“ทาทา สตีล”หนุนการศึกษาไทยยุค 4.0 เนรมิตห้องสมุดเปลี่ยนชีวิตนักเรียนด้อยโอกาส
Cr:http://www.manager.co.th
Cr:http://www.manager.co.th
นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สมอ. มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน หรือมาตรฐานบังคับ จำนวน 105 มาตรฐาน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีผลทำให้ผู้ทำ ผู้นำเข้า รวมทั้งผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยต้องได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. ก่อนทำและนำเข้า ขณะเดียวกัน ผู้จำหน่ายก็ต้องจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมาย มอก. เท่านั้น หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับบทลงโทษ ในกรณีทำหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าคาร์บอนทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไป และงานขึ้นรูป มอก. 528-2548 ปัจจุบันเป็นมาตรฐานบังคับ สมอ. ได้แก้ไขปรับปรุงมาตรฐานดังกล่าว ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมาย ปรากฏว่ามีผู้เสนอความเห็นให้เพิ่มเติมชนิด : เหล็กแผ่นม้วนหน้าแคบ และชั้นคุณภาพ HR5 ซึ่งเมื่อนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) พิจารณาแล้ว กมอ. มีมติเห็นชอบ และให้ สมอ. ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากการแก้ไขดังกล่าวมีนัยยะสำคัญ ดังนั้นผู้ใดประสงค์จะแสดงความคิดเห็น สามารถดูรายละเอียดได้ที่ กองกฎหมาย สมอ. และให้แสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลกลับมาที่ สมอ. ภายในวันที่ 15 มิถุนายนนี้
Cr: http://www.innnews.co.th
การผลิต
ปริมาณการผลิตเหล็กและเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีประมาณ 1,692,032 เมตริกตัน (ไม่รวมผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กแผ่นเคลือบ และท่อเหล็กเพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ) ลดลง ร้อยละ 5.42 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเมื่อพิจารณาในรายผลิตภัณฑ์ พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตลดลงมากที่สุดในช่วงนี้ คือ เหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 9.65 เนื่องจากปริมาณสินค้าคงคลังตั้งแต่ช่วงต้นปี ยังอยู่ในปริมาณที่สูง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงนี้ คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.13 รองลงมาคือ เหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.50 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.51 (เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี เพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.91 เนื่องจากเหตุผลทางด้านเทคนิค คือ เมื่อช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้ผลิตหลักได้หยุดการผลิตบางส่วนเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร จึงทำให้ฐานในการคำนวณต่ำ) เหล็กแผ่นรีดเย็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.88 และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา พบว่า การผลิตโดยรวม ลดลง ร้อยละ 22.24 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตลดลงมากที่สุดคือ เหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 30.21 รายละเอียดตามตารางที่ 1
ความต้องการใช้ในประเทศ
ความต้องการใช้เหล็กในประเทศช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีจำนวนประมาณ 4,109,860 เมตริกตัน ลดลง ร้อยละ 5.3เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการใช้ลดลงมากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 22.5 โดยเหล็กเส้นและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 23.2 รองลงมาคือ เหล็กลวด ลดลง ร้อยละ 18.9 เนื่องจากอุตสาหกรรมก่อสร้างยังคงทรงตัว ทั้งในส่วนโครงการภาครัฐและภาคเอกชน ขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กในกลุ่มเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.3 โดยเหล็กแผ่นรีดเย็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 23.5
การนำเข้า- การส่งออก
การนำเข้า
มูลค่าการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีจำนวนประมาณ 1,768.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการนำเข้า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ประเทศนำเข้าที่สำคัญได้แก่ รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 48.12 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 124.55 เนื่องจาก ราคาในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นจึงส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น รองลงมาคือผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนสำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.99 โดยเหล็กแผ่นรีดเย็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 39.65 รองลงมาคือ เหล็กแผ่นรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 23.78 สำหรับเหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 2.49 โดยเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 27.52 เหล็กเส้น ลดลง ร้อยละ 8.48 ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้า ลดลงเล็กน้อย ร้อยละ 2.61 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการนำเข้า ลดลง คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป ลดลง ร้อยละ 24.42 ขณะที่ เหล็กทรงแบน ท่อเหล็ก และเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.42, 2.42, 0.29 ตามลำดับ รายละเอียดตามตารางที่2
การส่งออก
มูลค่าการส่งออกเหล็ก และเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีจำนวนประมาณ 296.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 76.47 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ประเทศส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น อังกฤษ และกลุ่มประเทศในอาเซียน ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น มากที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 611.77 โดยในไตรมาสนี้ ไม่มีการส่งออกเหล็กแท่งยาว (Billet) และเหล็กแท่งแบน (Slab) ขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป ชนิดอื่นๆ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 614.97 สำหรับท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 168.51 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 227.97 ท่อไร้ตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 81.59 สำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 51.13 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อนละ 205.30 ขณะที่เหล็กแผ่นรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 42.58 สำหรับเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.11 โดยเหล็กลวด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 80.84 และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10.62 ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 32.95 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ได้แก่ ท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 72.55 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 80.94 รองลงมาคือ ท่อไร้ตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 53.72 สำหรับเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น 30.95 โดยเหล็กลวด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 60.75 เหล็กเส้น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 53.49 สำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 23.29 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 86.36 เหล็กแผ่นรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 57.41รายละเอียดตามตารางที่ 3
การบริโภคเหล็กของไทยไตรมาส 1 ปี 2560 มีปริมาณ 4,109,860 ตัน ลดลง ร้อยละ 4.00เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตมีปริมาณ 1,692,032 ตัน ลดลง ร้อยละ 5.42 โดยเป็นการผลิตที่ลดลงของเหล็กทรงยาว ที่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การส่งออกมีมูลค่า 296.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 76.47 สำหรับการนำเข้า 1,768.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เนื่องจากภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศยังคงทรงตัว โดยในส่วนของอุตสาหกรรมต่อเนื่องซึ่งเป็นผู้ใช้เหล็กที่สำคัญ เช่น
อุตสาหกรรมก่อสร้าง ในส่วนของโครงการของภาคเอกชนพบว่าการก่อสร้างคอนโดมิเนียมยังคงชะลอตัวโดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าชานเมืองยังมีอุปทานเหลือขายจำนวนมาก เนื่องมาจากระดับรายได้ของลูกค้าใหม่ยังไม่สูงพอ ความเข็มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังคงมีแนวโน้มที่สูง ประกอบกับปริมาณสินค้าคงคลังยังอยู่ในระดับที่สูงส่งผลให้การผลิตลดลง สำหรับโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งผลักดันให้เกิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟความเร็วสูง พบว่าปัจจุบันยังไม่อยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง มีเพียงโครงการก่อสร้างและซ่อมแซมถนน จึงส่งผลให้สถานการณ์อุตสาหกรรมก่อสร้างในส่วนของภาครัฐยังคงทรงตัวอยู่
อุตสาหกรรมยานยนต์ ถึงแม้ยอดขายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น แต่การผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์กลับลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้การใช้เหล็กในประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงด้วย
สถานการณ์การบริโภคเหล็กในไตรมาส 2 ปี 2560 คาดการณ์ว่าจะลดลง ร้อยละ 15.58 โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาเหล็กในตลาดโลกและราคาในประเทศเริ่มมีทิศทางที่ลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศยังคงทรงตัวอยู่ จากอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ยังคงทรงตัวอยู่ทั้งทางด้านโครงการภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับปริมาณสินค้าคงคลังยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ความต้องการใช้ในประเทศลดลง
Cr: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

ยอดการบริโภคเหล็กโลกอยู่ที่ 1,515 ล้านตัน ในปี 2016
ส่วนยอดการบริโภคเหล็กสำเร็จรูปต่อหัวประชากรโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 207.9 กิโกกรัมต่อคน ในปี 2016 ลดลงจาก 208.3 กิโลกรัมต่อคน ในปี 2015 โดยยอดการบริโภคลดลงเฉลี่ย 10 กิโลกรัมต่อคน หรือ 4.6% นับตั้งแต่ที่เคยทำสถิติสูงสุดในปี 2013 อยู่ที่ 218 กิโลกรัมต่อคน
การบริโภคเหล็กต่อหัวของจีนปีนี้ฟื้นตัวหลังจากที่หดตัวในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 492.7 กิโลกรัมต่อคน แต่ก็ยังต่ำกว่าที่เคยทำสถิติสูงสุดในปี 2013 ที่ 539.5 กิโลกรัมต่อคน
การบริโภคเหล็กต่อหัวของอินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน เพิ่มขึ้น ขณะที่การบริโภคเหล็กต่อหัวของญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 492.6 กิโลกรัม จาก 497.3 กิโลกรัมในปี 2015
การบริโภคเหล็กต่อหัวของประชากรในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และ CIS ลดลงเช่นกัน ขณะที่ยอดการบริโภคเหล็กต่อหัวของยุโรปเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 311.4 กิโลกรัมต่อคน ในปี 2016 หรือเพิ่มขึ้น 6.6 กิโลกรัมต่อคน หรือ 2.2% เมื่อเทียบกับปี 2015
แหล่งที่มา : World Steel Association
ยอดการส่งออกสินค้าเหล็กทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2016 แม้ว่าจะมีอุปสรรคจากการใช้มาตรการทางการค้าที่เพิ่มขึ้น, สมาคมเหล็กโลกเปิดเผยในรายงาน World Steel in Figures
ยอดการบริโภคเหล็กเพิ่มขึ้น 8.5 ล้านตัน จาก 1,519.5 ล้านตัน ยอดการส่งออกสินค้าเหล็กเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 473.2 ล้านตัน จาก 465 ล้านตันในปี 2015 ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกเหล็กต่อการบริโภคเหล็กเพิ่มขึ้นเป็น 31.1% จาก 30.8% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008
โดยผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีการส่งออกมากที่สุดคือ เหล็กแผ่นรีดร้อน 82.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับปี 2015 รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป และเหล็กแผ่นเคลือบ ตามลำดับ
แปลและเรียบเรียงโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย
แหล่งที่มา : World steel association
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า