โดย saweang | มี.ค. 24, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
บ้านคือวิมานของเรา ประโยคสั้น ๆ ที่สื่อความหมายได้ดีของคนรักบ้าน ผู้ที่มีบ้านส่วนใหญ่จึงย่อมต้องคอยตรวจตราดูตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้อย่างมั่นใจและมีความสุขภายใต้บ้านสวยที่ตั้งใจสร้างขึ้นมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปบ้านที่เคยสวยงามก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทำให้ส่วนต่าง ๆ ภายในบ้านเริ่มทรุดโทรม ลอกล่อน หรืออาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนใหม่เลยก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะในส่วนของโครงสร้างที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากของบ้าน ที่เมื่อทรุดโทรมไปแล้วก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัยเอาได้ง่าย ๆ จึงควรมีการตรวจสอบตัวบ้านเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ช่วงเวลาที่น่าสนใจในการตรวจเช็คบ้านคือทุก ๆ 1-2 ปี อย่าปล่อยให้ล่วงเลยไปเป็น 10 ปี เพราะอาจจะทำให้ปัญหาภายในบ้านลุกลามไปถึงขั้นต้องยกบ้านใหม่ไปทั้งหลัง จนต้องเสียเงินซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วงนี้ก็จะสิ้นปีแล้ว ทาง babbaan.in จึงขอแนะแนวทางในการตรวจสอบบ้านประจำปี มาให้ผู้อ่านได้ลองนำเอาไปตรวจสอบบ้านของตัวเองก่อนเข้าสู่ปีใหม่กันค่ะ
 |
| วิธีตรวจเช็คบ้านประจำปี |
1. ตรวจสอบโครงสร้างบ้านทั้งภายในและภายนอก ควรตรวจดูรอยร้าวรอบบ้าน การทรุดของพื้นที่โรงจอดรถ โซนซักล้างภายนอก ภายในก็ให้ดูบริเวณตามผนัง มุมเสา พื้นห้องน้ำ เป็นต้น เมื่อเจอแล้วควรถ่ายรูปพร้อมจดบันทึกเอาไว้ รอยร้าวเหล่านี้ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เพราะจะไปกระทบกับโครงสร้างใหญ่ภายในตัวบ้าน จนอาจเกิดอาการทรุดและกลายเป็นอันตรายไปในที่สุด
วิธีแก้ไข ถ้ามีรอยร้าวจำนวนไม่มากก็ควรตามช่างที่ไว้ใจได้มาทำการแก้ปัญหา แต่ถ้ามีรอยร้าวจำนวนมากก็จำเป็นที่จะต้องปรึกษาไปทางวิศวกรและทำการรีโนเวทโดยด่วน ไม่ควรปล่อยเอาไว้เด็ดขาด
2.สีบ้าน ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกก็ควรตรวจดูทั้งหมด สีเป็นส่วนที่บ่งบอกถึงกาลเวลาได้ดีที่สุด โดยเฉพาะสีภายนอกที่จะต้องโดนทั้งแดดเผาและโดนฝนอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งปี แต่ถ้าใช้สีมีคุณภาพดี ปัญหานี้ก็อาจจะพอเบาลง แต่ถ้าใช้สีคุณภาพกลาง ๆ ก็อาจจะมีสีพองตัว หลุด ลอกล่อนออกมากวนใจเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้แต่ภายในตัวบ้านสีก็สามารถลอกล่อนได้จากระบบน้ำรั่วซึมภายใน หรือเกิดจากการโดนเสียดสีจากเฟอร์นิเจอร์ และเป็นรอยไม่สวยงาม
วิธีแก้ไข ทาทับสีเก่าด้วยสีใหม่เพื่อเพิ่มความสดใสให้กับตัวบ้าน และยังทำให้บ้านดูใหม่ โดดเด่นน่ามองอีกด้วย แต่ถ้าใช้สีที่มีคุณภาพสูง ภายใน 1 ปี ก็ไม่น่ากังวลต่อปัญนี้เท่าไหร่นัก
3.ตรวจสอบฝ้าเพดาน หลังคา และวัสดุหลังคา ตรวจสอบดูว่าหลังคายังคงใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีการโก่งหรือบิดเบี้ยวของตัววัสดุหลังคา ซึ่งการตรวจสอบจุดนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อยามที่ฝนตก เพราะฉะนั้นถ้าวันไหนมีฝนตกหนักก็ควรตามดูส่วนต่าง ๆ ของบ้านว่ามีอาการรั่วซึมตรงจุดไหนบ้าง หรือดูว่ามีรอยคราบน้ำที่ฝ้าเพดานหรือไม่ และให้ดูที่รอยร้าวภายในตัวบ้านนั้นมีรอยตะไคร่น้ำเกาะอยู่หรือไม่ ถ้ามีทั้ง 2 รอยนี้ก็แสดงว่าหลังคารั่วซึมเป็นที่เรียบร้อย
วิธีแก้ไข ควรเรียกช่างหลังคาเข้ามาซ่อมแซมและตรวจสอบวัสดุบนหลังคาเพิ่มเติมไปด้วย เพื่อที่จะสามารถมั่นใจได้ว่าการซ่อมหรือเปลี่ยนรอบนี้จะช่วยทำให้หลังคาสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4.ระบบต่าง ๆ ภายในบ้าน ที่ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ และระบบระบายน้ำภายใน ภายนอกบ้าน ต้องตรวจสอบให้ดี โดยไล่ตรวจสอบดังนี้
- ตรวจสอบปลั๊กไฟว่ามีอุปกรณ์อยู่ครบ ไม่มีจุดไหนที่สายขาด หรือปลั๊กชำรุด ตัวเบรกเกอร์ยังใช้งานได้ดี ตัวตัดไฟก็ยังคงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ระบบน้ำภายในและนอกบ้านตรวจดูว่าการไหลของน้ำแรงเท่ากันหรือไม่ ถ้าไม่เท่ากันแสดงว่าต้องมีจุดใด จุดหนึ่งที่มีการตัน หรือมีการแตกร้าว รั่วซึมจากท่อน้ำภายในบ้าน ให้ตรวจดูทางเดินของท่อว่ามีจุดใดที่มีคราบน้ำซึม มีสนิม และมีกลิ่นเหม็นออกมาหรือไม่ ถ้ามีก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจุดนั้นท่อมีอาการรั่วแล้วนั่นเอง
- ระบบระบายน้ำก็ให้ดูที่ตัวสุขภัณฑ์ จุดระบายน้ำลงของห้องน้ำ อ่างล้างหน้า อ่างล้างจาน ควรตรวจสอบให้ดีว่าอาการตันเกิดจากท่อตรงส่วนไหน แล้วให้แก้ตรงจุดนั้น ไม่เช่นนั้นก็อาจจะต้องรื้อกันทั้งระบบเลยทีเดียว
วิธีแก้ไข
- ระบบไฟฟ้าควรตรวจสอบด้วยการไล่เปิด-ปิดไฟทุกดวงในบ้าน เพื่อดูว่ายังคงใช้งานได้ดี ดูว่าสายไฟและปลั๊กต่าง ๆ อยู่ในจุดที่จะโดนกัดจากสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์อื่น ๆ ได้หรือไม่ แล้วทำการย้ายจุดและทำการซ่อมแซมอย่างระมัดระวัง
- ระบบน้ำและระบบระบายก็ตรวจสอบจากก๊อกน้ำ อ่างล้างจาน และสุขภัณฑ์ภายในบ้าน ถ้ามีปัญหาก็ให้ลองถอดอุปกรณ์ดูว่าเกิดจากการตันของตะกรันน้ำหรือเศษขยะหรือไม่ ถ้าใช่ก๋็ควรล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย แต่ถ้าไม่ใช่นั่นก็หมายความว่าระบบภายในมีปัญหา ต้องเรียกช่างมาดูเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่ลุกลามมากกว่าเดิม
5.วัสดุต่าง ๆ ที่ใช้งานภายในบ้าน ที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นบ้าน ทางเดินนอกบ้าน ผนังภายในบ้าน ฝ้าเพดา ประตูและหน้าต่าง โดยไล่ตรวจสอบดังนี้
- พื้นไม้หรือกระเบื้องต้องดูว่ามีการชำรุด แตก หัก หรือเปิดขึ้นมาจนอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่อยู่อาศัยภายในบ้านหรือไม่
- ทางเดินนอกบ้าน สำหรับคนที่มีสวนแล้วมีทางเดินหินธรรมชาติเพื่อความสวยงาม เมื่อใช้งานนานวันเข้าก็จะเกิดชำรุด ตะไคร่น้ำขึ้น หรือมีการแตกหักจนไม่น่ามองและอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย
- ผนังภายในบ้านที่ไม่ว่าจะผนังวอลเปเปอร์มีรอยหรือคราบสกปรกหรือไม่ ผนังกระเบื้องห้องน้ำมีการกระเทาะออกมาหรือไม่
- ฝ้าเพดานที่โดนคราบน้ำจากการรั่วซึมของหลังคาเป็นคราบดูไม่สวยงาม และอาจจะทำให้กลายเป็นรังของแมลงสาบหรือหนูบ้านได้อีกด้วย เพราะมีความอับชื้นสูง
- ประตูและหน้าต่างชำรุดหรือไม่ มีร่องรอยแตกหัก หรือคราบสกปรกหรือไม่ มีปลวกหรือรอยผุจนอาจจะหลุดออกมาทั้งบานหรือไม่ และกระจกหน้าต่างหรือประตูมีรอยร้าวหรือไม่
วิธีแก้ไข
- พื้นไม้หรือกระเบื้องที่แตกและเปิดออกมา ควรเปลี่ยนใหม่แล้วทำการปิดผิววัสดุด้วยปูนหรือวัสดุที่เหมาะสมกับพื้นแบบนั้น ๆ ให้กลับไปเรียบเนียนและดูเข้ากัน
- เปลี่ยนหินธรรมชาติตรงจุดที่มีปัญหาใหม่ทั้งหมด ส่วนที่เป็นคราบตะไคร่น้ำก็ให้ลองขัดดูก่อนว่าออกหรือไม่ ถ้าไม่ออกและมีรอยร้าวก็ควรเปลี่ยนทันที แต่ถ้ามีอาการร้าวและทรุดก็ควรเลาะออกทั้งหมดแล้วเทพื้นใหม่ พร้อมเปลี่ยนหินปูยกเซ็ตเพื่อให้เกิดความปลอดภัย
- ผนังภายในบ้านที่เป็นวอลเปเปอร์ก็เพียงแค่ซื้อลายใหม่มาแล้วลอกเอาวอลเปเปอร์เก่าออก พร้อมติดตั้งใหม่เพื่อให้เกิดความสวยงามและห้องดูใหม่ขึ้น ส่วนกระเบื้อห้องน้ำให้ลองใช้นิ้วเคาะดู ถ้ามีเสียงคล้ายด้านในกลวง ก็ให้เลาะออกแล้วเปลี่ยนใหม่ทันที หรืออัดปูนให้แน่นขึ้น เพื่อป้องกันหล่นลงมาแตก และอาจทำให้เกิดอันตรายได้
- เปลี่ยนฝ้าเพดานใหม่ ซึ่งควรต้องทำการซ่อมหลังคาให้เรียบร้อยก่อน หรือถ้าเป็นเพดานชั้นล่างก็ซ่อมระบบท่อน้ำให้หยุดรั่วซึม แล้วทำการเปลี่ยนฝ้าเพดานใหม่ได้เลย
- ประตูและหน้าต่างให้เลือกดูว่าบานไหนที่ชำรุดน้อยก็เพียงแค่ทำความสะอาดและซ่อมแซม แต่ถ้าบานไหนเสียหายหนัก ผุพัง โดนปลวกกัดกิน กระจกร้าว ก็ให้เปลี่ยนใหม่ได้เลยทันที
การตรวจดูความเป็นไปของตัวบ้านในแต่ละปี จะช่วยทำให้คุณไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับค่าใช้จ่ายในการรีโนเวทบ้านครั้งใหญ่ หรือการซ่อมแซมที่ต้องยกใหม่ไปทั้งชุด และช่วยให้คุณได้เรียนรู้บ้านของตัวเองได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้ามีจุดใดหรือส่วนไหนของบ้านที่เกิดปัญหา ก็จะได้รู้เท่าทัน และนำมาซึงการซ่อมแซมหรือแก้ไขจุดที่มีปัญหาได้อย่างทันเวลา
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.babbaan.in/
โดย saweang | มี.ค. 24, 2020 | บทความบ้านๆๆ
บ้าน ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ ส่วนใหญ่ มักจะต้องการที่จะมีสนามหญ้าสวย ๆ รอบบ้าน ปลูกต้นไม้ พองามไว้ชมยามเช้า หรือ วันหยุด เพื่อเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ แต่พอทำเข้าจริง ปัญหาที่เราลืมคิดไปก็เกิดขึ้น ด้วยที่หญ้าโตไว ไม่ทันสังเกต ทำให้รก บดบังทัศนียภาพต่างๆ ดูรอบไม่สวยงามเหมือนบ้านไม่มีชีวิตชีวา สวนที่เคยสวยงามเมื่อปลูกครั้งแรก ก็ถูบดบังด้วยต้นหญ้าสูง เวลาผ่านไปไม่นาน กลับการเป็นดงหญ้าที่ยากต่อการดูแล เราต้องจ้างช่างมาตัดตกแต่งให้เหมือนเดิม ต้นไม้ที่ปลูกริมรั่ว ริมสนามหญ้าสวยๆ ก็ ขาดการดูแล ต้องจ้างคนดูแลเช่นกัน งบประมาณต้องเปลืองขึ้นทุก เดือน แถมยังไม่ค่อยมีเวลาออกมานั่งเล่นนอกบ้าน เพราะงานรัดตัวเราควรจะเทพื้นไปเลยดีไหม แล้วจะเทอย่างไร ให้เหมาะกับบ้าน และ สวนเราดี ปัจจุบันหลายบ้านจึงนิยมที่จะเทพื้นบ้านเป็นพื้นเรียบด้วยปูน เพื่อเป็นการประหยัดและ ลดค่าใช้จ่ายในการตัดหญ้าดูแลสวน ลดพื้นที่สวนลงให้อยู่ในกระถาง ง่ายต่อการดูแล
แล้ววิธีการในการเทพื้น นั้นต้องทำอย่างไร ใช้งบเท่าไหร่ เราลองมาดูวิธีและคำนวณกัน ขั้นตอนการเทพื้น เริ่มด้วย
 |
| เทพื้น |
1. ปรับพื้นที่ ที่จะทำการเท
การปรับพื้นที่ให้ เสมอกัน ถ้าเป็นพื้นที่ในบริเวณบ้าน ที่จอดรถ ที่ไม่มีหลังคา หรือ กลัวว่าน้ำจะขังเวลาล้างรถหรือฝนตก ให้เตรียมการทำการลาดเอียงไว้ในมุมที่ต้องการมองทางน้ำ ทางที่จะไหลออกให้สะดวก คำนวณทางไปของน้ำให้ดี ถ้าผิดพลาดการแก้ปัญหาจะยาก
2. ถมที่ตามระดับที่ต้องการ
การปรับพื้น ถ้าก่อนนั้นเคยปลูกหญ้าอยู่ก็ให้ถางหญ้าออก ดูความสูงต่ำของพื้นที่เราต้องการ ถ้าพอเหมาะอยู่แล้ว ก็ รดน้ำ อัดน้ำลงไปเพื่อให้พื้นแน่น ขึ้น แต่ถ้ามีการนำดินถม ทรายถมมาลงใหม่ ควรมีการอัดน้ำ รดน้ำทิ้งไว้หลาย ๆ วัน หมั่นตรวจดูด้วยการเดินในพื้นที่ ที่จะเทปูนว่าแน่ดีแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่แน่นพอ แล้วทำการเทพื้นลงไปอาจจะทำให้ พื้นทรุดตัวในวันหน้าได้
3. คำนวณการใช้วัสดุ
ถ้าเราจะเทพื้นเองก็ คำนวณ หิน ปูน ทราย ให้เหมาะสม ดูความต้องการว่า จะนำรถขึ้นมาเหยียบตรงที่เทด้วยหรือไม่ ความหนาของพื้นควรจะเท่าไหร่ อย่างน้อย ต้องมากกว่า 10 เซนติเมตร ถึงจะเหมาะสม นำรถเข้ามาเหยียบบริเวณนี้ได้
4. วางโครงสร้าง วัดระดับ
วางโครงสร้างที่จะเทให้พอดี วัดระดับให้สวยงามทำตำแหน่งตรงมุมต่าง ๆ ว่าจะให้สูงเท่าไหร่ ลาดเอียงไปทางไหน
5. วางตะแกรงเหล็ก
ปรับระดับพร้อมเทปูน นำตะแกรงเหล็กที่ปูพื้น มาวาง ตะแกรงเหล็กปูพื้น มีคุณสมบัติ ช่วยในการยืดเกาะปูนไม่ให้แตกร้าว เมื่อมีการขยับ หรือทรุดตัวของดินไม่มากนัก ตะแกรงเหล็กจะทำหน้าที่ยืดเกาะไม่ให้พื้นปูนที่เราเททรุดตัวลง
6. ผสมปูน
ผสมปูนส่วนที่ต้องการ (ในกรณีผสมเอง ไม่ได้ใช้บริการแบบสำเร็จรูป) ตรงนี้ต้องขอบอกว่าเป็นงานที่หนัก และ ปวดหลังพอสมควร แนะนำให้ หาผู้ช่วยมาช่วยหลาย ๆ ท่าน อัตราการผสม ส่วนใหญ่ จะมีบอกไว้ที่ข้างถุงปูนแต่ละชนิด ปูนแต่ละชนิดการผสมจะแตกต่างตามการใช้งาน ก็จะมีส่วนผสม หลักคือ ปูน หิน ทราย การผสมตรงนี้ ควรจะผสมระหว่าง ปูนกับทรายก่อนโดยยังไม่ต้องใส่น้ำ (กรณีนี้ผสมด้วยมือไม่ได้ใช้เครื่องผสม) ผสมให้เข้าเนื้อเดียวกัน แล้ว ทำวงกลมตรงกลาง ใส่น้ำลงไป ค่อยใส่หินที่หลังตามอัตราส่วน เพราะถ้าใส่หินลงไปก่อน จะทำให้การผสมนั้น หนัก และ เหนื่อยมาก
7. เทปูน
นำปูนที่ผสมแล้วไปเท เริ่มเทจากมุมที่สูงก่อนค่อย ๆ ไล่ไปตามทางที่ต่ำลาดเอียงลงไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นการดูทางไหลของน้ำด้วย
8. ใช้ปูนแห้งเร็ว
การเทปูนลักษณะ นี้ นิยมใช้ปูนแห้งเร็ว เพราะจะทำให้ง่ายต่อการเท สะดวกเวลาแต่งผิวหน้าตอนท้าย ๆ แถมปัจจุบัน ยังมีปูนบางชนิดที่ สามารถเทตอนเช้า แล้ว ตอนเย็น ๆ รถสามารถจะขึ้นวิ่งได้ทันที ตรงนี้แล้วแต่เงินในกระเป๋าของท่านจะอำนวยความสะดวก
9. ขัดผิวหน้าให้เรียบ
พอเทเสร็จ รอผิวหน้าของพื้นแห้งหมาด ๆ ก็ทำการขัดหน้าพื้นผิว ให้ไม่มีเม็ดทรายโพล่ขึ้นมา หลาย ๆ ท่าน นิยมที่จะนำปูนเปล่า มาผสมทรายละเอียดเล็กน้อย ไว้เก็บงาน ด้านหน้าของพื้นผิว ทำให้ ด้านหน้าพื้นผิว สวย งาม ไม่มีเม็ดทรายหลุดออกมาเวลา เราเดิน หรือ รถขึ้นเหยียบ ขึ้นจอด
10. ถ้าจะปูกระเบื้องต้องทำพื้นผิวรอ
การแต่งผิวหน้าของพื้นนั้น ต้องดูต่อไปว่า เราจะทำการปูกระเบื้องต่อหรือไม่ ถ้าจะปูกระเบื้องต่อ ก็ควรจะทำผิวหน้าหยาบ ๆ ไว้ก่อน เพื่อให้ การปูกระเบื้องสามารถติดพื้นผิวได้ง่าย แต่ถ้าไม่ต้องการปูแล้วก็ จัดตกแต่งตามแต่ความต้องการให้เหมาะสมได้ ทันที
เพียงเราเทพื้นปูนเสร็จ พื้นที่ใช้สอย ก็จะเพิ่มขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องหญ้าที่ต้องดูแลกันต่อไป หมดปัญหาการต้องจ้างคนสวนมาดูแล บ่อย แล้วจัดต้นไม้ที่ชอบ ให้สวยงามลงกระถาง เท่านี้ก็สามารถจัดสวนสวย ใหม่ ให้พอเหมาะที่จะดูแลได้
การจัดตกแต่งบ้านในรูปแบบต่าง ๆ ก็มีหลายหลายวิธี วิธีการแก้ปัญหา เรื่องบ้านก็มีหลากหลาย ตามสไตล์ที่ต้องการ เพียงคำนวณ การ จัดการให้ดี งบประมาณก็ไม่บานปลายแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลhttps://www.babbaan.in
โดย saweang | มี.ค. 24, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
“กระเบื้องยาง” หรือ “กระเบื้องไวนิล” เป็นวัสดุปูพื้นที่ใช้ง่าย สามารถทำการติดตั้งได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะให้บรรยากาศคล้ายตกแต่งด้วยพื้นไม้ โดยกระเบื้องยางสามารถนำมาติดตั้งบนพื้นทั่วไป อาทิเช่น พื้นคอนกรีตพื้นหิน ขัดพื้นไม้เก่าหรือใหม่ เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดพื้นดังกล่าวจะต้องมีลักษณะแห้งเรียบแข็ง สะอาดจึงจะทำให้ผลงานที่ออกมาดีที่สุด
ขั้นตอนการติดตั้งกระเบื้องยาง (ด้วยตนเอง)
1. การจัดเตรียมอุปกรณ์
– กาวขาวสำหรับติดพื้นไม้
– กาวยาง
– เหล็กแซะ
– หินขัดพื้นชนิดหยาบ
– คัตเตอร์
– ตลับเมตร
– ไม้กวาด
– พัดลม
– เชือกตีฝุ่นคลุก (บักเต้า)
– ลูกกลิ้ง 30 – 50 กิโลกรัม
– เกรียงลงกาว
– ไม้ม็อบถูพื้น
2. การตรวจสอบพื้นที่ก่อนการติดตั้ง
เนื่องจากกระเบื้องยางเป็นวัสดุที่ติดตั้งแนบพี้นคุณภาพของพื้นจึงเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง พื้นที่ที่จะติดตั้งกระเบื้องยางจึงจำเป็นจะต้องมีผิวหน้า เรียบ แข็ง แห้ง สะอาด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับแต่งพื้น และเตรียมให้เรียบร้อยเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือติดตั้ง การติดตั้งกระเบื้องยางในชั้นล่าง ควรมีการตรวจสอบความชื้นของพื้นก่อน โดยใช้ภาชนะวางคว่ำลงบนพื้นและใช้วัสดุที่มีน้ำหนักวางทับไว้ ประมาณ 1 คืน แล้วเปิดดูว่ามีไอน้ำเกาะภายในภาชนะไม่ ถ้ามีแสดงว่าพื้นมีความชึ้น ไม่เหมาะที่จะติดตั้งกระเบื้องยาง
• พื้นคอนกรีต
ในกรณีเป็นพื้นคอนกรีต ให้ใช้คอนกรีตแซะงัดเศษปูนที่อาจติดอยู่กับพื้น แล้วใช้หินขัด ๆ ให้เรียบทั่วพื้นและตามซอกมุม แล้วใช้ไม้กวาดทำความสะอาด (ถ้าพื้นสูงต่ำไม่ได้ระดับ เป็นหลุมบ่อหรือมีรอยต่อจะต้องปรับปรุงและตกแต่งด้วยซิเมนต์ให้เรียบได้ระดับและขัดมัน
เสียก่อน) หมายเหตุ : พื้นก่อนติดตั้ง จำเป็นต้องแห้งสนิท เพราะฉะนั้นจึงห้ามล้างพื้นด้วยน้ำ ก่อนติดตั้งโดยเด็ดขาด
• พื้นไม้
ในกรณีเป็นพื้นไม้ให้ขัดและตกแต่งพื้นหน้าให้เรียบและปราศจากร่องของรอยต่อ (ถ้าเป็นพื้นเก่าและไม่แข็งแรงให้ซ่อมและตีตะปูยึดให้แน่นก่อน)
3. วิธีการปูพื้นกระเบื้องยาง
• วิธีจับแนว
สำหรับห้องขนาดเล็ก เพื่อความสะดวกในการวางของและติดตั้ง ควรจะเริ่มต้นติดตั้ง จากประตูเข้าไป (สำหรับห้องโถงใหญ่อาจใช้แนวกลางห้องเป็นหลัก)ในกรณีเริ่มติดตั้งจาก ประตูเข้าไป ให้ถือด้านยาวของกำแพงห้องเป็นหลักวาง เส้นแนวให้ขนานนี้ห่างจากกำแพงเป็น ระยะซึ่งคำนวณดูแล้วว่า เมื่อติดตั้งกระเบื้องเต็มห้องแล้วกระเบื้องแผ่นที่ติดกำแพงที่จะต้องถูกตัดออก นั้นจะมีขนาดเฉลี่ยเท่ากันหมด และไม่เล็กจนเกินไปเมื่อ กำหนดแนวเส้น หลักได้แล้วให้ทำเครื่องหมาย กากบาทที่หัวและท้ายของเชือกตีเส้น และเว้นการทากาวตรงที่กากบาทไว้
• วิธีลงกาว
สำหรับการติดตั้งกระเบื้องยาง ก่อนที่จะลงกาวควรจะคนกาวในถังให้ผสมทั่วกันก่อน แล้วจึงค่อยเทกาวลงบนพื้น ครั้งละประมาณ 1 – 2 กก. ขั้นต่อไปให้ใช้เกรียงที่เซาะร่องฟันปลาไว้แล้ว ปาดกาวให้สม่ำเสมอไม่ควรลงกาว ครั้งหนึ่ง ๆ เกินกว่าเนื้อที่ 30 ตารางเมตร และทิ้งไว้ประมาณ 20 – 30 นาที พอกาว แห้งหมาด ๆ ใช้นิ้วแตะดูถ้ากาวไม่ติดนิ้ว ให้ใช้เชือกตีเส้นตรงที่ทำเครื่องหมายกากบาท ไว้ทั้งหัวท้าย ที่ได้ทำไว้แล้วในตอนจับแนว โดยดีดเส้นเชือกให้ทิ้งรอยสีเป็นแนวไว้บน กาวเส้นนี้ให้ถือ เป็นแนวหลักในการติดตั้งกระเบื้องยางการตีเส้นแนวและติดตั้ง กระเบื้องยางบนพื้นที่ที่ กาวแห้งแล้วนั้น ให้วางแผ่นกระเบื้องยางไว้สำหรับเดินเข้าไป การติดตั้งให้ติดตาม แนวเส้นเป็นอันดับแรกโดยติดตั้งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ซึ่งกระเบื้องที่วางไว้สำหรับเดินเข้าไป ติดตั้งสามารถแกะออกมาใช้ติดตั้งได้อีก
• วิธีการปูพื้น
โดยปกติกระเบื้องยางจะมีการยืดและหดตัว ซึ่งจะหดทางด้านตามมากกว่าทางด้านขวาง (สังเกตได้จากเส้นลายบนกระเบื้องยาง) ฉะนั้นการติดตั้งที่ถูกต้อง จะต้องติดเป็นลายขัด มุมกระเบื้องยางทุก ๆ แผ่น จะต้องติดสนิทกับพื้น ถ้ากระเบื้องยางแผ่นที่ติดกำแพงไม่พอดี กับขนาดของกระเบื้องยางก็ตองตัดด้วยมีด คัตเตอร์ทีละแผ่นและเมื่อติดตั้งกระเบื้องยางเสร็จเรียบร้อย ให้ใช้ลูกกลิ้งน้ำหนักประมาณ 50 กก. กลิ้งบดทับทันที เพื่อให้กระเบ้องยางทุกแผ่นติดแนบสนิทกับพื้น
4. วิธีการติดบัวเชิงผนัง
ให้เริ่มติดตั้งบัวเชิงผนัง จากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง ตรงรอยต่อที่มุมห้อง หรือมุมเสาให้ตัด ต่อกันเป็นมุม 45 องศา โดยใช้มีดคัตเตอร์ตัดเฉพาะตีนบัวที่ติดกับพื้นเป็นมุม 45 องศา การทากาวยางให้ทาลงบนบัวด้านที่มีร่องและหนังตามความสูงของบัว ส่วนตีนบัวไม่ต้องทา รอให้แห้งแระมาณ 10 – 20 นาที พร้อมกับตรวจดูความเรียบร้อย จนมั่นใจเสียก่อนแล้วจึงค่อยติดตั้งเส้นต่อไป เมื่อติดตั้งแล้วต้องใช้ “กาวเชื่อม” หยอด บริเวณรอยต่อของบัวแต่ละเส้นเพื่อป้องกันการหดตัวของบัวเชิงผนัง
5. วิธีการติดพื้นบนขั้นบันไดตัวจบต่างระดับ และเก็บขอบ
จมูกยางใช้ติดตั้งตรงบริเวณจบกระเบื้องยางกับพื้นที่ต่างระดับ หรือ รอบขอบขั้นบันไดเพื่อกันลื่น รอยต่อที่มุมบันไดให้ตัดต่อกันเป็นมุม 45 องศา การติดตั้งควรทำหลังจากที่ติดกระเบื้องยาง ลูกตั้งบันไดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เส้นขอบยาง ใช้ติดตั้งบริเวณจบกระเบื้องยางกับพื้นระดับเดียวกันหรือจบตรงช่องประตูเพื่อกันสะดุด การติดตั้งจมูกยางและเส้นขอบยางให้ใช้กาวยางทาบริเวณที่ติดตั้งและเมื่อ ทากาวยางแล้ว ต้องทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10 – 20 นาที
หมายเหตุ : พื้นที่ ที่ติดตั้งกระเบื้องยางเสร็จไม่ควรใช้น้ำล้างทำความสะอาทันที ต้องปล่อยให้กาวแห้ง สนิท 2 – 3 วันก่อน และห้ามเคลื่อนย้ายของหนัก ๆ ภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ และควร เปิดโล่งให้อากาศถ่ายเทรอยเปื้อนดำหลังการติดตั้งอาจเกิดจากกาวดำให้ใช้ผ้าชุบน้ำผสม น้ำมันก๊าดเล็กน้อย บิดผ้าหมาด ๆ เช็ดออกแต่ควรระมัดระวังให้มาก หรือใช้ขี้ผึ้งขัดเงา ขัดออกก็ได้
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.เก้าพันกรุ๊ป.com/
โดย saweang | มี.ค. 17, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สำหรับงานช่าง งานซ่อมแซ่ม ก่อสร้างหรือต่อเติมแล้ว ปูนเป็นวัสดุสำคัญในการยึดติดก่อให้เป็นรูปร่าง เป็นรากฐานของบ้านเลยทีเดียว แต่ปูนก็มีหลากหลายประเภท ดังนั้นการใช้งานต่าง ๆ ควรใช้ตามชนิดและคุณสมบัติของปูน ให้เหมาะกับประเภทของงานที่ต้องการจึงจะได้ประสิทธิภาพและประโยชน์ที่แท้จริงของปูนนั้นๆ แล้วเราจะ เลือกซื้อปูน อย่างไร เรามีคำตอบค่ะ

ปูนที่ใช้ในงานช่างและการก่อสร้าง สามารถแบ่งออกได้ 5 ประเภท ใหญ่ๆ ได้แก่
1. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา ใช้ในงานช่างทั่วไป ใช้หล่อทำพื้น เทคาน หรือเสา ใช้ทำ คอนกรีตเสริมเหล็ก
2. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง เป็นการพัฒนาคุณสมบัติของปูนให้สามารถทนทานต่อการกัดกร่อนของบริเวณที่มีเกลือซัลเฟต ใช้ทำงานโครงสร้างขนาดใหญ่อย่าง ตอม่อสะพาน เขื่อน เป็นต้น
3. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ แบบ High-early Strength ใช้สำหรับงานที่ต้องการความเร็วหรืองานเร่งด่วนเป็นพิเศษ เช่นการทำพื้นผิวถนน ทำเสาเข็ม เป็นต้น
4. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ความร้อนต่ำ เป็นปูนที่ออกแบบมาให้เกิดความร้อนในการแข็งตัวน้อย ซึ่งจะส่งผลให้คอนกรีตไม่แตกร้าวง่าย
5. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์แบบทนเกลือซัลเฟตได้สูง ใช้สำหรับก่อสร้างในบริเวณที่มีสภาพดินเค็ม หรืออยู่บริเวณใกล้ทะเล เพราะจะทนต่อการกัดกร่อนของเกลือได้ดี
นอกจากชนิดของปูนแยกตามคุณสมบัติต่าง ๆ ของปูนแล้ว เรายังมีชนิดของปูนแยกตามการใช้งานอีก ได้แก่
ปูนฉาบสำเร็จ
ปูนชนิดนี้จะมีการผสมทรายละเอียดลงไปแล้ว เมื่อจะใช้งานก็สามารถผสมน้ำลงไปแล้วใช้งานได้ทันที
ปูนฉาบผิวบาง
เป็นปูนที่ใช้สำหรับแต่งคอนกรีตให้มีความเรียบเสมอสวยขึ้น มีเนื้อสัมผัสของปูนเป็นพิเศษ เน้นใช้สำหรับตกแต่ง
ปูนฉาบละเอียด
เป็นปูนที่ใช้กับงานละเอียดประเภทงานแต่งหน้าและงานประณีตศิลป์ต่าง ๆ ให้ออกมาสวยงาม เช่น การทำบันไดและส่วนต่าง ๆ ของโบสถ์ เป็นต้น
ปูนกาว
จะเป็นปูนที่มีส่วนผสมของเนื้อกาวอยู่ในซีเมนต์ ใช้สำหรับการยึดเกาะ ติด กับวัสดุอื่น เช่น กระเบื้องกับผนัง จะเหนียวทนยึดติดได้ดี
ปูนเกร๊าท์
ใช้สำหรับงานซ่อมเอนกประสงค์ เป็นปูนที่ใช้ซ่อมแซมงานต่าง ๆ โดยเฉพาะรอยร้าว หรือรอยแตก ตามผนัง ขอบซีเมนต์ ใช้โดยการผสมกับน้ำแล้วทาในบริเวณที่ต้องการ
รู้งี้แล้ว เลือกซื้อปูนครั้งหน้า อย่าลืมเลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งานนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/diy/64757.html
โดย saweang | มี.ค. 17, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เครื่องมือหรืออุปกรณ์คิดค้นคำนวณวัสดุก่อสร้าง ก็เพื่อช่วยให้ช่างก่อสร้างสามารถประเมินจำนวนวัสดุก่อสร้างที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ หากตัวคุณเองอยากจะเป็นช่างก่อมือใหม่ ก็ต้องประเมินหาเสียก่อนว่าต้องใช้ก้อนอิฐปริมาณเท่าไหร่ในการก่อกำแพง เป็นการประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และเซฟพลังงานในการก่อไปได้มาก นอกจากนี้การคำนวณวัสดุก่อสร้างยังถือเป็นเรื่องจำเป็น ที่เจ้าของบ้านมักจะหลงลืมที่จะคำนวณหรือประเมินเปรียบเทียบเสียก่อนกลายเป็นช่องทางให้ผู้รับเหมาก่อสร้างบางรายฉวยโอกาสนี้ในการโกงวัสดุก่อสร้างได้โดยสะดวก Decor.MThai จึงนำ วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง มาฝากกัน
วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง

ถ้าคุณต้องการก่อกำแพงหนา 5 นิ้ว ขนาด 30 ฟุต x 40 ฟุต = กำแพงมีปริมาตร 1,200 ตารางฟุต จากนั้นให้หาปริมาตรของอิฐ ยกตัวอย่างเช่น อิฐ 1 ก้อน มีขนาดสูง 3 นิ้ว และยาว 8 นิ้ว ให้คำนวณโดยแปลงเป็นหน่วยวัดเดียวกันกับกำแพงที่เราต้องการก่อ โดยแปลงหน่วยนิ้วให้เป็นฟุตเสียก่อนดังนี้ 3/12 x 8/12 = อิฐ 1 ก้อน จะ,มีปริมาตร 0.16666 ตร.ฟุต
วิธีคำนวณหาจำนวนก้อนอิฐที่ต้องสำหรับก่อกำแพงคือ
หารปริมาตรของกำแพงด้วยปริมาตรของอิฐ 1200/0.1666 = เราต้องใช้อิฐ 7202.881 ก้อน หรือปัดขึ้นเป็น 7203 ก้อนนั่นเอง
จากนั้นสิ่งที่ต้องนำมาคำนวณด้วยคือ ความหนาแน่นของปูนที่เราใช้สำหรับเชื่อมอิฐแต่ละก้อน
หากปูนหนาแน่น 1/2 นิ้ว = 5%
หากปูนหนาแน่น 1 นิ้ว = 10%
ถ้าคุณใช้ปูน 1/2 นิ้วในการก่อ คุณก็สามารถหัก 1% ออกจากจำนวนอิฐทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องใช้ได้
สูตรง่ายๆ ก็คือ
1- คำนวณหาพื้นที่กำแพงที่ต้องการก่อ สูตรคือ ความสูงของกำแพง x ความกว้างของกำแพง x ความหนาของกำแพง
2- จากนั้นให้นำ ความยาว ความกว้างและความหนาของก้อนอิฐ มาคูณกัน สูตรคือ ความยาวก้อนอิฐ x ความกว้างก้อนอิฐ x ความหนาของก้อนอิฐ
3- สุดท้ายคุณต้องรู้ความหนาแน่นของปูนที่จะใช้ในการก่อ
จากนั้นมาหักจำนวนอิฐที่เราไม่ต้องการใช้ จากเดิมที่เราต้องใช้อิฐทั้งหมดจำนวน 7203 ก้อนนั้น ให้คำนวณโดย 7203 x 10/100 = 720.3 ตีกลมๆ คือ มีอิฐจำนวน 720 ก้อนที่เราไม่จำเป็นต้องใช้จากอิฐทั้งหมด 7203 ก้อน ก็ให้นำไปลบ ตามสูตร 7203 – 720 = เราจำเป็นต้องใช้อิฐทั้งหมดเป็นจำนวน 6483 ก้อน เพื่อก่อกำแพงขนาด 30 ฟุต x 40 ฟุต ด้วยความหนา 5 นิ้ว
วิธีนี้ใช้เพื่อคำนวณหาอิฐสำหรับการก่ออิฐชั้นเดียวเท่านั้น หากจะก่อ 2 ชั้น ก็ให้คูณ 2 เข้าไป จะได้ 6483 x 2= 12,966 ก้อนนั่นเองค่ะ
ที่มาจาก engineeringdiscoveries.com ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/home-idea
โดย saweang | มี.ค. 17, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นกู้ สร้างบ้านของตัวเองสักหลัง แต่ยังงงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะยื่นกู้ได้ จะกู้เดี่ยว หรือ ยื่นกู้ร่วมดี ? ลองแวะมาชมกระทู้ รีวิวกู้บ้าน ธอส. ชั้นเดียว งบสร้างบ้าน 780,000 บาทรวมตกแต่งและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านทั้งหมด ของคุณสมาชิกหมายเลข 4884036 จากกระทู้พันทิปกันค่ะ
รีวิวกู้บ้าน ธอส. งบสร้างบ้าน 780,000 บาท
(ก่อนลงมือสร้างกำหนดงบที่ 680,000 บาทค่ะแต่งบบานปลายนิดหน่อยค่ะ)


เจ้าของกระทู้ อายุ 23 ปี ส่วนแฟน 31 ปีค่ะ อยู่บ้านเช่ากับแฟนที่ภูเก็ตค่ะ เลือกหาที่ใกล้ที่ทำงานที่สุด ก็ไม่ได้คิดอยากมีบ้านอะไรมากมาย จนแต่งงานได้ 4 เดือน เจ้าของกระทู้ ตั้งท้อง ก็เริ่มคิด ว่าไม่อยากให้ลูกต้องมาอยู่ในห้องเช่าแบบนี้ เลยคุยกับแฟนว่าอยากสร้างบ้าน บนที่ดินที่แม่ยกไว้ให้ ที่พังงาที่ดิน กว้าง 6 ยาว 20 ค่ะ
เราสองคนไม่มีภาระอะไร ตอนแรก จะกู้ร่วมกับแฟน เพราะคิดว่าเงินเดือนเรามันน้อยนิด แต่ธนาคารบอกว่าเรากู้คนเดียวผ่าน เพราะเรายื่นกู้ไปแค่ 9 แสน และตกลงค่าก่อสร้างกับผู้รับเหมาที่ 670,000 บาทถ้วนค่ะ
เงินเดือนเรารวม เซอร์วิสชาร์จ 13,000 บาท แต่เรามีเงินที่ได้จากงาน ประมาณเดือนละ 4,000 บาท ธนาคารไม่รวมให้นะคะ เพราะไม่ได้เข้าในสลิป ส่วนเงินเดือนแฟน 15,000 บาทค่ะ
เอาล่ะ !! เริ่มแรก หาแบบบ้านที่ชอบเข้าไปดูหน้าเพจที่รับเขียนแบบบ้านได้เลยคะ ชอบอันไหน ก็ให้เขาปรับให้เหมาะกับที่ดินของเรา ของเจ้าของกระทู้ เอาแบบที่ชอบ ไปให้ ช่างอบต.เขียนให้ค่ะ เพิ่มนู้นนิดนี่หน่อยค่ะ
ค่าเขียนแบบและใบ boq 4,000 บาทคะ เมื่อได้แบบแล้ว ก็ขอใบอนุญาตสร้างบ้าน ที่เทศบาลหรืออบต.ได้เลยค่ะ
ของเจ้าของกระทู้ ช่างอบต.เขียนพร้อมขออนุญาตให้เรียบร้อยค่ะ
เมื่อเอกสารพร้อมก็เข้าไปธนาคารกันค่ะ เอาเอกสารไปยื่นกัน
เอกสารที่ใช้ยื่นกู้
1.ทะเบียนบ้านฉบับจริง
2.บัตรประชาชน
3.สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน
4.สเตทเม้นท์ ย้อนหลัง 6 เดือน
5.โฉนดที่ดิน สำเนาและเอาตัวจริงไปด้วยนะคะ
6.ใบรับรองเงินเดือน
7.แบบบ้าน
8.ใบอนุญาตปลูกสร้าง
ถ้ายื่นกู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้ส่งเอกสารก่อนสร้างได้เลยค่ะ
มีให้เลือก 2 แบบ
1. รับเงินงวดแรก 20% ตอนเซ็นสัญญา ดอกเบี้ยเพิ่ม 50 สตางค์ ตลอดการสร้างบ้าน และดอกเบี้ยจะปรับเป็นปกติเมื่อสร้างบ้านเสร็จแล้วค่ะ
2. สร้างบ้านไป 20% แล้วเรียกเบิกงวดค่ะ ดอกเบี้ยตามโปรโมชั่นที่เราเลือกเลยค่ะ
เจ้าของกระทู้เลือกแบบที่ 1 ค่ะ (พลาดมาก)
ขอเตือนว่า สุดท้ายเราควรต้องมี เงินสำรอง 20% ของราคาบ้านค่ะ เพราะต่อให้เอาเงินมา 20% เพื่อสร้างงวดแรก แต่งวด 2 เขาจะหักกับเงินที่เราเอาไป และต้องออกเงินจ่ายงวดที่ 2 เองค่ะ
ลุ้นนนไปค่ะ รอเสียงโทรศัพท์วนไป
3 วัน ผ่านไป ธนาคารแจ้งว่า พรุ่งนี้บริษัทประเมินฯ จะเข้าไปประเมินที่ดินที่จะทำการปลูกสร้างนะตอนนั้นใจดีมาก แต่ยังดีใจไม่สุดค่ะ เพราะยังกลัวๆ จะไม่ผ่านอยู่
เมื่อประเมินเสร็จ ประมาณ 4 วัน ธนาคารนัดทำสัญญาคะ ธนาคารให้เงินมาก้อนแรก 120,000 บาทค่ะ

ทำการเคลียร์พื้นที่ ล้มต้นไม้ที่จะยกไม่ต้องถมดินค่ะ เพราะดินสูงกว่าถนนค่ะ
เมื่อเคลียร์พื้นที่แล้ว งวดแรกให้ผู้รับเหมา 140,000 บาทถ้วนค่ะ ก็ลงเสาค่ะ เริ่มทำฐานราก

เมื่อการก่อสร้างดำเนินไปได้ 20% แล้ว ก็เรียกงวดค่ะ แล้วจะรู้ได้ไงว่าไป20% แล้ว ก็ดูจากใบงวดงานที่ธนาคารให้มาเลย


เมื่อผู้รับเหมา ทำฐานราก และก่ออิฐขึ้นทั้งหมดแล้ว ตามในภาพด้านบน ก็เรียกงวด ก็เอาให้ผู้รับเหมา 240,000 บาท
ไปซื้อของ และดำเนินการ โครงหลังคา มุงหลังคาใส่วงกบประตูหน้าต่าง และฉาบผนังค่ะ ต่อค่ะ

เมื่อบ้านดำเนินมาถึง การมุงหลังคา ฉาบผนัง เทพื้น แล้ว ก็ทำการเรียกรับเงินงวดที่ 3 คะ พอรับเงินมาปุ๊บ ก็ให้ผู้รับเหมา เพื่อดำเนินการตีฝ้าภายในและภายนอก ปูกระเบื้องพื้น ทำเคาน์เตอร์ ใส่ประตูหน้าต่างค่ะ
แต่….. ทุกอย่างหยุดชะงักที่การตีฝ้าด้านนอกและด้านในคะ ชะงักไปเกือบๆ 2 เดือน มีปัญหาไม่นิดหน่อยเลยค่ะ ตอนนั้นเครียดมาก เพราะดอกเบี้ยเพิ่มมา 0.05% ตลอดจนการสร้างเสร็จ เราอยากให้บ้านเสร็จไวไว กินไม่ได้นอนไม่หลับ จนต้องตัดสินใจเอาว่ะ คงต้องยอมให้เกินจากที่ตั้งงบไว้
…เจ้าของกระทู้ตัดสินใจ เปลี่ยนผู้รับเหมา คะ เพื่อให้บ้านดำเนินต่อไป และบานปลายไม่มาก และ เจ้าของกระทู้ต้องเอาทองไปจำนำ เพื่อมา ใส่ครอบข้างหลังคา ค่าของ + ค่าแรง ประมาณ 20,000 บาทค่าหน้าต่าง – ประตู ทั้งบ้าน 45,000 บาท ดีที่แม่ให้ทุนมาทำก่อนบ้างค่ะ
ไม่เป็นไร เจ้าของกระทู้คิดว่าเป็นบทเรียนและเป็นประสงค์ของเจ้าที่ทดสอบเราค่ะ
ทาสีเอง

เรากับแฟน ช่วยกันทาสีคะทั้งหลัง ประหยัดไปได้เยอะเลยค่ะ
เมื่อเปลี่ยนผู้รับเหมา จ้างแค่ค่าแรง ซื้อของให้ก็เหนื่อยขึ้นเยอะมาก เพราะต้องวิ่งซื้อของเองทั้งหมด จิปาถะเยอะมาก
เราไม่มีรถยนต์นะคะ มีแต่มอเตอร์ไซค์ ของชิ้นใหญ่ก็ให้ร้านส่ง ชิ้นเล็กๆ ก็ หิ้วของสองคน แต่ผ่านไปด้วยดีค่ะ



เสร็จแล้วค่ะบ้านหลังน้อยๆ ของเราสามคน พ่อแม่ลูก

ในส่วนของห้องอาบน้ำ ห้องอาบน้ำและห้องส้วมแยกคนละห้องค่ะ
กระเบื้องผนังได้จากไทวัสดุ กล่องละ189 บาท
กระจกแขวนสั่งจากร้านจีนในลาซาด้า 990 บาท
เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า สินค้าตัวโชว์ลดราคา จาก 3,990 บาทลดเหลือ 1,700 บาท ค่ะ
เจ้าของกระทู้มิได้งกเด้ออ แต่save สุดๆ 555
ติดตั้งผ้าม่าน
กำลังติดตั้งผ้าม่านทั้งหลังค่ะ อยากบอกว่า มันถูกมากก ผ้าม่านกับรางได้จาก shopee ค่ะ ผ้าม่านกัน UV หน้าต่าง ผืนละ140 บาท ส่วนรางคู่ 300 บาท เป็นรางคู่นะคะ อนาคตจะใส่เป็นม่านโปร่งด้วยค่ะ แต่งบตอนนี้ ในแค่ม่านทึบไปก่อน
รูปพรีเวดดิ้งติดบนหัวนอน
รูปพรีเวดดิ้ง ติดหัวนอนไว้ เตือนสติเวลาทะเลาะกัน

มุมหน้าห้องน้ำ พรมหน้าห้องน้ำ ใช้หินแทนผ้า เพราะซับน้ำและแห้งไวมากกค่ะ

มุมหน้าบ้านค่ะ

มุมข้างบ้านค่ะ …. บ้านเราเป็นบ้านยกสูงกว่าถนนน่ะคะเนื่องจากหลังบ้านเป็นคลองเล็กๆ ถ้าน้ำทะเลขึ้นสูง ก็จะมีน้ำมีปลาที่ใต้ถุนบ้านและหลังบ้านค่ะ ฟินฟุดๆ เลยค่ะ
นับเป็นบ้านหลังเล็กๆ แต่อบอุ่นและน่าภูมิใจ ที่สามารถก่อร่างสร้างบ้านสักหลังเป็นของตัวเองได้สำเร็จด้วยตัวเองในวัยเพียง 20 – 30 ปี เท่านั้น Decor.MThai ขอชื่นชมในความมุมานะฝ่าฟันอุปสรรคของครอบครัวนี้ ใครที่ผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาจะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าความรู้สึกเมื่อได้เข้าไปอยู่ในบ้านที่เราสร้างเสร็จมันจะฟินขนาดไหนเนอะ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/home-design/71274.html