โดย admin_sale | มิ.ย. 23, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
เวทีเหล็กอาเซียนชูยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศลดการนำเข้า
เวทีเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียนชูประเด็นสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศ-ลดพึ่งพาการนำเข้าเพื่อความยั่งยืน อินเดียตั้งเป้าขึ้นแท่นเบอร์ 2 ของโลกเน้นใช้เหล็กในประเทศ ′Make in India′ สำหรับโครงการใหญ่ภาครัฐและช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องผู้ประกอบการ สิงคโปร์หนุนผู้ผลิตปรับปรุงผลิตภาพผ่านโครงการรัฐ ในขณะที่มาเลเซียประกาศชัด Buy Malaysian Products First Policy ซีอีโออุตสาหกรรมเหล็กชี้ไทยควรนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้โดยเฉพาะการส่งเสริมเหล็กในประเทศกับโครงการลงทุนภาครัฐเพื่อความยั่งยืน
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 22-25 พฤษภาคม 2560 สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียนได้จัดงานสัมนาประจำปี หรือ SEAISI Conference & Exhibition 2017ที่ ประเทศสิงคโปร์ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมเหล็กทั้งจากภายในและภายนอกอาเซียน จำนวนหลายร้อยคน ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวมีประเด็นหลักที่ผู้แทนจากประเทศต่างๆ นำเสนอคือ นโยบายสร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ
Dr. A S Firoz นักเศรษฐศาสตร์ประจำหน่วยงานวิจัย Joint Plant Committee ของรัฐบาลอินเดีย กล่าวว่ารัฐบาลอินเดียได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้ผลิตเหล็กอันดับสองของโลกภายในปี ค.ศ. 2030-2031 ด้วยกำลังผลิต 300 ล้านตัน จึงได้กำหนดกลยุทธ์ “ Make in India Program” สำหรับขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ (Domestic Industrialization) โดยส่งเสริมการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในการจัดซื้อจัดจ้างงานโครงการภาครัฐ
ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลเดินหน้าลงทุนด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมและการขนส่งอย่างเต็มที่ นอกจากนี้รัฐบาลยังเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างทางธุรกิจของผู้ผลิตเหล็กที่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง (Stressed Steel Assets) เพื่อช่วยให้กลับสู่การผลิตและการลงทุนได้ใหม่ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ผลิตเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า โดยเป้าหมายที่สำคัญคือสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการเหล็กในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเหล็กจากต่างประเทศ
ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ ได้นำเสนอยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ที่ใช้เหล็กโครงสร้าง (Structural Steel) เป็นวัสดุหลัก โดยรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับปรุงผลิตภาพ (Productivity) โดย Dr. John Keung ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Singapore Building and Construction Authority (BCA) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐบาลที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างของสิงคโปร์ กล่าวว่า BCA ได้เริ่มต้นปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนางานก่อสร้างในประเทศตั้งแต่ปี 2010 โดยก่อนหน้านั้น อุตสาหกรรมก่อสร้างของสิงคโปร์ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก (Labor Intensive) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งพาแรงงานต่างชาติถึง 70% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งปัญหาในขณะนั้นก็คือ แรงงานส่วนใหญ่มีประสบการณ์และทักษะน้อยส่งผลให้ผลิตภาพของงานต่ำ
ดังนั้น BCA จึงได้กำหนดมาตรการปรับปรุงผลิตภาพ ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาผลิตภาพและศักยภาพงานก่อสร้าง (Construction Productivity and Capability Fund: CPCF) เพื่อปรับปรุงยกระดับผลิตภาพแรงงาน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการออกแบบอาคารด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Building Information Modeling (BIM) ผลักดันการปรับปรุงผลิตภาพผ่านงานโครงการก่อสร้างภาครัฐ โดยกำหนดผลิตภาพเป็นตัวชี้วัด (KPI) ผลงาน และการจัดตั้งโครงการสร้างมืออาชีพด้านงานก่อสร้าง (Professional) ผ่านหลักสูตรในสถาบันการศึกษาในทุกระดับ
ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศของตน ดาโต๊ะ Thian Lai ประธานสมาพันธ์ผู้ผลิตเหล็กและเหล็กกล้ามาเลเซีย กล่าวว่าในงานสัมมนาครั้งนี้ว่า รัฐบาลมาเลเซียก็มีนโยบายสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กในประเทศที่เรียกว่า Buy Malaysian Products First Policy โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล นอกจากนี้รัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เรียกว่า Industrialized Building System คล้ายๆกับที่ BCA สิงคโปร์ทำอยู่ คือนำเทคโนโลยีดิจิตัลมาใช้ในงานออกแบบงานก่อสร้างและทำการผลิตส่วนประกอบโครงสร้างเหล็กก่อสร้าง (Prefabrication) นอกสถานที่ก่อสร้าง (Off-site work) ในลักษณะชิ้นงานพร้อมประกอบที่เรียกว่า module ก่อนนำไปประกอบที่สถานที่ก่อสร้าง ซึ่งช่วยลดทั้งระยะเวลาการก่อสร้างและจำนวนแรงงาน
นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ในฐานะกรรมการบริหารของ SEAISI กล่าวว่า แนวทางในการในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของรัฐบาลประเทศต่างๆในอาเซียนล้วนมีเป้าหมายสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการเหล็กในประเทศ ประเทศไทยควรศึกษารูปแบบการพัฒนาอุตสากรรมเหล็กของประเทศเหล่านี้ นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้รัฐบาลมีแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำนวนมาก เช่น โครงการก่อสร้างระบบขนส่งรถไฟฟ้าและรถไฟรางคู่ ที่จะต้องใช้วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เหล็กจำนวนมาก น่าจะลองใช้มาตรการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กในประเทศคล้ายๆกับของอินเดียและมาเลเซีย เช่นอาจจะเรียกว่า Buy Thai Steel Policy ซึ่งแม้แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังประกาศนโยบาย Buy America สนับสนุนการใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศ สำหรับในเรื่องการปรับปรุงผลิตภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งเราน่าจะดูรูปแบบของ BCA สิงคโปร์เป็นตัวอย่าง ซึ่งปัญหาในขณะนี้ก็คือ เรายังไม่มีหน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็นเจ้าภาพโดยตรง ที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้
Cr : ประชาชาติธุรกิจ
โดย admin_sale | มิ.ย. 23, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
กลับมาเป็นประเด็นที่สังคมสนใจอีกครั้งสำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งตามมาตรา 44 กดปุ่มปลดล็อกลดอุปสรรคและปัญหาของโครงการ ช่วยเร่งรัดการดำเนินงานต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวตามที่รัฐบาลวาดฝันไว้
วันนี้สถาบันเหล็กฯ จึงขอนำข้อมูลเกี่ยวกับ “ทางรถไฟ” และ “เหล็ก” มาแชร์ให้ทุกท่านได้รับทราบ
ทางรถไฟถือเป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร โดยมีรถไฟเป็นยานพาหนะ รางรถไฟนั้นประกอบด้วยรางสองราง ซึ่งปกติทำมาจาก “เหล็กกล้า” วางบนวัตถุที่ตั้งฉากกับตัวราง โดยสร้างจากไม้หรือคอนกรีต วัตถุนี้เป็นตัวกำหนดระยะระหว่างของรางเรียกว่า “เกจ” (Gauge)
รางรถไฟเหล็กเริ่มปรากฏในศตวรรษที่ 18 ในปี ค.ศ. 1802 วิศวกรชาวอังกฤษนามว่า วิลเลียม เจสสป (William Jessop) ได้ออกแบบและนำรางเหล็กมาใช้ โดยเปิดให้บริการ ทางรถไฟเซอร์เรย์ไอเอิร์น (Surrey Iron Railway) ในทางใต้ของกรุงลอนดอน ในขณะนั้นยังใช้เพียงรถม้าลาก
ทางรถไฟแรกที่นำหัวรถจักรไอน้ำมาใช้คือรถไฟสาย สตอกตัน-ดาร์ลิงตัน (Stockton and Darlington) ในภาคเหนือของประเทศอังกฤษ โดยเปิดให้บริการเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2368 (ต้นรัชกาลที่ 3) ต่อจากนั้นก็มีทางรถไฟอีกหลายสายเติบโตขึ้นตามมา เช่นสายลิเวอร์พูล-แมนเชสเตอร์ ต่อจากนั้นทางรถไฟจึงแพร่หลายทั่วเกาะอังกฤษและต่อมาทั่วโลก
การพัฒนาทางเทคโนโลยีรถไฟก้าวกระโดดไปอีกขั้นเมื่อ แกรนวิลล์ ที. วูดส์ (Granville T. Woods) นำสายไฟฟ้ามาจ่ายกระแสให้รถไฟ ซึ่งนำไปสู่รางรถไฟแบบไฟฟ้า และในสมัยนี้มีหลายประเทศที่ได้นำเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงมาใช้
%20(1).jpg)
ปัจจุบันทางรถไฟทั่วโลกมีความยาวรวมกันทั้งสิ้น 1,055,263 กิโลเมตร ซึ่งสร้างจาก “เหล็กกล้า” มากกว่า 118,252,771 ตัน หรือ เทียบเท่ากับหอไอเฟล 16,000 แท่ง
เอเชียถือเป็นทวีปที่มีทางรถไฟอันดับที่สามของโลก รองจากทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป
ทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลกคือเส้นทางรถไฟเชื่อมจากประเทศจีน, คาซัคสถาน, รัสเซีย, เบลารุส, โปแลนด์, เยอรมนีและฝรั่งเศส ก่อนที่จะถึงปลายทางเมืองมาดริด ประเทศสเปน มีระยะทางรวมมากกว่า 13,052 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 21 วัน
อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในโลกอยู่ที่เทือกเขาแอลป์ (Alps) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีระยะทางยาว 57.1 กิโลเมตร
Cr : World Steel Association
โดย chirawat | มิ.ย. 19, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
สศอ.หวั่นปัจจัยเสี่ยงฉุดเป้าทั้งปีร่วงรูดเหลือ 1-2 เปอร์เซ็นต์
แนวโน้ม ดัชนีอุตสาหกรรมครึ่งปีบวก 0.2%
นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือน มิ.ย. ขยายตัว 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นบวก 4 เดือนติดต่อกัน ขณะที่อัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 66.29% ส่งผลให้เอ็มพีไอไตรมาส 2 ขยายตัว 1.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเทียบกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมาหดตัว 1% เนื่องจากการส่งออกเครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในบ้าน รถจักรยานยนต์ ขยายตัวดี สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ อุตสาหกรรม เหล็ก และเหล็กกล้าไตรมาส 2 ที่มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 2.26% เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ เริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง เพราะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งภาครัฐ จึงถือว่าอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นแรงผลักดันให้ภาพรวมเอ็มพีไอครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ขยายตัวได้ 0.2%
สศอ.หวั่นปัจจัยเสี่ยงฉุดเป้าทั้งปีร่วงรูดเหลือ 1-2 เปอร์เซนต์
นายวีรศักดิ์กล่าวว่า เมื่อสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดีขึ้น สศอ.จึงคงอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม (จีดีพีอุตสาหกรรม) ปีนี้ไว้ที่ 1.5-2.5% แต่ก็ต้องติดตามความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและปัจจัยอื่นๆที่จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ช่วงไตรมาส 3 เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ประกอบการทบทวนประมาณการเอ็มพีไอและจีดีพีอุตสาหกรรมปีนี้ใหม่อีกครั้ง
สศอ.หวั่นปัจจัยเสี่ยงฉุดเป้าทั้งปีร่วงรูดเหลือ 1-2 เปอร์เซ็นต์
“หากมีเงื่อนไขหรือสถานการณ์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ไตรมาส 3 เอ็มพีไอโตไม่ถึง 2% ก็มีความ เป็นไปได้ที่ สศอ.ต้องปรับลดตัวเลขคาดการณ์เอ็มพีไอปีนี้ลงเหลือ 1-2% อย่างเป็นทางการ จากที่ก่อนหน้านี้คาดไว้ตลอดทั้งปีจะเติบโต 2-3% ส่วนการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมปีนี้คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 70%”
นายวีรศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยน ผ่านการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม ที่จะใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตมากกว่าแรงงานคน ให้ก้าวไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 มากขึ้น เพื่อมุ่งการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากกว่าการผลิตสินค้าที่เน้นปริมาณ ซึ่ง สศอ.มองว่าระยะสั้นคงส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมและแรงงานไม่รุนแรง
Cr : www.thairath.co.th
โดย admin_sale | มิ.ย. 16, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
SYS จับมือ วสท. เพิ่มพูนความรู้เรื่องเหล็กกำลังสูง (High Strength Steel) Grade SM520
นายพงษ์ศักดิ์ แห่ล้อม (ที่ 3 จากขวา) ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด (SYS) พร้อมด้วย รศ.เอนก ศิริพานิชกร (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) ร่วมกันจัดสัมมนาเรื่อง “เหล็กโครงสร้างรีดร้อนกำลังสูง…มิติใหม่ด้านการออกแบบและก่อสร้าง” เพื่อให้วิศวกร ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และเจ้าของงาน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเหล็กโครงสร้างรีดร้อนกำลังสูง หรือเหล็กกำลังสูง(High Strength Steel) Grade SM520 ซึ่งมีคุณสมบัติในการรับแรงดึงที่สูงขึ้น สามารถลดปริมาณการใช้เหล็กทั้งโครงการลง ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนการก่อสร้างได้มากขึ้น
โดยมี นายพิสิฐ ยิ่งมโนกิจ นายภิเศก เพชรเพริศ (ที่ 1 และ 2 จากขวา) จากบริษัท ออเรคอน คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด นายพรชัย สิทธิยากรณ์ (ที่ 2 จากซ้าย) จากบริษัท นันทวัน จำกัด ร่วมบรรยาย และดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์(ที่ 1 จากขวา) ประธานคณะอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมโครงสร้างเหล็ก วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) ณ โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท เมื่อวันที่ 9 มิถุนยน 2560
Cr:http://www.syssteel.com
โดย admin_sale | มิ.ย. 15, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ยอดการผลิตเหล็กดิบของจีนเดือนพฤษภาคม 2017 ขยายตัว 1.8% Y-o-Y
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เผยยอดการผลิตเหล็กดิบของจีน เดือนพฤษภาคม 2017 ขยายตัว 1.8% อยู่ที่ 72.26 ล้านตัน ยอดการผลิต pig iron อยู่ที่ 61.73 ล้านตัน และยอดการผลิตเหล็กสำเร็จรูปอยู่ที่ 95.78 ล้านตัน หดตัว 0.1% และ 1.9% y-o-y ตามลำดับ
ยอดการผลิตเหล็กดิบเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 2.331 ล้านตัน ลดลง 3.9% m-o-m ส่วนยอดการผลิต pig iron และสินค้าเหล็กสำเร็จรูปเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 1.9913 ล้านตัน และ 3.0897 ล้านตัน ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา 4.5% และ 2.3% ตามลำดับ
ยอดการผลิตเหล็กดิบ pig iron และสินค้าเหล็กสำเร็จรูปสะสม 5 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 346.83 ล้านตัน 300.47 ล้านตัน และ 453.68 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.4% 3.3% และ 0.8% ตามลำดับ
สำหรับยอดการบริโภคเหล็กดิบของจีนเดือนพฤษภาคม 2017 อยู่ที่ 66.04 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 3.91 ล้านตัน หรือ 6.3% ยอดการบริโภคเหล็กสำเร็จรูปอยู่ที่ 89.91 ล้านตัน ขยายตัว 0.6% y-o-y
ยอดการบริโภคเหล็กดิบสะสม 5 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 316.60 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 27.53 ล้านตัน หรือ 9.5% ยอดการผลิตสินค้าเหล็กสำเร็จรูปสะสมอยู่ที่ 425.16 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15.78 ล้านตัน หรือ 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ด้านการส่งออกเหล็กสำเร็จรูปของจีนเดือนพฤษภาคม 2017 หดตัว 25.9% y-o-y อยู่ที่ 6.98 ล้านตัน ลดลงจาก 9.42 ล้านตันในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ยอดส่งออกเหล็กสำเร็จรูปของจีน สะสม 5 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 34.19 ล้านตัน ลดลงจาก 46.02 ล้านตันเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน หรือ หดตัว 25.7% y-o-y
Cr : SteelHome
โดย admin_sale | มิ.ย. 15, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
“สรรพากร” คุมเข้ม บริษัทเหล็กเลี่ยงภาษี
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรจะเชิญผู้ประกอบการธุรกิจเหล็กรายใหญ่ในกลุ่มผู้ผลิตต้นน้ำมาชี้แจงถึงแนวทางการเสียภาษีอย่างถูกต้องเนื่องจาก ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ อาจจะมีลักษณะการทำธุรกิจที่ไม่ได้ลงบัญชีถูกต้อง เช่น การออกใบเสร็จตรงไปยังผู้รับเหมาหรือผู้ค้าปลายทาง โดยไม่ผ่านผู้ค้ารายกลางรายอื่นๆทำให้กรมสรรพากรไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลการเสียภาษีแก่ผู้ประกอบการธุรกิจเหล็กทั้งระบบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
“เราจะเชิญผู้ผลิตเหล็กระดับต้นน้ำรายใหญ่มาหารือถึงการเสียภาษีอย่างถูกต้อง เพราะทุกวันนี้ไม่สามารถรู้ข้อมูลการค้าขายเหล็กระหว่างทางได้ เนื่องจากผู้ผลิตเหล็กต้นน้ำจะออกบิลขายเหล็กไปยังผู้รับเหมา หรือผู้ผลิตปลายทาง ทำให้กรมฯไม่รู้ข้อมูลการซื้อขายของธุรกิจรายกลางและรายเล็กอื่นๆ เพราะจะไม่ปรากฏรายการการซื้อขายเหล็ก บางรายอาจสร้างบิลปลอมขึ้นมา ก็จะไล่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”
ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจเหล็กเป็นหนึ่งในธุรกิจกลุ่มเสี่ยงที่กรมฯ กำลังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศไม่กี่รายที่เป็นธุรกิจต้นน้ำ ส่วนรายกลางและรายย่อย มีจำนวนมาก แต่หากเราทราบถึงธุรกิจต้นน้ำว่า มีการขายสินค้าไปให้ธุรกิจรายกลางและรายย่อยรายใดบ้าง เราก็จะรู้ข้อมูลการซื้อขายทั้งหมด
อานิสงส์โครงการรัฐหนุนอุตฯเหล็ก
ที่ผ่านมา ธุรกิจเหล็กมีปัญหาเรื่องการทุ่มราคาจากต่างประเทศ ทำให้กลุ่มธุรกิจนี้ประสบปัญหาขาดทุนมาอย่างน้อย 5 ปี แต่ขณะนี้ปัญหาดังกล่าวหมดไป และนับจากนี้กลุ่มธุรกิจนี้จะมีอัตราการขยายตัวที่มากขึ้น เนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่หนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้คาดว่ามูลค่าการค้าขายเหล็กน่าจะพุ่งหลักแสนล้านบาทต่อปี
“ที่ผ่านมา อาจจะมีส่วนที่ทำถูกกับที่ทำไม่ถูก เราก็จะมองโลกแง่บวกว่าเขาไม่เข้าใจ ซึ่งผู้ผลิตต้นน้ำนั้น แต่เกรงใจยี่ปั๊ว ซึ่งมีการแข่งตัดราคา ถ้าไปเรื่องมาก เช่น ออกบิลภาษี ก็จะทำให้ธุรกิจรายกลางขายของไม่ได้แต่ถ้าเข้มงวด และบอกแนวทางที่ถูกต้อง ทุกรายก็โดนเหมือนกัน ก็ไม่กระทบธุรกิจ ไม่เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบ”
สำหรับธุรกิจกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ จะเป็นธุรกิจค้าขายผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งกำลังปิดช่องทางโดยการออกกฎหมายเพื่อเรียกเก็บภาษีผู้ที่ทำธุรกรรมการซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด โดยนับรวมผู้ประกอบการที่อยู่ต่างประเทศด้วย
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มธุรกิจค้าขายเงินสดต่างๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของเกี่ยวกับธุรกิจทัวร์ และ ธุรกิจร้านขายยา เป็นต้น โดยกรณีธุรกิจร้านขายยา กรมฯมีนโยบายเชิญชวนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบบัญชีอย่างถูกต้องผ่านการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยินยอมที่จะเข้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะจะทำให้มีการลงบัญชีอย่างถูกต้องและยังสามารถหักลดหย่อนรายจ่ายได้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี ขณะนี้การโอนธุรกิจจากบุคคลธรรมดามาเป็นนิติบุคคล ยังติดปัญหาเรื่องของการโอนย้ายสิทธิ์ใบอนุญาตจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล ซึ่งเดิมกรมฯได้หารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอผ่อนปรนเรื่องดังกล่าว แต่ในทางกฎหมายไม่สามารถดำเนินการได้ทันที ทำให้กรมฯต้องแก้ไขกฎหมาย ซึ่งก็จะมีความล่าช้า ดังนั้น การดึงธุรกิจขายยาเข้ามาจดทะเบียนนิติบุคคลก็จะยังมีความล่าช้าตามไปด้วย
ส่วนธุรกิจร้านอาหาร ขณะนี้กำลังเร่งให้เข้าธุรกิจเหล่านี้ เข้าจดทะเบียนเสียภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งจะกระตุ้นผ่านผู้ซื้อ โดยกรมฯกำลังคิดรูปแบบการออกแอพลิเคชั่นบนมือถือที่ให้ผู้ใช้บริการสามารถแจ้งรายชื่อร้านค้าหรือร้านอาหารที่ไม่ออกใบกำกับภาษีอย่างถูกต้องแก่ผู้ซื้อต่อกรมฯ ซึ่งกรมฯจะมีรางวัลให้เป็นการตอบแทน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง
นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)กล่าวว่า กรณีที่กรมสรรพากร จะเข้ามาเข้มงวดในเรื่องการเลี่ยงภาษีในกลุ่มสินค้าเหล็ก ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล็กมีการค้าที่เป็นธรรม ผู้ประกอบการที่ทำการค้าถูกต้องจะได้สู้กับผู้ที่ทุจริตเลี่ยงภาษีได้มากขึ้นบนพื้นฐานต้นทุนที่ใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้ จากการประเมิน ในกลุ่มโรงงานผู้ผลิตเหล็กส่วนใหญ่จะดำเนินธุรกิจถูกต้อง เพราะต้องอยู่ในกฎกติกาตั้งแต่การซื้อ การนำเข้าวัตถุดิบเศษเหล็กหรือเหล็กแท่ง ที่จะต้องมีหลักฐานการซื้อที่ถูกต้อง ทำให้การขายเหล็กที่ผลิตได้ก็ต้องถูกต้องตามไปด้วย เพื่อจะได้มีหลักฐานไปขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากต้นทุนการซื้อเหล็ก รวมทั้งโรงงานผลิตเหล็กส่วนใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และโรงงานผลิตเหล็กแผ่นส่วนใหญ่ก็เป็นการร่วมทุนกับบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ ซึ่งยึดถือการทำธุรกิจที่โปร่งใสไม่ให้เสียชื่อเสียงของบริษัท ดังนั้นในกลุ่มโรงงานผู้ผลิตเหล็กจึงมีการตรวจสอบได้ง่ายกว่า มีปัญหาการเลี่ยงภาษีน้อย
อย่างไรก็ตาม มองว่าการเลี่ยงภาษีสรรพากรส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มผู้ค้าเหล็ก ที่บางส่วนขายเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน ขายเหล็กให้กับผู้รับเหมาต่างๆ ที่มีช่องทางการเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มได้มาก เพื่อให้มีราคาต่ำจ่ายใต้โต๊ะให้กับผู้รับเหมาโครงการต่างๆได้ ซึ่งหากเข้มงวดก็จะทำให้เหล็กที่ผลิตภายในประเทศแข่งขันกับเหล็กที่นำเข้า และเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานได้มากขึ้น
Cr:http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-2542.aspx