Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
admin_sale, Author at ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม - Page 8 of 19 google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
THE คาดปีนี้ทรงตัวรอเวลารับผลดีโครงการลงทุนภาครัฐ,ศึกษาซื้อโรงเหล็ก-ส่งไพร์ม สตีลเข้าตลาดหุ้น

THE คาดปีนี้ทรงตัวรอเวลารับผลดีโครงการลงทุนภาครัฐ,ศึกษาซื้อโรงเหล็ก-ส่งไพร์ม สตีลเข้าตลาดหุ้น

THE คาดปีนี้ทรงตัวรอเวลารับผลดีโครงการลงทุนภาครัฐ,ศึกษาซื้อโรงเหล็ก-ส่งไพร์ม สตีลเข้าตลาดหุ้น

นายบุญชัย จิระพงษ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เดอะ สตีล (THE) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าผลประกอบการปี 60 จะใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้ 15,839.73 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 545.29 ล้านบาท โดยมองว่าอุตสาหกรรมเหล็กในปีนี้จะยังไม่ขยายตัวมากนัก คงต้องรอโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เริ่มใช้เหล็กอย่างเต็มที่ในช่วงปลายปีและต่อเนื่องไปอีกหลายปี

ขณะเดียวกันหากมองตามโรดแมพการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่รัฐบาลวางเป้าหมายไว้ในปี 61 หากเกิดขึ้นจริงจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศให้เดินหน้าลงทุนโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะทำให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะเพิ่มขึ้นราว 20%

“ปีนี้ผลประกอบการของเราก็คงจะทรงๆ ตัวจากปีที่ผ่านมา โดยแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก แต่จะเห็นการเติบโตมากๆ ในปีหน้าตามความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นจากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นอีก ผมมองว่าความต้องการใช้เหล็กในปี 61 จะเติบโตได้ราว 20% และด้วยราคาขายเหล็กในปัจจุบันถือว่าถึงจุดต่ำสุดแล้ว ต่อจากนี้คาดว่าราคาเหล็กจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ซึ่งหากทิศทางราคาเหล็กเป็นแบบขาขึ้น ยังไงเราก็กำไรแน่นอน”นายบุญชัย กล่าว

สำหรับรายได้ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สัดส่วน 30% มาจากการผลิตเพื่อจำหน่ายภายใต้กำลังการผลิต 20,000 ตัน/เดือน และ อีก 70% มาจากธุรกิจซื้อมาขายไป โดยบริษัทมีพันธมิตรที่เป็นโรงงานผลิตเหล็กหลายราย ซึ่งบริษัทจะสั่งวัตถุดิบให้กับโรงงานเหล่านี้เพื่อผลิตให้กับบริษัทนำมาจำหน่ายย ทำให้บริษัทมีสินค้าค่อนข้างครบถ้วนทุกประเภท คือ เหล็กม้วนรีดร้อน, เหล็กม้วนสลิป, เหล็กแผ่น, เหล็กรูปพรรณประเภทขึ้นรูปร้อน และเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็น

“เรามีต้นทุนคงที่เพียง 30% คือส่วนของการผลิตสินค้าเพื่อขาย ในส่วนที่เหลือคือการซื้อมาขายไป ทำให้บริษัทฯเราไม่เหมือนกับบริษัทฯเหล็กอื่นๆในอุตสาหกรรมที่เป็นการผลิตเพื่อขายเป็นหลัก ทำให้เราสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ คือจะซื้อหรือไม่ซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมากว่า 20 ปี เราก็มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี”นายบุญชัย กล่าว

นายบุญชัย กล่าวอีกว่า ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากช่วงไตรมาส 1/60 มีกำไรราว 82 ล้านบาท โดยล่าสุดรัฐบาลไทยกำลังเร่งผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงร่วมกับจีน ช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา ซึ่งทางรัฐบาลได้ส่งหนังสือขอข้อมูลจากสมาคมเหล็กทั่วประเทศว่ามีเหล็กประเภทใดแบบใดที่โรงงานในประเทศสามารถผลิตป้อนให้ได้ ขณะเดียวกัน จีนก็มีนโยบายปรับลดกำลังผลิตเหล็กในประเทศลง หากเกิดขึ้นจริงเชื่อว่าจะเป็นส่วนผลักดันให้ราคาเหล็กปรับตัวขึ้นได้ในระยะต่อไป

“ที่ผ่านมาโรงงานผลิตเหล็กส่วนใหญ่จะประสบปัญหาขาดทุนจากความผันผวนของราคาเหล็กในตลาดโลก แต่ด้วยประสบการที่เรามีมากว่า 20-30 ปีในตลาดนี้ เรามีการปรับตัวได้ค่อนข้างดีทั้งในช่วงที่ราคาเหล็กปรับตัวขึ้น ทำให้เรามีผลประกอบการที่ดีมาต่อเนื่อง และในช่วงราคาเหล็กปรับตัวลง ซึ่งผมจะอธิบายว่าในช่วงเหล็กราคาลงจะค่อนข้างยากเพราะต้องบริหารการผลิตให้พอดีกับต้นทุนคงที่ของโรงงานเพื่อให้มีผลกำไรบ้าง หรือให้ขาดทุนน้อยที่สุด ขณะที่ช่วงราคาเหล็กขึ้นก็ง่ายมาก จะผลิตมากผลิตน้อยอย่างไรยังไงเราก็กำไร”นายบุญชัย กล่าว

นายบุญชัย กล่าวถึงแผนในอนาคตว่า ปัจจุบันบริษัทฯอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อเข้าซื้อโรงงานผลิตเหล็ก 1  แห่ง มูลค่าราว 600-700 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนจะย้ายโรงงานเดิมไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้นและสามารถขยาบกำลังการผลิตได้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 3/60 นี้

ทั้งนี้ หากได้ข้อสรุปในการเข้าซื้อโรงงานดังกล่าวบริษัทคงจะต้องใช้ระยะเวลาราว 3 ปีในการเตรียมการ โดยเงินลงทุนจะมาจากใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ (THE-W2) ที่ออกไปทั้งหมด 550 ล้านหุ้น ราคาการใช้สิทธิ 3.50 บาท/หุ้น ซึ่งหากผู้ถือหน่วยใช้สิทธิครบจำนวนก็จะทำให้สามารถระดมทุนได้ทั้งหมดราว 1,925 ล้านบาท โดยปัจจุบันราคาใช้สิทธิเทียบกับราคาบนกระดานถือว่ามีส่วนต่างพอสมควร จึงเชื่อว่าจะมีผู้ถือหน่วยมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก

“โรงงานเดิมที่ถนนเอกชัยแยกออกจากกันไประหว่างหลายโรงงาน หลายคลังจัดเก็บทำให้มีต้นทุนที่สูง ซึ่งตอนนี้เราอยู่ระหว่างศึกษาที่จะเข้าซื้อกิจการโรงเหล็กเพื่อที่จะเพิ่มกำลังการผลิต และย้ายโรงงานเดิมทั้งหมดไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อที่จะช่วยให้ต้นทุนในทุกๆด้านดีขึ้น”นายบุญชัย กล่าว

นายบุญชัย กล่าวต่อว่า ล่าสุดบริษัทได้เข้าซื้อหุ้น บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด เพิ่มเป็น 50% จากเดิมที่มีอยู่ 20% และได้รับโอนหุ้นเรียบร้อยแล้วเมื่อ 31 ม.ค.60 หลังจากนี้บริษัทเตรียมจะขยายกำลังการผลิตเป็น 70,000 ตัน/เดือน จากเดิม 50,000 ตัน/เดือน โดยจะขยายโรงงานและพื้นที่เก็บสินค้า มูลค่าลงทุนราว 200 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับสถาบันทางการเงินเพื่อขอเปิดวงเงินกู้ยืม

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการผลิตสินค้ามีมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น ซึ่งยังต้องใช้งบลงทุนอีกพอสมควร บริษัทจึงมีแผนที่จะนำบริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนมาใช้ในการลงทุนครั้งนี้ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปี 61

Cr : http://www.ryt9.com/s/iq05/2671180

มิลล์คอนเปิดโมเดลธุรกิจผ่านออนไลน์

มิลล์คอนเปิดโมเดลธุรกิจผ่านออนไลน์

มิลล์คอนเปิดโมเดลธุรกิจผ่านออนไลน์

นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กเส้น เปิดเผยว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยช่วงครึ่งหลังปี 2560 ปริมาณการใช้เหล็กทุกประเภทอาจยังขยับขึ้นไม่มาก ประมาณ 18-19 ล้านตัน และจะเห็นภาพการใช้เหล็กในช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดี และจะเห็นปริมาณการสั่งซื้อเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในปีหน้าบริษัทได้กำหนดแผนงานไว้ 4 เรื่อง คือ

1.สินค้าต้องเป็นระดับพรีเมี่ยม 2. การบริการสามารถเชื่อมไปสู่การเป็นซัพพลายเชนและแวลูเชน 3.กระบวนการผลิตต้องใช้เทคโนโลยีลงทุนปรับปรุงเครื่องจักร ใช้ระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ 4.โมเดลธุรกิจใหม่ (Business Model) เช่น การผลิตสินค้าต้องมาจากความต้องการของลูกค้าจริง ๆ ปัจจุบันมีบริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจให้บริการซอฟต์แวร์บริหารธุรกิจก่อสร้างและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ BUILK.COM เป็นช่องทางและตัวช่วยในการรีวิวความต้องการของลูกค้า

“ในปี 2563 สัดส่วนของสินค้าเหล็กเกรดพิเศษจะเพิ่มเป็น 40% เช่น เหล็กใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ เหล็กก่อสร้างวิศวกรรม จากปัจจุบันสัดส่วน 95% ยังคงเป็นเหล็กที่ใช้ในตลาดก่อสร้างทั่วไป”

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ มีที่ประเทศเมียนมาดำเนินการมาเกือบ 1 ปีแล้ว ได้ร่วมทุนกับบริษัท GEL และ THIHA ในเขตเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมติลาวา คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันผลิตเหล็กท่อ รวมถึงวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ และในอนาคตมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าที่ตลาดเมียนมายังขาด

นายสิทธิชัยกล่าวต่อไปว่า ในไตรมาส 1 ปี 2560 (ม.ค.-มี.ค.) บริษัทมียอดรายได้ 5,873 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เป็นผลจากการขยายฐานลูกค้าไปต่างจังหวัด การขายผ่านช่องทางออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศอาเซียนและออสเตรเลีย

สำหรับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กมีความกังวล จากการปิดโรงงานผลิตเหล็กของจีนและกลัวว่า จะเข้ามาตั้งโรงงานที่ในไทย “เหล็กในประเทศแทบล้นตลาด หากยังมีการปล่อยให้เข้ามาตั้งโรงงานเพื่อผลิตเหล็กชนิดเดียวกันอีก ผู้ประกอบการไทยจะอยู่กันอย่างไร
Cr : ประชาชาติธุรกิจ

เวทีเหล็กอาเซียนชูยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศลดการนำเข้า

เวทีเหล็กอาเซียนชูยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศลดการนำเข้า

เวทีเหล็กอาเซียนชูยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศลดการนำเข้า

เวทีเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียนชูประเด็นสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศ-ลดพึ่งพาการนำเข้าเพื่อความยั่งยืน อินเดียตั้งเป้าขึ้นแท่นเบอร์ 2 ของโลกเน้นใช้เหล็กในประเทศ ′Make in India′ สำหรับโครงการใหญ่ภาครัฐและช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องผู้ประกอบการ สิงคโปร์หนุนผู้ผลิตปรับปรุงผลิตภาพผ่านโครงการรัฐ ในขณะที่มาเลเซียประกาศชัด Buy Malaysian Products First Policy ซีอีโออุตสาหกรรมเหล็กชี้ไทยควรนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้โดยเฉพาะการส่งเสริมเหล็กในประเทศกับโครงการลงทุนภาครัฐเพื่อความยั่งยืน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 22-25 พฤษภาคม 2560 สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียนได้จัดงานสัมนาประจำปี หรือ SEAISI Conference & Exhibition 2017ที่ ประเทศสิงคโปร์ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมเหล็กทั้งจากภายในและภายนอกอาเซียน จำนวนหลายร้อยคน ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวมีประเด็นหลักที่ผู้แทนจากประเทศต่างๆ นำเสนอคือ นโยบายสร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ

Dr. A S Firoz นักเศรษฐศาสตร์ประจำหน่วยงานวิจัย Joint Plant Committee ของรัฐบาลอินเดีย กล่าวว่ารัฐบาลอินเดียได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้ผลิตเหล็กอันดับสองของโลกภายในปี ค.ศ. 2030-2031 ด้วยกำลังผลิต 300 ล้านตัน จึงได้กำหนดกลยุทธ์ “ Make in India Program” สำหรับขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ (Domestic Industrialization) โดยส่งเสริมการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในการจัดซื้อจัดจ้างงานโครงการภาครัฐ

ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลเดินหน้าลงทุนด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมและการขนส่งอย่างเต็มที่ นอกจากนี้รัฐบาลยังเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างทางธุรกิจของผู้ผลิตเหล็กที่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง (Stressed Steel Assets)  เพื่อช่วยให้กลับสู่การผลิตและการลงทุนได้ใหม่ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ผลิตเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า  โดยเป้าหมายที่สำคัญคือสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการเหล็กในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเหล็กจากต่างประเทศ

ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ ได้นำเสนอยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ที่ใช้เหล็กโครงสร้าง (Structural Steel) เป็นวัสดุหลัก โดยรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับปรุงผลิตภาพ (Productivity) โดย Dr. John Keung ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Singapore Building and Construction Authority (BCA)  ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐบาลที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างของสิงคโปร์ กล่าวว่า BCA ได้เริ่มต้นปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนางานก่อสร้างในประเทศตั้งแต่ปี 2010 โดยก่อนหน้านั้น อุตสาหกรรมก่อสร้างของสิงคโปร์ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก (Labor Intensive) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งพาแรงงานต่างชาติถึง 70% ของแรงงานทั้งหมด  ซึ่งปัญหาในขณะนั้นก็คือ แรงงานส่วนใหญ่มีประสบการณ์และทักษะน้อยส่งผลให้ผลิตภาพของงานต่ำ

ดังนั้น BCA จึงได้กำหนดมาตรการปรับปรุงผลิตภาพ ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาผลิตภาพและศักยภาพงานก่อสร้าง (Construction Productivity and Capability Fund: CPCF) เพื่อปรับปรุงยกระดับผลิตภาพแรงงาน  ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการออกแบบอาคารด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Building Information Modeling (BIM)  ผลักดันการปรับปรุงผลิตภาพผ่านงานโครงการก่อสร้างภาครัฐ โดยกำหนดผลิตภาพเป็นตัวชี้วัด (KPI) ผลงาน  และการจัดตั้งโครงการสร้างมืออาชีพด้านงานก่อสร้าง (Professional) ผ่านหลักสูตรในสถาบันการศึกษาในทุกระดับ

ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศของตน ดาโต๊ะ Thian Lai ประธานสมาพันธ์ผู้ผลิตเหล็กและเหล็กกล้ามาเลเซีย กล่าวว่าในงานสัมมนาครั้งนี้ว่า รัฐบาลมาเลเซียก็มีนโยบายสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กในประเทศที่เรียกว่า Buy Malaysian Products First Policy โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล นอกจากนี้รัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เรียกว่า Industrialized Building System คล้ายๆกับที่ BCA สิงคโปร์ทำอยู่ คือนำเทคโนโลยีดิจิตัลมาใช้ในงานออกแบบงานก่อสร้างและทำการผลิตส่วนประกอบโครงสร้างเหล็กก่อสร้าง (Prefabrication) นอกสถานที่ก่อสร้าง (Off-site work) ในลักษณะชิ้นงานพร้อมประกอบที่เรียกว่า module ก่อนนำไปประกอบที่สถานที่ก่อสร้าง ซึ่งช่วยลดทั้งระยะเวลาการก่อสร้างและจำนวนแรงงาน

นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ในฐานะกรรมการบริหารของ SEAISI กล่าวว่า แนวทางในการในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของรัฐบาลประเทศต่างๆในอาเซียนล้วนมีเป้าหมายสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศ ประเทศไทยควรศึกษารูปแบบการพัฒนาอุตสากรรมเหล็กของประเทศเหล่านี้ นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้รัฐบาลมีแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำนวนมาก เช่น โครงการก่อสร้างระบบขนส่งรถไฟฟ้าและรถไฟรางคู่ ที่จะต้องใช้วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เหล็กจำนวนมาก น่าจะลองใช้มาตรการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กในประเทศคล้ายๆกับของอินเดียและมาเลเซีย เช่นอาจจะเรียกว่า Buy Thai Steel Policy ซึ่งแม้แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังประกาศนโยบาย Buy America สนับสนุนการใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศ สำหรับในเรื่องการปรับปรุงผลิตภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเราน่าจะดูรูปแบบของ BCA สิงคโปร์เป็นตัวอย่าง ซึ่งปัญหาในขณะนี้ก็คือ เรายังไม่มีหน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็นเจ้าภาพโดยตรง ที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้
Cr : ประชาชาติธุรกิจ

“ทางรถไฟ” และ “เหล็ก”

“ทางรถไฟ” และ “เหล็ก”

“ทางรถไฟ” และ “เหล็ก”

กลับมาเป็นประเด็นที่สังคมสนใจอีกครั้งสำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งตามมาตรา 44 กดปุ่มปลดล็อกลดอุปสรรคและปัญหาของโครงการ ช่วยเร่งรัดการดำเนินงานต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวตามที่รัฐบาลวาดฝันไว้

วันนี้สถาบันเหล็กฯ จึงขอนำข้อมูลเกี่ยวกับ “ทางรถไฟ” และ เหล็กมาแชร์ให้ทุกท่านได้รับทราบ

ทางรถไฟถือเป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร โดยมีรถไฟเป็นยานพาหนะ รางรถไฟนั้นประกอบด้วยรางสองราง ซึ่งปกติทำมาจาก “เหล็กกล้า” วางบนวัตถุที่ตั้งฉากกับตัวราง โดยสร้างจากไม้หรือคอนกรีต วัตถุนี้เป็นตัวกำหนดระยะระหว่างของรางเรียกว่า “เกจ” (Gauge)

รางรถไฟเหล็กเริ่มปรากฏในศตวรรษที่ 18 ในปี ค.ศ. 1802 วิศวกรชาวอังกฤษนามว่า วิลเลียม เจสสป (William Jessop) ได้ออกแบบและนำรางเหล็กมาใช้ โดยเปิดให้บริการ ทางรถไฟเซอร์เรย์ไอเอิร์น (Surrey Iron Railway) ในทางใต้ของกรุงลอนดอน ในขณะนั้นยังใช้เพียงรถม้าลาก

ทางรถไฟแรกที่นำหัวรถจักรไอน้ำมาใช้คือรถไฟสาย สตอกตัน-ดาร์ลิงตัน (Stockton and Darlington) ในภาคเหนือของประเทศอังกฤษ โดยเปิดให้บริการเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2368 (ต้นรัชกาลที่ 3) ต่อจากนั้นก็มีทางรถไฟอีกหลายสายเติบโตขึ้นตามมา เช่นสายลิเวอร์พูล-แมนเชสเตอร์ ต่อจากนั้นทางรถไฟจึงแพร่หลายทั่วเกาะอังกฤษและต่อมาทั่วโลก

การพัฒนาทางเทคโนโลยีรถไฟก้าวกระโดดไปอีกขั้นเมื่อ แกรนวิลล์ ที. วูดส์ (Granville T. Woods) นำสายไฟฟ้ามาจ่ายกระแสให้รถไฟ ซึ่งนำไปสู่รางรถไฟแบบไฟฟ้า และในสมัยนี้มีหลายประเทศที่ได้นำเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงมาใช้


ปัจจุบันทางรถไฟทั่วโลกมีความยาวรวมกันทั้งสิ้น 1,055,263 กิโลเมตร ซึ่งสร้างจาก “เหล็กกล้า” มากกว่า 118,252,771 ตัน หรือ เทียบเท่ากับหอไอเฟล 16,000 แท่ง

เอเชียถือเป็นทวีปที่มีทางรถไฟอันดับที่สามของโลก รองจากทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป

ทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลกคือเส้นทางรถไฟเชื่อมจากประเทศจีน, คาซัคสถาน, รัสเซีย, เบลารุส, โปแลนด์, เยอรมนีและฝรั่งเศส ก่อนที่จะถึงปลายทางเมืองมาดริด ประเทศสเปน มีระยะทางรวมมากกว่า 13,052 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 21 วัน

อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในโลกอยู่ที่เทือกเขาแอลป์ (Alps) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีระยะทางยาว 57.1 กิโลเมตร

Cr : World Steel Association

มาตรฐาน มอก. ของเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่

มาตรฐาน มอก. ของเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่

มาตรฐาน มอก. ของเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่

มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (ทั้งเหล็กเส้นกลมและ เหล็กข้ออ้อย) มีการปรับปรุงใหม่ เพื่อให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ดังนี้

– เหล็กเส้นกลม มอก. 20-2543 เปลี่ยนเป็น มอก. 20-2559

– เหล็กข้ออ้อย มอก. 24-2548 เปลี่ยนเป็น มอก. 24-2559 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 20 ธันวาคม 2559

ผลกระทบ : ผู้ได้รับอนุญาตด้วย มอก.เดิม (ทั้งผู้ผลิตและ ผู้นำเข้า) จะถูกยกเลิกใบอนุญาตเดิมและต้องทำการขออนุญาตใหม่ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 180 วัน หลังวัน ประกาศในราชกิจจาฯ

สิ่งที่เพิ่มเข้ามา

  • มีการคัดแยก คุณภาพเศษเหล็ก โดยควบคุม P, S อย่างเข้มงวด
  • มีการตรวจสอบค่าเคมีของน้ำเหล็กทุกขั้นตอนการผลิต ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน
  • มีการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์อย่างเหมาะสม (ลด P, S และสารฝังใน)
  • เตาหลอมเหล็กต้องมีขนาด 5 ตันขึ้นไป
  • มีมาตรฐานการจัดการระบบสิ่งแวดล้อมที่ดี
  • ในเนื้อเหล็กต้องแสดงกรรมวิธีการทำเหล็กแท่ง ที่นำมาทำสินค้า
    • OH กรรมวิธีแบบ Open Hearth   BO กรรมวิธีแบบ Basic Oxygen
    • EF กรรมวิธีแบบ EAF   IF กรรมวิธีแบบ Induction Furnace
  • ต้องเป็นเหล็กกล้าไม่เจือ
  • ในเนื้อเหล็กต้องเพิ่มชื่อผู้ได้รับอนุญาต (ยกเว้นเป็นชื่อเดียวกับผู้ผลิต)

เหล็กกล้าไม่เจือ

หมายถึง เหล็กกล้าที่มีธาตุเจือดังต่อไปนี้ตาม % ที่กำหนด

  • Al น้อยกว่า 3%                                      –   Si น้อยกว่า        0.6%
  • Mn น้อยกว่า 65%                                    –   Cu น้อยกว่า      0.4%
  • Ni น้อยกว่า 3%                                      –   Cr น้อยกว่า       0.3%
  • Pb น้อยกว่า 4%                                      –   Co น้อยกว่า      0.3%
  • W น้อยกว่า          3%                                      –   Ti น้อยกว่า        0.05%
  • V น้อยกว่า            1%                                      –   Zr น้อยกว่า       0.05%
  • Mo น้อยกว่า 08%                                    –   Nb น้อยกว่า     0.06%
  • B น้อยกว่า          0008%

ธาตุอื่นๆ น้อยกว่า  0.1%  ยกเว้น S, P, C, N

เปรียบเทียบกระบวนการผลิตแบบต่างๆ

EF BO OH IF
วัตถุดิบหลัก เศษเหล็ก เศษเหล็ก + น้ำเหล็ก เศษเหล็ก เศษเหล็ก
การเลือกวัตถุดิบ ไม่จำเป็น ไม่จำเป็น ไม่จำเป็น จำเป็นมาก
กระบวนการทำเหล็กให้บริสุทธิ์ มี มี มี ไม่มี (ถ้าต้องการ ต้องติดตั้งกระบวนการเพิ่ม)
พลังงานที่ใช้ ไฟฟ้า ปฏิกิริยาเคมี เชื้อเพลิง ไฟฟ้า
ขนาดเตาหลอม ขนาดกลางขึ้นไป ขนาดกลางขึ้นไป ขนาดใหญ่ ขนาดเล็กขึ้นไป
พบได้ใน เหล็กก่อสร้างในประเทศ(แบบปกติทั่วไป)

เหล็กก่อสร้างนำเข้า

เหล็กก่อสร้างนำเข้า (ทั้งแบบสำเร็จรูปและวัตถุดิบ) เหล็กก่อสร้างนำเข้า (ค่อนข้างหายาก) เหล็กก่อสร้างในประเทศ (บางโรงงาน) เหล็กก่อสร้างนำเข้า (จากจีน)
มอก. ที่กล่าวถึง มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับเดิม และฉบับใหม่ มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับเดิม และฉบับใหม่ มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับเดิม และฉบับใหม่ มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับใหม่เท่านั้น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า