โดย saweang | ม.ค. 28, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของหลังคาบ้านและประเภทของหลังคาบ้าน
บ้านเรือนไทยในสมัยโบราณ มีวิวัฒนาการของการใช้วัสดุที่นำมาสร้างหลังคาบ้าน เริ่มต้นกันตั้งแต่วัสดุธรรมชาติที่หาได้รอบๆตัวเช่นใบไม้ต่างๆ อาทิ หญ้าคา ใบตองตึง โดยนำมาจัดเรียงและมัดรวมกันเป็นผืนที่เรียกว่า ตับ โดย
การนำหญ้าคามาใช้นี่เอง จึงเป็นต้นกำเนิดคำเรียก “หลังคา” และวิวัฒนาการมาเป็นวัสดุที่มีความแข็งเช่น ไม้ เครื่องปั้นดินเผา ซีเมนต์ เป็นต้น (สมัยโบราณมีการนำเอาดินเหนียวมารีดเป็นแผ่นบางๆและนำไปเผาเกิดเป็นแผ่นดินเผาที่สามารถนำไปเป็นวัสดุมุงหลังคาได้ ในภาคเหนือเรียกว่าดินขอ เนื่องจากส่วนปลายจะพับเป็นรูปขอเกี่ยว 90 องศา
เพื่อให้เกี่ยวกับแปหลังคาบ้านได้ ซึ่งดินเผาจะดูดซึมน้ำได้เป็นอย่างดีทำให้เกิดความเย็นกับตัวบ้าน แต่ความชื้นก็อาจจะทำให้อายุการใช้งานของแผ่นดินเผาลดน้อยลง สมัยโบราณจึงต้องมีการปูทับหลายๆชั้นเพื่อป้องกันความเสียหาย และหลังคาก็ได้วิวัฒนาการมาสู่ปัจจุบันซึ่งมีการพัฒนาด้านความคงทนมากขึ้น เช่นหลังคาซีเมนต์ หลังคาใยหิน หลังคาสังกะสี เป็นต้น
“หลังคา” จึงเป็นส่วนประกอบหนึ่งของอาคารที่มีความสำคัญมาก ทั้งในเรื่องของการป้องกันความร้อน ฝน ลม และความหนาวเย็น รวมทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้อาคารได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นในปัจจุบันโครงสร้างและวัสดุที่นำมาทำเป็นหลังคามักจะให้ความสำคัญในเรื่องของความคงทนถาวร ทนทานต่อสภาพอากาศภายนอก และเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี เพื่อป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน
สำหรับรูปแบบของหลังคาที่นิยมออกแบบสำหรับบ้านในปัจจุบัน ได้แก่ หลังคาเพิงหมาแหงน หลังคาจั่ว หลังคาปั้นหยา หลังคาพื้นคอนกรีตเรียบ รวมถึงหลังคาในรูปแบบอิสระ เป็นต้น การพิจารณาว่าจะเลือกใช้หลังคาแบบใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งรูปแบบของอาคารด้วยเช่นกัน
รูปแบบของหลังคาบ้านที่ใช้กันโดยส่วนมากในปัจจุบัน
หลังคาบ้านทรงเพิงแหงนหรือหลังคาแหงน
1. หลังคาเพิงหมาแหงน หรือเพิงแหงนตามชื่อเป็นทรงหลังคาที่เน้นการสร้างที่ง่ายๆ นิยมสร้างสำหรับเพิงพักชั่วคราวในสวนในไร่ เป็นหลังคาที่มีลักษณะแบนราบแต่ลาดเอียงโดยยกด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง และมีเชิงชายรอบตัวบ้าน
โดยอาจจะออกแบบให้ด้านหน้ามีเชิงชายยื่นออกมามากกว่าด้านอื่นๆเล็กน้อยเพื่อให้บังแดดด้านหน้าบ้านได้ดี และการทำลาดเอียงจะช่วยระบายน้ำฝนได้เป็นอย่างดี โดยทั่วไปเราอาจจะพบเห็นหลังคาเพิงหมาแหงนในบ้านที่มีรูปทรงแบบสมัยใหม่ (Modern) และ อาจะมีการเพิ่มลูกเล่นในการทำหลังคาแบบ ซ้อนกันหรือทำแบบสองแผ่นเอียงไปคนละด้านก็ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มลูกเล่นและความสวยงามให้แก่ตัวบ้าน

2. หลังคาบ้านทรงจั่ว (Gable Roof)
หลังคาบ้านแบบจั่ว ผืนหลังคาจะมีความลาดเอียงสองด้านชนกันที่ปลายสูงสุดของหลังคา สันสูงอยู่ตรงกลาง(ที่เรียกว่าดั้งหลังคา) เป็นหลังคาบ้านที่นิยมใช้กันทั่วไป เหมาะกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของบ้านเรา เพราะจะมีมวลอากาศอยู่ใต้หลังคามาก
จึงเป็นเหมือนฉนวนกันความร้อนได้อย่างดี หากเจาะช่องระบายอากาศที่หน้าจั่วทั้งสองด้านก็จะช่วยระบายอากาศร้อนออกไปได้ดียิ่งขึ้น ก่อสร้างก็ง่าย กันแดดกันฝนได้ดีอีกทั้งยังเป็นรูปแบบทรงหลังคาที่ใช้กันมากในบ้านเรือนไทยสมัยโบราณ
ซึ่งในสมัยก่อนอาจจะมีการออกแบบให้ดั้งของหลังคาที่ความสูง เพื่อเพิ่มมุมลาดเอียงให้แก่หลังคาบ้าน ซึ่งจะช่วยทำให้น้ำฝนไหลลงได้อย่างสะดวก ลดการแตกหักของวัสดุมุงหลังคา จากลม ฝน ลูกเห็บ หรือกิ่งไม้ต่างๆ

3. หลังคาบ้านทรงปั้นหยา (Hip Roof)
หลังคารูปแบบนี้มีด้านลาดเอียงสี่ด้านขึ้นไปชนกันคล้ายๆปิรามิด ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยรับอิทธิพลมาจากชาวตะวันตก ในสมัยรัชการที่ 5 -6 สามารถกันแดดกันฝนได้ทุกด้าน สวยงาม ทนต่อการปะทะของแรงลมได้ดี
แต่ไม่มีหน้าจั่วเพื่อระบายอากาศร้อน จึงอาจจะต้องระบายทางพื้นชายคาแทน แต่ก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเนื่องจากอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสู่ที่สูง ดังนั้นการก่อสร้างบ้านโดยการใช้หลังคาปั้นหยาอาจจะต้องใช้วัสดุกันความร้อนอย่างอื่นเข้าช่วยเช่น แผ่นสะท้อนความร้อน หรือฉนวนกันความร้อน

4. หลังคากึ่งปั้นหยากึ่งจั่ว
เป็นหลังคาที่ประยุกต์นำจุดเด่นของหลังคาปั้นหยาซึ่งมีความแข็งแรง สามารถรับแรงปะทะจากลม แดด ฝน ได้ทุกด้านของบ้าน มีลักษณะเหมือนทรงปั้นหยาแต่ส่วนบนจะมีปลายจั่ว รวมกับจุดเด่นของหลังคาจั่วในเรื่องการระบายความร้อนออกมาจากหน้าจั่วได้ดี เนื่องจากมีช่องอากาศที่หน้าจั่วซึ่งลมสามารถพัดเข้าไปไล่อากาศร้อน รวมถึงอากาศร้อนก็จะลอยตัวออกมาจากหน้าจั่วนี้ได้
ซึ่งลักษณะของหลังคาดังกล่าวพบเห็นมากในบ้านเรือนทรงไทยล้านนาในภาคเหนือ และยังคงถูกนำมาใช้กันมากในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะมีข้อดีมากแล้วยังมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์อีกด้วย

5. หลังคาเรียบ (Flat Slab Roof) ส่วนมากเป็นหลังคาคอนกรีต มีลักษณะแบนราบเป็นระนาบเดียวกับพื้น แต่ต้องมีความลาดเอียงเล็กน้อยเทไปยังช่องที่เจาะเพื่อระบายน้ำฝนออกไป หรือเทไปยังท่อระบายบนหลังคา (Roof Drain)
นิยมใช้สร้างเป็นหลังคาอาคารประเภทตึกแถว คอนโด และบ้านในรูปแบบสมัยใหม่ในรูปทรงเรขาคณิต (สไตล์โมเดิร์น) พื้นหลังคาสามารถจัดเป็นพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเต็มที่ เช่น วางถังเก็บน้ำ ตากผ้า นั่งเล่น และจัดสวน แต่เนื่องจากหลังคาประเภทนี้ดูดซับความร้อนและรับน้ำฝนโดยตรง จึงต้องมีการป้องกันการรั่วซึมที่ดี เช่น การผสมสารกันรั่วซึมในคอนกรีตระหว่างที่เทหลังคา เมื่อคอนกรีตแห้งแล้วให้ทาผลิตภัณฑ์กันรั่วกันซึมทับอีกครั้ง

สรุปข้อดีข้อเสียของหลังคาแต่ละประเภท
| ประเภทหลังคา |
ข้อดี จุดเด่น |
ข้อเสีย จุดด้อย |
| หลังคาทรงเพิงแหงน |
สร้างง่าย ประหยัดงบประมาณ |
ป้องกัน แดด ลม ฝน ได้เฉพาะด้านหน้า |
| หลังคาทรงจั่ว |
สร้างง่าย ระบายความร้อนได้ดี |
ไม่สามารถป้องกัน แดด ลม ฝนด้านหน้าจั่วได้ |
| หลังคาทรงปั้นหยา |
สร้างง่าย ทนทานป้องกันแดดฝนได้ดี |
ไม่สามารถระบายความร้อนจากหลังคาได้ |
| หลังคาทรงเรียบ |
สร้างง่าย งบน้อย ใช้พื้นที่หลังคาได้ |
ระบายน้ำไม่ดี มีความร้อนสูง |
| หลังคากึ่งจั่วกึ่งปั้นหยา |
ป้องกันแดด ลมฝนได้ทุกด้าน และสามารถระบายความร้อนจากหลังคาได้ดี |
สร้างยาก มีราคาสูงกว่าแบบอื่น |
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.thaihomeplan.com
โดย saweang | ม.ค. 27, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สำหรับมือใหม่ที่กำลังจะสร้างบ้านหรือคนที่อยากปรับปรุงบ้านที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น คำแนะนำเริ่มต้นก็คงไม่พ้นที่ “หลังคา” ที่เป็นเหมือนมงกุฏของบ้าน เพราะนอกจากจะทำให้บ้านดูใหม่และสวยแบบมีสไตล์แล้ว หลังคาที่ดีจะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนให้คนอยู่ในบ้านรู้สึกเย็นสบายขึ้น ทำให้ประหยัดเรื่องการใช้เครื่องปรับอากาศ และยังช่วยกันลมฝน ป้องกันความหนาว ที่สำคัญหลังคาคือส่วนที่อยู่สูงสุดของตัวบ้าน ถ้าไม่ทำอย่างพิถีพิถันและใส่ใจ หากเกิดปัญหาชำรุดหรือรั่วซึมจะแก้ไขได้ยาก อีกทั้งยังจะส่งผลลุกลามต่อเนื่องถึงส่วนอื่นในบ้าน

เลือกหลังคาบ้าน เลือกอย่างไร เลือกแบบไหนดี
หลังคามีหลากรูปแบบและหลายประเภทให้เลือกใช้ นอกเหนือจากจะเลือกให้ตรงตามความชอบ เหมาะกับดีไซน์ของบ้าน แนะนำให้เลือกที่มีความทนทานเพื่อจะได้ไม่ต้องปวดหัวกับการรื้อหลังคาออกแก้ไขใหม่ เพราะบอกได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องสนุก!
หนึ่งในตัวเลือกของหลังคาที่น่าสนใจคือ “เมทัลชีท” เนื่องจากมีความทนทาน ราคาไม่สูงมาก ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบา มีรูปแบบ และสีสันให้เลือกหลากหลาย หากแต่เวลาเลือกซื้อ เมทัลชีท ก็จะต้องเลือกซื้อสินค้าที่มีมาตรฐาน มีการรับประกัน และมาตรฐานมอก. เพื่อคุณจะได้มั่นใจอย่างเต็มร้อย ว่าหลังคาจะอยู่ปกป้องครอบครัวคุณได้ยาวนาน อย่าง BlueScope Zacs® ที่ถือเป็นเจ้าเดียวของไทยที่ได้รับ มอก. ถึง 2 ใบ (มอก. 2228-2559 และ มอก. 2753-2559) พร้อมมีการรับประกันสินค้าไม่ผุกร่อนถึง 12 ปี

และนี่คือ 5 เทคนิคที่คนคิดจะใช้หลังคาเมทัลชีทควรรู้ไว้ กับเคล็ดลับการเลือกหลังคาให้เหมาะกับบ้าน
- เริ่มต้นจากการเลือกรูปแบบลอนให้เหมาะกับความลาดชัน (Slope) ของหลังคาบ้าน เรื่องนี้มีความสำคัญมาก ผู้ผลิตแต่ละที่จะมีข้อกำหนด ความลาดชัน (Slope) ของแต่ละลอนว่าควรใช้กับ ความลาดชัน (Slope) เท่าไหร่ ถ้าเลือกผิดก็อาจจะรั่วได้เพราะ ระบายน้ำไม่ทัน
- จากนั้นเลือกความหนา และลักษณะของลอนให้เข้ากับความห่างของระยะแป โดยถ้าระยะแปมีความห่างมาก ควรเลือกใช้ความหนาที่มากขึ้น
- เลือกเกรดของเหล็ก ซึ่งโดยปกติจะมีสองแบบ เกรดนิ่ม และ เกรดแข็ง ซึ่งก็เหมาะกับลักษณะงานที่แตกต่างกันคือ เหล็กเกรดนิ่มจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า จึงเหมาะกับงานที่ต้องการขึ้นรูปลอนให้มีลักษณะโค้งมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการแตกหัก ขณะที่เหล็กเกรดแข็ง จะมีความแข็งแรงสูงจึงเหมาะสำหรับงานรูปลอนทั่วไป
- เลือกปริมาณมวลสารเคลือบ ซึ่งตรวจสอบได้จากตัวเลขที่ระบุหลังค่า AZ เพราะปริมาณมวลสารเคลือบมีความสำคัญมาก เนื่องจากส่งผลโดยตรงกับอายุการใช้งานของหลังคาเหล็ก ยิ่งมีปริมาณสารเคลือบมาก อายุการใช้งานก็ยิ่งนาน อย่างหลังคาเมทัลชีท BlueScope Zacs ที่มีมวลสารเคลือบสูงสุดถึง AZ150 พร้อมการรับประกันไม่ผุกร่อนยาวนานถึง 12 ปี
- ดูที่มาตรฐาน มอก. ว่ามีเป็น เมทัลชีทที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน อย่างหลังคาเมทัลชีท BlueScope Zacs หลังคาที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล สามารถตรวจสอบได้

สรุป 5 ข้อดีการใช้วัสดุมุงหลังคาแบบ “เมทัลชีท”
- น้ำหนักเบา จึงสามารถประหยัดในเรื่องของโครงสร้างของหลังคาได้ หมายรวมถึงการประหยัดค่าก่อสร้างโดยรวมด้วย
- สามารถทำการติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว
- สามารถรีดแผ่นยาวต่อเนื่องได้ทำให้เกิดการรั่วซึมที่น้อยกว่าหลังคากระเบื้อง จึงสามารถออกแบบหลังคาที่มีความลาดเอียงต่ำได้
- มีสีสัน และรูปแบบของรูปลอนให้เลือกได้หลากหลาย ทำให้สามารถใช้ได้กับบ้านในทุกรูปแบบ และตรงใจเจ้าของบ้านได้มากที่สุด
- สามารถติดแผ่นฉนวนกันความร้อนเพิ่มได้ ทำให้หลังคาบ้านไม่เก็บความร้อน ส่งผลให้บ้านเย็นขึ้น
หลังคาที่มั่นคง นอกจากจะทำให้คนอยู่อาศัยอุ่นใจ ยังเป็นอีกหนึ่งปราการด่านสำคัญในการเป็นตัวกำหนดความแข็งแรง และความทนทานของบ้าน ดังนั้นเลือกให้ดี ลงทุนให้คุ้มก็จะทำให้บ้านอยู่กับคุณด้วยความสวยงามไปอีกนานมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลhttps://www.sanook.com/home/19889/
โดย saweang | ม.ค. 27, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
บ้านถือว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจเพื่อการใช้เวลาอยู่ร่วมกันภายในครอบครัว และเป็นสถานที่คลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน แน่นอนว่าการตกแต่งบ้านจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้บ้านน่าอยู่ อีกทั้งเวลาที่เรามองไปรอบๆ แล้วจะเกิดความรู้สึกสบายตาสบายใจอย่างการ “ทาสีบ้านโทนเย็น” นอกจากจะสวยงามดูมีรสนิยมแล้ว ยังสามารถทำให้อุณหภูมิภายในห้องลดลงอีกด้วย วันนี้เรามีไอเดียการตกแต่งบ้านด้วยการ ทาสีบ้านโทนเย็น มาฝาก รับรองว่าคุณผู้อ่านสามารถนำไปเป็น reference ในการทาสีบ้านหรือตกแต่งบ้านได้แน่นอน
สีโทนเย็น #สีเขียวเหลือง

เพิ่มสีสันคัลเลอร์ฟูลด้วยสีคลายร้อนแห่งความสนุกสนานอย่าง “สีเขียวเหลือง” ที่จะช่วยเนรมิตบรรยากาศในบ้านของคุณให้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความคลาสสิคในยุค 80 ผสมผสานกับสไตล์วินเทจเบาๆ เป็นสีที่มองแล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สามารถช่วยเพิ่มพลังในการทำสิ่งต่างๆ ในแต่ละวัน อีกทั้งยังทำให้บ้านดูสว่างขึ้น อาจเลือกทาสีบ้านเป็นสีเขียวใช้เฟอร์นิเจอร์สีเหลือง หรือทาสีเหลืองแต่ใช้เฟอร์นิเจอร์สีเขียว อาจจะนำรูปภาพศิลปะในโทนเขียวเหลืองมาตกแต่งเพิ่มก็ดูเข้ากัน




สีโทนเย็น #สีเขียว

“สีเขียว” เปรียบเสมือนสีของธรรมชาติที่แท้จริง มองแล้วทำให้รู้สึกสบายตาสบายใจ สัมผัสถึงกลิ่นอายของต้นไม้ใบไม้ จึงเหมาะสำหรับห้องที่ต้องใช้เวลาอยู่ด้วยเป็นเวลานานๆ อย่างห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น เป็นการ ทาสีบ้านโทนเย็น ที่แสดงถึงความอบอุ่นภายในครอบครัว อาจจะใช้เป็นสีเขียวสดหรือสีเขียวเข้มเพื่อเพิ่มความสดใสให้กับบ้าน นำมาตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีขาว สีเทา หรือเลือกเป็นสีเขียวอ่อน ก็ช่วยให้ดูน่ามองมากยิ่งขึ้น




สีโทนเย็น #สีน้ำเงิน

ใครที่ชื่นชอบความสงบ สุขุม นุ่มลึก ลองเปลี่ยนมาทาสีบ้านโทนเย็น ด้วย “สีน้ำเงิน” เป็นสีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำแบบใคร โดยเฉพาะห้องทำงานสามารถช่วยให้คุณเกิดไอเดียความคิดสร้างสรรค์ หรือจะใช้สีน้ำเงินในห้องนอน หรือส่วนของ outdoor ก็ให้อารมณ์เท่ดูแปลกตา อาจเลือกเฟอร์นิเจอร์สีขาวในสไตล์โมเดิร์น แต่ถ้าใครเน้นความหรูหราแนะนำว่าให้เลือกเป็นโซฟาผ้ากำมะหยี่ หรือโต๊ะสีสันสดใสก็ดูเข้ากัน




สีโทนเย็น – สีม่วงน้ำเงิน

มาเปลี่ยนบรรยากาศของบ้านให้ดูน่าค้นหากับ “สีม่วงน้ำเงิน” ซึ่งเป็นสีที่หลายๆ คนอาจไม่กล้าที่จะนำมาใช้ทาสีบ้านกันเท่าไหร่ แต่อยากบอกว่าสีนี้กำลังเป็นสีที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะแสดงถึงความมีเสน่ห์ เซ็กซี่ ของรสนิยมเจ้าของบ้าน สามารถแต่งได้หลายสไตล์ทั้ง Modern, Contemporary หรือ Vintage สีม่วงน้ำเงินเหมาะสำหรับการตกแต่งในห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นห้องที่ใช้สำหรับการพบปะสังสรรค์เพิ่มความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น




สีโทนเย็น #สีขาว

การทาสีบ้านโทนเย็นอย่าง “สีขาว” เป็นสีที่แสดงถึงความสงบ สบาย ดูสะอาดตา เหมาะสำหรับทุกๆ ห้องภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว การตกแต่งบ้านด้วยโทนสีขาวไม่จำเป็นต้องใช้เฟอร์นิเจอร์สีขาวเสมอไป แนะนำว่าควรเลือกเป็นเฟอร์นิเจอร์สีไม้หรือสีเทา เพื่อเป็นการเพิ่มมิติให้ดีไซน์ของตัวบ้าน หรือถ้าชอบแนวสดใสอาจจะใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์สีแดงสดก็ดูโมเดิร์นไปอีกแบบ




สีโทนเย็น #สีฟ้า

ปิดท้ายกันด้วยสีคลายร้อนอย่าง “สีฟ้า” เป็นอีกหนึ่งสีที่บ้านส่วนใหญ่เลือกใช้ เปรียบเสมือนการนำเอาทะเลมาไว้ภายในบ้าน ได้อารมณ์เย็นสบาย เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศให้บ้านสดใสที่มีชีวิตชีวา แต่ถ้าอยากสัมผัสกลิ่นอายของบ้านพักตากอากาศให้มากขึ้น ลองหยิบคอลเลกชั่นกรอบรูปของคุณมาตกแต่ง เพิ่มเติมด้วยเก้าอี้หวายสักตัว รับรองว่าได้ฟีลวินเทจ ผสมผสานกับทาสีบ้านโทนเย็นและเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างลงตัว




การทาสีบ้านโทนเย็นนั้นนอกจากจะช่วยสร้างอารมณ์และบรรยากาศที่ร่มรื่นผ่อนคลายแล้ว ยังสามารถทำให้สมาชิกที่อยู่ในบ้านมีรอยยิ้มอีกด้วย เพียงเลือกใช้โทนสีที่คุณชอบและเหมาะสมกับบ้านของคุณ คราวนี้อยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ใช้สีเป็นตัวช่วยในการสื่อสาร รับรองว่าคุณจะต้องมีความสุขในการแต่งบ้านอย่างแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจากCR : pinterest.com & https://www.central.co.th/e-shopping/cool-paint-colors/
โดย saweang | ม.ค. 21, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ถึงแม้ว่าการแต่งบ้านสีขาวจะช่วยให้บ้านดูโล่ง กว้าง สะอาด และสบายตา แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าการแต่งเติมสีสันให้กับบ้านของเรานั้น สามารถช่วยให้เสริมบ้านดูสวยงามและน่าอยู่มากขึ้นได้ ทว่าถ้าหากใครยังไม่รู้ว่าจะเลือกใช้สีอะไรในการตกแต่งบ้านดี วันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีเลือกสีบ้านตามราศีเกิดมาฝาก รับรองเลยว่าเข้ากับลักษณะนิสัยของคนแต่ละราศี ช่วยเสริมให้บ้านน่าอยู่ และช่วยให้คุณเลือกสีแต่งบ้านได้ง่ายขึ้นแน่นอน
1. ราศีเมษ (Aries) : สีแดงเลือดหมู
ชาวราศีเมษเป็นคนธาตุไฟ มีนิสัยทะเยอทะยาน มีพลังงานเยอะ และมีความมั่นใจสูง จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นราศีที่แซ่บสุด ๆ ในบรรดา 12 ราศี ฉะนั้นชาวราศีนี้จึงเข้ากันได้ดีกับโทนสีแดงเลือดหมู หรือสีส้ม ซึ่งเป็นโทนสีที่สว่าง ร้อนแรง หนักแน่น และช่วยกระตุ้นให้เกิดความกะปรี้กะเปร่า อีกทั้งยังทำให้รู้สึกมีพลังและฮึกเหิมได้ด้วย

2. ราศีพฤษภ (Taurus) : สีเขียว
ชาวราศีพฤษภเป็นคนธาตุดิน มีนิสัยแน่วแน่ หนักแน่น จนบางครั้งถูกมองว่าดื้อรั้น เหมาะกับการตกแต่งบ้านด้วยสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวอ่อน สีเขียวหม่น หรือสีเขียวนิล เพราะสีแห่งความเงียบสงบ แถมยังสื่อถึงความเป็นธรรมชาติ เรียกได้ว่าเหมาะกับคนราศีนี้ที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้กับชาวราศีพฤษภได้อีกด้วย

3. ราศีเมถุน (Gemini) : สีเหลือง
ชาวราศีเมถุนเป็นคนสนุกสนาน กระฉับกระเฉง ปรับตัวเข้ากับคนอื่นเก่ง ชอบเข้าสังคม และชอบอยู่เป็นกลุ่มกับเพื่อนฝูง จึงเหมาะกับสีเหลือง ซึ่งเป็นโทนสีที่สะท้อนตัวตนของชาวราศีเมถุนได้เป็นอย่างดี

4. ราศีกรกฎ (Cancer) : สีม่วงอ่อนหรือสีม่วงพาสเทล
ชาวราศีกรกฎเป็นคนที่มีอารมณ์ค่อนข้างอ่อนไหว จึงเหมาะกับสีม่วงอ่อนหรือม่วงพาสเทล เพราะเป็นโทนสีที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบาย และน่าอยู่ในแบบที่ชาวกรกฎต้องการ รวมถึงยังสามารถเพิ่มพลังและเพิ่มความสงบ ทำให้ชาวราศีกรกฎเข้มแข็งและมีอารมณ์มั่นคงมากขึ้นได้

5. ราศีสิงห์ (Leo) : สีเหลืองทอง
ชาวราศีสิงห์เป็นคนที่มีความสง่างามและมองโลกในแง่ดี จึงเหมาะแก่การเป็นผู้นำ อีกทั้งยังซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อผู้อื่นดุจราชสีห์ ทำให้เข้ากันได้ดีกับสีเหลืองทองหรือสีเหลืองอร่าม ซึ่งเป็นสีโทนร้อนที่ให้ความสว่างไสว เร้าใจ แต่ก็ดูสวยงามและหรูหราไปด้วยในขณะเดียวกัน

6. ราศีกันย์ (Virgo) : สีน้ำตาลครีมหรือสีน้ำตาลอมชมพู
ชาวราศีกันย์เป็นคนฉลาด พิถีพิถัน รักความสะอาดและความเป็นระเบียบ รวมถึงยังชอบความปราณีต เรียบร้อย ทำให้เหมาะกับสีโทนอ่อน โทนธรรมชาติ เช่น สีน้ำตาลครีมหรือสีน้ำตาลอมชมพู เพราะจะช่วยให้ห้องสวยเป็นระเบียบ สะอาดตา และเรียบง่ายในแบบชาวราศีกันย์ที่ชอบ

7. ราศีตุลย์ (Libra) : สีเขียวหยกหรือสีเขียวสว่าง
ชาวราศีตุลย์เป็นคนอ่อนโยน สดใส และมีความร่าเริง ทว่าก็เข้มแข็ง หนักแน่น ดื้อดึง และมีความเชื่อมั่นและมั่นใจในตัวเองสูงด้วยเช่นกัน จึงทำให้ชาวราศีนี้เหมาะกับโทนสีเขียว เช่น สีเขียวหยกหรือสีเขียวสว่าง เนื่องจากสีเขียวเป็นโทนสีที่สวยงาม มีความเป็นธรรมชาติ ให้ความสงบ อีกทั้งยังเป็นตัวแทนของความสามัคคีและความสมดุลด้วย

8. ราศีพิจิก (Scorpio) : สีน้ำตาลแดงหรือสีแดงทับทิม
ชาวราศีพิจิกเป็นอีกหนึ่งราศีสุดแซ่บ มีนิสัยทะเยอะทะยาน สุดโต่ง เจ้าอารมณ์ และมีแพชชั่นสูง ถ้าหากได้ทำอะไรแล้ว ก็จะทำสุดฝีมือ สุดความสามารถ จึงทำให้สีแดงเข้ม เช่น สีน้ำตาลแดงหรือสีแดงทับทิม เหมาะกับชาวราศีพิจิกมาก ๆ เพราะเป็นสีที่สื่อถึงอารมณ์และลักษณะนิสัยของชาวราศีนี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความกล้าหาญมากขึ้นอีกด้วย

9. ราศีธนู (Sagittarius) : สีม่วงเข้มหรือสีม่วงอมแดง
ชาวราศีธนูเป็นคนที่ชอบมองโลกในแง่ดี ชอบความท้าทาย และชอบความเป็นอิสระจึงเหมาะกับโทนสีทึบ ๆ เข้ม ๆ เช่น สีม่วงเข้มหรือสีม่วงแดง เพราะเป็นโทนสีที่ให้พลังงานทางด้านจิตใจและให้ความสวยงามไปพร้อม ๆ กัน

10. ราศีมังกร (Capricorn) : สีน้ำเงินกรมท่าหรือสีเทาอ่อน
ชาวราศีมังกรเป็นคนสุขุม นุ่มลึก ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน และเชื่อถือได้ ที่สำคัญเป็นคนชอบการวางแผนล่วงหน้า ชอบความรอบคอบ ไม่ชอบความเสี่ยง อีกทั้งยังมีความอนุรักษนิยมหน่อย ๆ จึงเหมาะกับโทนสีกลาง ๆ เช่น สีน้ำเงิน สีกรมท่า และสีเทาอ่อน เพราะเป็นสีที่ปลอดภัย แต่งอย่างไรก็ไม่พัง แถมยังช่วยให้บรรยากาศในห้องดูสวยและน่าอยู่ได้แบบง่าย ๆ ด้วย

11. ราศีกุมภ์ (Aquarius) : สีฟ้าอ่อนหรือสีฟ้าน้ำทะเล
ชาวราศีกุมภ์เป็นคนธาตุน้ำ มีดาวยูเรนัสเป็นดาวประจำราศี มีลักษณะนิสัยแปลก แหวกแนว ชอบความเป็นอิสระ และค่อนข้างมีความคิดสร้างสรรค์ จึงเหมาะกับสีฟ้าอ่อนหรือสีฟ้าน้ำทะเล เพราะจะช่วยเสริมให้ชาวราศีนี้เกิดไอเดียคิดค้นอะไรใหม่ ๆ ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ และมีจินตนาการที่บรรเจิดนั่นเอง

12. ราศีมีน (Pisces) : สีน้ำเงิน สีเขียวอมน้ำเงิน หรือสีฟ้าเทอร์คอยซ์
ชาวราศีมีนเป็นคนช่างคิด ช่างฝัน มีจินตนาการสูง อารมณ์อ่อนไหว แต่ใจดี และชอบเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ตามแบบฉบับคนธาตุน้ำ ทำให้เหมาะกับโทนสีฟ้าและสีน้ำเงิน เช่น สีฟ้าเทอร์คอยซ์ สีน้ำเงิน และสีเขียวอมน้ำเงินมาก ๆ เพราะโทนสีนี้สามารถช่วยให้ชาวราศีมีนผ่อนคลาย สบายอารมณ์ มีจิตใจและอารมณ์ที่สงบมากยิ่งขึ้น ไม่ฟุ้งซ้าน ที่สำคัญดูโรแมนติกไปอีกแบบด้วย

อย่างไรก็ตามการเลือกสีบ้านตามราศีเกิดเป็นเพียงแค่ตัวช่วยในการตัดสินใจเท่านั้น ถ้าหากใครไม่ชอบสีดังกล่าว ก็สามารถเลือกใช้สีอื่นได้ตามต้องการ แต่ถ้าหากใครยังสับสนและไม่รู้จะเลือกสีอะไรดีละก็ จะลองเลือกสีบ้านตามราศีเกิดก็ได้นะคะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก goodhousekeeping, housebeautiful และ apartmenttherapy https://home.kapook.com/view196411.html
โดย saweang | ม.ค. 15, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
บ้านและสวนตอบกระทู้สัปดาห์นี้ เรามีข้อสงสัย จากกระทู้พันทิปที่หลายคนยังข้องใจเกี่ยวกับเรื่องบ้าน เรื่องสวน กับคำถามยอดนิยมคำถามนี้เลยครับ “จะสร้างบ้านควรเลือก อิฐมอญหรืออิฐมวลเบา ดี”

จากคำถาม : ในเรื่องความทนทาน อายุการใช้งานและอุณหภูมิภายในห้องของอิฐสองแบบนี้ครับ รวมถึงเรื่องการที่จะประดับตกแต่ง การต่อเติมด้วยครับ
คลายข้อสงสัย : จากที่เจ้าของกระทู้ได้ถามมา ขอแยกเป็นข้อๆ เพื่อตอบให้ได้อย่างชัดเจนตามนี้ครับ
- ความทนทาน อายุการใช้งาน
- อุณหภูมิภายในบ้าน
- การตกแต่ง ต่อเติม


ความทนทาน อายุการใช้งาน
ในเรื่องของความทนทาน ความแข็งแกร่ง อิฐมอญจะได้เปรียบมากกว่าเพราะส่วนผสมที่ทำมาจาก ดินเหนียวปนทราย ผสม แกลบ และขี้เถ้า นำเข้าเตาอบ การยึดเกาะของเนื้อผิวจึงมีมากกว่า สามารถทุบ สกัด เจาะ ฝังอุปกรณ์ต่างๆ ที่รับน้ำหนักมากๆ ซึ่งต่างจากอิฐมวลเบาที่มีส่วนผสมทำมาจาก ทราย ซีเมนต์ ปูนขาว ยิปซั่ม และผงอลูมิเนียม มีรูพรุนอยู่ข้างในมากกว่า สามารถเกิดการแตกร้าวได้ง่ายกว่า

อุณหภูมิภายในบ้าน
คุณสมบัติในข้อนี้ต้องยกให้ อิฐมวลเบา เพราะเนื้ออิฐมีลักษณะเป็นฟองอากาศ มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี แตกต่างจาก อิฐมอญ ที่เนื้ออิฐมีคุณสมบัติสะสมความร้อนได้ดี เมื่อโดนแสงแดดช่วงกลางวันจะแผ่ความร้อนเข้ามาภายในบ้าน ซึ่งถ้าห้องไหนก่อด้วยอิฐมอญ ควรมีการถ่ายเทอากาศออกสู่ภายนอกได้ ไม่เช่นนั้นต้องเปิดแอร์สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอย่างมาก

การตกแต่ง ต่อเติม
อิฐมอญ นิยมนำมาตกแต่งในหลายสไตล์ สามารถใช่ก่ออิฐโชว์แนว สไตล์ลอฟท์ หรือวินเทจ ในขณะที่อิฐมวลเบาจะถูกนำมาใช้ก่อผนัง และฉาบปูนทับทั่วไป เรื่องการต่อเติมทั้ง 2 แบบ สามารถทำได้เหมือนๆ กัน ขึ้นอยู่กับใช้งาน เช่น ถ้าจะต่อเติม เจาะแขวนสิ่งของที่รับน้ำหนักมาก ผนังส่วนนั้นควรใช้อิฐมอญจะดีกว่า

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.baanlaesuan.com/61950/maintenance/pantip-brick บ้านและสวน