google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
นักเศรษฐศาสตร์เตือน ทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กอาจส่งผลกระทบเศรษฐกิจประเทศ

นักเศรษฐศาสตร์เตือน ทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กอาจส่งผลกระทบเศรษฐกิจประเทศ

นักเศรษฐศาสตร์เตือน ทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กอาจส่งผลกระทบเศรษฐกิจประเทศ

บรรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่เคยดำรงตำแหน่งอดีตคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว (CEA) ได้ออกมาเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติแผนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็ก

นักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีจากพรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 2 พรรคของสหรัฐ ได้ส่งหนังสือถึงทำเนียบขาวโดยระบุว่า “การรายงานของสื่อชี้ชัดว่า ท่านกำลังพิจารณาเรื่องการใช้อำนาจตามมาตรา 232 ของตัวบทกฎหมาย ‘Trade Expansion Act of 1962’ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก เพราะเชื่อว่ามันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งเราต้องการเรียกร้องให้ท่านยุติการดำเนินการเช่นนั้น”

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า สหรัฐมีภาษีตอบโต้และต่อต้านการทุ่มตลาดอยู่แล้วกว่า 150 รายการที่นำมาใช้กับการนำเข้าเหล็กกล้า และเตือนว่าการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและประเทศพันธมิตรรายใหญ่ๆ ที่เป็นแหล่งนำเข้าเหล็กกล้าของประเทศ

คณะนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า “ทางการแคนาดา อังกฤษ สหภาพยุโรป เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ต่างก็ออกมาแสดงความวิตกกังวลถึงเรื่องดังกล่าว” พร้อมเสริมว่า การปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กจะเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

นอกจากนี้ ในจดหมายดังกล่าวยังให้เหตุผลว่า “การกำหนดภาษีใหม่จะส่งผลให้ต้นทุนของกลุ่มผู้ผลิตปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะบีบให้ผู้ผลิตเหล่านี้ต้องลดการจ้างงาน และเพิ่มราคาสินค้าที่ขายให้กับผู้บริโภค”

คณะนักเศรษฐศาสตร์สรุปว่า “เราขอเรียกร้องให้ท่านหลีกเลี่ยงนโยบายที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและทางการทูต และขอให้ท่านพิจารณาถึงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติเป็นหลัก”

ทั้งนี้ ผู้ที่ลงนามในจดหมายฉบับดังกล่าวรวมถึง นายเบน เบอร์นันเก้ อดีตประธานเฟด ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธาน CEA ในรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช, นายมาร์ติน ฟิลด์สเตน อดีตประธาน CEA สมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน และนายเจสัน เฟอร์แมน ที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งให้คณะทำงานสอบสวนการนำเข้าเหล็กกล้าจากต่างประเทศ ภายใต้มาตรา 232 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวดูเหมือนจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการค้าเพื่อจำกัดการนำเข้าเหล็กกล้าจากต่างประเทศ ตามเหตุผลที่ว่าเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ

ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าของสหรัฐก็ได้ออกมาเตือนว่า การดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการผลิตของสหรัฐ

Cr : RYT 9

สมอ. แก้ไขมาตรฐานเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนและเย็น มีผลบังคับใช้ 27 พฤศจิกายนนี้

สมอ. แก้ไขมาตรฐานเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนและเย็น มีผลบังคับใช้ 27 พฤศจิกายนนี้

สมอ. แก้ไขมาตรฐานเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนและเย็น มีผลบังคับใช้ 27 พฤศจิกายนนี้

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แก้ไขมาตรฐานเหล็ก 2 มาตรฐาน เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป และเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิต และการใช้งานในปัจจุบัน หลังเวียนร่างมาตรฐานขอรับข้อคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วตราพระราชกฤษฎีกา มีผลใช้บังคับ 27 พฤศจิกายน 2560 นี้

นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล เลขาธิการ สมอ. เปิดเผยว่า เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป ประกาศใช้ครั้งแรกเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อน แผ่นม้วน แผ่นแถบ แผ่นหนา และแผ่นบาง สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป มาตรฐานเลขที่ มอก.1479-2541 และเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป ประกาศใช้ครั้งแรกเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าคาร์บอนรีดเย็น แผ่นม้วน แผ่นแถบ และแผ่นตัด สำหรับงานทั่วไปและงานขึ้นรูป มาตรฐานเลขที่ มอก. 2012-2543

โดยมาตรฐานทั้ง 2 เรื่อง เป็นมาตรฐานบังคับ ต่อมา สมอ. ได้แก้ไขปรับปรุงมาตรฐานให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิตและความก้าวหน้าทางวิชาการ ตลอดจนการใช้งานในปัจจุบัน เมื่อนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) พิจารณาแล้ว กมอ. มีมติเห็นชอบและให้ สมอ. ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ซึ่ง สมอ. ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 18 แห่ง พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป และผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป

เมื่อมาตรฐานใหม่ทั้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป มอก. 1479-2558 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป มอก. 2012-2558 มีผลบังคับให้ใบอนุญาตทำหรือนำเข้าตาม มอก. 1479-2541 และ มอก. 2012-2543 จะสิ้นอายุ และผู้ทำ ผู้นำเข้า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องขอรับใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตให้ทำตาม มอก. 1479-2541 จำนวน 35 ราย อนุญาตให้นำเข้า จำนวน 125 ราย และมีผู้ได้รับอนุญาตให้ทำตาม มอก. 2012-2543 จำนวน 28 ราย อนุญาตให้นำเข้า จำนวน 153 ราย ดังนั้น หากผู้ประกอบการต้องการรักษาสิทธิ์ในการผ่อนผันเพื่อประกอบกิจการตามใบอนุญาตเดิม จะต้องยื่นคำขอกับ สมอ. ก่อนวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 เท่านั้น ซึ่งสามารถผ่อนผันให้ดำเนินการตามใบอนุญาตเดิมได้ไม่เกิน 1 ปี

เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สมอ. ได้ตรวจติดตามผู้ทำ ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญด้านการตรวจสอบและกำกับติดตามการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ สมอ. และเป็นมาตรการหนึ่งของกระทรวงอุตสาหกรรมในการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และปกป้องผู้ประกอบการที่ดีที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมทั้งสร้างความเข้าใจในการจำหน่ายสินค้าที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานแก่ผู้จำหน่ายในท้องตลาด จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อ และอย่าได้หลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เมื่อใช้แล้วอาจเกิดอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นได้
Cr: RYT 9

การไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าหลอดและท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลี…..ต้องโปร่งใสเป็นธรรมกับท

การไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าหลอดและท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลี…..ต้องโปร่งใสเป็นธรรมกับท

การไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าหลอดและท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลี…..ต้องโปร่งใสเป็นธรรมกับท

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามที่กรมการค้าต่างประเทศได้เปิดไต่สวนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับการนำเข้าสินค้าหลอดและท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลี นั้น กรมฯ ได้ดำเนินการไต่สวนตามกระบวนการภายใต้พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด รอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

โดยในกระบวนการ ไต่สวนได้เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเข้าร่วมเพื่อแสดงข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อประกอบการพิจารณาใช้มาตรการ นอกจากนี้ กรมฯ ได้ส่งข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาวินิจฉัย เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายได้แสดงความเห็น และได้จัดให้มีการประชุมเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแถลงการณ์ด้วยวาจาเพื่อแสดงความคิดเห็นหรือข้อโต้แย้ง เพื่อรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงมาประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน

ดังนั้น การที่มีผู้มีส่วนได้เสียแสดงความกังวลเกี่ยวกับการยกเว้นหรือไม่ยกเว้น โดยการกำหนดให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในอัตราร้อยละ 0 กับเหล็กท่อบางชนิด เนื่องจากจะทำให้เกิดการผูกขาดการค้าและส่งผลเสียต่อผู้บริโภคและประโยชน์สาธารณะนั้น กรมการค้าต่างประเทศไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด โดยได้นำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดเสนอคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน
รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2560 คณะกรรมการพิจารณาการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) ได้มีมติให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากสินค้าหลอดและท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลีในอัตราร้อยละ 3.22 ถึง 66.01 ของราคา ซี ไอ เอฟ โดยกำหนดให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในอัตราร้อยละ 0 สำหรับสินค้าท่อเหล็กบางชนิด เพื่อประโยชน์สาธารณะ เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้วพบว่าอุตสาหกรรมภายใน ยังไม่สามารถผลิตและขายในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งการพิจารณาอยู่บนข้อมูลข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ เป็นธรรมและโปร่งใส

Cr : RYT 9

มอ. เตรียมความพร้อมผู้ผลิตเหล็กไทย รองรับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟสแรก คาดยอดใช้เหล็กสูงหลายแสนตัน

มอ. เตรียมความพร้อมผู้ผลิตเหล็กไทย รองรับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟสแรก คาดยอดใช้เหล็กสูงหลายแสนตัน

มอ. เตรียมความพร้อมผู้ผลิตเหล็กไทย รองรับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟสแรก คาดยอดใช้เหล็กสูงหลายแสนตัน

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจกลุ่มผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างในโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน (ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา) โดยเฉพาะเหล็กข้ออ้อยที่มีแนวโน้มต้องเป็นไปตามมาตรฐานต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ผลิตเหล็กในการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องตามข้อกำหนดโครงการ ส่งเสริมการใช้วัสดุที่ผลิตได้ในประเทศตามนโยบายรัฐบาล คาดยอดใช้เหล็กในโครงการเฟสแรกสูงหลายแสนตัน
นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล เลขาธิการ สมอ. เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทย โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน (ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา) ซึ่งในการดำเนินการโครงการดังกล่าว กระทรวงคมนาคมเห็นควรให้เลือกใช้วัสดุก่อสร้างหลักที่สามารถจัดหาได้ภายในประเทศให้มากที่สุด เนื่องจากเป็นโครงการที่ก่อสร้างในประเทศไทย

โดยเบื้องต้นจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการจัดหาวัสดุก่อสร้างหลักจากตลาดภายในประเทศ พบว่ามีเหล็กบางส่วน คือ เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย ยังไม่ชัดเจนว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานใด แต่มีแนวโน้มต้องเป็นไปตามมาตรฐานต่างประเทศ รวมถึงโครงการของรัฐบาลอีกหลายโครงการ ซึ่งมีความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในกลุ่มเหล็กอีกหลายรายการที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (มาตรฐานบังคับ)

ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้โครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน ใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตได้ในประเทศ และเพื่อให้การควบคุมการทำผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ตามอำนาจหน้าที่ของ สมอ. ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจอันจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นการส่งเสริมนโยบาย Ease of Doing Business ของรัฐบาล สมอ. จึงได้เชิญสมาคม/องค์กรภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเหล็กในประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือและทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน และรายละเอียดเกี่ยวกับเหล็กที่ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างสำหรับงานโยธาในโครงการดังกล่าว รวมทั้งการขออนุญาตทำตามมาตรา 20 และการขออนุญาตทำแตกต่างจากมาตรฐานตามมาตรา 20 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม 230 อาคาร สมอ. เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทยสามารถผลิตเหล็กให้ได้ตามข้อกำหนดของโครงการ รองรับการดำเนินการก่อสร้างโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างเฟสแรก ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา ระยะทาง 252 กิโลเมตร คาดว่าต้องใช้ปริมาณเหล็กสูงถึงหลายแสนตัน นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กของไทยและส่งเสริมให้ใช้วัสดุที่ผลิตได้ภายในประเทศตามนโยบายรัฐบาล

Cr: RYT 9

โรงงานผลิตเหล็กจีนแห่งแรก ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนถ่านหินแล้ว

โรงงานผลิตเหล็กจีนแห่งแรก ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนถ่านหินแล้ว

โรงงานผลิตเหล็กจีนแห่งแรก ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนถ่านหินแล้ว

รายงานข่าวกล่าวว่า โรงงานผลิตเหล็ก วิสคอร์น กิจการในเครือเป่าอู่สตีลกรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น ได้พัฒนาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยการร่วมมือกับ เอเชียคลีนแคปิตอล เพื่อลงทุน ออกแบบ ติดตั้งระบบทั้งหมด

กำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ของโรงงานฯ ในปีแรก คาดว่าจะอยู่ที่ราว 13 กิกะวัตต์ ซึ่งโครงการพลังงานนี้ สามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอนได้ถึง 220,000 ตัน ตลอดชีพ โดยการติดตั้งระบบพลังงานรับแสงฯ ไว้ที่ดาดฟ้าโรงงาน เพื่อจ่ายไฟฟ้าโดยตรง

หวัง หลง ผู้จัดการโครงการของเอเชีย คลีน แคปิตอล กล่าวกับพิเพิลเดลีว่า ด้วยกำลังผลิตเวลานี้ ยังนับเป็นสัดส่วนเพียง 18 เปอร์เซนต์ ของศักยภาพกำลังผลิตทั้งหมดซึ่งอยู่ที่ราว 120 เมกะวัตต์

อู่ฮั่น อยู่ทางตอนกลางของจีน มีฝนชุก และมีแดดน้อย แต่ระบบที่ติดตั้งโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ high-efficiency modules สามารถแก้ปัญหานี้ได้

พลังงานแสงอาทิตย์ สามารถติดตั้งได้กับหลังคาทุกชนิดตราบเท่าที่โครงสร้างรองรับน้ำหนักได้ ซึ่งรวมถึงที่พักอาศัย และเอเชีย คลีน แคปิตอล ได้ทำงานให้กับโรงงานอีกหลายแห่งทางตะวันออกของจีน โดยโครงการของวิสคอร์น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมผลิตเหล็กจีน
Cr : MGR Online

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า