โดย saweang | ก.พ. 14, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เทคโนโลยี ผนังสำเร็จรูป Precast เป็นวิธีการสร้างบ้านในยุคใหม่ ที่สามารถช่วยให้สร้างบ้านได้อย่างรวดเร็ว ทันใจลูกค้า โดยเปลี่ยนจากผนังบ้านที่สร้างขึ้นมาจากการก่ออิฐฉาบปูน มาเป็นผนังคอนกรีตสำเร็จรูป
ในปัจจุบันมีโครงการหมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมมากมายที่ก่อสร้างด้วย Precast ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงสามารถควบคุมงานก่อสร้างได้มีคุณภาพมากขึ้น
ผู้ที่ต้องการจะสร้างบ้านจึงควรรู้จักระบบ ผนังสำเร็จรูป เพื่อใช้เป็นข้อมูลในตัดสินใจเลือกสร้างบ้านที่มีคุณภาพ และตรงตามความต้องการที่สุด
การก่อสร้างในอดีตจะนิยมใช้ไม้เป็นวัสดุในการก่อสร้าง จนพัฒนามาเป็นการใช้คอนกรีตซึ่งใช้อย่างแพร่หลายมากในปัจจุบัน เพราะมีความแข็งแรง รวมไปถึงมีการพัฒนามาใช้คอนกรีตอัดแรง ในงานอาคารสูงเพื่อลดค่าใช้จ่าย และในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ระบบการก่อสร้างแบบ Precast หรือผนังคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทย
VIDEO
เหตุผลที่ก่อสร้างด้วยผนังสำเร็จรูป (Precast) เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะต้นทุนการก่อสร้างอาคารลดลงเมื่อเทียบกับระบบการก่อสร้างแบบปกติ ด้วยระยะเวลาในการก่อสร้างที่เร็วขึ้น ส่งผลให้ค่าแรงช่างถูกลง
และคุณภาพงานก่อสร้างเป็นไปตามมาตรฐานเนื่องจากผลิตมาจากโรงงาน สามารถเปิดโครงการได้รวดเร็วทันความต้องการของตลาด และยังนำระบบวิธีการไปใช้กับโครงการอื่น ๆ ต่อได้อีกด้วย
Time (ลดระยะเวลาการก่อสร้าง)
Cost (ลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง)
Quality (สามารถควมคุมคุณภาพการก่อสร้างได้ดีกว่า)
สารบัญ ( ยาวไปเลือกอ่านได้นะ )
1. ระยะเวลาการก่อสร้าง
การก่อสร้างด้วยระบบ Precast สามารถก่อสร้างได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการก่อสร้างในระบบแบบปกติ โดยในบ้าน 1 หลังหากก่อสร้างด้วยระบบเสา-คาน ที่มีการก่ออิฐฉาบปูนจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8-12 เดือน
แต่เมื่อเทียบกับระบบ Precast สามารถทำได้ภายใน 3-4 เดือน (เร็วกว่าประมาณ3เท่า) สาเหตุที่ระบบ Precast สร้างได้เร็วกว่าเนื่องจากผนังจะถูกหล่อมาเป็นชิ้นจากโรงงานไม่ต้องเสียเวลาก่ออิฐฉาบปูน
2. ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง
แม้ว่าวัสดุแล้วชิ้นส่วน Precast จะมีราคาแพงกว่าอิฐ แต่ระบบ Precast จะใช้แรงงานน้อยกว่า และไม่ต้องเสียค่าไม้แบบ
นอกจากนี้การก่อสร้างที่เร็วยังลดค่าดำเนินการลงด้วย
เมื่อเทียบโดยรวมแล้วทำให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างด้วยระบบ Precast จึงมีราคาค่าก่อสร้างที่ถูกกว่า และค่าแรงในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้น การก่อสร้างด้วย Precast จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
3. คุณภาพการก่อสร้าง
เนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกผลิตมาจากโรงงานเป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้การควบคุมคุณภาพทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะไม่ถูกรบกวนจากสภาพอากาศ เช่นแดดหรือฝน และไม่ขึ้นกับฝีมือแรงงานมากนัก
เพราะถ้าเป็นการก่อสร้างด้วยระบบเสา-คานที่มีการก่ออิฐฉาบปูนจะต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญมากในการก่ออิฐและฉาบผนังเพื่อให้ออกมาดีและสวยงาม แต่หากเป็นชิ้นส่วน Precast จะสามารถควบคุมการผลิตชิ้นงานให้มีคุณภาพสม่ำเสมอและง่ายต่อการตรวจสอบ
สรุป
นอกจากนี้ระบบ Precast ยังมีข้อได้เปรียบระบบเสา-คาน อีกหลายด้าน เช่น ความสามารถในการป้องกันเสียงรบกวน ความแข็งแรงของผนัง ความทนทานต่อความร้อนและช่วยลดความร้อน
แม้ว่าการก่อสร้างด้วยระบบ Precast จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีผู้บริโภคบางส่วน ไม่มั่นใจในระบบนี้ ทั้งในเรื่องการรั่วซึม และปัญหารอยร้าว โดยปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะมาจากการก่อสร้างด้วยระบบ Precast ของประเทศไทยในช่วงแรกๆที่ยังขาดความชำนาญและความรู้ในการก่อสร้าง เพราะแม้ระบบนี้จะใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมานานแล้วก็ตาม
แต่ในประเทศไทยนั้นถือเป็นระบบใหม่ จึงอยู่ในช่วงเรียนรู้ เช่น นำวิธีการ Joint จากต่างประเทศมาใช้ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีฝนตกชุกมากกว่าทำให้วิธีการป้องกันน้ำแบบเดิมจึงใช้ไม่ได้ผล หรือบ้านที่เกิดรอยร้าวขึ้น
เพราะผู้ออกแบบและผู้รับเหมาในช่วงแรกๆ ยังไม่มีความชำนาญที่เพียงพอ ซึ่งในปัจจุบันวิธีการก่อสร้างด้วยระบบ Precast ได้มีการพัฒนาปรับปรุงจนสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้แล้ว
ข้อมูลอ้างอิง at home with precast concrete
โดย saweang | ก.พ. 14, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ถ้าย้อนกลับไปการสร้างบ้านในอดีดมักจะสร้างด้วยวัสดุที่ได้จากธรรมชาติเป็นหลักเช่น ไม้ และเมื่อเวลาผ่านไปวัสดุที่ใช้นำมาสร้างบ้านก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งวัสดุชนิดที่บริษัทสร้างบ้าน หรือผู้รับเหมานิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ อิฐมอญ กับ อิฐมวลเบา ซึ่งอิฐทั้ง2อย่างนีแบบไหนดีกว่ากันล่ะ? วันนี้เลยขอนำข้อมูลที่ได้รวบรวมมาช่วยในการตัดสินใจเลือกกันอย่างเหมาะสมกันค่ะ
บริษัทสร้างบ้าน
รู้จักกับอิฐมอญ
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอิฐแดง ทำจากดินเหนียวผสมแกลบหรือวัสดุอื่นผสมน้ำ เผาด้วยเตาจนสุก ผลิตได้เองภายในประเทศกระจายตามท้องตลาดทั่วภูมิภาค เป็นที่คุ้นเคยกับช่างก่ออิฐทั่วไป นอกจากนี้อิฐมอญยังมีคุณสมบัติทนต่อความชื้น มีความหนาแน่นสูง และราคาถูกกว่าอิฐมวลเบา
รู้จักกับอิฐมวลเบา
ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “คอนกรีตมวลเบา” มีส่วนผสมหลักคือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ คุณสมบัติเด่น ให้น้ำหนักที่เบากว่าอิฐมอญ ขนาดของอิฐได้มาตรฐาน ลดการสูญเสียได้ดี เหมาะอย่างยิ่งกับผนังบ้านที่ต้องการลดน้ำหนักของโครงสร้าง เพราะอิฐมวลเบามีน้ำหนักน้อยกว่าอิฐมอญ ประมาณ 1 ใน 3 ของอิฐมอญเท่านั้น
ข้อแตกต่างระหว่าง อิฐมวลเบา VS อิฐมอญ
ความทนทาน อายุการใช้งาน
อิฐมอญ จะได้เปรียบมากกว่าเพราะส่วนผสมที่ทำมาจาก ดินเหนียวปนทราย ผสม แกลบ และขี้เถ้า นำเข้าเตาอบ การยึดเกาะของเนื้อผิวจึงมีมากกว่า สามารถทุบ สกัด เจาะ ฝังอุปกรณ์ต่างๆ ที่รับน้ำหนักมากๆ
อิฐมวลเบา ที่มีส่วนผสมทำมาจาก ทราย ซีเมนต์ ปูนขาว ยิปซั่ม และผงอลูมิเนียม มีรูพรุนอยู่ข้างในมากกว่า สามารถเกิดการแตกร้าวได้ง่ายกว่า
อุณหภูมิภายในบ้าน
อิฐมอญ ที่เนื้ออิฐมีคุณสมบัติสะสมความร้อนได้ดี เมื่อโดนแสงแดดช่วงกลางวันจะแผ่ความร้อนเข้ามาภายในบ้าน ซึ่งถ้าห้องไหนก่อด้วยอิฐมอญ ควรมีการถ่ายเทอากาศออกสู่ภายนอกได้ ไม่อย่างนั้นจะทำให้เปลืองค่าไฟในการเปิดแอร์มากค่ะ
อิฐมวลเบา เพราะเนื้ออิฐมีลักษณะเป็นฟองอากาศ มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี
การตกแต่ง
อิฐมอญ นิยมนำมาตกแต่งในหลายสไตล์ สามารถใช่ก่ออิฐโชว์แนว สไตล์ลอฟท์ หรือวินเทจ ซึ่งนอยมมากในปัจจุบัน
อิฐมวลเบา จะถูกนำมาใช้ก่อผนัง และฉาบปูนทับทั่วไป เรื่องการต่อเติมทั้ง 2 แบบ สามารถทำได้เหมือนๆ กัน ขึ้นอยู่กับใช้งานค่ะ
ความแข็งแรง การใช้งานทั่วไปไม่ต่างกัน แต่ผนังอิฐมอญจะเหมาะสำหรับการใช้วัสดุกรุผนังที่มีน้ำหนักมาก เช่น หินแกรนิต หรือหินอ่อน
น้ำหนัก อิฐมวลเบาเบากว่าอิฐมอญ 2-3 เท่า และมากกว่าคอนกรีต 4-5 เท่า ทำให้สะดวกในการติดตั้ง
ปัจจุบันบริษัทสร้างบ้าน สร้างบ้านจัดสรรหรืออาคารห้องเช่า จึงใช้อิฐมวลเบาแทนเกือบทั้งหมดยกเว้นในกรณีก่อผนังห้องน้ำที่ยังต้องใช้อิฐมอญ เนื่องจากคุณสมบัติของอิฐมวลเบาไม่สามารถรับการเจาะและแขวนวัสดุที่มีน้ำหนักมากได้กว่า สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะเป็นโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกใช้อิฐในการสร้างบ้านไม่มากก็น้อยนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก baanlaesuan.com
โดย saweang | ก.พ. 12, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
หลายครั้งที่มีคนเอ่ยถึงการนำแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์อย่าง “สมาร์ทบอร์ด ” มาใช้ทำฝาผนังทดแทนผนังก่ออิฐ อาจมีข้อสงสัยเกิดขึ้นในใจมากมายกับการเปรียบเทียบวัสดุทั้งสองชนิดนี้
ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความแข็งแรง การรับน้ำหนักวัตถุที่นำมาติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกรอบรูป หรือ เฟอร์นิเจอร์บิวท์อินต่างๆ การกั้นเสียงจากภายในไม่ให้ออกภายนอกไม่ให้เข้า การทนต่อสภาวะอากาศภายนอกที่ผันแปร ทั้งแดด ฝน ลมกรรโชกแรง และที่สำคัญคือเรื่องความปลอดภัย เช่น การโจรกรรม หรือ เหตุเพลิงไหม้ ที่ผนังนั้นควรมีความแข็งแรง และสามารถทนไฟได้นานพอที่ทุกคนในบ้านจะหนีได้ทันการณ์
“อิฐ ” เป็นวัสดุที่ทุกคนรู้จักกันดีและนิยมใช้กันมาตั้งแต่อดีต ในขณะที่การก่อผนังด้วยอิฐต้องพึ่งแรงงานฝีมือช่างซึ่งปัจจุบันหายากมากขึ้นเรื่อยๆ “แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ด ” วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ที่สามารถใช้กับงานผนังได้ทั้งภายในและภายนอกในระบบผนังโครงเบา ก็กำลังเริ่มเป็นที่นิยมนำมาใช้ในงานก่อสร้างมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว รวมทั้งมีคุณสมบัติต่างๆ ที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงหรือเทียบเท่าผนังก่ออิฐอีกด้วย ทั้งเรื่องความแข็งแรง การกันเสียง การทนแดดฝน และการกันความร้อน และที่โดดเด่นคือเรื่องของน้ำหนักที่เบากว่าผนังก่ออิฐถึง 6 เท่า
ความแข็งแรง
เรื่องความแข็งแรงนั้น คนส่วนใหญ่อาจมองว่าผนังก่ออิฐสามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าผนังสมาร์ทบอร์ด เพราะสามารถรับน้ำหนักของเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน หรือของที่นำมาแขวนผนังได้แทบทั้งหมด รวมถึงการกรุผิวด้วยวัสดุที่มีน้ำหนักมาก เช่น กระเบื้อง หรือ หินแกรนิตได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตกหล่น โดยน้ำหนักต่อจุดที่ผนังก่ออิฐสามารถรับได้คือ 30 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (ความสามารถในการรับน้ำหนักของอิฐอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและกรรมวิธีของผู้ผลิตแต่ละราย )
แต่รู้หรือไม่ว่าการแขวนของบนผนังสมาร์ทบอร์ด หนา 8 มม. โดยใช้พุกพลาสติกผีเสื้อ PT-13 ที่ใช้งานคู่กับตะปูเกลียวแล้วละก็ จะสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 80 กิโลกรัมต่อจุดเลยทีเดียว (หากตอกตะปูเพื่อแขวนของทั่วไป เช่น กรอบรูป นาฬิกาแขวน ฯลฯ จะรับน้ำหนักได้ประมาณ 3-4 กิโลกรัม )
การติดตั้งพุกพลาสติกผีเสื้อ เพื่อยึดแขวนของบนสมาร์ทบอร์ด
การก่อผนังสองชั้นเว้นช่องว่างกลางอากาศตรงกลาง ป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน
ที่มาภาพ: www.bloggang.com/
จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่า ผนังเบาที่กรุด้วยแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์อย่างสมาร์ทบอร์ดนั้น นับว่าทดแทนการใช้ผนังก่ออิฐได้ มิใช่แค่งานต่อเติมบ้าน ปรับปรุงบ้านเท่านั้น
แม้จะเป็นการสร้างบ้านใหม่ทั้งหลัง ก็สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจไร้กังวล หากมีช่างผู้เชี่ยวชาญที่ติดตั้งงานได้อย่างถูกต้อง ตรงตามมาตรฐานของผู้ผลิตและตามมาตรฐานในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ได้คุณสมบัติตามต้องการ ที่มากไปกว่านั้นคือ “สมาร์ทบอร์ด ” เป็นวัสดุที่สามารถรื้อถอนเพื่อนำไปประกอบติดตั้งใหม่ได้ จึงนับว่าช่วยลดการใช้ทรัพยากรได้อีกทางหนึ่ง
แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ด
อิฐมอญ
ที่มาภาพ: www.it-angthong.com
การกันเสียงรบกวน
หากเป็นการกั้นห้องภายในบ้านทั่วไป ควรมีค่า STC 38-40 โดยประมาณ ซึ่งการใช้แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ดหนา 8 มิลลิเมตร ติดตั้งบนโครงคร่าวสำเร็จจะมีค่าการกันเสียง ประมาณ STC 39 ในขณะที่ผนังก่ออิฐมอญครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้าน มีค่าการกันเสียง STC 38
การกันความร้อน
เมื่อพูดถึงการกันความร้อน หากใช้สมาร์ทบอร์ดหนา 8 มิลลิเมตร ติดตั้งกับโครงคร่าวสำเร็จ จะมีค่าการกันความร้อนประมาณ R = 0.5 (m2 K/W) ส่วนผนังก่ออิฐมอญครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้าน มีค่าการกันความร้อนประมาณ R = 0.3 (m2 K/W) จะเห็นได้ว่าผนังก่ออิฐครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้านจะทำให้ภายในบ้านมีอุณหภูมิ สูงมากกว่าการใช้ระบบผนังสมาร์ทบอร์ด
โดยธรรมชาติอิฐมอญเป็นวัสดุที่มีการสะสมความร้อนอยู่ในตัวเอง การใช้ผนังก่ออิฐจะทำให้บ้านร้อนในช่วงกลางวันจนถึงหัวค่ำ หากต้องการให้บ้านไม่ร้อนมากนัก สามารถทำได้โดยการก่อผนังอิฐสองชั้นแล้วเว้นช่องอากาศไว้ตรงกลาง ความร้อนจะมาสะสมอยู่ที่ช่องนี้ก่อน ไม่ส่งผ่านความร้อนโดยตรงสู่ภายในบ้าน
แต่ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านลดลง และยังเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างอีกด้วย
ส่วนงานผนังสมาร์ทบอร์ดสามารถใช้ควบคู่กับการใช้ฉนวนกันความร้อนเพื่อป้องกัน ความร้อนเข้าสู่ภายในบ้าน การทำผนังทั้งสองรูปแบบนี้ นอกจากจะช่วยประหยัดแอร์แล้ว ยังช่วยประหยัดเงินในระยะยาวอีกด้วย
การกันความชื้น
ถัดมาคือเรื่องความชื้น ผนังภายนอกที่ต้องเจอกับน้ำฝนซัดสาดมาปะทะผนัง แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ดจะมีคุณสมบัติการทนน้ำไม่เปื่อยยุ่ย ไม่บวม น้ำไม่ซึมผ่านไปอีกด้าน เมื่อติดตั้งผนังสมาร์ทบอร์ดเสร็จแล้วแนะนำให้ทาสีรองพื้นปูนเก่า 1 ชั้น และทาทับด้วยสีน้ำอะคริลิกชนิดทาภายนอกอย่างน้อย 2 ชั้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนาน
ส่วนอิฐนั้นเป็นวัสดุมีการดูดซึมน้ำที่สูง ผนังก่ออิฐควรใช้ควบคู่กับการฉาบปูนทับหน้าผนังด้านที่ต้องสัมผัสกับภายนอก เพื่อกันไม่ให้น้ำหรือความชื้นซึมผ่านเข้ามาภายในบ้านจนเกิดปัญหากวนใจได้
การทนไฟ
นอกจากคุณสมบัติข้างต้นยังมีเรื่องการทนไฟ ซึ่งควรป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า
หากต้องการให้ทนไฟ 1 ชั่วโมง การใช้ผนังก่ออิฐครึ่งแผ่นฉาบด้วยปูนทั้งสองด้านจะสามารถทนไฟได้ เทียบเท่ากับ การใช้แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ดตราช้างหนา 12 มิลลิเมตรด้านละสองชั้น และกรุตรงกลางด้วยฉนวนกันร้อนทนอุณหภูมิสูงตราช้าง “HI-TEMP 3850 ”
ส่วนการทำผนังให้ทนไฟได้นานถึง 2 ชั่วโมง ต้องเป็นผนังก่ออิฐแบบเต็มแผ่นฉาบปูนทั้งสองด้านของผนัง สำหรับผนังสมาร์ทบอร์ดให้ใช้ที่ความหนา 12 มิลลิเมตรด้านละสองชั้น กรุตรงกลางด้วยฉนวนกันไฟ
การติดตั้งสมาร์ทบอร์ดกับฉนวนกันความร้อน
(ซ้าย) การก่ออิฐแบบเต็มแผ่น สามารถทนไฟได้นาน 2 ชั่วโมง
(การก่ออิฐแบบ เต็มแผ่น คือ การก่ออิฐวางตัวตามแนวขวางของผนัง ทำให้ผนังนั้นมีความหนามากกว่าปกติ เมื่อฉาบปูนเสร็จแล้วจะมีความหนาประมาณ 15-20 เซนติเมตร)
(ขวา) การติดตั้งผนังสมาร์ทบอร์ดให้ทนไฟได้ 2 ชั่วโมง ด้วยการใช้งานควบคู่กับฉนวนกันไฟ (ฉนวนกันไฟที่ใช้ในการทดสอบคือยี่ห้อ Rockwool)
ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
เอกสาร Ceiling & Wall System Selection
www.thaihomemaster.com
www.rockwool.co.th
โดย saweang | ก.พ. 12, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ย่างเข้าเดือนหก (ไทย) ฝนก็ตกพรำๆ เป็นสัญลักษณ์ของการผลิดอกออกผล หน้าฝนย่างเข้ามาคนไทยจะถือเป็นฤดูกาลของการเริ่มเพาะปลูก การลงต้นไม้ช่วงหน้าฝนจะช่วยทุ่นแรงไม่ต้องรดน้ำเยอะเพราะได้น้ำฝนช่วย ต้นไม้ก็รอดง่ายว่าปลูกช่วงหน้าแล้ง
ความเชื่อแบบคนไทย ถือว่าการปลูกดอกไม้ ถ้าปลูกชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นจำนวนมาก จะมีอิทธิพลในทางโหราศาสตร์ เช่น ถ้าหมู่บ้านนี้ มีดอกไม้สีเหลืองเต็มไปหมด แสดงว่าทั้งหมู่บ้านนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี ถ้าทั้งหมู่บ้านมีดอกไม้สีชมพู คือสีของดาวอังคาร คนในซอยนั้นก็จะได้รับอิทธิพลของดาวอังคารด้วย
สอดคล้องกับทางฮวงจุ้ยที่ว่า ถ้าดอกไม้อะไรที่มีมากกว่า ดอกไม้นั้นก็จะมีผล เช่น บางหมู่บ้านปลูกลีลาวดีเต็มไปหมด หมู่บ้านนั้นก็จะเป็นหมู่บ้านที่เหมาะแก่การพักผ่อน ไม่เหมาะจะทำการค้าในหมู่บ้าน แต่ถ้าบ้านใดบ้านหนึ่งปลูกแต่ต้นพิทูเนียอย่างเดียว แสดงว่าบ้านนั้นเป็นคนขยัน มีชีวิตชีวา เพราะดอกพิทูเนีย ต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน เท่ากับว่าเจ้าของบ้านมีงานทำตลอดเวลา เมื่อมีกฎเกณฑ์อย่างนี้ คนที่ตกงานก็ควรปลูกไม้ดอกที่ 3 เดือนเปลี่ยนครั้งหนึ่ง จะทำให้บ้านดูสดชื่น และเจ้าตัวจะเปลี่ยนนิสัย ตื่นเช้ามากขึ้น ขยันหางานมากขึ้น มีบุคลิกที่ดูขยัน ก็จะทำให้หางานได้ง่ายขึ้น
ด้านคนจีนก็เชื่อว่าการปลูกต้นไม้เสริมพลังชีวิตหรือช่วยปรับฮวงจุ้ยให้บ้านก็ได้ ต้นไม้นอกจากให้ร่มเงาแล้วยังเสริมฮวงจุ้ยให้กับบ้านได้ ปลูกต้นอะไรแล้วเฮง
ซินแซออร์ ฮวงจุ้ยวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ทางฮวงจุ้ยไม่ถือว่าชื่อต้นไม้ที่มีความหมายดีชื่อเป็นมงคลนั้นจะส่งเสริมฮวงจุ้ย ยกเว้นเพื่อความสบายใจ แต่จะให้ความสำคัญกับรูปทรงทางกายภาพของต้นไม้มากกว่า เช่น ไม่ควรปลูกต้นไม้ที่มีหนามแหลมคม ต้นไม้มียางที่โดนแล้วกัดหรือคัน ต้นไม้ที่มีกิ่งก้านเกะกะไม่เป็นระเบียบเกี่ยวเกาะกับบ้านจะทำให้เกิดอันตรายแก่เด็ก หรือมีงูเงี้ยวเข้ามาในบ้านได้
“ถ้าบ้านไม่มีที่มากพอไม่แนะนำให้ปลูกต้นไม้ใหญ่ เพราะรากจะเข้าไปไชตัวบ้านทำให้บ้านทรุด ร้าว มีปัญหาได้ หรือกิ่งก้านที่ใหญ่ไปจะหักโค่นร่วงหล่นใส่หลังคาแตก ควรปลูกต้นไม้ต้นไม่ใหญ่เกินไป เลือกปลูกทรงเป็นพุ่มเตี้ย ไม่มีกิ่งระโยงระยางสัมผัสบ้านและบังลมไม่ให้พัดเข้าบ้านซึ่งผิดหลักฮวงจุ้ยที่บ้านต้องมีลมระบายมากพอ ถ้าบ้านคนโสดให้ปลูกดอกไม้สีขาวมีกลิ่นหอมไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้าน จะทำให้เจ้าบ้านมีเสน่ห์ แต่ถ้ามีครอบครัวแล้วห้ามปลูกจะทำให้มีการนอกใจกัน”
ปลูกต้นไม้เพื่อเสริมฮวงจุ้ยบ้าน
ซินแซออร์ ฮวงจุ้ยวิทยาศาสตร์ แนะนำการปลูกต้นไม้เพื่อเสริมฮวงจุ้ยบ้านว่า
ปลูกต้นไผ่ ไว้รอบบ้านเป็นสัญลักษณ์ของการป้องกัน หากปลูกด้านซ้ายของบ้านจะเป็นพลังมังกรที่ดี และหากปลูกไว้หน้าบ้านจะส่งเสริมความมั่งคั่งและโอกาส
ปลูกต้นสน จะให้พลังชีวิต ถ้าต้องการอายุยืนให้ปลูกต้นสน ถ้าปลูกทางทิศตะวันตกของบ้าน จะถือเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง
ปลูกต้นไม้ป้องกันพลังด้านลบ หากว่าใกล้ๆ บ้านมีสถานที่ เช่น สุสาน วัด โรงพยาบาล ควรปลูกต้นไม้เพื่อช่วยป้องกันพลังด้านลบจากสถานที่เหล่านี้ เพื่อให้พลังไม่พุ่งตรงเข้าสู่ตัวบ้าน
ปลูกต้นไม้ใหญ่ทางตะวันออกของบ้าน (ถ้ามีที่มากพอ) ไม้ยืนต้นเนื้อแข็งขนาดใหญ่นั้น จะส่งเสริมเรื่องของสุขภาพและการเจริญเติบโตให้พลังชีวิตที่ดี แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ง่าย
ปลูกต้นไม้ให้บ้านสมดุล หากบ้านเทลาดไปทางด้านซ้าย ควรปลูกต้นไม้ให้ช่วยพลังชี่ นำความเจริญรุ่งเรืองมาให้และควรปลูกต้นไม้ทั้งสองด้านของบ้านเพื่อสร้างสมดุล
ปลูกไม้ผล ต้นส้มให้โชคลาภและความมั่งคั่ง เช่น ต้นมะนาวนำผลประโยชน์มาให้ ต้นแอปเปิ้ลมอบความสัมพันธ์ที่ดีในบ้าน ต้นทับทิมส่งเสริมความรักและการตั้งครรภ์
ต้นไม้จะต้องไม่สัมผัสโดนบ้าน หากต้นไม้สัมผัสโดนบ้านจะทำให้มีพลังหยิน ซึ่งถือว่าเป็นพลังทางลบ ต้องมั่นใจว่าไม่มีส่วนใดของต้นไม้สัมผัสโดนบ้าน
ไม่ปลูกต้นไม้บังประตูหน้าบ้าน ต้นไม้ที่ปลูกบังหน้าบ้าน เป็นเหมือนการกั้นพลังเรื่องการเงิน การงาน วิธีการแก้ไขก็คือตัดต้นไม้นั้นทิ้งไปหรือติดกระจกคริสตัล บอล เพื่อสะท้อนพลังต้นไม้กลับไป บ้านที่ดีต้องมีลมเข้าได้ดี
ไม่ปลูกต้นไม้ไว้กลางบ้าน เพราะจะทำให้บ้านนี้มีปัญหาเรื่องการเงิน
นำต้นไม้ที่ตายแล้วออกจากบริเวณบ้าน ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาหรือตาย อย่าเก็บไว้ ส่งผลไม่ดีต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้าน โดยเฉพาะผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ
ปลูกต้นไม้ไว้หลังบ้าน ต้นไม้ให้พลังสนับสนุนที่ดีเยี่ยม ต้นไม้ที่ปลูกอยู่หลังบ้าน เปรียบเสมือนเป็นแรงสนับสนุน แรงผลักดันมั่นคงดั่งภูเขา
ไม้มงคลประจำราศี
สุธิน คงสวัสดิ์ เจ้าของร้านต้นไม้ “บ้านต้นไม้บายน้าห้อย” ที่ตลาดบุญยงบางใหญ่ กล่าวว่า การปลูกต้นไม้เชื่อกันว่าเป็นการเสริมดวงและแก้ปีชงได้ การเลือกปลูกไม้มงคลเชื่อกันว่าจะนำพาสิ่งดีๆ มาสู่ผู้อาศัยแล้ว และได้สวนที่สวยร่มรื่น
ราศีมังกร คือ แก้ว วาสนา โป๊ยเซียน และกุหลาบ เพื่อเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง ทำให้เกิดโชคลาภ วาสนา นอกจากนี้ยังมี ไผ่ ที่แสดงถึงความอดทนและความเป็นนักสู้ ราชพฤกษ์ ที่มีดอกสีเหลืองเปรียบได้กับความรุ่งเรืองดั่งทอง
ราศีกุมภ์ คือ เข็ม เพื่อเสริมความฉลาดเฉียบแหลม เฟื่องฟ้า เพื่อเสริมสร้างคุณค่าของชีวิตให้สูงขึ้น บอนไซ เพื่อความแข็งแกร่ง อดทน
ราศีมีน คือ กล้วยไม้ เพราะจะทำให้เกิดความประทับใจแก่บุคคลทั่วไป เฟื่องฟ้า ช่วยเสริมสร้างชีวิตให้รุ่งเรือง วาสนา ทำให้ผู้ปลูกมีโชควาสนา นอกจากนี้ยังมีไม้ที่ให้พลังอำนาจแก่ชาวราศีมีน เช่น โมก กล้วย มะม่วง
ราศีเมษ คือ มะยม ช่วยทำให้มีคนนิยมชมชอบ มะขาม ช่วยทำให้มีแต่ผู้คนเกรงขาม ให้ความนับถือ เฟื่องฟ้า ช่วยทำให้ชีวิตรุ่งเรือง
ราศีพฤษภ คือ โมก ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสุข ความบริสุทธิ์สดใส แก้ว ควรปลูกทางทิศตะวันออกและควรปลูกในวันพุธ จะทำให้มีโชคมีลาภ ส้มโอ ปลูกเพื่อความอุดมสมบูรณ์
ราศีเมถุน คือ โมก เพราะจะทำให้เกิดความสุข ความบริสุทธิ์ เข็ม ควรปลูกเป็นร่องตรงประตูบ้านหรือสองฟากทางเข้าบ้าน จะทำให้ชะตารุ่งเรือง อุปสรรคไม่กล้ำกราย ทับทิม เพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็นของชีวิต โป๊ยเซียน ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข กุหลาบ เพื่อความสง่าภาคภูมิ
ราศีกรกฎ คือ กล้วยไม้ เพราะจะทำให้เกิดความประทับใจแก่ผู้พบเห็น และจะทำให้คนในบ้านมีจริยธรรมและมีโชคลาภ ชมพู่ ช่วยให้อุดมทรัพย์สิน วาสนา ทำให้ผู้ปลูกมีโชควาสนา พลูด่าง เพื่อความร่มเย็น เป็นสุข เฟื่องฟ้า เพื่อช่วยเสริมให้ชีวิตสดใสเบิกบาน
ราศีสิงห์ คือ ขนุน เพื่อหนุนบุญบารมี เงินทอง และให้มีคนเกื้อหนุนจุนเจือ จำปี เพื่อช่วยให้ชีวิตสดใส โป๊ยเซียน ช่วยเสริมความร่ำรวยรุ่งเรือง กล้วยไม้ เพื่อประทับใจแก่ผู้พบเห็น
ราศีกันย์ คือ สนฉัตร ควรปลูกทางทิศเหนือและปลูกในวันเสาร์ เพื่อความสง่าและมีเกียรติ ราชพฤกษ์ เพื่อช่วยเสริมให้มีศักดิ์ศรีและบารมี เฟื่องฟ้า เพื่อความสดใส เบิกบาน มีชีวิตที่เฟื่องฟู โป๊ยเซียน จะนำมาซึ่งโชคลาภ ขนุน เพื่อให้คนเกื้อหนุนจุนเจือ มะยม เพื่อให้คนนิยมชมชอบ
ราศีตุล คือ หมากแดง ปาล์ม พลูด่าง โกสน เพื่อช่วยเสริมให้มีบุญบารมี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข จำปี เพื่อความสดใสในหน้าที่การงาน จำปา เพื่อให้มีแต่คนรัก เฟิร์นข้าหลวง ช่วยส่งเสริมชื่อเสียงเกียรติยศ
ราศีพิจิก คือ พวงแสด ปาล์ม เฟื่องฟ้า เพื่อชีวิตที่สว่างไสวรุ่งเรือง เบญจมาศ ช่วยให้รุ่งเรืองมั่นคง ขนุน ช่วยให้คนเกื้อหนุนจุนเจือ ว่านสี่ทิศ เพื่อแคล้วคลาด ปลอดภัย ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด
ราศีธนู คือ บัว เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์เบิกบาน เฟิร์นข้าหลวง เพื่อจะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศแก่ผู้ปลูก แก้ว ช่วยกระจายอุปสรรคปัญหาออกไปจากชีวิต พลูด่าง และโป๊ยเซียน จะช่วยเสริมโชคลาภ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.posttoday.com
โดย saweang | ก.พ. 12, 2020 | ข่าวสาร , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ตามความเชื่อของคนโบราณทั้งไทยและต่างประเทศ ต่างบอกกันว่า ทางสามแพร่งนั้นเป็นตำแหน่งไม่ดี อัปมงคล สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อ แต่เป็นความจริงตามหลักการพื้นฐาน เนื่องจากการสร้างบ้านในตำแหน่งทางสามแพร่งอยู่ในพื้นที่ล่อแหลมต่อการเกิดอุบัติเหตุ เกิดความวุ่นวาย ก่อให้เกิดเสียงรบกวน แสงไฟสาดส่องเข้าบ้านในยามค่ำคืน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางสามแพร่งดังกล่าว จะหมายถึงเฉพาะบ้านที่อยู่ติดถนนใหญ่ หรือเป็นเส้นทางหลักที่มีรถสัญจร ยิ่งมีรถปริมาณมาก ขับเร็วมาก ยิ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่ดี ผู้อยู่อาศัยจะรู้สึกไม่สบายใจ ว้าวุ่นกังวลใจอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้จะรบกวนต่อการใช้ชีวิต ส่งผลให้ชีวิตไม่เป็นสุขได้ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แย่เสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตความเป็นอยู่เดิมของบ้านที่ติดกับทางสามแพร่งนั้นเป็นอย่างไร
ถ้าเป็นบ้านก็จะทำให้สมาชิกในครอบครัวเจอเรื่องร้ายต่างๆนานา เป็นร้านค้าหรือสำนักงานก็จะทำให้การไม่เจริญรุ่งเรื่อง ล้มละลาย ถึงขั้นปิดกิจการกันได้ แต่ถ้าหากสังเกตบ้าน ร้านค้า หรือ อาคารที่ตรงกับทางสามแพร่งนั้นแล้วก็ไม่ได้มีบ้าน ร้านค้าหรือกิจการจะอยู่บริเวณทางสามแพร่งแล้วไม่ดีไม่เจริญรุ่งเรืองหรือมีปัญหาต่างๆนานาทุกร้าน ยังมีบ้าน ร้านค้าหรือกิจการที่เจริญรุ่งเรืองในบริเวณทางสามแพร่งหลายแห่ง ซึ่งหากพิจารณาฮวงจุ้ยที่ตรงกับทางสามแพร่งนั้นเป็นทำเลไม่ดีจริงแล้ว บ้าน อาคาร ร้านค้า กิจการต่างๆที่ตรงทางสามแพร่งนั้นจะต้องมีปัญหา ไม่เจริญรุ่งเรื่องกันหมดทุกที่ถึงจะบอกได้ว่าฮวงจุ้ยตรงทางสามแพร่งไม่ดีแน่นอน
ความเป็นจริงแล้วทางสามแพร่งนั้น เปรียบเสมือนช่องลมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นช่องบีบให้อากาศหรือลมนั้นเข้ามาสะสมได้มากเป็นพิเศษ และส่วนถนนด้านที่มีรถยนต์วิ่งเข้าหาบ้านหรืออาคารตรงทางสามแพร่งก็จะรับพลังงานรุนแรงเป็นพิเศษอีกด้วยเนื่องจากรถยนต์เวลาวิ่งเข้ามาก็จะลากกระแสพลังงานมาด้วย สังเกตได้เมื่อรถยนต์วิ่งผ่านเราใกล้ๆนั้นเราจะรู้สึกถึงแรงลมที่รถวิ่งผ่านไปโดยลมเหล่านี้ก็เป็นพลังงาน ดังนั้นบริเวณทางสามแพร่งจะได้กระแสพลังงานสะสมจากที่รถยนต์วิ่งแล้วลากเข้ามาหาตัวบ้านหรืออาคารบริเวณนั้นเป็นพิเศษ จึงสรุปได้ว่าบ้านและอาคารที่อยู่ตรงทางสามแพร่งมีโอกาสได้รับพลังงานมากและรุนแรงเป็นพิเศษ แต่ว่าการรับพลังที่มากนั้นไม่ได้แปลว่าต้องร้ายเสมอไป
ดังนั้นก็แปลว่าบ้านหรืออาคารใดๆ ที่อยู่ในตรงทางสามแพร่งก็จะมีช่วงจังหวะเวลาราวๆทุก ๒๐ ปีที่ทางสามแพร่งนั้นเป็นพลังงานในองศาทิศทางที่ดีหรือร้ายสลับกันไปได้ ซึ่งซินแสบางคนบอกว่าทางสามแพร่งนั้นไม่ดีนั้นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการคำนวณทิศทางว่าเป็นพลังงานจากทิศดีหรือทิศร้ายในแต่ละช่วงยุคสมัยนั้นเอง หรือแม้ว่าคำนวณว่าทิศทางสามแพร่งนั้นเป็นองศาทิศทางที่ดีแต่พอช่วงยุคสมัยหรือราวๆทุกรอบ ๒๐ปีเปลี่ยนไปทิศทางนั้นอาจเป็นทิศร้ายจึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ซินแสบางคนไม่ชอบทางสามแพร่งเป็นพิเศษ
แต่สำหรับซินแสบางคนก็จะมีมุมมองต่างๆ กันเนื่องจาก ทางสามแพร่งนั้นหากอยู่ในทิศทางที่ดีแล้วก็ส่งผลให้เกิดความเจริญรุ่งเรื่องเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่องที่พลังผ่านมาอย่างรุนแรงเป็นพิเศษยิ่งกระตุ้นพลังที่ดีมากดังนั้นสำหรับมุมมองของซินแส บางคนอาจเลือกทำเลบ้าน ร้านค้า หรืออาคารต่างๆในตรงกับทางสามแพร่งในทิศทางองศาที่ดีเพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรื่องถึงที่สุด แต่ทั้งนี้ซินแสก็ควรจะต้องบอกช่วงระยะเวลาที่ดีของฮวงจุ้ยที่ตรงทางสามแพร่งนี้ว่ามีระยะเวลาที่ดีนานแค่ไหนให้กับผู้ที่ต้องการใช้สถานที่นั้นให้รู้
แต่ทั้งนี้ กรณีทางสามแพร่งในโครงการบ้านจัดสรร ไม่สามารถนำทฤษฎีทางสามแพร่งมาใช้ในหลักฮวงจุ้ยได้ทั้งหมด เนื่องจากลักษณะการอยู่อาศัยภายในโครงการบ้านจัดสรร จำกัดพื้นที่ความเป็นส่วนตัวไว้แล้ว ผู้ที่เข้ามาภายในโครงการบ้านโดยหลักจะเป็นผู้อยู่อาศัย หากเป็นโครงการบ้านขนาดใหญ่ตั้งแต่ ๑๐๐ยูนิตเป็นต้นไป และตำแหน่งทางสามแพร่งตั้งอยู่ตั้งแต่ต้นทางของโครงการ ตรงส่วนนี้อาจมีผลกระทบได้ แต่หากเป็นโครงการขนาดเล็กหรือทางสามแพร่งที่อยู่ท้ายโครงการ ตำแหน่งดังกล่าวจะไม่นับว่าเป็นจุดอัปมงคลแต่อย่างใด เนื่องจากโดยปกติแต่ละวันค่อนข้างมีรถผ่านเข้าออกน้อยมาก หรือหากผ่านเข้ามาก็จะขับกันอย่างช้าๆ เท่านั้น แม้ว่าทางสามแพร่งภายในโครงการบ้านจะไม่ได้มีผลใดกับฮวงจุ้ย แต่เชื่อได้ว่าบางท่านก็ยังอาจมีความกังวลใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
แก้เคล็ดทางสามแพร่ง ซึ่งมีวิธีการไม่ยากเลย
๑.ทำกำแพงบ้าน กำแพงบ้านในตำแหน่งดังกล่าว ควรออกแบบให้เป็นกำแพงที่สามารถปกปิดได้ เหมาะกับลักษณะแบบกำแพงปูนด้านล่างปิดทึบ ด้านบนสลับด้วยวัสดุอื่นๆ เพื่อความสวยงาม ติดไฟไว้ตามเสากำแพงเพื่อให้แสงสว่างยามค่ำคืน
๒.ตำแหน่งประตูรั้ว ประตูรั้วบ้านควรจะต้องอยู่ในตำแหน่งเยื้องจากทางที่พุ่งเข้ามา อาจต้องคำนวณดูว่า บ้านด้านใดกินพื้นที่ทางสามแพ่งมากกว่ากัน ให้เลือกทางที่กินพื้นที่น้อยที่สุดเพื่อเป็นการหลบมุม และไม่ควรเปิดประตูทิ้งไว้ เปิดเฉพาะช่วงเวลาเข้าออกเท่านั้น
๓.เสริมรั้วต้นไม้ ต้นไม้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาฮวงจุ้ยได้ เพราะต้นไม้นับเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นควบคู่กับกำแพงบ้าน ซึ่งในทางฮวงจุ้ยเชื่อว่าจะช่วยลดพลังงานที่ไม่ดีให้เบาลงได้ ไม่แนะนำให้กระจกอยู่ตรงกับประตู เพราะจะทำให้โชคที่กำลังจะเข้ามาสู้ร้านเราสะท้อนออกไปหมด หากนำหลักความจริงเข้ามาวิเคราะห์ ต้นไม้ช่วยในการกรองฝุ่น แสงสาดส่องจากรถยนต์ บดบังตัวบ้านได้อย่างดี ควรเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะกับการทำรั้ว เช่น ต้นโมก ต้นแก้ว ต้นชา หรือไม้ยืนต้นอื่นๆ
๔.จัดสวนหน้าบ้าน พื้นที่หน้าบ้านควรใช้เป็นพื้นที่ว่างสำหรับการจัดสวน ตำแหน่งบ้านร่นระยะเข้าไป หลักการดังกล่าวไม่เพียงแก้ฮวงจุ้ยได้ แต่ยังเหมาะกับการเสริมฮวงจุ้ยให้กับบ้านทั่วไปอีกด้วย บ้านที่ดีควรมีพื้นที่สวนหน้าบ้าน ไม่ควรให้บ้านอยู่ชิด ติดรั้วมากจนเกินไป
๕.ทำทางเท้า หากเป็นโครงการบ้านจัดสรร โดยทั่วไปนิยมทำทางเท้าไว้ให้แล้ว แต่หากไม่มี เจ้าของบ้านสามารถทำเป็นทางเท้าเพิ่มเติมได้เช่นกันครับ อาจนำกระถางต้นไม้มาประดับตกแต่งให้แลดูสวยงาม มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
เรื่องราวของฮวงจุ้ยนั้น เป็นข้อมูลที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น การจะบอกได้ว่าแบบไหนดี แบบไหนไม่ดี จำเป็นต้องดูตามความเหมาะสมของสถานที่นั้นๆ สำหรับบ้านภายในโครงการจัดสรรที่เป็นทางสามแพร่ง สามารถซื้อขาย หรืออยู่อาศัยได้เป็นปกติ
ขอแถมเคล็ดอีกนิด หลักฮวงจุ้ยแนะนำว่าให้ วางกระจกเอาไว้ทั้งสองฝั่งซ้ายขวาเหมือนเป็นการเพิ่มโชคสองชั้นเพิ่มลูกค้าเป็นดับเบิ้ลนั่นเอง และที่สำคัญกระจกที่แตกร้าวไม่ควรใช้ต่อเพราะเป็นความเชื่อของโบราณที่ว่า เมื่อเราส่องกระจกที่แตก ชีวิตเราก็จะแตกร้าวเหมือนกระจก แถมอีกนิดว่ากระจกที่นำมาติดควรเห็นทั้งตัวไม่ควรเห็นแค่หน้าถึงลำคอ ไม่เช่นนั้นจะเป็นดังคำที่กล่าวว่า “กระจกตัดคอ” ส่วนในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นสามรถเลือกได้ตามศรัทธาแต่มีข้อห้ามอยู่ว่า ห้ามวางไว้ใต้คานใต้บันได
จะว่าไปแล้วจุดดังกล่าวยังมีข้อดีกว่าแปลนที่มีบ้านเคียงข้างอยู่ติดกันอย่างแออัด ทั้งทางด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง แต่หากเป็นทางแยก พื้นที่หน้าบ้านจะโปร่งโล่ง สามารถรับลมได้ดีกว่าอีกด้วย และบางโครงการตำแหน่งดังกล่าวขายยาก ทางโครงการจึงมักลดราคา ผู้อยู่อาศัยสามารถสร้างบ้านในราคาต่ำกว่าปกติ เรียกได้ว่าเป็นโอกาสซื้อที่ดินถูกสำหรับผู้รู้เลย
ขอขอบพระคุณทางเจ้าของภาพ และที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://horoscope.sanook.com
โดย saweang | ก.พ. 12, 2020 | ข่าวสาร , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การจะสร้างบ้านสักหลังหนึ่งนั้น ขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่งนั้นที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ในบ้านเราให้ความสำคัญกันมาก ก็คือขั้นตอนของพิธียกเสาเอก โดยเจ้าของบ้านส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า
การทำพิธียกเสาเอกจะทำให้งานก่อสร้างมีความราบรื่นไม่มีปัญหาและอุปสรรคและ เมื่อได้เข้าอยู่บ้านหลังที่สร้างแล้วจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเป็นความเชื่อและเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมา และจากประสบการณ์การก่อสร้างบ้านของผู้เขียนเองที่ผ่านมาเป็นสิบปีก็พบว่าบ้านทุกหลังที่มีการก่อสร้าง มักจะทำพิธียกเสาเอกเพื่อเป็นสิริมงคลต่อการอยู่อาศัย
แต่พิธีการ และขั้นตอนอาจแตกต่างกันในรายละเอียด บ้านบางหลังจะทำพิธียกเสาเอก โดยพระอาจารย์ที่เคารพนับถือ บางหลังทำพิธีโดยพราหมณ์ และบางหลังทำพิธีโดยผู้ใหญ่หรือบุคคลที่เคารพนับถือ ดังนั้นหากท่านกำลังจะสร้างบ้าน
โดยเลือกแบบบ้านและบริษัทรับสร้างบ้านที่มีคุณภาพแล้ว ก่อนที่ท่านลงมือก่อสร้างถ้าท่านเชื่อเรื่องโชคลาง ก็คงจะเตรียมหาฤกษ์หาเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นในการสร้างบ้าน แม้จะดูเหมือนหลงงมงายแต่ถ้าทำแล้วเกิดความสบายใจ และไม่เดือดร้อนใคร ก็น่าจะเตรียมให้พร้อมก่อนลงมือก่อสร้าง แต่ทั้งนี้ต้องดูความสะดวกความเหมาะสม ของการก่อสร้างร่วมกับบริษัทรับสร้างบ้านที่ท่านเลือกด้วย
การกำหนดฤกษ์เสาเอก
การกำหนดฤกษ์เสาเอกนั้น ส่วนใหญ่ก็คงต้องให้ผู้ที่เรานับถือ เช่น พระอาจารย์ พราหมณ์ หรือผู้ใหญ่ที่เรานับถือ ดูฤกษ์ดูยามในการทำพิธียกเสาเอกให้ โดยท่านเหล่านั้นก็จะหาวันและเวลาที่เป็นมงคลให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เราสะดวกที่จะสร้างด้วย
ถ้าหากไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกในการตามหาพระอาจารย์ทั้งหลายมาให้ฤกษ์ให้ยาม คุณอาจจะหาฤกษ์ด้วยตนเองก็ได้ โดยอาจจะดูจากปฏิทิน 100 ปี หรือหาซื้อหนังสือโหราศาสตร์ ประเภทสรุปรวมฤกษ์ประจำทั้งปี ซึ่งหนังสือพวกนี้จะออกวางตลาดตอนปลายปีทุกปี ลองอ่านและหาฤกษ์ด้วยตนเองได้
การทำพิธียกเสาเอกกับขั้นตอนการสร้างบ้าน ในสมัยโบราณ การก่อสร้างบ้านส่วนใหญ่เป็นการสร้างบ้านไม้ เสาบ้านก็เป็นเสาไม้ ดังนั้นฤกษ์ลงเสาเอกก็คือ ฤกษ์เวลาที่เรานำเสาหลักของบ้านหย่อนลงสู่หลุมที่เตรียมเอาไว้ จัดเสาให้ตั้งตรง และเอาไม้ค้ำยันค้ำไว้ เอาดินกลบหลุมทั้งหมด
แต่ในปัจจุบัน ขั้นตอน และวิธีการก่อสร้างได้เปลี่ยนไป อาคารปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วแต่เป็นอาคารโครงสร้าง อนกรีตเสริมเหล็ก ต้องมีการตอกเสาเข็ม ต้องมีการเทฐานราก ทำตอม่อ แล้วจึงจะขึ้นเสาโผล่พื้นดินได้ ดังนั้นก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจว่าพิธียกเสาเอกกับการสร้างในปัจจุบันที่เป็นโครงสร้างคอนกรีตนั้น เขาทำกันในช่วงไหนของการก่อสร้าง
ซึ่งจากประสบการณ์ในการก่อสร้างที่ผ่านมา พิธียกเสาเอก จะทำกันได้ใน 3 ลักษณะดังนี้
1. ยึดเวลาที่ตอก (เจาะ) เสาเข็มต้นแรก หรือเวลาที่ตอก (เจาะ) เสาเข็มต้นที่กำหนดให้เป็นเสาเอก (น่าจะเรียกว่า “ฤกษ์” เข็มเอก)
2. ยึดเวลาที่ยกเสาเหล็กเสริม เทคอนกรีตฐานราก (จะเทคอนกรีตฐานรากพร้อมกับการตั้งเหล็กเสาต้นที่เป็นเสาเอก)
3. ยึดเวลาที่มีการเทคอนกรีตหล่อเสาอาคารจริงๆ (ซึ่งอาจจะตั้งหลังจากเริ่มทำการก่อสร้างแล้วเป็นเดือน) แต่ในที่นี้เราจะกล่าวถึงเฉพาะการเตรียมการ เตรียมของใช้และขั้นตอนในการยกเสาเอกแบบ ที่ยึดเวลาที่ยกเสาเหล็กเสริมขึ้นตั้งและเทคอนกรีตฐานราก ซึ่งเป็นลักษณะที่การสร้างบ้านในส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้กัน
การเตรียมการหน้างานในพิธียกเสาเอก
การเตรียมหน้างานก่อสร้างให้พร้อมก่อนการทำพิธียกเสาเอกถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าฤกษ์ ในพิธียกเสาเอก เป็นฤกษ์เวลาที่แน่นอน เช่นบางหลังกำหนดที่เวลา 9.09 น. ดังนั้นการเตรียมการหน้างานที่ไม่พร้อมอาจทำให้เกิดปัญหาขลุกขลัก ทำให้เกิดความผิดพลาดไม่ตรงกัน ฤกษ์ที่กำหนดไว้ เกิดความไม่สบายใจได้ ดังนั้นการเตรียมการหน้างานให้มีความพร้อมนั้นจะต้องจัดเตรียมงานดังนี้
1. การเตรียมพื้นที่ โดยรอบของบริเวณที่จะทำพิธีให้เรียบร้อย เพื่อสะดวกในการทำพิธี
2. ขุดหลุมฐานรากที่จะทำพิธี ให้มีขนาดความลึกและความกว้างตามแบบ
3. ปรับพื้นที่ก้นหลุมให้เรียบร้อย เก็บเศษปูนเศษไม้ให้หมด ปรับระดับให้เรียบด้วยทรายหยาบ
4. เตรียมผูกเหล็กเสริมฐานรากไว้ด้านบน พร้อมที่จะยกลงตอนทำพิธี
5. เตรียมผูกเหล็กเสาที่จะทำการยกเสาเอกวางพาดไว้ ตรงปากหลุมโดยยกหัวเสาให้สูงขึ้นกว่าโคนเสา
6. เตรียมคอนกรีตให้พร้อมเพื่อเตรียมเทหลังจากที่ยกเสาเหล็กขึ้นตั้งแล้ว
การเตรียมของใช้ในพิธียกเสาเอก การเตรียมของใช้ในพิธียกเสาเอกนั้นมีอยู่หลายตำราด้วยกัน แล้วแต่ผู้ที่เรานับถือที่จะดำเนินการทำพิธีให้เป็นผู้กำหนด แต่ในที่นี้เราจะอ้างอิงจาก “ศาสนพิธี” ในหนังสือพุทธศาสตร์ ปีที่ 43 อันดับที่ 1/2543 โดยการเตรียมของใช้ในพิธียกเสาเอกมีดังนี้
1. จัดโต๊ะหมู่บูชา 1 ชุด พร้อมเครื่องสักการะ (ถ้าประสงค์)
2. จตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระ 1 ชุด (กรณีนิมนต์พระมาประพรมน้ำมนต์ที่หลุม และเจริญชัยมงคลคาถา)
3. เครื่องบูชาฤกษ์หรือสังเวยเทวดา (จัดย่อส่วนก็ได้ ดูพิธีวางศิลาฤกษ์)
4. ใบทอง นาก เงิน อย่างละ 3 ใบ
5. ทอง เงิน อย่างละ 9 เหรียญ
6. ทรายเสก 1 ขัน
7. น้ำมนต์ 1 ขัน (พร้อมกำหญ้าคา 1 กำ)
8. ด้ายสายสิญจน์ 1 ม้วนเล็ก
9. ทองคำเปลว 3 แผ่น
10. ผ้าแพรสีแดง ห่มเสา หรือผ้าขาวม้า 1 ผืน
11. หน่อกล้วย อ้อย อย่างละ 1 หน่อ
12. ไม้มงคล 9 ชนิด ได้แก่ กันเกรา ทรงบาดาล ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ ขนุน สักทอง ทองหลาง ไผ่สีสุก พยุง
13. แผ่นทอง นาก เงิน อย่างละ 1 แผ่น
14. ข้าวตอกดอกไม้ 1 ขัน
ลำดับพิธีในการยกเสาเอก
การทำพิธียกเสาเอกก็มีหลายตำรา แล้วแต่ผู้ดำเนินพิธี แต่ในที่นี้เราก็จะอ้างอิงจาก “ศาสนพิธี” ในหนังสือพุทธศาสตร์ ปีที่ 43 อันดับที่ 1/2543 เช่นกัน โดยลำดับพิธีขอบงการยกเสาเอกมีดังนี้
1. วางสายสิญจน์ เริ่มจากโต๊ะบูชาไปโต๊ะสังเวยขวา บริเวณสถานที่ก่อสร้างเข้าสู่เสาเอก (ก่อนเวลาฤกษ์พอสมควร)
2. จุดเทียนธูปที่โต๊ะหมู่บูชา อธิษฐานเพื่อเกิดสิริมงคล กราบพระ
3. จุดเทียนธูปที่โต๊ะสังเวย บูชาเทวดาให้คุ้มครอง
4. กล่าวสังเวยเทวดา
5. โปรยดอกไม้มงคล 9 ชนิด ลงในหลุมเสาเอก (ถ้ามี)
6. วางแผ่นทอง นาก เงินในหลุมเสาเอก (ถ้ามี)
7. นำใบทอง นาก เงิน และเหรียญทอง เงิน ลงก้นหลุมแล้วนิมนต์พระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์โปรยทรายเสกที่หลุมเสา
8. เจิมและปิดทองเสาเอก
9. ผูกหน่อกล้วย อ้อย และผ้าสีแดงหรือผ้าขาวม้าที่เสาเอก
10. ถือด้ายสายสิญจน์ พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธี
11. ช่วยกันยกเสาเอก จนตั้งเรียบร้อย (ขณะยกเสานั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา) (ถ้ามี)
12. โปรยข้าวตอกดอกไม้ลงหลุมเสาเอก พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธีเสร็จพิธี
– ถ้ายกเสาเอกในเดือนอ้าย ยี่ สาม เสาเอก อยู่ทิศอีสาน
– ถ้ายกเสาเอกในเดือน 4 – 5 – 6 เสาเอก อยู่ทิศอาคเนย์
– ถ้ายกเสาเอกในเดือน 7 – 8 – 9 เสาเอก อยู่ทิศหรดี
– ถ้ายกเสาเอกในเดือน 10 – 11 – 12 เสาเอก อยู่ทิศพายัพ
13. เมื่อธูปที่โต๊ะสังเวยไหม้หมดดอก ให้ลาเครื่องสังเวยได้ว่า “เสสัง มังคะลัง ยาจามิ”
14. หน่อกล้วย อ้อย เมื่อช่างเอาลงจากเสาแล้ว ให้นำไปปลูกไว้ในที่ต้องการ เพื่อเสี่ยงทายว่าจะงอกงามเพียงใด
– ถ้าจัดโต๊ะสังเวยไม่ได้ จะจัดเป็นสำรับบูชาพระภูมิเจ้าที่ธรรมดาก็ได้ และสิ่งประกอบอื่นๆ ก็เลือกเอาเท่าที่จำเป็นและหาได้ง่าย
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก www.89homebuilder.com (NewDesign V.1)