โดย saweang | ก.พ. 3, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สำหรับงานก่อสร้างบ้านแล้ว โครงสร้างภายนอกของบ้านทุกส่วนล้วนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจุดประสงค์คือการปกป้องเราออกจากสิ่งแวดล้อมที่แปรปรวน ไม่ว่าจากแสงแดด ความร้อน พายุฝน และน้ำค้างในเวลากลางคืน ดังนั้นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดของงานโครงสร้างบ้าน คือ “หลังคา” ที่แม้เราจะมองไม่เห็นจากระยะสายตาของเรา แต่ก็มีความจำเป็นที่สุดในแง่ฟังก์ชั่นการใช้งาน
หลังคา เป็นส่วนสำคัญที่ต้องได้มาตรฐานและคุณภาพ เพราะอยู่ในตำแหน่งสูง หากเกิดปัญหาต้องแก้ไขก็ทำงานได้ยากกว่าส่วนอื่น และส่วนใหญ่เราจะทราบปัญหาของหลังคาก็ต่อเมื่อส่งผลกระทบต่อภายในบ้านแล้ว อย่างเช่น น้ำรั่ว หลังคาหลุดปลิว หรือพัง ซึ่งปัญหาเหล่านั้นนำมาซึ่งความเสียหายของชีวิตและทรัพย์สิน และกว่าจะตามแก้ก็ไม่ทันการเสียแล้ว
ดังนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาสำหรับงานหลังคาตั้งแต่เริ่มต้นการก่อสร้างและติดตั้งหลังคา เริ่มต้นตั้งแต่งานโครงสร้างหลังคาที่ต้องแข็งแรง ไปจนถึงการติดตั้งกระเบื้อง เพราะเทคนิคการมุงกระเบื้องหลังคา คือ จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอีกชิ้นของหลังคาที่ได้มาตรฐาน และเหล่านี้คือจุดเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้จากการติดตั้งหลังคาที่ไม่ได้มาตรฐาน
1. ปัญหารั่วซ้ำซาก
จากการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น องศาหลังคาที่ไม่เหมาะสม รั่วเกิดจากช่องว่างระหว่างกระเบื้องไม่แนบสนิท การยึดครอบแนวสันหลังคาและตะเข้สันไม่ถูกวิธี เป็นต้น ดังนั้นทุกส่วนของหลังคาจึงควรประกบต่อกันให้สนิท ทั้งส่วนรอยต่อระหว่างกระเบื้องต่อกระเบื้อง และรอยต่อของสันหลังคา
เทคนิคการติดตั้งก็เป็นเรื่องจำเป็นต่อทั้งเรื่องความสวยงาม ฟังก์ชั่นการใช้งาน และความทนทานของหลังคา ปัญหามักเกิดกับรอยต่อของกระเบื้องที่รูปทรงต่างกันหรือส่วนที่ติดตั้งอุปกรณ์เสริมซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคนิคในการติดตั้งตั้ง เช่น ส่วนครอบสันหลังคาที่ติดไม่สนิทหรือไม่ได้ระดับ หรือการตัดกระเบื้องร่องรางและตะเข้สันที่ไม่ได้แนวตรง ทำให้หลังคาเป็นลูกคลื่น ไม่ได้ระนาบ และส่งผลต่อการใช้งาน
2. หลังคาแอ่น
เกิดจากการติดตั้งโครงหลังคาที่ไม่ได้ระดับ ผืนหลังคาที่ไม่เป็นระนาบเดียวกัน ส่งผลทั้งต่อเรื่องความสวยงามของตัวบ้าน และอาจนำมาซึ่งรอยรั่วซ้ำซากได้
3. หลังคาเบี้ยว
เกิดจากความไม่เชี่ยวชาญ หรือขาดเทคนิคการติดตั้งหลังคาที่ได้มาตรฐาน นั่นทำให้การจัดระยะแปไม่เท่ากัน หรือมุงกระเบื้องไม่ได้ตามแนวตรง ความสวยงามของบ้านจึงลดลงจากรายละเอียดเล็กน้อยของงานหลังคาเช่นนี้
เพราะหลังคามีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องใส่ใจ นอกจากการเลือกใช้วัสดุติดตั้งหลังคาที่ได้มาตรฐาน สีสันสวยงาม และแข็งแรงทนทานแล้ว บริการการติดตั้งหลังคาที่ได้มาตรฐานจากทีมช่างมืออาชีพ ยังช่วยยืดอายุการใช้งานบ้านให้คงทนได้อย่างสวยงามต่อไปได้อีกนานเท่านาน และทางเอสซีจี ก็มีบริการติดตั้งหลังคาครบวงจร SCG Roof Service จากทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่ออกแบบ ประมาณการราคาสินค้า สำรวจหน้างาน และติดตั้งด้วยช่างมืออาชีพ ส่งมอบงานพร้อมรับประกัน เพื่อให้เจ้าของบ้านหลังใหม่ไม่ต้องกังวลกับงานหลังคาอีกต่อไป
– มั่นใจด้วยทีมช่างมืออาชีพจากเอสซีจี พร้อมเทคโนโลยีการติดตั้ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน ติดตั้งได้รวดเร็ว และลดความเสียหายของกระเบื้อง
– ควบคุมมาตรฐานการติดตั้งทุกขั้นตอน ดูแลทุกรายละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบงานอย่างใกล้ชิด เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เลือกสินค้าคุณภาพ วางแผนติดตั้ง และรายงานความคืบหน้าให้เจ้าของบ้านทราบทุกระยะ
– มั่นใจด้วยการรับประกันการติดตั้ง สบายใจหายห่วงทั้งในเรื่องความสวยงามและความคงทนของหลังคาหลังส่งมอบงาน
เพราะเรื่องหลังคามีส่วนประกอบและรายละเอียดมากมายที่ต้องใส่ใจ ถ้าไม่อยากยุ่งยากเรื่องหลังคา ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านหลังคาจาก SCG ได้ที่ SCG Experience, SCG Home Solution และ SCG Roofing Center
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCG Contact Center: 02-586-2222
ขอบคุณข้อมูลจาก SCG, thairath.co.th/lifestyle/home
โดย saweang | ก.พ. 3, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
6 ไอเดียเปลี่ยน “บ้านร้อน” ให้เย็นอยู่สบาย
นับวันสภาพอากาศบ้านเราจะร้อนอบอ้าวมากขึ้น จนบางครั้งเครื่องปรับอากาศยังเอาไม่อยู่ ล่าสุดในหลายพื้นที่อุณหภูมิได้พุ่งทะยานทะลุ 40 องศาเซลเซียสไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “บ้านร้อน” จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่กวนใจใครหลายคนอยู่ในขณะนี้ … เอสซีจี จึงมี 6 ไอเดียง่ายๆ ในการปรับบ้านร้อนให้กลายเป็น “บ้านเย็น” อยู่สบายรับซัมเมอร์นี้มาฝากกัน


1. หลังคาและฝ้าภายใน ส่วนแรกที่ต้องให้ความสำคัญ ต้องเลือกที่สามารถสะท้อนและป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งควรใช้หลังคาที่ช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ ร่วมกับการใช้แผ่นสะท้อนความร้อน พร้อมทั้งติดตั้งฝ้าสมาร์ทบอร์ดร่วมกับฉนวนกันความร้อนที่ฝ้าเพดาน เพื่อป้องกันไม่ให้บ้านร้อนจนเกินไป

2. ฝ้าชายคา ใช้ฝ้าสมาร์ทบอร์ดที่มีรูระบายอากาศ เพราะจะช่วยระบายความร้อนภายในบริเวณโถงหลังคาได้ ถ้าเลือกใช้แบบมีตาข่ายกันแมลงสำเร็จรูปจากโรงงานได้ยิ่งดี ทั้งลดร้อนและกันแมลงได้ในตัว

3. กันสาด ใครว่าช่วยกันได้แค่ฝน เพราะแท้จริงแล้วกันสาดช่วยกันความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวบ้านได้เป็นอย่างดี ควรติดตั้งในฝั่งที่แสงแดดส่องถึงโดยตรง และเลือกวัสดุที่ไม่สะสมความร้อน อย่างไม้ระแนง หรือไฟเบอร์ซีเมนต์ ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน เป็นต้น

4. สี การเลือกใช้สีทาบ้าน ควรใช้สีกันความร้อน สีสว่างโทนอ่อน เพราะจะไม่กักเก็บความร้อนไว้นาน ที่สำคัญสีโทนอ่อนจะมีผลต่ออารมณ์ของผู้อยู่อาศัย ให้รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย

5. พื้นบ้าน โดยเฉพาะพื้นชั้นล่าง ควรเลือกใช้หินอ่อน, แกรนิต หรือแม้แต่กระเบื้องเซรามิค, และพอร์ซเลน เพราะจะกักเก็บความเย็นจากพื้นดินได้ดี ขณะเดียวกันก็สามารถระบายความร้อนได้เร็ว จึงช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านให้เย็นลงได้

6. ผนังและไม้ฝา โดยเฉพาะผนังด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ที่รับแสงแดดแบบเต็มๆ ควรทำระแนงไม้บังแดดขึ้นมาอีก 1 ชั้น หรือใช้ไม้ฝานวัตกรรมใหม่ล่าสุดอย่าง ไม้ฝา เอสซีจี รุ่น “คูลพลัส” ที่มาพร้อมเทคโนโลยี “คัลเลอร์ ล็อค พลัส” การเคลือบผิวแบบพิเศษมีคุณสมบัติช่วยสะท้อนความร้อนเพิ่มขึ้นได้ถึง 4 เท่า* ที่จะมาช่วยปรับเปลี่ยนแก้ไขบ้านร้อนให้กลายเป็นบ้านเย็นอยู่สบาย เพราะลดอุณหภูมิสูงสุดถึง 5 องศาเซลเซียส** ง่ายและจบในขั้นตอนเดียว
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.scgbuildingmaterials.com/th/LivingIdea/NewBuild
โดย saweang | ก.พ. 3, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เสาและคาน เป็นโครงสร้างหลักสำคัญที่เปรียบเสมือนโครงกระดูกของบ้าน ซึ่งหมายถึงความแข็งแรงมั่นคงของบ้านทั้งหลัง การสร้างบ้านให้ประหยัดและถูกต้องตามหลักการก่อสร้าง จึงต้องพิจารณาในเรื่องของเสาและคานตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบไปจนถึงกระบวนการก่อสร้าง โครงสร้างเสาและคานมีหลากหลายประเภท โดยที่นิยมกันในปัจจุบัน คือ โครงสร้างไม้ โครงสร้างเหล็ก และโครงสร้างคอนกรีต

สำหรับโครงสร้างไม้นั้น ปัจจุบันถูกลดความนิยมลง เพราะไม้โครงสร้างซึ่งต้องเป็นไม้ที่มีขนาดใหญ่และคุณภาพดีมีปริมาณลดลงทุกวัน ราคาจึงค่อนข้างสูง และยังต้องอาศัยการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับกระแสความคิดด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติด้วย

โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือที่เรียกโดยย่อว่า “โครงสร้าง ค.ส.ล.” คอนกรีตมีส่วนประกอบหลักคือ ปูนซีเมนต์ หิน กรวดหรือทราย และน้ำ มีคุณสมบัติในการรับแรงอัดได้ดี แต่รับแรงดึงได้ค่อนข้างต่ำมาก เมื่อนำไปทำเป็นโครงสร้างบ้าน จึงต้องมีการเสริมเหล็ก เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการรับแรงดึง โครงสร้าง ค.ส.ล. เป็นที่นิยมในบ้านเรา เนื่องจากสถาปนิกและวิศวกรส่วนใหญ่มีความชำนาญในการออกแบบ ช่างก่อสร้างส่วนมากถนัดงานคอนกรีต ราคาทั้งค่าของและค่าแรงไม่สูง ให้ความรู้สึกแข็งแรงมั่นคง สามารถหล่อขึ้นรูปได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ ต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างพอสมควร เพราะคอนกรีตต้องรอการเซ็ทตัวเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ถึงแม้ในปัจจุบันมีคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีส่วนผสมและกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน แต่ยังต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบในขั้นตอนการเทคอนกรีต และความรับผิดชอบของช่างผู้คุมงานและช่างก่อสร้างเป็นหลัก คอนกรีตมีคุณสมบัติเรื่องการสะสมความร้อนและการนำพาความชื้น จึงเป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงและหาทางระวังป้องกันไว้ด้วย

สิ่งสำคัญสำหรับงานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก คือ การผูกเหล็กและทาบเหล็กต้องถูกต้องตามมาตรฐาน มีระยะคอนกรีตหุ้มเหล็กที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดสนิมที่เหล็ก เสาและคานต้องได้ระดับทั้งแนวนอนและแนวดิ่ง มีการถอดไม้แบบตามระยะเวลาที่เหมาะสมในแต่ละส่วน และที่ลืมไม่ได้คือการบ่มคอนกรีต เพื่อให้คอนกรีตแข็งแรงเต็มประสิทธิภาพ

โครงสร้างเหล็ก เหล็กที่นำมาทำเป็นโครงสร้างบ้านต้องเป็นเหล็กรูปพรรณ ซึ่งในอดีตต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศจึงทำให้ราคาสูง ปัจจุบันไทยเราผลิตเหล็กรูปพรรณได้เองมาสิบกว่าปีแล้ว เราจึงได้เห็นอาคารช่วงหลังๆ นี้สร้างด้วยโครงสร้างเหล็กกันมากขึ้น เหตุผลที่สนับสนุนการใช้โครงสร้างเหล็กนั่นก็คือ เหล็กรูปพรรณจะถูกผลิตจาก

โรงงานอุตสาหกรรมซึ่งมีการควบคุมมาตรฐานในการผลิต สามารถสั่งผลิตเตรียมชิ้นส่วนจากโรงงาน มาถึงหน้างานก็เชื่อมประกอบได้ทันที จึงใช้เวลาในการก่อสร้างน้อยกว่าโครงสร้าง ค.ส.ล. มาก ดังนั้นจึงลดต้นทุนเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกจากนี้ การออกแบบโครงสร้างที่รับน้ำหนักอาคารที่เท่ากัน โครงสร้างเหล็กจะมีขนาดเล็กและบางกว่าโครงสร้าง ค.ส.ล. จึงทำให้น้ำหนักโดยรวมเบากว่าด้วย และส่งผลให้ระบบฐานรากของอาคารมีขนาดเล็กกว่าและประหยัดกว่านั่นเอง แต่ที่เรายังไม่ค่อยพบการสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กก็น่าจะมีสาเหตุในเรื่องแรงงานที่มีความชำนาญในการก่อสร้างยังมีไม่มาก อีกทั้งด้วยคุณสมบัติของวัสดุเองที่ไม่สามารถทนไฟและการกัดกร่อนได้ จึงต้องทำการป้องกันโดยการห่อหุ้มด้วยวัสดุทนไฟ ทาสีกันสนิม และต้องคอยดูแลรักษาตรวจสอบโครงสร้างเหล็กโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในสิ่งเหล่านี้พอสมควร เมื่อเทียบราคาค่าก่อสร้างแล้วจึงอาจจะสูงกว่าโครงสร้าง ค.ส.ล. เล็กน้อย
อย่างไรก็ดี โครงสร้างเหล็กก็ยังน่าใช้ ถ้ามองในเรื่องของการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่ว่าจะรื้อแล้วนำไปประกอบที่อื่นใหม่ หรือจะขายก็ยังมีราคา และที่สำคัญคือสามารถนำกลับเข้ากระบวนการผลิตซ้ำได้อีก

งานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก
ที่มาภาพ: http://www.bloggang.com/
TIPS: การใช้ปูนซีเมนต์กับงานโครงสร้าง
ต้องแน่ใจว่าปูนซีเมนต์ที่ใช้หล่อเสาและคานเป็นปูนที่ใช้ทำโครงสร้างบ้าน คือ “ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์” ไม่ควรนำปูนสำหรับงานฉาบมาใช้กับงานโครงสร้างเป็นอันขาด เนื่องจากไม่สามารถรับน้ำหนักที่มากได้
การผูกเหล็ก ทาบเหล็กต้องถูกต้องและแข็งแรง
สิ่งที่เจ้าของบ้านทำได้คือ การตรวจเช็คกับวิศวกรหรือสถาปนิกที่คุมงานว่า บ้านที่กำลังสร้างอยู่นั้นมีการผูกเหล็กและเทคอนกรีตได้ตรงตามแบบ ได้มาตรฐานและระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่
เสาและคานต้องได้แนว
การได้แนวดิ่งของเสาและคานเป็นเรื่องสำคัญ ขั้นแรกอาจสังเกตด้วยสายตาก่อนว่าต้องไม่บิดเบี้ยว เอียง ขั้นต่อมาอาจต้องใช้ “ลูกดิ่ง” (เครื่องมือสำหรับงานช่างชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นตุ้มน้ำหนักที่มีปลายด้านหนึ่งแลมและปลายอีกด้านถูกยึดไว้ด้วยเชือก ใช้สำหรับหาแนวดิ่งที่ตั้งฉากกับพื้นโลกเพื่อเป็นเส้นอ้างอิงสำหรับงานก่อสร้าง) เพื่อความแม่นยำและเที่ยงตรง โดยค่าเบี่ยงเบนของเสานั้นไม่ควรเกิน 1 เซนติเมตร ต่อช่วงความยาวเสา 3-4 เมตร ถ้ามากกว่านี้ การรับน้ำหนักของเสาอาจได้น้อยกว่ากำหนด
อย่าลืมบ่มคอนกรีต
งานคอนกรีตเสริมเหล็กนั้น ช่วงที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษคือ ช่วงที่เสาและคานของบ้านได้หล่อคอนกรีตและแกะแบบออกมา ต้องมีกระบวนการ “บ่มคอนกรีต” โดยการทำพื้นผิวให้ชุ่มชื้น ด้วยการหากระสอบคลุมและรดน้ำให้ชุ่ม หรือใช้พลาสติกคลุมรอบเสาและคานคอนกรีต เพื่อไม่ให้ความชื้นในคอนกรีตระเหยเร็วเกินไปจนอาจเกิดการแตกร้าว (crack) คอนกรีตจะมีความแข็งแรงเต็มประสิทธิภาพ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.scgbuildingmaterials.com/th/LivingIdea/NewBuild
โดย saweang | ม.ค. 30, 2020 | ข่าวสาร, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ลังจากพบผู้ป่วยปอดอักเสบ จากไวรัสโคโรน่า เมื่อวันสิ้นปี 2562 จนถึงนาทีนี้ ยังพบการระบาดไม่หยุด และแนวโน้มรุนแรงขึ้น
มี 10 ข้อแนะนำจากองค์การอนามัยโลก และกรมควบคุมโรค ที่ทำได้ไม่ยุ่งยาก
1.ถ้ามีแผนไปประเทศที่โรคระบาดอยู่ ถ้าไม่จำเป็น ให้เลื่อนการเดินทางออกไปก่อน
2.หลีกเลี่ยงสัมผัสสัตว์ ตลาดค้าสัตว์ หรือสินค้าจากสัตว์ เพราะการพบผู้ติดเชื้อกลุ่มแรก มาจากสัตว์สู่คน ที่ตลาดค้าอาหารทะเล และค้าสัตว์ที่เมืองอู่ฮั่น
3.ไม่เอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่คนหนาแน่น
4.ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้มีอาการทางเดินหายใจ หรือมีอาการเป็นหวัด
5.หากกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง ถ้าเริ่ม มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง
6.โทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 เพื่อให้รถจากสถานพยาบาลมารับทันที
7.อยู่ห่างจากคนที่ไอหรือจาม 180 เซนติเมตร เพื่อให้พ้นจากรัศมีน้ำลาย และน้ำมูกที่จะกระจายออกมา
8.ล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ อย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลล้างมือหรือแอลกอฮอล์
9.กินร้อน ช้อนกลาง อาหารปรุงสุก พักผ่อนให้เพียงพอ
10.แม้จะเป็นข้อสุดท้าย แต่สำคัญมาก คือสวมหน้ากากอนามัยในที่ชุมชนคนหนาแน่นไว้ก่อน

ที่ต้องเน้นดูแลตัวเอง เพราะไวรัสโคโรน่า มีรุ่นพี่มา 2 รุ่นแล้วก่อนหน้านี้ จากข้อมูลของ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สรุปได้ว่า เมื่อปี 2545-2546 ไวรัสโคโรน่า “ซาร์” ที่ข้ามสปีชีส์จากค้างคาวผ่านชะมด มาติดถึงคน เริ่มระบาดจากประเทศจีน ไปทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 ราย เสียชีวิต 10%
มาในปี 2555-2557 ไวรัสโคโรน่า “เมอร์ส” ข้ามสปีชีส์จากค้างคาวผ่านอูฐมาติดถึงคน เริ่มจากผู้ป่วยในประเทศซาอุดีอาระเบีย มีผู้ติดเชื้อรวม 1,733 ราย เสียชีวิต 36%
รู้ที่มาที่ไปแล้วว่าไม่ธรรมดา และวิธีป้องกันตัวเอง โอกาสเสี่ยงก็ลดลง ส่วนใครมองว่าไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นแค่หวัด ก็ช่างเขา เพราะสุขภาพเป็นของเรา ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุดไว้ก่อน.
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1756203
โดย saweang | ม.ค. 28, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของหลังคาบ้านและประเภทของหลังคาบ้าน
บ้านเรือนไทยในสมัยโบราณ มีวิวัฒนาการของการใช้วัสดุที่นำมาสร้างหลังคาบ้าน เริ่มต้นกันตั้งแต่วัสดุธรรมชาติที่หาได้รอบๆตัวเช่นใบไม้ต่างๆ อาทิ หญ้าคา ใบตองตึง โดยนำมาจัดเรียงและมัดรวมกันเป็นผืนที่เรียกว่า ตับ โดย
การนำหญ้าคามาใช้นี่เอง จึงเป็นต้นกำเนิดคำเรียก “หลังคา” และวิวัฒนาการมาเป็นวัสดุที่มีความแข็งเช่น ไม้ เครื่องปั้นดินเผา ซีเมนต์ เป็นต้น (สมัยโบราณมีการนำเอาดินเหนียวมารีดเป็นแผ่นบางๆและนำไปเผาเกิดเป็นแผ่นดินเผาที่สามารถนำไปเป็นวัสดุมุงหลังคาได้ ในภาคเหนือเรียกว่าดินขอ เนื่องจากส่วนปลายจะพับเป็นรูปขอเกี่ยว 90 องศา
เพื่อให้เกี่ยวกับแปหลังคาบ้านได้ ซึ่งดินเผาจะดูดซึมน้ำได้เป็นอย่างดีทำให้เกิดความเย็นกับตัวบ้าน แต่ความชื้นก็อาจจะทำให้อายุการใช้งานของแผ่นดินเผาลดน้อยลง สมัยโบราณจึงต้องมีการปูทับหลายๆชั้นเพื่อป้องกันความเสียหาย และหลังคาก็ได้วิวัฒนาการมาสู่ปัจจุบันซึ่งมีการพัฒนาด้านความคงทนมากขึ้น เช่นหลังคาซีเมนต์ หลังคาใยหิน หลังคาสังกะสี เป็นต้น
“หลังคา” จึงเป็นส่วนประกอบหนึ่งของอาคารที่มีความสำคัญมาก ทั้งในเรื่องของการป้องกันความร้อน ฝน ลม และความหนาวเย็น รวมทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้อาคารได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นในปัจจุบันโครงสร้างและวัสดุที่นำมาทำเป็นหลังคามักจะให้ความสำคัญในเรื่องของความคงทนถาวร ทนทานต่อสภาพอากาศภายนอก และเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี เพื่อป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน
สำหรับรูปแบบของหลังคาที่นิยมออกแบบสำหรับบ้านในปัจจุบัน ได้แก่ หลังคาเพิงหมาแหงน หลังคาจั่ว หลังคาปั้นหยา หลังคาพื้นคอนกรีตเรียบ รวมถึงหลังคาในรูปแบบอิสระ เป็นต้น การพิจารณาว่าจะเลือกใช้หลังคาแบบใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งรูปแบบของอาคารด้วยเช่นกัน
รูปแบบของหลังคาบ้านที่ใช้กันโดยส่วนมากในปัจจุบัน
หลังคาบ้านทรงเพิงแหงนหรือหลังคาแหงน
1. หลังคาเพิงหมาแหงน หรือเพิงแหงนตามชื่อเป็นทรงหลังคาที่เน้นการสร้างที่ง่ายๆ นิยมสร้างสำหรับเพิงพักชั่วคราวในสวนในไร่ เป็นหลังคาที่มีลักษณะแบนราบแต่ลาดเอียงโดยยกด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง และมีเชิงชายรอบตัวบ้าน
โดยอาจจะออกแบบให้ด้านหน้ามีเชิงชายยื่นออกมามากกว่าด้านอื่นๆเล็กน้อยเพื่อให้บังแดดด้านหน้าบ้านได้ดี และการทำลาดเอียงจะช่วยระบายน้ำฝนได้เป็นอย่างดี โดยทั่วไปเราอาจจะพบเห็นหลังคาเพิงหมาแหงนในบ้านที่มีรูปทรงแบบสมัยใหม่ (Modern) และ อาจะมีการเพิ่มลูกเล่นในการทำหลังคาแบบ ซ้อนกันหรือทำแบบสองแผ่นเอียงไปคนละด้านก็ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มลูกเล่นและความสวยงามให้แก่ตัวบ้าน

2. หลังคาบ้านทรงจั่ว (Gable Roof)
หลังคาบ้านแบบจั่ว ผืนหลังคาจะมีความลาดเอียงสองด้านชนกันที่ปลายสูงสุดของหลังคา สันสูงอยู่ตรงกลาง(ที่เรียกว่าดั้งหลังคา) เป็นหลังคาบ้านที่นิยมใช้กันทั่วไป เหมาะกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของบ้านเรา เพราะจะมีมวลอากาศอยู่ใต้หลังคามาก
จึงเป็นเหมือนฉนวนกันความร้อนได้อย่างดี หากเจาะช่องระบายอากาศที่หน้าจั่วทั้งสองด้านก็จะช่วยระบายอากาศร้อนออกไปได้ดียิ่งขึ้น ก่อสร้างก็ง่าย กันแดดกันฝนได้ดีอีกทั้งยังเป็นรูปแบบทรงหลังคาที่ใช้กันมากในบ้านเรือนไทยสมัยโบราณ
ซึ่งในสมัยก่อนอาจจะมีการออกแบบให้ดั้งของหลังคาที่ความสูง เพื่อเพิ่มมุมลาดเอียงให้แก่หลังคาบ้าน ซึ่งจะช่วยทำให้น้ำฝนไหลลงได้อย่างสะดวก ลดการแตกหักของวัสดุมุงหลังคา จากลม ฝน ลูกเห็บ หรือกิ่งไม้ต่างๆ

3. หลังคาบ้านทรงปั้นหยา (Hip Roof)
หลังคารูปแบบนี้มีด้านลาดเอียงสี่ด้านขึ้นไปชนกันคล้ายๆปิรามิด ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยรับอิทธิพลมาจากชาวตะวันตก ในสมัยรัชการที่ 5 -6 สามารถกันแดดกันฝนได้ทุกด้าน สวยงาม ทนต่อการปะทะของแรงลมได้ดี
แต่ไม่มีหน้าจั่วเพื่อระบายอากาศร้อน จึงอาจจะต้องระบายทางพื้นชายคาแทน แต่ก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเนื่องจากอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสู่ที่สูง ดังนั้นการก่อสร้างบ้านโดยการใช้หลังคาปั้นหยาอาจจะต้องใช้วัสดุกันความร้อนอย่างอื่นเข้าช่วยเช่น แผ่นสะท้อนความร้อน หรือฉนวนกันความร้อน

4. หลังคากึ่งปั้นหยากึ่งจั่ว
เป็นหลังคาที่ประยุกต์นำจุดเด่นของหลังคาปั้นหยาซึ่งมีความแข็งแรง สามารถรับแรงปะทะจากลม แดด ฝน ได้ทุกด้านของบ้าน มีลักษณะเหมือนทรงปั้นหยาแต่ส่วนบนจะมีปลายจั่ว รวมกับจุดเด่นของหลังคาจั่วในเรื่องการระบายความร้อนออกมาจากหน้าจั่วได้ดี เนื่องจากมีช่องอากาศที่หน้าจั่วซึ่งลมสามารถพัดเข้าไปไล่อากาศร้อน รวมถึงอากาศร้อนก็จะลอยตัวออกมาจากหน้าจั่วนี้ได้
ซึ่งลักษณะของหลังคาดังกล่าวพบเห็นมากในบ้านเรือนทรงไทยล้านนาในภาคเหนือ และยังคงถูกนำมาใช้กันมากในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะมีข้อดีมากแล้วยังมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์อีกด้วย

5. หลังคาเรียบ (Flat Slab Roof) ส่วนมากเป็นหลังคาคอนกรีต มีลักษณะแบนราบเป็นระนาบเดียวกับพื้น แต่ต้องมีความลาดเอียงเล็กน้อยเทไปยังช่องที่เจาะเพื่อระบายน้ำฝนออกไป หรือเทไปยังท่อระบายบนหลังคา (Roof Drain)
นิยมใช้สร้างเป็นหลังคาอาคารประเภทตึกแถว คอนโด และบ้านในรูปแบบสมัยใหม่ในรูปทรงเรขาคณิต (สไตล์โมเดิร์น) พื้นหลังคาสามารถจัดเป็นพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเต็มที่ เช่น วางถังเก็บน้ำ ตากผ้า นั่งเล่น และจัดสวน แต่เนื่องจากหลังคาประเภทนี้ดูดซับความร้อนและรับน้ำฝนโดยตรง จึงต้องมีการป้องกันการรั่วซึมที่ดี เช่น การผสมสารกันรั่วซึมในคอนกรีตระหว่างที่เทหลังคา เมื่อคอนกรีตแห้งแล้วให้ทาผลิตภัณฑ์กันรั่วกันซึมทับอีกครั้ง

สรุปข้อดีข้อเสียของหลังคาแต่ละประเภท
| ประเภทหลังคา |
ข้อดี จุดเด่น |
ข้อเสีย จุดด้อย |
| หลังคาทรงเพิงแหงน |
สร้างง่าย ประหยัดงบประมาณ |
ป้องกัน แดด ลม ฝน ได้เฉพาะด้านหน้า |
| หลังคาทรงจั่ว |
สร้างง่าย ระบายความร้อนได้ดี |
ไม่สามารถป้องกัน แดด ลม ฝนด้านหน้าจั่วได้ |
| หลังคาทรงปั้นหยา |
สร้างง่าย ทนทานป้องกันแดดฝนได้ดี |
ไม่สามารถระบายความร้อนจากหลังคาได้ |
| หลังคาทรงเรียบ |
สร้างง่าย งบน้อย ใช้พื้นที่หลังคาได้ |
ระบายน้ำไม่ดี มีความร้อนสูง |
| หลังคากึ่งจั่วกึ่งปั้นหยา |
ป้องกันแดด ลมฝนได้ทุกด้าน และสามารถระบายความร้อนจากหลังคาได้ดี |
สร้างยาก มีราคาสูงกว่าแบบอื่น |
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.thaihomeplan.com
โดย saweang | ม.ค. 27, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สำหรับมือใหม่ที่กำลังจะสร้างบ้านหรือคนที่อยากปรับปรุงบ้านที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น คำแนะนำเริ่มต้นก็คงไม่พ้นที่ “หลังคา” ที่เป็นเหมือนมงกุฏของบ้าน เพราะนอกจากจะทำให้บ้านดูใหม่และสวยแบบมีสไตล์แล้ว หลังคาที่ดีจะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนให้คนอยู่ในบ้านรู้สึกเย็นสบายขึ้น ทำให้ประหยัดเรื่องการใช้เครื่องปรับอากาศ และยังช่วยกันลมฝน ป้องกันความหนาว ที่สำคัญหลังคาคือส่วนที่อยู่สูงสุดของตัวบ้าน ถ้าไม่ทำอย่างพิถีพิถันและใส่ใจ หากเกิดปัญหาชำรุดหรือรั่วซึมจะแก้ไขได้ยาก อีกทั้งยังจะส่งผลลุกลามต่อเนื่องถึงส่วนอื่นในบ้าน

เลือกหลังคาบ้าน เลือกอย่างไร เลือกแบบไหนดี
หลังคามีหลากรูปแบบและหลายประเภทให้เลือกใช้ นอกเหนือจากจะเลือกให้ตรงตามความชอบ เหมาะกับดีไซน์ของบ้าน แนะนำให้เลือกที่มีความทนทานเพื่อจะได้ไม่ต้องปวดหัวกับการรื้อหลังคาออกแก้ไขใหม่ เพราะบอกได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องสนุก!
หนึ่งในตัวเลือกของหลังคาที่น่าสนใจคือ “เมทัลชีท” เนื่องจากมีความทนทาน ราคาไม่สูงมาก ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบา มีรูปแบบ และสีสันให้เลือกหลากหลาย หากแต่เวลาเลือกซื้อ เมทัลชีท ก็จะต้องเลือกซื้อสินค้าที่มีมาตรฐาน มีการรับประกัน และมาตรฐานมอก. เพื่อคุณจะได้มั่นใจอย่างเต็มร้อย ว่าหลังคาจะอยู่ปกป้องครอบครัวคุณได้ยาวนาน อย่าง BlueScope Zacs® ที่ถือเป็นเจ้าเดียวของไทยที่ได้รับ มอก. ถึง 2 ใบ (มอก. 2228-2559 และ มอก. 2753-2559) พร้อมมีการรับประกันสินค้าไม่ผุกร่อนถึง 12 ปี

และนี่คือ 5 เทคนิคที่คนคิดจะใช้หลังคาเมทัลชีทควรรู้ไว้ กับเคล็ดลับการเลือกหลังคาให้เหมาะกับบ้าน
- เริ่มต้นจากการเลือกรูปแบบลอนให้เหมาะกับความลาดชัน (Slope) ของหลังคาบ้าน เรื่องนี้มีความสำคัญมาก ผู้ผลิตแต่ละที่จะมีข้อกำหนด ความลาดชัน (Slope) ของแต่ละลอนว่าควรใช้กับ ความลาดชัน (Slope) เท่าไหร่ ถ้าเลือกผิดก็อาจจะรั่วได้เพราะ ระบายน้ำไม่ทัน
- จากนั้นเลือกความหนา และลักษณะของลอนให้เข้ากับความห่างของระยะแป โดยถ้าระยะแปมีความห่างมาก ควรเลือกใช้ความหนาที่มากขึ้น
- เลือกเกรดของเหล็ก ซึ่งโดยปกติจะมีสองแบบ เกรดนิ่ม และ เกรดแข็ง ซึ่งก็เหมาะกับลักษณะงานที่แตกต่างกันคือ เหล็กเกรดนิ่มจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า จึงเหมาะกับงานที่ต้องการขึ้นรูปลอนให้มีลักษณะโค้งมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการแตกหัก ขณะที่เหล็กเกรดแข็ง จะมีความแข็งแรงสูงจึงเหมาะสำหรับงานรูปลอนทั่วไป
- เลือกปริมาณมวลสารเคลือบ ซึ่งตรวจสอบได้จากตัวเลขที่ระบุหลังค่า AZ เพราะปริมาณมวลสารเคลือบมีความสำคัญมาก เนื่องจากส่งผลโดยตรงกับอายุการใช้งานของหลังคาเหล็ก ยิ่งมีปริมาณสารเคลือบมาก อายุการใช้งานก็ยิ่งนาน อย่างหลังคาเมทัลชีท BlueScope Zacs ที่มีมวลสารเคลือบสูงสุดถึง AZ150 พร้อมการรับประกันไม่ผุกร่อนยาวนานถึง 12 ปี
- ดูที่มาตรฐาน มอก. ว่ามีเป็น เมทัลชีทที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน อย่างหลังคาเมทัลชีท BlueScope Zacs หลังคาที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล สามารถตรวจสอบได้

สรุป 5 ข้อดีการใช้วัสดุมุงหลังคาแบบ “เมทัลชีท”
- น้ำหนักเบา จึงสามารถประหยัดในเรื่องของโครงสร้างของหลังคาได้ หมายรวมถึงการประหยัดค่าก่อสร้างโดยรวมด้วย
- สามารถทำการติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว
- สามารถรีดแผ่นยาวต่อเนื่องได้ทำให้เกิดการรั่วซึมที่น้อยกว่าหลังคากระเบื้อง จึงสามารถออกแบบหลังคาที่มีความลาดเอียงต่ำได้
- มีสีสัน และรูปแบบของรูปลอนให้เลือกได้หลากหลาย ทำให้สามารถใช้ได้กับบ้านในทุกรูปแบบ และตรงใจเจ้าของบ้านได้มากที่สุด
- สามารถติดแผ่นฉนวนกันความร้อนเพิ่มได้ ทำให้หลังคาบ้านไม่เก็บความร้อน ส่งผลให้บ้านเย็นขึ้น
หลังคาที่มั่นคง นอกจากจะทำให้คนอยู่อาศัยอุ่นใจ ยังเป็นอีกหนึ่งปราการด่านสำคัญในการเป็นตัวกำหนดความแข็งแรง และความทนทานของบ้าน ดังนั้นเลือกให้ดี ลงทุนให้คุ้มก็จะทำให้บ้านอยู่กับคุณด้วยความสวยงามไปอีกนานมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลhttps://www.sanook.com/home/19889/