google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
ยอดการผลิตเหล็กดิบของโลกเดือนพฤษภาคม 2017 ขยายตัว 2.0%

ยอดการผลิตเหล็กดิบของโลกเดือนพฤษภาคม 2017 ขยายตัว 2.0%

ยอดการผลิตเหล็กดิบของโลกเดือนพฤษภาคม 2017 ขยายตัว 2.0%

20161011-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81

สมาคมเหล็กโลก เผย สถิติยอดการผลิตเหล็กดิบของ 67 ประเทศทั่วโลกเดือนพฤษภาคม 2017 อยู่ที่ 143.3 ล้านตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดการผลิตเหล็กดิบรายวันเฉลี่ยอยู่ที่ 4.62 ล้านตัน ลดลงจาก 4.74 ล้านตันในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กดิบของโลกร่วงลงมาที่ระดับ 71.8% จาก 73.6%

ยอดการผลิตเหล็กดิบสะสมห้าเดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 695 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 664 ล้านตัน หรือ 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ยอดการผลิตเหล็กดิบภูมิภาคเอเชียเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 2.4% y-o-y อยู่ที่ 99.9 ล้านตัน โดยทุกประเทศมียอดการผลิตเหล็กดิบเพิ่มขึ้นทั้งหมดยกเว้นประเทศเกาหลีใต้ ยอดการผลิตเหล็กดิบของจีนเพิ่มขึ้น 1.8% อินเดียเพิ่มขึ้น 6.4% และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 0.1%

ยอดการผลิตเหล็กดิบภูมิภาคยุโรปเพิ่มขึ้น 2.0% y-o-y ด้วยแรงหนุนจากยอดการผลิตเหล็กดิบของประเทศฝรั่งเศส โปรแลนด์ ออสเตรีย และสโลวาเกีย ขณะที่ยอดการผลิตเหล็กดิบของประเทศเยอรมัน อิตาลี สเปน และสหราชอาณาจักรหดตัว

ยอดการผลิตเหล็กดิบของ CIS หดตัว 7.1% y-o-y ยอดการผลิตเหล็กดิบของประเทศยูเครนหดตัว 25.5% ส่วนยอดการผลิตเหล็กดิบของประเทศรัสเซียและเบลารุสหดตัวลงเล็กน้อยในเดือนพฤษภาคม

ยอดการผลิตเหล็กดิบภูมิภาคอเมริกาเหนือเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 9.76 ล้านตัน โดยยอดการผลิตเหล็กดิบของประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 0.3% และ 0.2% ตามลำดับ ขณะที่ยอดการผลิตเหล็กดิบของประเทศเม็กซิโกหดตัว 1.0% ภูมิภาคอเมริกาใต้ยอดการผลิตเหล็กดิบเพิ่มขึ้น 10.2% อยู่ที่ 3.7 ล้านตัน โดยยอดผลิตเหล็กดิบของประเทศบราซิลเพิ่มขึ้น 13.2%

ส่วนยอดการผลิตเหล็กดิบของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2017
Cr : World Steel Association

 

ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น

ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น

ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น


ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น

ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น  วัดจากภาพรวมของราคาเหล็กในตลาดโลกเริ่มขยับราคาสูงขึ้น และมีสัญญาณบวก เพราะมองเห็นว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐเริ่มขยับได้มากขึ้นกว่าป

      ส่วนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอสังหาฯหลายค่ายยังไม่ค่อยเปิดโครงการใหม่ๆ แต่จะเป็นการระบายสต๊อกเก่าเร่งขายให้หมดก่อน เช่นคอนโดมิเนียมที่สร้างแล้ว ยังไม่ปิดโครงการทำให้การบริโภคเหล็กเพื่อไปสู่ภาคที่อยู่อาศัยยังขยายตัวได้ไม่มากนัก อีกทั้งการบริโภคเหล็กยังเกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่ เช่นเดียวกับความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกยังไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากด้วย  ด้วยสัญญาณที่เป็นบวกจากภาครัฐ และสัญญาณที่เป็นลบจากภาคเอกชน
ส่งผลให้ภาพรวมของหุ้นกลุ่มเหล็กลุ่มๆ ดอนๆ เพราะมีบริษัทที่ได้รับประโยชน์ และเสียประโยชน์ ทำให้หลายฝ่ายยังคงมองข้ามในหุ้นกลุ่มเหล็ก แต่อย่างไรก็ดีมีหุ้นบางตัวที่ยังมีเสน่ห์ ผลประกอบการดี พร้อมวอลุ่มเทรดหนาแน่นเป็นระยะๆ เช่น MILL และ TMT นั่นเอง

ที่สำคัญยังมีบทวิเคราะห์ที่ยังคงเชียร์ซื้อ ซึ่งทำให้มองว่าสองหุ้นยังคงเป็นดาวเด่นในกลุ่มเหล็กที่นักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อเก็งกำไรได้ สำหรับบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน)หรือMILL มีบทวิเคราะห์จากบล. บัวหลวง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 2.20 บาท เห็นพื้นฐานของบริษัทที่กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากเดิมที่เคยผลิตเหล็กสำหรับก่อสร้างเปลี่ยนไปเป็นเหล็กเกรดพิเศษผ่านทางการร่วมทุนกับ Kobe Steel ผู้ผลิตเหล็กเกรดพิเศษชั้นนำของญี่ปุ่น

การเปลี่ยนแปลงนี้จะเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทให้สูงขึ้น อีกทั้งจะลดความกังวลที่นักลงทุนมีต่อความผันผวนของกำไร (เหล็กสำหรับก่อสร้างมีราคาผันผวน) และปัญหาการนำเข้าเหล็กราคาถูกจากประเทศจีน ส่วนบริษัท ค้าเหล็กไทย จำกัด (มหาชน)หรือTMT มีบทวิเคราะห์จาก บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.30 บาท เนื่องจากคาดว่าครึ่งหลังของปี 60 กำไรจะกลับสู่ระดับ 130 ล้านบาทต่อไตรมาส โดยมาจากยอดขายที่ยังสูงต่อเนื่อง (ขยายส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้น จากความสำเร็จในบริการครบวงจรแบบ Solution) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นขึ้นเป็นประมาณ 8% หลังราคาเหล็กมีเสถียรภาพดีขึ้น

ทว่ามีการปรับลดคาดการณ์กำไรปี 60-61 ลง 5% และ 6% เป็น 605 ล้านบาท และ 664 ล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนยอดขายและอัตรากำไรขั้นที่อ่อนกว่าคาดการณ์เดิม แต่อย่างไรก็ดีคาดการณ์เงินปันผลสำหรับปี 60 ที่ 1.1 บาทต่อหุ้น ณ ราคา 14 บาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 7.9% การอ่อนลงของราคาหุ้นเพราะการลดลงของผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 60 เป็นจังหวะทยอยซื้อสะสมเพื่อรับปันผลสูง ผู้ประกอบการด้านเหล็ก รับข่าวดี ปี 2560 มีการขยับตัวของราคาเหล็กขึ้น

NDRC เผยจีนลดกำลังการผลิตเหล็กสำเร็จกว่า 85%

NDRC เผยจีนลดกำลังการผลิตเหล็กสำเร็จกว่า 85%

NDRC เผยจีนลดกำลังการผลิตเหล็กสำเร็จกว่า 85%

คณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ NDRC เปิดเผย ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2017 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหล็กจีนสามารถลดกำลังการผลิตเหล็กลงได้ 42.4 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 84.8 ของเป้าที่ตั้งไว้ในปีนี้ ส่วนกำลังการผลิตถ่านหินที่สามารถลดได้ในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ 97 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 65 ของเป้าที่วางไว้

การลดกำลังการผลิตของจีนในปีนี้ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเหล็กในภาพรวม โดยทำให้ราคาเหล็กในประเทศจีนปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ราคาซื้อขายเหล็ก rebar ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า Shanghai Futures Exchange ปิดตลาด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (13 มิถุนายน) เพิ่มขึ้น 113 หยวน หรือ $16.6 ขึ้นมาอยู่ที่ 3,111 หยวนต่อตัน ซึ่งเป็นระดับราคาสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2017 ส่วนราคาซื้อขายสินแร่เหล็กในตลาด Dalian Commodity Exchange เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.6 อยู่ที่ 423 หยวนต่อตัน โดยราคาซื้อขาย Rebar และ สินแร่เหล็กในตลาดล่วงหน้าถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญต่อราคาเหล็กในประเทศจีน

การลดกำลังการผลิตเหล็กและถ่านหินนั้นส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเหล็กจีน เห็นได้ชัดว่าบริษัทที่เป็นสมาชิกของ China Iron and Steel Association ได้รับกำไร 32.9 พันล้านหยวน ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2017 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ขาดทุน 1.1 พันล้านหยวน

ทางด้านอุปสงค์เหล็กในประเทศจีนได้รับแรงหนุนจากโครงการลงทุนภายใต้  Public-Private Partnership (PPP) โดยคณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน (NDRC) มีแผนที่จะลงทุนจำนวน 700 ล้านหยวน ในโครงการ PPP ในปี 2017 โดยได้จัดสรรเงินจำนวน 650 ล้านหยวนแล้ว ซึ่งโครงการดังกล่าวครอบคลุมในหลายภาคส่วน เช่น การคมนาคม และการอนุรักษ์ทางน้ำ เป็นต้น

แปลและเรียบเรียงโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย
Cr : Global Times

ส.ท่อเหล็กร้องก.พาณิชย์ สอบจีนเลี่ยงพิกัดท่อน้ำมัน

ส.ท่อเหล็กร้องก.พาณิชย์ สอบจีนเลี่ยงพิกัดท่อน้ำมัน

ส.ท่อเหล็กร้องก.พาณิชย์ สอบจีนเลี่ยงพิกัดท่อน้ำมัน

“พาณิชย์” ป้องผู้ผลิตไทยรีดเอดีเหล็กรีดร้อน-ท่อเหล็ก 4 ชาติ จีน-มาเลเซีย-เกาหลีใต้-ไต้หวัน ต่อ 5 ปี ด้านสมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น ร้องรัฐใช้มาตรการเอดีชั่วคราวสกัดท่อเหล็กเวียดนาม หลังพบจีนสวมสิทธิ์เลี่ยงนำเข้าเป็น “ท่อน้ำมัน API” ใช้ฟอร์มดีอาเซียน ทำให้ยอดนำเข้าเพิ่ม 100%

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2560 ที่ประชุม ทตอ.ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วนจากจีนและมาเลเซียต่อไปเป็นเวลา 5 ปี

สำหรับเหล็กจากจีนในอัตราเดิม 30.91% ของราคาซีไอเอฟ และเหล็กจากมาเลเซีย 23.57-42.51% ของราคาซีไอเอฟ พร้อมทั้งเรียกอากร AD สินค้าหลอด และท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าจากจีนและเกาหลีใต้ 5 ปี โดยเก็บจากจีนในอัตรา 3.22-66.01% ของราคาซีไอเอฟ และเกาหลีใต้ อัตรา 3.49-53.88% ของราคาซีไอเอฟ

“การใช้มาตรการเอดีเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน และวิธีการไต่สวนอย่างเข้มงวดตามกฎระเบียบ และพิจารณาข้อมูลหลักฐานจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์องค์การการค้าโลก (WTO)”

นอกจากนี้ มีมติต่อร่างผลชั้นที่สุดกรณีการไต่สวน AD เหล็กแผ่นรีดร้อนล้างกรดและเคลือบน้ำมันชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วนจากเกาหลี ซึ่งให้ยุติการไต่สวน เนื่องจากในช่วงระยะเวลาการไต่สวนสินค้าดังกล่าวมีการทุ่มตลาด แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญแก่อุตสาหกรรมภายใน ซึ่งจะให้มีการจัดรับฟังความคิดเห็นต่อไป

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เห็นด้วยกับทั้งมาตรการเหล็กรีดร้อนและท่อเหล็ก เพราะขณะนี้เหล็กรีดร้อนจากจีนและท่อเหล็กได้ส่งออกมาทุ่มตลาดเป็นจำนวนมากในหลายประเทศ ไม่ใช่เฉพาะไทย แต่ไปถึงสหรัฐ สหภาพยุโรป ซึ่งหลายประเทศใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น AD, Safeguard, Anticircumvention, CVD เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันผลิตจริงไม่ถึง 40% ของกำลังการผลิต

ทางสมาคมเตรียมยื่นไต่สวนเพื่อใช้มาตรการเอดีท่อเหล็กจีนที่หลีกเลี่ยงพิกัดเป็นท่อน้ำมัน API (พิกัด 7306.3090) เพื่อเสียภาษีต่ำหรือไม่เสียภาษีนำเข้าผ่านมาทางเวียดนาม ในราคาที่ต่ำมากและจำนวนมาก เพราะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าจากการใช้ Form D ลดภาษีตามกรอบการค้าเสรีอาเซียน ทั้งที่วัตถุดิบทำท่อนำเข้าจากจีน ซึ่งตามกฎเกณฑ์แหล่งกำหนดสินค้าอาเซียน ถ้ากระบวนการผลิตสะสมวัตถุดิบอาเซียนไม่ถึง 40% จะไม่สามารถออก Form D ได้ ถือเป็นการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้า

“สมาคมจะยื่นให้ใช้มาตรการฉุกเฉิน เดือนหน้า หากไม่มีการออกมาตรการปกป้องจะกระทบผู้ผลิตไทยทุกราย ซึ่งในสมาคม 20-30 ราย ขณะนี้บางรายได้รับผลกระทบรุนแรงถึงขั้นหยุดผลิตหันไปนำเข้าจากต่างประเทศแทน”
รายงานข่าวจากกรมศุลกากรระบุว่า
การนำเข้าเหล็กท่อน้ำมัน API พิกัด 7306.3090 จากทั่วโลกทั้งปี 2559 มีปริมาณ 99,071,599 กิโลกรัม มูลค่า 3,274,769,439 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งมีการนำเข้าทั่วโลก ปริมาณ 77,717,117 กิโลกรัม มูลค่า 2,938,116,120 บาท โดยหากคิดเฉพาะการนำเข้าจากเวียดนาม ในปี 2559 ปริมาณ 6,065,830 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2553 ที่มีการนำเข้าเพียงปริมาณ 3,068,740 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 186,272,342 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งมีมูลค่านำเข้าเพียง 98,901,797 บาท
Cr : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ธนาคารกรุงเทพ อนุมัติวงเงินสินเชื่อจำนวน 2,200 ล้านบาท ให้กับนายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ซื้อหุ้น ‘มิลล์คอน สตีล’

ธนาคารกรุงเทพ อนุมัติวงเงินสินเชื่อจำนวน 2,200 ล้านบาท ให้กับนายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ซื้อหุ้น ‘มิลล์คอน สตีล’

ธนาคารกรุงเทพ อนุมัติวงเงินสินเชื่อจำนวน 2,200 ล้านบาท ให้กับนายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ซื้อหุ้น ‘มิลล์คอน สตีล

นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อจำนวน 2,200 ล้านบาท ให้กับนายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล เพื่อดำเนินการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิบางส่วน (Voluntary Partial Tender Offer) จากผู้ถือหุ้นของ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน)

ตามที่ประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 ที่มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติการดำเนินการดังกล่าว และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้อนุมัติคำขอผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหุ้นบางส่วนของนายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการลงทุนในบริษัทฯ และเป็นการลงทุนในระยะยาว เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน

นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความไว้วางใจในการอนุมัติวงเงินกู้จำนวนดังกล่าว ทำให้ตนเองมีความพร้อมในการดำเนินการรับซื้อหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,215,919,539 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 29.99% ของหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิที่จำหน่วยแล้วทั้งหมดของบริษัท ในราคาเสนอซื้อหุ้นสามัญและหุ้มบุริมสิทธิหุ้นละ 1.80 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงกว่าราคาตลาดถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทฯ ย้อนหลัง 15 วันทำการ

ทั้งนี้ในกรณีที่มีผู้แสดงเจตนาขายหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทฯ มากกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอซื้อ ตนจะดำเนินการรับซื้อตามจำนวนหุ้นที่เสนอซื้อเท่านั้น โดยจะใช้วิธีการจัดสรรตามสัดส่วนของหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิที่มีผู้แสดงเจตนาขาย (Pro-rata Basis)

“พร้อมกันนี้ได้มีการแต่งตั้งบริษัท หลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินจัดทำความเห็นเกี่ยวกับคำเสนอซื้อและราคาเสนอซื้อดังกล่าวเพื่อให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาต่อไป” นายสิทธิชัย กล่าว

สำหรับการทำคำเสนอซื้อหุ้นบางส่วนในครั้งนี้ หากมีผู้ถือหุ้นตอบรับคำเสนอซื้อเต็มตามจำนวนที่เสนอซื้อ จะทำให้นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล และบุคคลที่เกี่ยวข้องมีจำนวนหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิรวมทั้งสิ้น 1,986,686,907 หุ้น หรือคิดเป็น 49.00% ของหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิที่จำหน่วยแล้ว ณ ปัจจุบัน ทั้งหมดของบริษัทฯ และจะมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในสัดส่วน 49.00% ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทฯ

ภายหลังการทำคำเสนอซื้อหุ้นบางส่วนดังกล่าว โดยการเพิ่มการลงทุนในระยะยาวของ บริษัทฯ ในครั้งนี้ นายสิทธิชัยไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจ นโยบายการดำเนินธุรกิจ แผนประกอบธุรกิจ ตลอดจนนโยบายการจ่ายเงินปันผลของของบริษัทฯ และจะยังคงให้การสนับสนุนการดำเนินการของผู้บริหารเดิม รวมถึงจะไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริษัทฯ เพิ่มเติม และเพิกถอนบริษัทฯ ออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่อย่างใด

Cr : ธนาคารกรุงเทพ

EU เตรียมหาทางป้องกันการทะลักของสินค้าเหล็กจากมาตรการ 232 ของสหรัฐฯ

EU เตรียมหาทางป้องกันการทะลักของสินค้าเหล็กจากมาตรการ 232 ของสหรัฐฯ

EU เตรียมหาทางป้องกันการทะลักของสินค้าเหล็กจากมาตรการ 232 ของสหรัฐฯ

แหล่งข่าวรายงาน ปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรปกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางและมาตรการป้องกันตนเองเพื่อลดผลกระทบจากทะลักของสินค้าเหล็กจากการใช้มาตรา 232 ของกฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในอาทิตย์หน้า

ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นาย Wilbur Ross ได้ออกมาเปิดเผยถึงการไต่สวนสินค้าเหล็กนำเข้าที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และให้ความคิดเห็นว่าอาจจะดำเนินการใช้นโยบายทางการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น เช่น การเพิ่มอัตราภาษี การจำกัดโควต้านำเข้า หรือทั้ง 2 มาตรการ

ทางด้านผู้ผลิตเหล็กของยุโรปต่างออกมาเรียกร้องและแสดงความคิดเห็นถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า หากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้นโยบายดังกล่าวจริงอาจจะทำให้เกิด “สึนามิ”ของเหล็ก หรือ การทะลักของสินค้าเหล็กเข้ามาในตลาดยุโรปและสร้างความเสียหายให้กับผู้ผลิตในยุโรปเป็นจำนวนมาก

แหล่งข่าวเชื่อว่าสำหรับเหตุการณ์นี้ EU น่าจะมีการตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าวเหมือนกับตอนที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในปี 2002 ซึ่งขณะนั้นประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐฯ ได้อาศัยอำนาจกฏหมายจากมาตรา 201 ประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเหล็กของสหรัฐฯ 30% เป็นระยะเวลาสามปีสำหรับการนำเข้าสินค้าเหล็ก 8 ชนิด จาก 16 ประเทศ โดยในปี 2012 ทาง EU ได้ตอบโต้ด้วยการกำหนดโควต้านำเข้าสินค้าเหล็กโดยไม่เลือกปฏิบัติ กล่าวคือ กำหนดให้ปริมาณโควต้าเหล็กที่นำเข้าในปี 2002 ให้ไม่เกินปริมาณนำเข้าเหล็กแต่ละชนิดในปี 2001

อย่างไรก็ตามขณะนี้คณะกรรมาธิการยุโรปยังไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวจากผู้ผลิตเหล็ก

Cr:http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-2548.aspx

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า