชนิดนี้ได้ 2 ลักษณะ คือ เขียนเป็น St. หรือ C20</p>
<p>การกำหนดมาตรฐานเหล่านี้จะเห็นมากในแบบสั่งงาน ชิ้นส่วนบางชนิดต้องนำไปชุบแข็งก่อนใช้งาน ก็จะกำหนดวัสดุเป็น C นำหน้า ส่วนชิ้นงานที่ไม่ต้องนำไปชุบแข็ง ซึ่งนำไปใช้งานได้เลยจะกำหนดวัสดุเป็นตัว St. นำหน้า ทั้ง ๆ ที่วัสดุงานทั้งสองชิ้นนี้ใช้วัสดุอย่างเดียวกันเหล็กกล้าผสมต่ำ  การกำหนด มาตรฐานเหล็กประเภทนี้จะบอกจำนวนคาร์บอนไว้ข้างหน้าเสมอ แต่ไม่นิยมเขียนตัว C กำกับไว้ ตัวถัดมาจะเป็นชนิดของโลหะที่เข้าไปประสม ซึ่งอาจมีชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ได้</p>
<p>ข้อสังเกต เหล็กกล้าประสมต่ำตัวเลขที่บอกปริมาณของโลหะประสมจะไม่ใช่จำนวนเปอร์เซ็นต์ ที่แท้จริงของโลหะประสมนั้นการที่จะทราบจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่แท้จริงจะต้อง เอาแฟกเตอร์ (Factor) ของโลหะประสมแต่ละชนิดไปหารซึ่งค่าแฟกเตอร์ (Factor) ของโลหะประสมต่าง ๆ มีดังนี้</p>
<ul>
<li>หารด้วย 4 ได้แก่ Co, Cr, Mn, Ni, Si, W</li>
<li>หารด้วย 10 ได้แก่ Al, Cu, Mo, Pb, Ti, V</li>
<li>หารด้วย 100 ได้แก่ C, N, P, S</li>
<li>ไม่ต้องหาร ได้แก่ Zn, Sn, Mg, Fe</li>
</ul>
<p>การใช้สัญลักษณ์ดังตัวอย่างที่แล้ว เป็นการบอกส่วนผสมในทางเคมี แต่ในบางครั้งจะมีการเขียนสัญลักษณ์บอกกรรมวิธีการผลิตไว้ข้างหน้าอีกด้วย เช่น</p>
<ul>
<li>B = ผลิตจากเตาเบสเซมเมอร์</li>
<li>E = ผลิตจากเตาไฟฟ้าทั่วไป</li>
<li>F = ผลิตจากเตาน้ำมัน</li>
<li>I = ผลิตจากเตาไฟฟ้าชนิดเตาเหนี่ยวนำ (Induction Furnace)</li>
<li>LE = ผลิตจากเตาไฟฟ้าชนิดอาร์ค (Electric Arc Furnace)</li>
<li>M = ผลิตจากเตาซีเมนต์มาร์ติน หรือ เตาพุดเดิล</li>
<li>T = ผลิตจากเตาโทมัส</li>
<li>TI = ผลิตโดยกรรมวิธี (Crucible Cast Steel)</li>
<li>W = เผาด้วยอากาศบริสุทธิ์</li>
<li>U = เหล็กที่ไม่ได้ผ่านการกำจัดออกซิเจน (Unkilled Steel)</li>
<li>R = เหล็กที่ผ่านการกำจัดออกซิเจน (Killed Steel)</li>
<li>RR = เหล็กที่ผ่านการกำจัดออกซิเจน 2 ครั้ง</li>
</ul>
<p>นอกจากนี้ยังมี สัญลักษณ์แสดงคุณสมบัติพิเศษของเหล็กนั้นอีกด้วย เช่น</p>
<ul>
<li>A = ทนต่อการกัดกร่อน</li>
<li>Q = ตีขึ้นรูปง่าย</li>
<li>X = ประสมสูง</li>
<li>Z = รีดได้ง่าย</li>
</ul>
<p>เหล็กกล้าผสมสูง (High Alloy Steel) เหล็กกล้าประสมสูง หมายถึงเหล็กกล้าที่มีวัสดุผสมอยู่ในเนื้อเหล็กเกินกว่า   8 % การเขียนสัญลักษณ์ของเหล็กประเภทนี้ เขียนนำหน้าด้วยต้ว X ก่อน แล้วตามด้วยจำนวนส่วนผสมของคาร์บอนจากนั้นด้วยชนิดของโลหะประสม ซึ่งจะมีชนิดเดียวหรือชนิดก็ได้ แล้วจึงตามด้วยตัวเลขแสดงปริมาณของโลหะประสม<br />
ตัว เลขที่แสดงปริมาณของโลหะประสม ไม่ต้องหารด้วย แฟกเตอร์ (Factor) ใด ๆ ทั้งสิ้น(แตกต่างจากโลหะประสมต่ำ) ส่วนคาร์บอนยังต้องหารด้วย 100 เสมอ</p>
<p><b>3.  ระบบญี่ปุ่น JIS (Japaness Industrial Standards)</b></p>
<p>การจำแนกประเภทของเหล็กตามมาตรฐานญี่ปุ่นซึ่งจัดวางระบบโดยสำนักงานมาตรฐาน อุตสาหกรรมญี่ปุ่น  (Japaness Industrial Standards, JIS) จะแบ่งเหล็กตามลักษณะงานที่ใช้</p>
<p>ตัวอักษรชุดแรก จะมีคำว่า JIS หมายถึง Japaness Industrial Standards ตัวอักษรสัญลักษณ์ตัวถัดมาจะมีได้หลายตัวแต่ละตัวหมายถึงการจัดกลุ่ม ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น</p>
<ul>
<li>A งานวิศวกรรมก่อสร้างและงานสถาปัตย์</li>
<li>B งานวิศวกรรมเครื่องกล</li>
<li>C งานวิศวกรรมไฟฟ้า</li>
<li>D งานวิศวกรรมรถยนต์</li>
<li>E งานวิศวกรรมรถไฟ</li>
<li>F งานก่อสร้างเรือ</li>
<li>G โลหะประเภทเหล็กและโลหะวิทยา</li>
<li>H โลหะที่มิใช่เหล็ก</li>
<li>K งานวิศวกรรมเคมี</li>
<li>L งานวิศวกรรมสิ่งทอ</li>
<li>M แร่</li>
<li>P กระดาษและเยื่อกระดาษ</li>
<li>R เซรามิค</li>
<li>S สินค้าที่ใช้ภายในบ้าน</li>
<li>T ยา</li>
<li>W การบิน</li>
</ul>
<p>ถัดจากตัวอักษรจะเป็นตัวเลขซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 ตัว มีความหมายดังนี้  ตัวเลขตัวแรก หมายถึง กลุ่มประเภทของเหล็ก เช่น</p>
<ul>
<li>0 เรื่องทั่ว ๆ ไป การทดสอบและกฎต่าง ๆ</li>
<li>1 วิธีวิเคราะห์</li>
<li>2 วัตถุดิบ เหล็บดิบ ธาตุประสม</li>
<li>3 เหล็กคาร์บอน</li>
<li>4 เหล็กกล้าประสม</li>
</ul>
<p>ตัวเลขตัวที่ 2 จะเป็นตัวแยกประเภทของวัสดุในกลุ่มนั้น เช่น ถ้าเป็นในกรณีเหล็ก จะมีดังนี้</p>
<ul>
<li>1 เหล็กกล้าประสมนิเกิลและโครเมียม</li>
<li>2 เหล็กกล้าประสมอลูมิเนียมแลโครเมียม</li>
<li>3 เหล็กไร้สนิม</li>
<li>4 เหล็กเครื่องมือ</li>
<li>8 เหล็กสปริง</li>
<li>9 เหล็กกล้าทนการกัดกร่อนและความร้อน</li>
</ul>
<p>ตัวเลขที่เหลือ 2 หลักสุดท้ายจะเป็นตัวแยกชนิดของส่วนผสมที่มีอยู่ในวัสดุนั้น เช่น ถ้าเป็นเหล็กตัวเลข 2 หลักสุดท้ายจะเป็นตัวแยกชนิดเหล็กตาม    ส่วนผสมธาตุที่มีอยู่ในเหล็กชนิดนั้น ๆ เช่น</p>
<ul>
<li>01 เหล็กเครื่องมือ คาร์บอน</li>
<li>03 เหล็กไฮสปีด</li>
<li>04 เหล็กเครื่องมือประสม</li>
</ul>
<p><strong>4.  มาตรฐาน ASTM     </strong></p>
<p>ที่ผ่านการรับรองของสมาคมฯ และประกาศใช้เป็นมาตรฐาน สามารถแบ่งตามเนื้อหา ออกได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้</p>
<ol>
<li>Classification เป็นมาตรฐานของ ระบบการจัดการ และการจัดแบ่ง วัสดุผลิตภัณฑ์ การบริการ ระบบ หรือการใช้งาน ออกเป็นกลุ่มๆ โดยอาศัยคุณลักษณะ ที่เหมือนกัน เช่น แหล่งกำเนิด ส่วนประกอบ คุณสมบัติหรือประโยชน์ใช้สอย</li>
<li>Specification เป็นข้อกำหนดที่ระบุแน่นอน ถึงคุณลักษณะและสมบัติต่างๆ ที่ต้องการของวัสดุ ผลิตภัณฑ์ ระบบหรือการใช้งาน ข้อกำหนดเหล่านี้ มักจะแสดงค่าเป็นตัวเลข และมีข้อจำกัดกำหนดไว้ พร้อมทั้งวิธีหาค่าเหล่านั้นด้วย</li>
<li>Terminology เป็นเอกสารมาตรฐาน ที่กำหนดคำนิยาม คุณลักษณะ คำอธิบายของศัพท์ต่างๆ เครื่องหมาย ตัวย่อ คำย่อที่ใช้ในมาตรฐานต่างๆ</li>
<li>Test method เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับกรรมวิธี ที่กำหนดให้ใช้ในการตรวจสอบ พิสูจน์วัด และปริมาณคุณภาพ คุณลักษณะ คุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างของวัสดุ ระบบหรือ การใช้งาน ซึ่งมีผลการทดสอบ ที่สามารถนำไปใช้ ในการประเมินค่าตามข้อกำหนด</li>
<li>Guide เป็นคำแนะนำ หรือทางเลือก ให้ผู้ใช้เลือกใช้เทคนิคต่างๆ ที่มีอยู่ รวมทั้งสิ่ง ที่จะได้จากการประเมิน และการมาตรฐานที่ใช้นั้นๆด้วย</li>
<li>Practice เป็นวิธีการปฏิบัติเฉพาะ สำหรับงานเฉพาะอย่าง ได้แก่ การเขียนรายงาน การสุ่มตัวอย่าง ความแม่นยำ ความละเอียด การเลือก การเตรียม การประยุกต์ การตรวจสอบ ข้อควรระวังในการใช้ การกำจัดทิ้ง การติดตั้ง การบำรุงรักษา ตลอดจนการใช้เครื่องมือทดสอบ</li>
</ol>
<p>นอกจากนี้ ASTM มีการจัดแบ่งมาตรฐานออกเป็นกลุ่มๆ เฉพาะเรื่อง โดยใช้ตัวอักษร เป็นสัญลักษณ์แทนกลุ่มของเนื้อเรื่อง เรียงตามลำดับดังนี้</p>
<p>A : Ferrous Metals</p>
<p>B : Nonferrous Metals</p>
<p>C : Cementitious, Ceramic, Concrete, and Masonry Meterials</p>
<p>D : Miscellaneous Materials</p>
<p>E : Miscellaneous Subjects</p>
<p>F : Materials for Specific Applications</p>
<p>G : Corrosion, Deterioration, and Degradation of Materials</p>
<p>เดิม ASTM ได้แบ่งประเภทมาตรฐาน ตามลักษณะการกำหนดมาตรฐาน ออกเป็น 3 ชนิดคือ</p>
<ol>
<li>Standards เป็นมาตรฐานที่จัดทำขึ้น ตามมติเอกฉันท์ของสมาชิก และผ่านการรับรองตามขั้นตอน และกฎของสมาคมฯ เรียบร้อยแล้ว</li>
<li>ES.(Emergency Standard) เป็นเอกสารที่จัดพิมพ์ตามความต้องการ เร่งด่วน แต่ยังไม่ผ่านการรับรองของสมาคมฯ เพียงแต่ผ่านการพิจารณา ของคณะอนุกรรมการบริหาร</li>
<li>P. (Proposal) เป็นเอกสารมาตรฐานที่พิมพ์เพื่อเผยแพร่ แนะนำ ก่อนที่จะพิจารณาลงมติ ให้ใช้เป็นมาตรฐาน</li>
</ol>
<p>แต่ในปี ค.ศ. 1995 สมาคม ASTM ได้กำหนดให้ใช้ <b>PS. (Provisional Standards)</b> ซึ่งเป็นเอกสาร ที่ถูกจัดพิมพ์ขึ้นมา ใช้แทน ES. และ P</p>
<p><strong>5. มาตรฐาน TIS </strong></p>
<p>เป็นคำย่อมาจาก&#8221;มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม&#8221; หมายถึงข้อกำหนดทางวิชาการที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)ได้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางแก่ ผู้ผลิตในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพในระดับที่เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด โดยจัดทำออกมาเป็นเอกสารและจัดพิมพ์เป็นเล่ม<br />
ภาย ในมอก.แต่ละเล่มประกอบด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการผลิตผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น เกณฑ์ทางเทคนิค คุณสมบัติที่สำคัญ ประสิทธิภาพของการนำไปใช้งาน คุณภาพของวัตถุที่นำมาผลิต และวิธีการทดสอบเป็นต้น</p>
<p>ปัจจุบันสินค้าที่สมอ. กำหนดเป็นมาตรฐานปัจจุบันมีอยู่กว่า 2,000 เรื่อง ครอบคลุมสินค้าที่เราใช้ อยู่ในชีวิตประจำวันหลายๆ ประเภท ได้แก่ ประเภทอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ สิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น</p>
<p>มอก. มีประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องในหลายด้านด้วยกัน ดังนี้<br />
ประโยชน์ต่อผู้ผลิต<br />
1. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต<br />
2. ลดรายจ่าย ลดเครื่องจักร ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน<br />
3. ช่วยให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ<br />
4. ทำให้สินค้ามีคุณภาพดีขึ้น และมีราคาถูกลง<br />
5. เพิ่มโอกาสทางการค้า ในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการที่มีการกำหนดให้สินค้านั้นๆต้องได้รับมอก.</p>
<p>ประโยชน์ผู้บริโภค<br />
1. ช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า และ<br />
2. สร้างความปลอดภัยในการนำไปใช้<br />
3. ในกรณีที่ชำรุด ก็สามารถหาอะไหล่ได้ง่าย เพราะสินค้ามีมาตรฐานเดียวกัน ใช้ทดแทนกันได้<br />
4. วิธีการบำรุงรักษาใกล้เคียงกัน ไม่ต้องหัดใช้สินค้าใหม่ทุกครั้งที่ซื้อ<br />
5. ได้สินค้าคุณภาพดีขึ้นในราคาที่เป็นธรรมคุ้มค่ากับการใช้งาน</p>
<p>ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจส่วนรวมหรือประโยชน์ร่วมกัน<br />
1. ช่วยเป็นสื่อกลางเป็นบรรทัดฐานทางการค้า ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคมีความ เข้าใจที่ตรงกัน<br />
2. ก่อให้เกิดความยุติธรรมในการซื้อขาย<br />
3. ประหยัดการใช้ทรัพยากรของชาติ ทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด<br />
4. สร้างโอกาสทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย<br />
5. ป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ<br />
6. สร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ</p>
<p>ขอบคุณข้อมูล  จาก  สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย</p>
<p><b> </b></p>
<p>The post <a href="https://thanasarn.co.th/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/">มาตรฐานเหล็ก</a> appeared first on <a href="https://thanasarn.co.th">ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
