โดย admin_sale | มิ.ย. 29, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
THE คาดปีนี้ทรงตัวรอเวลารับผลดีโครงการลงทุนภาครัฐ,ศึกษาซื้อโรงเหล็ก-ส่งไพร์ม สตีลเข้าตลาดหุ้น
นายบุญชัย จิระพงษ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เดอะ สตีล (THE) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าผลประกอบการปี 60 จะใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้ 15,839.73 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 545.29 ล้านบาท โดยมองว่าอุตสาหกรรมเหล็กในปีนี้จะยังไม่ขยายตัวมากนัก คงต้องรอโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เริ่มใช้เหล็กอย่างเต็มที่ในช่วงปลายปีและต่อเนื่องไปอีกหลายปี
ขณะเดียวกันหากมองตามโรดแมพการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่รัฐบาลวางเป้าหมายไว้ในปี 61 หากเกิดขึ้นจริงจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศให้เดินหน้าลงทุนโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะทำให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะเพิ่มขึ้นราว 20%
“ปีนี้ผลประกอบการของเราก็คงจะทรงๆ ตัวจากปีที่ผ่านมา โดยแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก แต่จะเห็นการเติบโตมากๆ ในปีหน้าตามความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นจากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นอีก ผมมองว่าความต้องการใช้เหล็กในปี 61 จะเติบโตได้ราว 20% และด้วยราคาขายเหล็กในปัจจุบันถือว่าถึงจุดต่ำสุดแล้ว ต่อจากนี้คาดว่าราคาเหล็กจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ซึ่งหากทิศทางราคาเหล็กเป็นแบบขาขึ้น ยังไงเราก็กำไรแน่นอน”นายบุญชัย กล่าว
สำหรับรายได้ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สัดส่วน 30% มาจากการผลิตเพื่อจำหน่ายภายใต้กำลังการผลิต 20,000 ตัน/เดือน และ อีก 70% มาจากธุรกิจซื้อมาขายไป โดยบริษัทมีพันธมิตรที่เป็นโรงงานผลิตเหล็กหลายราย ซึ่งบริษัทจะสั่งวัตถุดิบให้กับโรงงานเหล่านี้เพื่อผลิตให้กับบริษัทนำมาจำหน่ายย ทำให้บริษัทมีสินค้าค่อนข้างครบถ้วนทุกประเภท คือ เหล็กม้วนรีดร้อน, เหล็กม้วนสลิป, เหล็กแผ่น, เหล็กรูปพรรณประเภทขึ้นรูปร้อน และเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็น
“เรามีต้นทุนคงที่เพียง 30% คือส่วนของการผลิตสินค้าเพื่อขาย ในส่วนที่เหลือคือการซื้อมาขายไป ทำให้บริษัทฯเราไม่เหมือนกับบริษัทฯเหล็กอื่นๆในอุตสาหกรรมที่เป็นการผลิตเพื่อขายเป็นหลัก ทำให้เราสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ คือจะซื้อหรือไม่ซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมากว่า 20 ปี เราก็มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี”นายบุญชัย กล่าว
นายบุญชัย กล่าวอีกว่า ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากช่วงไตรมาส 1/60 มีกำไรราว 82 ล้านบาท โดยล่าสุดรัฐบาลไทยกำลังเร่งผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงร่วมกับจีน ช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมา ซึ่งทางรัฐบาลได้ส่งหนังสือขอข้อมูลจากสมาคมเหล็กทั่วประเทศว่ามีเหล็กประเภทใดแบบใดที่โรงงานในประเทศสามารถผลิตป้อนให้ได้ ขณะเดียวกัน จีนก็มีนโยบายปรับลดกำลังผลิตเหล็กในประเทศลง หากเกิดขึ้นจริงเชื่อว่าจะเป็นส่วนผลักดันให้ราคาเหล็กปรับตัวขึ้นได้ในระยะต่อไป
“ที่ผ่านมาโรงงานผลิตเหล็กส่วนใหญ่จะประสบปัญหาขาดทุนจากความผันผวนของราคาเหล็กในตลาดโลก แต่ด้วยประสบการที่เรามีมากว่า 20-30 ปีในตลาดนี้ เรามีการปรับตัวได้ค่อนข้างดีทั้งในช่วงที่ราคาเหล็กปรับตัวขึ้น ทำให้เรามีผลประกอบการที่ดีมาต่อเนื่อง และในช่วงราคาเหล็กปรับตัวลง ซึ่งผมจะอธิบายว่าในช่วงเหล็กราคาลงจะค่อนข้างยากเพราะต้องบริหารการผลิตให้พอดีกับต้นทุนคงที่ของโรงงานเพื่อให้มีผลกำไรบ้าง หรือให้ขาดทุนน้อยที่สุด ขณะที่ช่วงราคาเหล็กขึ้นก็ง่ายมาก จะผลิตมากผลิตน้อยอย่างไรยังไงเราก็กำไร”นายบุญชัย กล่าว
นายบุญชัย กล่าวถึงแผนในอนาคตว่า ปัจจุบันบริษัทฯอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อเข้าซื้อโรงงานผลิตเหล็ก 1 แห่ง มูลค่าราว 600-700 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนจะย้ายโรงงานเดิมไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้นและสามารถขยาบกำลังการผลิตได้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 3/60 นี้
ทั้งนี้ หากได้ข้อสรุปในการเข้าซื้อโรงงานดังกล่าวบริษัทคงจะต้องใช้ระยะเวลาราว 3 ปีในการเตรียมการ โดยเงินลงทุนจะมาจากใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ (THE-W2) ที่ออกไปทั้งหมด 550 ล้านหุ้น ราคาการใช้สิทธิ 3.50 บาท/หุ้น ซึ่งหากผู้ถือหน่วยใช้สิทธิครบจำนวนก็จะทำให้สามารถระดมทุนได้ทั้งหมดราว 1,925 ล้านบาท โดยปัจจุบันราคาใช้สิทธิเทียบกับราคาบนกระดานถือว่ามีส่วนต่างพอสมควร จึงเชื่อว่าจะมีผู้ถือหน่วยมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก
“โรงงานเดิมที่ถนนเอกชัยแยกออกจากกันไประหว่างหลายโรงงาน หลายคลังจัดเก็บทำให้มีต้นทุนที่สูง ซึ่งตอนนี้เราอยู่ระหว่างศึกษาที่จะเข้าซื้อกิจการโรงเหล็กเพื่อที่จะเพิ่มกำลังการผลิต และย้ายโรงงานเดิมทั้งหมดไปอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อที่จะช่วยให้ต้นทุนในทุกๆด้านดีขึ้น”นายบุญชัย กล่าว
นายบุญชัย กล่าวต่อว่า ล่าสุดบริษัทได้เข้าซื้อหุ้น บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด เพิ่มเป็น 50% จากเดิมที่มีอยู่ 20% และได้รับโอนหุ้นเรียบร้อยแล้วเมื่อ 31 ม.ค.60 หลังจากนี้บริษัทเตรียมจะขยายกำลังการผลิตเป็น 70,000 ตัน/เดือน จากเดิม 50,000 ตัน/เดือน โดยจะขยายโรงงานและพื้นที่เก็บสินค้า มูลค่าลงทุนราว 200 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับสถาบันทางการเงินเพื่อขอเปิดวงเงินกู้ยืม
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการผลิตสินค้ามีมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น ซึ่งยังต้องใช้งบลงทุนอีกพอสมควร บริษัทจึงมีแผนที่จะนำบริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนมาใช้ในการลงทุนครั้งนี้ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายปี 61
Cr : http://www.ryt9.com/s/iq05/2671180
โดย admin_sale | มิ.ย. 26, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
มิลล์คอนเปิดโมเดลธุรกิจผ่านออนไลน์
นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กเส้น เปิดเผยว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยช่วงครึ่งหลังปี 2560 ปริมาณการใช้เหล็กทุกประเภทอาจยังขยับขึ้นไม่มาก ประมาณ 18-19 ล้านตัน และจะเห็นภาพการใช้เหล็กในช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดี และจะเห็นปริมาณการสั่งซื้อเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในปีหน้าบริษัทได้กำหนดแผนงานไว้ 4 เรื่อง คือ
1.สินค้าต้องเป็นระดับพรีเมี่ยม 2. การบริการสามารถเชื่อมไปสู่การเป็นซัพพลายเชนและแวลูเชน 3.กระบวนการผลิตต้องใช้เทคโนโลยีลงทุนปรับปรุงเครื่องจักร ใช้ระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ 4.โมเดลธุรกิจใหม่ (Business Model) เช่น การผลิตสินค้าต้องมาจากความต้องการของลูกค้าจริง ๆ ปัจจุบันมีบริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจให้บริการซอฟต์แวร์บริหารธุรกิจก่อสร้างและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ BUILK.COM เป็นช่องทางและตัวช่วยในการรีวิวความต้องการของลูกค้า
“ในปี 2563 สัดส่วนของสินค้าเหล็กเกรดพิเศษจะเพิ่มเป็น 40% เช่น เหล็กใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ เหล็กก่อสร้างวิศวกรรม จากปัจจุบันสัดส่วน 95% ยังคงเป็นเหล็กที่ใช้ในตลาดก่อสร้างทั่วไป”
สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ มีที่ประเทศเมียนมาดำเนินการมาเกือบ 1 ปีแล้ว ได้ร่วมทุนกับบริษัท GEL และ THIHA ในเขตเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมติลาวา คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันผลิตเหล็กท่อ รวมถึงวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ และในอนาคตมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าที่ตลาดเมียนมายังขาด
นายสิทธิชัยกล่าวต่อไปว่า ในไตรมาส 1 ปี 2560 (ม.ค.-มี.ค.) บริษัทมียอดรายได้ 5,873 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เป็นผลจากการขยายฐานลูกค้าไปต่างจังหวัด การขายผ่านช่องทางออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศอาเซียนและออสเตรเลีย
สำหรับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กมีความกังวล จากการปิดโรงงานผลิตเหล็กของจีนและกลัวว่า จะเข้ามาตั้งโรงงานที่ในไทย “เหล็กในประเทศแทบล้นตลาด หากยังมีการปล่อยให้เข้ามาตั้งโรงงานเพื่อผลิตเหล็กชนิดเดียวกันอีก ผู้ประกอบการไทยจะอยู่กันอย่างไร
Cr : ประชาชาติธุรกิจ
โดย admin_sale | มิ.ย. 23, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
เวทีเหล็กอาเซียนชูยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศลดการนำเข้า
เวทีเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียนชูประเด็นสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศ-ลดพึ่งพาการนำเข้าเพื่อความยั่งยืน อินเดียตั้งเป้าขึ้นแท่นเบอร์ 2 ของโลกเน้นใช้เหล็กในประเทศ ′Make in India′ สำหรับโครงการใหญ่ภาครัฐและช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องผู้ประกอบการ สิงคโปร์หนุนผู้ผลิตปรับปรุงผลิตภาพผ่านโครงการรัฐ ในขณะที่มาเลเซียประกาศชัด Buy Malaysian Products First Policy ซีอีโออุตสาหกรรมเหล็กชี้ไทยควรนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้โดยเฉพาะการส่งเสริมเหล็กในประเทศกับโครงการลงทุนภาครัฐเพื่อความยั่งยืน
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 22-25 พฤษภาคม 2560 สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียนได้จัดงานสัมนาประจำปี หรือ SEAISI Conference & Exhibition 2017ที่ ประเทศสิงคโปร์ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมเหล็กทั้งจากภายในและภายนอกอาเซียน จำนวนหลายร้อยคน ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวมีประเด็นหลักที่ผู้แทนจากประเทศต่างๆ นำเสนอคือ นโยบายสร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ
Dr. A S Firoz นักเศรษฐศาสตร์ประจำหน่วยงานวิจัย Joint Plant Committee ของรัฐบาลอินเดีย กล่าวว่ารัฐบาลอินเดียได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้ผลิตเหล็กอันดับสองของโลกภายในปี ค.ศ. 2030-2031 ด้วยกำลังผลิต 300 ล้านตัน จึงได้กำหนดกลยุทธ์ “ Make in India Program” สำหรับขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ (Domestic Industrialization) โดยส่งเสริมการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในการจัดซื้อจัดจ้างงานโครงการภาครัฐ
ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลเดินหน้าลงทุนด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมและการขนส่งอย่างเต็มที่ นอกจากนี้รัฐบาลยังเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างทางธุรกิจของผู้ผลิตเหล็กที่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง (Stressed Steel Assets) เพื่อช่วยให้กลับสู่การผลิตและการลงทุนได้ใหม่ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ผลิตเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า โดยเป้าหมายที่สำคัญคือสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการเหล็กในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเหล็กจากต่างประเทศ
ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ ได้นำเสนอยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ที่ใช้เหล็กโครงสร้าง (Structural Steel) เป็นวัสดุหลัก โดยรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับปรุงผลิตภาพ (Productivity) โดย Dr. John Keung ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Singapore Building and Construction Authority (BCA) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐบาลที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างของสิงคโปร์ กล่าวว่า BCA ได้เริ่มต้นปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนางานก่อสร้างในประเทศตั้งแต่ปี 2010 โดยก่อนหน้านั้น อุตสาหกรรมก่อสร้างของสิงคโปร์ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก (Labor Intensive) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งพาแรงงานต่างชาติถึง 70% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งปัญหาในขณะนั้นก็คือ แรงงานส่วนใหญ่มีประสบการณ์และทักษะน้อยส่งผลให้ผลิตภาพของงานต่ำ
ดังนั้น BCA จึงได้กำหนดมาตรการปรับปรุงผลิตภาพ ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาผลิตภาพและศักยภาพงานก่อสร้าง (Construction Productivity and Capability Fund: CPCF) เพื่อปรับปรุงยกระดับผลิตภาพแรงงาน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการออกแบบอาคารด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Building Information Modeling (BIM) ผลักดันการปรับปรุงผลิตภาพผ่านงานโครงการก่อสร้างภาครัฐ โดยกำหนดผลิตภาพเป็นตัวชี้วัด (KPI) ผลงาน และการจัดตั้งโครงการสร้างมืออาชีพด้านงานก่อสร้าง (Professional) ผ่านหลักสูตรในสถาบันการศึกษาในทุกระดับ
ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศของตน ดาโต๊ะ Thian Lai ประธานสมาพันธ์ผู้ผลิตเหล็กและเหล็กกล้ามาเลเซีย กล่าวว่าในงานสัมมนาครั้งนี้ว่า รัฐบาลมาเลเซียก็มีนโยบายสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กในประเทศที่เรียกว่า Buy Malaysian Products First Policy โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล นอกจากนี้รัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เรียกว่า Industrialized Building System คล้ายๆกับที่ BCA สิงคโปร์ทำอยู่ คือนำเทคโนโลยีดิจิตัลมาใช้ในงานออกแบบงานก่อสร้างและทำการผลิตส่วนประกอบโครงสร้างเหล็กก่อสร้าง (Prefabrication) นอกสถานที่ก่อสร้าง (Off-site work) ในลักษณะชิ้นงานพร้อมประกอบที่เรียกว่า module ก่อนนำไปประกอบที่สถานที่ก่อสร้าง ซึ่งช่วยลดทั้งระยะเวลาการก่อสร้างและจำนวนแรงงาน
นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ในฐานะกรรมการบริหารของ SEAISI กล่าวว่า แนวทางในการในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของรัฐบาลประเทศต่างๆในอาเซียนล้วนมีเป้าหมายสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศ ประเทศไทยควรศึกษารูปแบบการพัฒนาอุตสากรรมเหล็กของประเทศเหล่านี้ นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้รัฐบาลมีแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำนวนมาก เช่น โครงการก่อสร้างระบบขนส่งรถไฟฟ้าและรถไฟรางคู่ ที่จะต้องใช้วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เหล็กจำนวนมาก น่าจะลองใช้มาตรการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กในประเทศคล้ายๆกับของอินเดียและมาเลเซีย เช่นอาจจะเรียกว่า Buy Thai Steel Policy ซึ่งแม้แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังประกาศนโยบาย Buy America สนับสนุนการใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศ สำหรับในเรื่องการปรับปรุงผลิตภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเราน่าจะดูรูปแบบของ BCA สิงคโปร์เป็นตัวอย่าง ซึ่งปัญหาในขณะนี้ก็คือ เรายังไม่มีหน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็นเจ้าภาพโดยตรง ที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้
Cr : ประชาชาติธุรกิจ
โดย admin_sale | มิ.ย. 23, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
กลับมาเป็นประเด็นที่สังคมสนใจอีกครั้งสำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งตามมาตรา 44 กดปุ่มปลดล็อกลดอุปสรรคและปัญหาของโครงการ ช่วยเร่งรัดการดำเนินงานต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวตามที่รัฐบาลวาดฝันไว้
วันนี้สถาบันเหล็กฯ จึงขอนำข้อมูลเกี่ยวกับ “ทางรถไฟ” และ “เหล็ก” มาแชร์ให้ทุกท่านได้รับทราบ
ทางรถไฟถือเป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร โดยมีรถไฟเป็นยานพาหนะ รางรถไฟนั้นประกอบด้วยรางสองราง ซึ่งปกติทำมาจาก “เหล็กกล้า” วางบนวัตถุที่ตั้งฉากกับตัวราง โดยสร้างจากไม้หรือคอนกรีต วัตถุนี้เป็นตัวกำหนดระยะระหว่างของรางเรียกว่า “เกจ” (Gauge)
รางรถไฟเหล็กเริ่มปรากฏในศตวรรษที่ 18 ในปี ค.ศ. 1802 วิศวกรชาวอังกฤษนามว่า วิลเลียม เจสสป (William Jessop) ได้ออกแบบและนำรางเหล็กมาใช้ โดยเปิดให้บริการ ทางรถไฟเซอร์เรย์ไอเอิร์น (Surrey Iron Railway) ในทางใต้ของกรุงลอนดอน ในขณะนั้นยังใช้เพียงรถม้าลาก
ทางรถไฟแรกที่นำหัวรถจักรไอน้ำมาใช้คือรถไฟสาย สตอกตัน-ดาร์ลิงตัน (Stockton and Darlington) ในภาคเหนือของประเทศอังกฤษ โดยเปิดให้บริการเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2368 (ต้นรัชกาลที่ 3) ต่อจากนั้นก็มีทางรถไฟอีกหลายสายเติบโตขึ้นตามมา เช่นสายลิเวอร์พูล-แมนเชสเตอร์ ต่อจากนั้นทางรถไฟจึงแพร่หลายทั่วเกาะอังกฤษและต่อมาทั่วโลก
การพัฒนาทางเทคโนโลยีรถไฟก้าวกระโดดไปอีกขั้นเมื่อ แกรนวิลล์ ที. วูดส์ (Granville T. Woods) นำสายไฟฟ้ามาจ่ายกระแสให้รถไฟ ซึ่งนำไปสู่รางรถไฟแบบไฟฟ้า และในสมัยนี้มีหลายประเทศที่ได้นำเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงมาใช้
%20(1).jpg)
ปัจจุบันทางรถไฟทั่วโลกมีความยาวรวมกันทั้งสิ้น 1,055,263 กิโลเมตร ซึ่งสร้างจาก “เหล็กกล้า” มากกว่า 118,252,771 ตัน หรือ เทียบเท่ากับหอไอเฟล 16,000 แท่ง
เอเชียถือเป็นทวีปที่มีทางรถไฟอันดับที่สามของโลก รองจากทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป
ทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลกคือเส้นทางรถไฟเชื่อมจากประเทศจีน, คาซัคสถาน, รัสเซีย, เบลารุส, โปแลนด์, เยอรมนีและฝรั่งเศส ก่อนที่จะถึงปลายทางเมืองมาดริด ประเทศสเปน มีระยะทางรวมมากกว่า 13,052 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 21 วัน
อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในโลกอยู่ที่เทือกเขาแอลป์ (Alps) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีระยะทางยาว 57.1 กิโลเมตร
Cr : World Steel Association
โดย admin_sale | มิ.ย. 20, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
มาตรฐาน มอก. ของเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่
มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (ทั้งเหล็กเส้นกลมและ เหล็กข้ออ้อย) มีการปรับปรุงใหม่ เพื่อให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ดังนี้
– เหล็กเส้นกลม มอก. 20-2543 เปลี่ยนเป็น มอก. 20-2559
– เหล็กข้ออ้อย มอก. 24-2548 เปลี่ยนเป็น มอก. 24-2559 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 20 ธันวาคม 2559
ผลกระทบ : ผู้ได้รับอนุญาตด้วย มอก.เดิม (ทั้งผู้ผลิตและ ผู้นำเข้า) จะถูกยกเลิกใบอนุญาตเดิมและต้องทำการขออนุญาตใหม่ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 180 วัน หลังวัน ประกาศในราชกิจจาฯ
สิ่งที่เพิ่มเข้ามา
- มีการคัดแยก คุณภาพเศษเหล็ก โดยควบคุม P, S อย่างเข้มงวด
- มีการตรวจสอบค่าเคมีของน้ำเหล็กทุกขั้นตอนการผลิต ด้วยเครื่องมือมาตรฐาน
- มีการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์อย่างเหมาะสม (ลด P, S และสารฝังใน)
- เตาหลอมเหล็กต้องมีขนาด 5 ตันขึ้นไป
- มีมาตรฐานการจัดการระบบสิ่งแวดล้อมที่ดี
- ในเนื้อเหล็กต้องแสดงกรรมวิธีการทำเหล็กแท่ง ที่นำมาทำสินค้า
- OH กรรมวิธีแบบ Open Hearth BO กรรมวิธีแบบ Basic Oxygen
- EF กรรมวิธีแบบ EAF IF กรรมวิธีแบบ Induction Furnace
- ต้องเป็นเหล็กกล้าไม่เจือ
- ในเนื้อเหล็กต้องเพิ่มชื่อผู้ได้รับอนุญาต (ยกเว้นเป็นชื่อเดียวกับผู้ผลิต)
เหล็กกล้าไม่เจือ
หมายถึง เหล็กกล้าที่มีธาตุเจือดังต่อไปนี้ตาม % ที่กำหนด
- Al น้อยกว่า 3% – Si น้อยกว่า 0.6%
- Mn น้อยกว่า 65% – Cu น้อยกว่า 0.4%
- Ni น้อยกว่า 3% – Cr น้อยกว่า 0.3%
- Pb น้อยกว่า 4% – Co น้อยกว่า 0.3%
- W น้อยกว่า 3% – Ti น้อยกว่า 0.05%
- V น้อยกว่า 1% – Zr น้อยกว่า 0.05%
- Mo น้อยกว่า 08% – Nb น้อยกว่า 0.06%
- B น้อยกว่า 0008%
ธาตุอื่นๆ น้อยกว่า 0.1% ยกเว้น S, P, C, N
เปรียบเทียบกระบวนการผลิตแบบต่างๆ
|
EF |
BO |
OH |
IF |
| วัตถุดิบหลัก |
เศษเหล็ก |
เศษเหล็ก + น้ำเหล็ก |
เศษเหล็ก |
เศษเหล็ก |
| การเลือกวัตถุดิบ |
ไม่จำเป็น |
ไม่จำเป็น |
ไม่จำเป็น |
จำเป็นมาก |
| กระบวนการทำเหล็กให้บริสุทธิ์ |
มี |
มี |
มี |
ไม่มี (ถ้าต้องการ ต้องติดตั้งกระบวนการเพิ่ม) |
| พลังงานที่ใช้ |
ไฟฟ้า |
ปฏิกิริยาเคมี |
เชื้อเพลิง |
ไฟฟ้า |
| ขนาดเตาหลอม |
ขนาดกลางขึ้นไป |
ขนาดกลางขึ้นไป |
ขนาดใหญ่ |
ขนาดเล็กขึ้นไป |
| พบได้ใน |
เหล็กก่อสร้างในประเทศ(แบบปกติทั่วไป)
เหล็กก่อสร้างนำเข้า |
เหล็กก่อสร้างนำเข้า (ทั้งแบบสำเร็จรูปและวัตถุดิบ) |
เหล็กก่อสร้างนำเข้า (ค่อนข้างหายาก) |
เหล็กก่อสร้างในประเทศ (บางโรงงาน) เหล็กก่อสร้างนำเข้า (จากจีน) |
| มอก. ที่กล่าวถึง |
มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับเดิม และฉบับใหม่ |
มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับเดิม และฉบับใหม่ |
มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับเดิม และฉบับใหม่ |
มีกล่าวถึงใน มอก. ฉบับใหม่เท่านั้น |