โดย saweang | มี.ค. 3, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
วันนี้ผมมีเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยมาให้ผู้อ่าน ที่แวะเวียนเข้ามาได้ลองอ่านกัน นั่นคือเคล็ด(ไม่)ลับ ในการดูเหล็กแต่ละชนิดมาให้อ่านครับ ผมคิดว่าบทความนี้ช่วยได้มากทีเดียวกับคนที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการ ก่อสร้างอย่างผม ทุกคนคงสงสัยว่า เหล็ก มันยากตรงไหน เหล็ก ก็คือเหล็กไม่ใช่เหรอ ใช่ครับ เหล็กก็คือเหล็ก แต่รู้ไหมครับว่าเหล็กเค้าเอาไปทำอะไรตั้งหลายอย่างที่เกี่ยวกับวงการก่อ สร้าง อันนี้ไม่นับเหล็กที่อยู่ในอาหารนะครับ นั่นเค้าเรียกธาตุเหล็ก อันนี้คงไม่เกี่ยวกัน เริ่มนอกเรื่องซะแล้วสิ ฮ่า ๆ …
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเหล็กเค้าเอาไปแปรรูปเป็นเหล็กชนิดต่าง ๆ ที่ผมรู้จักก็ได้แก่ เหล็กรูปพรรณ เหล็กเส้น และลวดเหล็กครับ อ้าวมีแค่ 3 ประเภทเองไหนว่าเยอะไง ใช่ครับถ้ามองแค่นี้มันไม่เยอะครับ แต่ว่าที่แยกย่อยไปอีกละครับ ปวดหัวกันแน่ ๆ ก่อนอื่นผมขอพูดไล่แต่ละประเภทของเหล็กแต่ละกลุ่มก่อนนะครับ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้ที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นแล้วเป็นการแบ่งของผมเอง เพื่อที่จะให้ง่ายในการจดจำ และครั้งนี้ผมก็ขออนุญาตพูดถึงแต่ในส่วนของเหล็กรูปพรรณก่อนนะครับ พูดรวมทั้งหมดคงยาวแน่ ๆ อีกอย่างคือกันคุณผู้อ่านสับสน ซึ่งรวมผมด้วยครับ แหะ ๆ
เหล็กรูปพรรณ ก็คือเหล็กที่เค้าเอามาทำขึ้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ผมขอละไว้นะครับเพราะผมมาพูดถึงชื่อของมันกับจุดสังเกตของเหล็กแต่ละตัวมากกว่า เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ ก็เหมือนทองคำนั่นแหละครับ ทองคำตอนแรกมันเป็นแท่ง ๆ ใช่ไหมครับไอ้ว่าจะเอามาใช้เป็นเครื่องประดับ จะเอามันมาคล้องคอตอนมันเป็นแท่ง ๆ ก็ใช่เรื่อง ต้องลำบากไปหาหมอให้วุ่นวายอีกเพราะคอเคล็ด
เค้าเลยแปรรูปทองออกมาให้สวยงามเป็นเส้น ๆ ให้มันง่ายต่อการใช้งานและความสวยงามด้วยซึ่งก็คือทองรูปพรรณ หลักการก็เป็นแบบเดียวกันครับ เอาละครับมาเริ่มกันเลยดีกว่า
เหล็กแผ่น เหล็กแผ่นนี่ให้คิดไว้ก่อนเลยครับว่าเป็น เหล็กแผ่นดำ ซึ่งจริง ๆ มันมีเหล็กแผ่นขาวด้วย แต่โดยส่วนใหญ่ที่เค้าใช้กันคือ เหล็กแผ่นดำครับ แล้วเหล็กแผ่นดำกับเหล็กแผ่นขาวมันต่างกันยังไงละ ผมก็ไม่รู้ครับว่าเค้าเอาไปใช้งานต่างกันหรือเปล่า แต่ที่รู้คือขนาดของมันที่มีต่างกันครับ
เหล็กแผ่นดำจะมีขนาดตั้งแต่ 4×8 ฟุต เรื่อยไปจนถึง 5×20 ฟุตครับในปัจจุบันมีขนาดกี่ฟุตแล้วผมก็ไม่ทราบครับแต่มันไม่หยุดแค่ 5×20 ฟุตแน่นอนครับ ส่วนเหล็กแผ่นขาวมีขนาดเดียวที่ 4×8 ฟุตครับ แล้วทั้ง 2 แบบมีหลายความหนาเหมือนกันครับ สำหรับเหล็กแผ่นขาวทั่วไปเค้าจะเรียกกันแบบเจาะจงไปเลยครับว่าเหล็กแผ่นขาว แต่ที่มีปัญหาบ่อย ๆ นั่นคือเหล็กแผ่นดำ โดยที่ผมได้ยินคนส่วนใหญ่เค้าเรียก ๆ กันก็มีดังนี้ เหล็กแผ่น, PLATE บางครั้งเค้าก็เขียนกันแค่ว่า PL อันนี้ให้ไปดูที่ขนาดให้ชัวร์ครับว่าเค้าจะเอาเหล็กอะไรกันแน่
ผมเคยเห็นบางครั้งนะครับเค้าเขียนมาว่าเหล็กแผ่น แต่ขนาดที่ต้องการกลับระบุมาว่าจะเอาเหล็กแบนซะงั้น อ้อผมลืมเหล็กแผ่นอีกตัวไปครับ นั่นคือเหล็กแผ่นลาย แต่ที่เห็นส่วนใหญ่ว่าถ้าหากว่าเค้าจะเอาเหล็กแผ่นลายเค้าจะระบุมาเลยว่าเป็นเหล็กแผ่นลายหรือ Checkered Plate ครับ สำหรับเหล็กแผ่นโดยหลัก ๆ ก็มีเท่านี้แหละครับ ก็ให้ระวังเรื่องเหล็กแผ่นดำแค่นั้นที่คนส่วนใหญ่มักมีชื่อเรียกที่แปลกออกไป
เหล็กแบน ตัวนี้ต้องบอกก่อนนะครับว่ามันไม่ใช่เหล็กแผ่น มันเหมือนกันก็จริงแต่เหล็กแบนตัวนี้มันออกจะยาวมากกว่าที่จะเป็นแผ่นนะครับ เพราะโดยปกติแล้วมันมีความยาวที่ 6 เมตร ความกว้างกับความหนาก็แล้วแต่จะสั่งครับ ยกตัวอย่างนะครับ เหล็กแบนหน้ากว้างที่ 25 มม. หนาที่ 3 มม. แล้วยาวที่ 6 เมตร นึกภาพออกไหมครับว่าที่จริงมันยาวมากกว่าที่จะแผ่กว้างออกไปเป็นแผ่น ถ้านึกไม่ออกก็ดูรูปเลยครับ (แล้วจะอธิบายทำไมให้มันยืดยาวเนี่ย..)

ส่วนชื่อที่เรียกกันก็มี เหล็กแบน, Flat Bars บางครั้งจะเห็นเขียนย่อ ๆ ว่า F/B ก็ให้เข้าใจตามนี้นะครับว่าทั้งหมดนี้คือเหล็กแบน
เหล็กโครงสร้างรูปตัวซี (Lip Channel) เหล็กตัวนี้ไม่มีอะไรมากครับ ที่เห็นส่วนใหญ่เรียกกันก็คือเหล็กตัวซี หรือเขียนย่อ ๆ ว่า C ซึ่งก็เหมือนเดิมครับให้เราไปสังเกตที่ขนาดเอาว่าเค้าต้องการเหล็กอะไรกัน แน่ครับ เพราะมันจะไปสับสนกันระหว่างตัวเหล็กรางน้ำครับดูรูปเปรียบเทียบกันเลยดี กว่าครับ


เหล็กตัวซี เหล็กรางน้ำ
เห็น ไหมครับด้วยความที่ลักษณะมันคล้าย ๆ กันบางคนก็สับสนเหมือนกันซึ่งผมเองก็เป็นครับ มีจุดสังเกตตรงนี้ครับเห็นส่วนที่ยื่นเข้าไปตรงเหล็กตัวซีนั่นไหมครับ ตรงนั้นแหละครับคือจุดสังเกตที่ดีที่สุด อย่างนี้นะครับ เหล็กตัวซีจะมีขนาดที่ HxAxC ซึ่งจะต่างกับเหล็กรางน้ำที่มีขนาดที่ HxB เท่านั้น แค่นี้ละครับจุดสังเกตเล็ก ๆ น้อยที่ผมนำมาฝากกัน ไหน ๆ ก็พูดมาถึงเหล็กรางน้ำตัวต่อไปก็เหล็กรางน้ำเลยแล้วกันครับ
เหล็กรางน้ำ ตัวนี้ได้ปวดหัวกันแน่ ๆ ครับ ซึ่งผมเองก็ยังปวดหัวอยู่จนถึงทุกวันนี้ ตัวเหล็กรางน้ำอย่างที่บอกข้างต้นว่ามันคล้าย ๆ กับเหล็กตัวซีแล้วมันมีอีกตัวครับที่เหมือนกันยังกับแกะ แต่เมื่อเรารู้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเหล็กตัวซีแล้ว ดังนั้นก็ตัดตัวนี้ออกไป สำหรับเหล็กอีกตัวที่ผมจะพูดถึงก็คือเหล็กรางครับ เห็นไหมครับเรียกคล้ายกันขนาดนี้ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นเหล็กตัวไหน เริ่มกันเลยดีกว่ากับเหล็กรางน้ำครับตัวเหล็กรางน้ำเองส่วนใหญ่เค้าเรียกกัน ว่าเหล็กรางน้ำนั่นแหละครับภาษาอังกฤษก็คือ CHANNEL ขนาดของมันก็คือ HxB t1 t2 ครับ ดูภาพประกอบเลยก่อนดีกว่ากันสับสน อธิบายดังนี้นะครับ ตัว t1 กับ t2 ก็คือความหนาครับ โดยทั้งสองตัวนี้จะมีความหนาไม่เท่ากันนะครับ

Channel
ที่ นี้เรามาอธิบายตัวเหล็กราง ซึ่งก็มีหลายชื่อครับอันได้แก่ เหล็กรางบาง เหล็กรางพับ หรือเหล็กรางครับ ภาษาอังกฤษเค้าให้ชื่อว่า LIGHT CHANNEL ซึ่งเหมือนเป็นมาตรฐานครับเพราะผมสังเกตจากบริษัทเกือบทุกบริษัทเค้าเรียก ภาษาไทยต่างไปแต่ภาษาอังกฤษมักจะใช้ชื่อนี้ครับ โดยขนาดระบุกันก็คือ HxBxC t1 ครับ ถึงตรงนี้คงสงสัยว่าทำไมมีความหนาเดียวละ อธิบายแบบนี้ครับว่าเหล็กตัวนี้เหมือนเหล็กแผ่นแล้วพับขึ้นรูปครับ ก็เลยมีความหนาเดียว ดูรูปประกอบกันเลยดีกว่า

Light Channel
จาก ที่มองรูปแล้วทุกคนคงสงสัยเหมือนผมใช่ไหมครับว่าทำไมมีตัว xC ด้วย อธิบายแบบนี้ครับเห็นตัวที่มันยื่นขึ้นไปไหมครับ ไอ้ตรงตัว H นั่นแหละครับ คือว่าทั้งสองด้านนั้นบางครั้งมันมีขนาดไม่เท่ากันครับเค้าจึงกำหนดมาเป็น ขนาด HxBxC ไงละครับ จุดสังเกตก็มีเท่านี้ละครับ มาที่ตัวต่อไปกันเลยดีกว่า
เหล็กไอบีม เหล็กไวด์แฟรงค์ และเหล็กเอชบีม ทำไมผมถึงเอาทั้งสามตัวมาพูดรวมกันเลยนั้นเพราะว่าเป็นแบบนี้ครับทั้งสามตัว มีลักษณะคล้ายกันหมดทุกตัวครับ ยกตัวอย่างเหล็กไอบีมกับเหล็กเอชบีมนะครับ ถ้าเราให้ตัวไอมันล้มตะแคงไปด้านข้างมันกลายเป็นตัวอะไรครับ ที่คิดนะถูกแล้วครับมันก็กลายเป็นตัวเอช ซึ่งเหมือนกันกับตัวเอชนั่นแหละครับถ้าเราจับมันตั้งขึ้นมันก็กลายเป็นตัวไอ ไปเลย ซึ่งก็เหมือนกันกับเหล็กไวด์แฟรงค์ เพราะถ้าเราจับตั้งก็เป็นตัวไอ
จับมันนอนมันก็เป็นตัวเอช แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะดูยังไงได้ละว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ผมแนะนำแบบนี้ครับให้คุณไปหาตารางเหล็กออกมากางเลยครับ กางทั้งสามตัวเลยครับว่ามันแตกต่างยังไง มันแตกต่างแน่นอนครับ จากการที่ผมเองได้ลองมองตารางเหล็กเปรียบเทียบครับ
สรุปจุดสังเกตของผมดังนี้ครับ ตัวแรกเหล็กเอชบีมจะมีขนาด HxB เท่ากันครับอย่างเช่น 100×100 150×150 จะเป็นแบบนี้เสมอ
เหล็กเอชบีม ถ้ามันเป็น 100×50 หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ขนาด HxB ไม่เท่ากัน มันจะไม่ใช่เหล็กเอชบีม อย่างแน่นอนครับ ผมขอฟันธง! ขอสังเกตของเหล็กตัวต่อไปครับ เหล็กไอบีม ถ้าใครได้กางตารางเหล็กออกมาดูแล้วก็จะเห็นความแตกต่างดังนี้ครับ อย่างแรกเหล็กไอบีมในบางขนาดจะมีหลายความหนา
และโดยปกติเหล็กไอบีมที่ขนาดเดียวกันกับเหล็กไวด์แฟรงค์ความหนาของแต่ละด้าน จะหนากว่าเหล็กไวด์แฟรงค์ เช่น ขนาดที่ 150×75 เหล็กไอบีมจะมีความหนาแต่ละด้านที่ 5.5 กับ 9.5 ในขณะที่เหล็กไวด์แฟรงค์จะหนาแค่ 5.0 กับ 7.0 เท่านั้น ผมขอสรุปข้อสังเกตของผมเองให้มองง่าย ๆ ดังนี้ เหล็กเอชบีมให้ดูขนาดที่ HxB จะมีขนาดทั้งสองด้านเท่ากันเสมอ เหล็กไอบีมจะมีความหนามากกว่าเหล็กไวด์แฟรงค์ และมีความหนาอยู่หลายความหนา เอาเป็นว่าผมแนะนำให้ดูที่ตารางเหล็กเพื่อความชัวร์และถูกต้องครับ
เหล็กกล่อง ในตัวนี้ผมหมายถึงเหล็กแป๊บนะครับ ไม่ว่าจะเป็นแป๊บเหล็กสี่เหลี่ยม(เหล็กแป๊บ) หรือแป๊บเหล็กสี่เหลี่ยมแบน(แป๊บแบน) ลักษณะของมันนั้นถ้าเรามองพื้นที่หน้าตัดก็เหมือนกับกล่อง กล่องหนึ่งที่แค่มันกลวงตรงกลางแล้วลักษณะจะยาวเท่านั้นเองครับ ข้อแตกต่างระหว่าง 2 ตัวนี้คือ ถ้าขนาดกว้างกับสูง (DxD) เท่ากันก็จะเป็นเหล็กแป๊บสี่เหลี่ยม ถ้าขนาดกว้างกับสูง (DxB) ไม่เท่ากันก็จะเป็นเหล็กแป๊บแบนครับ ข้อสังเกตุของเหล็กสองตัวนี้ก็มีเท่านี้ครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนมากมายนักแล้วมันก็ไม่เหมือนกับชาวบ้านเค้าด้วย
เหล็กฉาก เหล็กตัวนี้ก็ไม่มีอะไรมากมายครับแค่ผมจะบอกว่าในบางคน(ครั้ง) เค้าจะเขียนมาว่าเหล็กรูปพรรณ L ซึ่งมันก็คือเหล็กฉากนั่นแหละครับ สั้น ๆ ง่าย ๆ เพราะว่าเหล็กตัวนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
มาถึงเหล็กตัวสุดท้ายที่ผมจะแนะนำคือ ท่อเหล็กดำ และ ท่อเหล็กอาบสังกะสี สองตัวนี้เป็นท่อเหมือนกันแต่คุณสมบัติของมันต่างกันครับ สำหรับการใช้งานนั้นผมก็ไม่ทราบนะครับว่าใช้งานต่างกันด้วยหรือเปล่า
ข้อสังเกตของเหล็กตัวแรกคือ ท่อเหล็กดำนั้นจะมีหลายความหนาใน 1 ขนาด เช่น ที่ขนาด 1 นิ้ว ก็จะมีความหนาตั้งแต่ 1.2 1.4 1.7 2.0 2.3 2.5 มม. เรื่อยไป ซึ่งก็แล้วแต่ผู้ผลิตเองว่ามีถึงความหนาที่เท่าใด
ส่วนท่อเหล็กอาบสังกะสี(Galvanized Steel Pipes) หรือ ที่เรียก ๆ กันก็คือ ท่อ GSP โดยท่อชนิดนี้จะมีความหนาเดียวใน 1 ขนาด เช่น ขนาด 1 นิ้ว ความหนาก็คือ 2.6 มม. ในชั้น BS-S
อธิบายเพิ่มเติมตรงนี้ว่า ท่อ GSP นั้นจะแบ่งเป็นชั้นการเคลือบ 3 ชั้นคือ BS-S(คาดเหลือง), BS-M(คาดน้ำเงิน), BS-H(คาดแดง) ซึ่งความหนาในแต่ละชั้นก็จะต่างกันไปเช่น ขนาด 1 นิ้ว หนาที่ 2.6 มม.ที่ BS-S หนา 3.2 มม.ที่ BS-M และหนา 4.0 มม.ที่ BS-H หลักการสังเกตก็มีเท่านี้แหละครับ สำหรับการสังเกตเหล็กแต่ละตัวและชื่อที่เรียกต่าง ๆ กันจากประสบการณ์ที่ผมพบมาก็มีเท่านี้แหละครับ ส่วนเหล็กที่ผมไม่ได้กล่าวถึงก็คงไม่มีอะไรลึกซึ้งซับซ้อนมากเท่าไหร่ จากที่ผมรวบรวมข้อมูลมาให้ท่านผู้อ่านได้รู้กัน คงมีประโยชน์บ้างสำหรับผู้ที่ต้องใช้มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเช่น เดียวกับผม แล้วคอยพบกันคราวต่อไปกับ “เหล็กเส้นและลวดเหล็ก” ที่ผมจะเอามาให้อ่านในคราวต่อไปครับ
โดย: ระพีพัฒน์
โดย saweang | ก.พ. 28, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ขบวนการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า
การผลิตเหล็กและเหล็กกล้าประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
- การแต่งแร่และการถลุง
- การหลอมและการปรุงส่วนผสม
- การหล่อ
- การแปรรูป เช่น การรีด การตีขึ้นรูป
ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านขั้นตอนที่ 4 แล้ว สามารถนำไปผ่านขบวนต่างๆ ของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตามประเภทของการใช้งาน เช่น วัสดุก่อสร้าง ท่อ คอนเทนเนอร์ ถังความดัน ชิ้นส่วนยานยนต์ ไฟฟ้าและเครื่องจักรกล เป็นต้น
ในประเทศไทย การผลิตเหล็กและเหล็กกล้าจะเริ่มจากขั้นกลาง คือ การหลอมและการหล่อ

1. การแต่งแร่และการถลุง
การแต่งแร่ คือ การแปรสภาพสินแร่ให้ได้ขนาดและคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการถลุง เช่น การบดแร่ให้ละเอียดเพื่อแยกเหล็กจากมลทินแล้ว อาจแยกโดยอาศัยความถ่วงเฉพาะที่ต่างกัน (Float) หรือใช้การแยกด้วยแม่เหล็ก (Magnetic separation) ซึ่งแร่ที่ได้จะละเอียดเกินไป ต้องทำให้เป็นก้อน (Agglomeration) ก่อนป้อนเข้าเตาถลุง
การถลุงเหล็ก คือ การแปรสภาพแร่เหล็กให้มีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น (%เหล็กเพิ่มขึ้น) โดยการขจัดสิ่งเจือปนต่างๆ ออกจากแร่เหล็ก
2. การหลอมและการปรุงส่วนผสม
การหลอมเหล็ก คือ การให้ความร้อนแก่ เหล็กถลุง (Pig iron) เหล็กพรุน หรือเศษเหล็ก ทำให้เหล็กหลอมเหลวที่อุณหภูมิสูง (ประมาณ 1600 °C)
สำหรับการผลิตเหล็กกล้า ในขั้นตอนการหลอมนี้ จะมีการปรับปรุงส่วนผสมทางเคมีของเหล็กโดยการทำออกซิเดชั่นเพื่อลดปริมาณคาร์บอนและฟอสฟอรัส การเติมสารประกอบต่างๆ เพื่อลดปริมาณสารเจือปนและทำให้ผลิตภัณฑ์เหล็กมีคุณสมบัติตามที่ต้องการ .ในขั้นตอนนี้ สิ่งเจือปนซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารประกอบออกไซด์ ซิลิเกตของธาตุต่างๆ จะแยกตัวจากน้ำโลหะ ซึ่งเราเรียกสิ่งเจือปนที่แยกออกมานี้ว่า Slag
3. การหล่อ
การหล่อเหล็ก คือ การนำเหล็กหลอมเหลวที่ได้ปรุงแต่งส่วนผสมแล้วเทลงในแบบเพื่อให้เกิดการแข็งตัวตามรูปร่างที่ต้องการ
การหล่อสามารถแบ่งได้แบ่ง 2 แบบ
- Ingot casting คือ การหล่อแบบที่น้ำเหล็กกล้าถูกเทลงสู่แบบหล่อที่ไม่เคลื่อนไหว (Stationary mold) เพื่อหล่อเป็นแท่งโลหะ (Ingot)
- การหล่อแบบต่อเนื่อง (Continuous casting) คือ การที่น้ำเหล็กหลอมเหลวได้ไหลผ่านแบบหล่อ (Mold) อย่างต่อเนื่องและแข็งตัวเป็น “ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จ” คือ Billet, Bloom หรือ Slab ซึ่งสามารถตัดและนำไปผ่านขบวนการแปรรูปต่อไป
ปัจจุบัน การหล่อแบบต่อเนื่องเป็นที่นิยม เนื่องจากนำมาสู่การเพิ่มสัดส่วนผลผลิตที่ได้รับ (Yield), ปรับปรุงคุณภาพ, เพิ่มความสามารถในการผลิตและประสิทธิภาพของการลงทุน
4. การแปรรูป
การแปรรูป คือ การแปรรูปเหล็กกล้าที่ได้หลอมเพื่อให้ได้รูปร่างและขนาดที่ต้องการ นอกจากนี้ยังเป็นการปรับปรุงคุณสมบัติเชิงของผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าอีกด้วย การแปรรูปประกอบด้วยการแปรรูปร้อนและการแปรรูปเย็น
สำหรับเหล็กแผ่นเมื่อผ่านการรีดร้อนแล้วสามารถนำไปใช้งานบางอย่างได้โดยตรง แต่สำหรับเหล็กแผ่นบางจะถูกลดขนาดด้วยการรีดเย็นต่อ เพื่อให้ได้ความหนาตามที่ต้องการและด้วยเหตุผลอื่นๆ ดังนี้
- เพื่อปรับปรุงคุณภาพผิว
- เพื่อให้ได้คุณสมบัติเชิงกลที่ต้องการ
- เพื่อให้ได้ความหนาที่ต่ำกว่าเหล็กแผ่นรีดร้อน
- เพื่อควบคุมให้ความคลาดเคลื่อนของความหนาต่ำ
เนื่องจากการรีดร้อนจะประหยัดกว่าการรีดเย็น ดังนั้นในการผลิตเหล็กแผ่นบางจึงเริ่มจากการรีดร้อนให้ได้ขนาดค่าหนึ่งก่อน จากนั้นจึงทำการรีดเย็นต่อ
ที่มา : สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย
โดย saweang | ก.พ. 27, 2020 | บทความบ้านๆๆ
บ้านและสวนตอบกระทู้สัปดาห์นี้ เรามีข้อสงสัย จากกระทู้พันทิปที่หลายคนยังข้องใจเกี่ยวกับเรื่องบ้านและเรื่องสวน ซึ่งคำถามยอดนิยมที่หยิบมาหาคำตอบ คือ บ้านปูนเก่ามี วิธีซ่อมผนังปูนร้าว อย่างไรบ้าง



จากคำถาม : เนื่องด้วยบ้านปูน สร้างมานานกว่า22ปี เกิดรอยร้าวแบบนี้จะแก้ปัญหายังไงดี
ที่มา : ปัญหาบ้านปูนแตกร้าว แก้ไขอย่างไร
คลายข้อสงสัย : จากสองภาพที่เจ้าของกระทู้ได้ส่งมา มีลักษณะการร้าวในแนวดิ่งข้างเสาและบริเวณกลางผนัง ซึ่งถือว่าจัดอยู่ในรอยร้าวประเภทไม่เป็นอันตราย แต่ปล่อยไว้ก็ดูไม่สบายตาซักเท่าไหร่ วันนี้บ้านและสวนจึงมาบอกสาเหตุและวิธีแก้ไขผนังปูนร้าวตามภาพที่ได้ส่งมา นอกจากนี้เรายัง รวมปัญหาเรื่องรอยร้าว ไว้ให้ผู้อ่านลองไปตรวจสอบดูที่บ้านตัวเองกันครับ
รอยร้าวแนวดิ่งข้างเสา

สาเหตุ – เกิดจากการยืดหดตัวที่ไม่เท่ากันของวัสดุ เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง และไม่ได้เสียบหนวดกุ้งในขั้นตอนการผูกเหล็กเสริมแรง จึงทำให้เกิดรอยร้าวตามแนวรอยต่อขึ้น
วิธีแก้ – อาจใช้โฟมอุดรอยต่อหรือ PU เพื่ออุดรอยร้าว และทาสีทับ แต่ถ้ากรณีรอยร้าวมีขนาดลึกและกว้าง จำเป็นต้องทุบผนังเก่าและก่อผนังใหม่ โดนเสียบหนวดกุ้งที่เสาเข้ากับผนังทุกระยะ 30 เซนติเมตร
ข้อควรระวัง – หากมีการรั่วบนคานหรือเสาร่วมด้วย ให้พิจาณาปัญหาร่วมกัน เพราะอาจไม่ใช่แค่การยืดหดตัวของวัสดุ
รอยร้าวในแนวดิ่งจากคานลงมาบริเวณกลางผนัง

สาเหตุ – เกิดจากคานรับน้ำหนักมากเกินไป ทำให้คานแอ่นเป็นตัวตัว U กดทับลงมาที่ผนัง หรือเกิดจากการถอดแบบคานที่เร็วเกินไป ทำให้เกิดการรับน้ำหนักโครงสร้างที่ไม่ดี
วิธีแก้ – นำน้ำหนักออกจากแนวผนังที่แตกร้าว เพื่อไม่ให้คานแอ่นตัวลงมาเพิ่ม จากนั้นทุบผนังบริเวณที่ติดกับท้องคานออกเพื่อให้เกิดช่องว่างระหว่างท้องคานและผนัง แล้วฉีดอุดด้วย PU โฟม ตกแต่งและทาสีให้เรียบร้อย ส่วนรอยแตกร้าวแนวดิ่งที่ สามารถอุดด้วยปูนสำหรับซ่อม รอให้ปูนเซตตัว และทาสีทับ
ข้อควรระวัง – ควรพิจารณารอยร้าวว่าลามไปถึงแนวคานมากน้อยขนาดไหน เพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง ไม่ลุกลามไปมากกว่าเดิม
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.talk2lungchang.com
โดย saweang | ก.พ. 27, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
รอยร้าวของผนังก่อฉาบ สามารถแบ่งประเภทจากสาเหตุของการร้าวได้ 2 ประเภทหลักๆ คือ
1. การร้าวที่เกิดจากเหตุที่การก่อฉาบผนังไม่ดี เช่น การแตกลายงา การแตกร้าวที่มุมวงกบประตูหน้าต่าง ฯลฯ รอยร้าวประเภทนี้สามารถซ่อมได้ไม่ยาก

2. การร้าวที่เกิดจากเหตุที่โครงสร้างมีปัญหา เช่น คานหัก ฐานรากทรุด การสังเกตุรอยร้าวที่ผนังบ้านอยู่เสมอๆ นับว่าเป็นวิธีดูแลความปลอดภัยแก่คนในบ้านที่จำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม รอยร้าวที่กำแพงเป็นตัวเตือนภัยที่ดี ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาทางโครงสร้างได้ทัน ทำให้ผู้อาศัยในบ้านมีความปลอดภัย รอยร้าวจากโครงสร้าง อาทิ เช่น การร้าวทะแยงเฉียงๆ มักจะเกิดจากฐานรากทรุดตัวไม่เท่ากัน หากรอยร้าวจากกำแพงมีความต่อเนื่องสัมพันกับโครงสร้างอื่นๆ เช่น คานแอ่น พื้นเอียง เสาร้าว ควรปรึกษาวิศวกร ให้หาสาเหตุและทำการแก้ไขเพื่อความปลอดภัยโดยด่วน โดยเฉพาะถ้าเป็นแล้วอาการเป็นมากขึ้น คือรอยร้าวค่อยๆกว้างขึ้นยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องรีบแก้ไขโดยด่วนที่สุด และถ้าจำเป็นอาจต้องรีบย้ายออกรักษาชีวิตไว้ก่อนครับ
ขอบคุณข้อมูลhttp://www.tansomboon.com/
โดย saweang | ก.พ. 27, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
รอยร้าว เป็นสิ่งที่มักมาคู่กับบ้านเมื่อมีอายุการใช้งานไปสักระยะเวลาหนึ่ง ทว่าเจ้าของบ้านส่วนใหญ่กลับละเลยและไม่ซ่อมแซมรอยร้าวเหล่านี้ ด้วยคิดว่าไม่เป็นอันตรายและไม่อยากสิ้นเปลืองค่าซ่อมแซม แต่คุณทราบหรือไม่ว่า รอยร้าว บางลักษณะก็เป็นการเตือนล่วงหน้าถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้าน เนื่องจากเป็นรอยร้าวที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอาคารโดยตรง หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้าอาจเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้บ้านถล่มได้เลย “รู้ทีละนิด” ฉบับนี้ จะพาไปดูรอยร้าวที่เราพึงระวังเมื่อพบเห็นในบ้านครับ
รอยร้าวบนคาน
รอยร้าว กลางคานรูปตัวยู (U) และรอยร้าวแนวเฉียง 45 องศาบริเวณริมคาน เกิดจากการที่คานรับน้ำหนักมากเกินไป ทำให้คานแอ่นและดันผนังใต้คานให้เกิดรอยร้าวแนวดิ่งตามมาด้วย
การแก้ไขเบื้องต้นควรย้ายของที่อยู่เหนือคานออก เพื่อลดน้ำหนักกดทับ แล้วใช้เหล็กค้ำยันเพื่อช่วยแบ่งเบาน้ำหนัก จากนั้นให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบเพื่อเสริมคาน

รอยร้าวแนวเฉียงกลางผนัง
เป็นรอยร้าวเฉียง 45 องศาบนผนัง สาเหตุเกิดจากเสาใดเสาหนึ่งเกิดทรุดตัว และดึงให้ผนังที่ติดกับเสาเกิดรอยร้าว หากดูจากแนวรอยร้าวก็จะรู้ว่าเสาต้นใดเป็นตัวดึงให้ผนังฉีกออกจากกัน ถ้าพบให้ตรวจสอบความกว้างและความยาวของรอยร้าวนั้น ถ้าไม่มีการขยายเพิ่มขึ้นมากก็อาจยังไม่เป็นอันตราย แต่หากมีปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ แสดงว่าอาการเริ่มหนักแล้ว ยิ่งถ้าลามไปทั้งอาคารด้วยแล้วอาจทำให้อาคารถล่มได้เลย
การแก้ไขค่อนข้างยุ่งยาก อาจต้องเสริมเสาเข็มและฐานราก หรือใช้วิธีดีดบ้าน (ยกบ้านขึ้นชั่วคราว) แล้วทำฐานรากใหม่ หากปล่อยให้เกิดรอยร้าวลักษณะนี้ทั้งอาคาร อาจต้องทุบทิ้งทั้งหมดเลยนะครับ เพราะแก้ไขไม่ทันแล้ว

รอยร้าวบนเพดาน
ลักษณะเป็นเส้นตรงหรือเป็นรอยกากบาทร้าวเข้าหาเสา 4 เสา เกิดจากการที่พื้นรับน้ำหนักบรรทุกมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้พื้นถล่มลงมาทั้งแผงได้
การแก้ไขเบื้องต้นควรย้ายของที่อยู่ชั้นบนออกก่อน ถ้ารอยร้าวนั้นยังมีการลุกลามอาจเกิดจากการคำนวณการรับน้ำหนักที่ไม่ดีมาตั้งแต่ต้น ให้หยุดใช้พื้นที่ชั้นบนและชั้นล่างจนกว่าจะมีการตรวจสอบ โดยอาจต้องเสริมโครงสร้างเสาและคาน หรือเปลี่ยนโครงสร้างพื้นใหม่

รอยร้าวบนเสา
มีหลายลักษณะ เช่น รอยร้าวแนวดิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณโคนเสา เกิดจากการที่เสารับน้ำหนักได้ไม่ดีพอ หรือรับน้ำหนักมากเกินไป รอยร้าวแนวเฉียง 45 องศา เกิดจากการรับแรงเฉือนจากการที่อาคารเกิดการทรุดตัวไม่เท่ากัน รอยร้าวแนวนอนบริเวณต้นเสาและโคนเสา เกิดจากการรับแรงบิดกับแรงเฉือน อันมีสาเหตุมาจากการที่คานยื่นออกจากเสามากเกินไป และรอยร้าวในเสาที่เกิดจากการที่เหล็กข้างในเสาเป็นสนิม เสามีเนื้อพรุนเป็นโพรง และเสามีความหนาที่หุ้มเหล็กน้อยเกินไป แต่ไม่ว่าแบบไหนก็อันตรายทั้งนั้นครับ
การแก้ไขถ้าเกิดจากการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ให้กะเทาะปูนด้านนอกและขัดสนิมออก แล้วใช้ปูนเกราต์ (Grout) กำลังสูงฉาบปิดผิว แต่ถ้าเสารับน้ำหนักไม่ไหว อาจต้องเสริมเหล็กเสาเพิ่มด้วย

รอยร้าวบริเวณรอยต่อของส่วนต่อเติม
รอยร้าวแนวดิ่งที่ด้านบนกว้างกว่าด้านล่างใกล้กับเสาและคาน เกิดจากการที่ฐานรากส่วนต่อเติมมีการทรุดไม่เท่ากันกับฐานรากส่วนอาคารเดิม หรือใช้เสาเข็มสั้นเกินไปทำให้อยู่ไม่ลึกถึงชั้นดินแข็ง การ
แก้ไขทำได้โดยเสริมเสาเข็มและฐานราก หรืออาจต้องรื้อส่วนต่อเติมทำใหม่เลยหากมีการทรุดตัวมาก

นอกจากนี้ยังมีรอยร้าวอีกหลายลักษณะทั้งที่เป็นอันตรายและไม่อันตราย แต่อยากให้ลองสังเกตรอยร้าวที่เกิดขึ้นบริเวณโครงสร้างหลัก ได้แก่ คาน เสา และเพดาน หากมีรอยร้าวเกิดขึ้น แล้วเริ่มลุกลามมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมีขนาดค่อนข้างใหญ่ นั่นเป็นสัญญาณอันตรายที่ใกล้เข้ามา ทั้งนี้ไม่ควรซ่อมแซมด้วยการซ่อมปกปิดรอยร้าวแบบง่าย ๆ เพราะไม่ได้ช่วยให้คนในบ้านปลอดภัยมากขึ้นเลย หากไม่แน่ใจลองปรึกษาวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญทันทีนะครับ ด้วยความเป็นห่วงจากทีมงาน “บ้านและสวน”
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.baanlaesuan.com/
เรื่อง : ณัฐภูมิ พงษ์เย็น
ภาพ : oic studio