google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
พาณิชย์เคาะเรียกเก็บเอดีเหล็กรีดร้อนฯจีน-มาเลเซีย พร้อมหลอดท่อเหล็กจากจีน-เกาหลีใต้ 5 ปี

พาณิชย์เคาะเรียกเก็บเอดีเหล็กรีดร้อนฯจีน-มาเลเซีย พร้อมหลอดท่อเหล็กจากจีน-เกาหลีใต้ 5 ปี

พาณิชย์เคาะเรียกเก็บเอดีเหล็กรีดร้อนฯจีน-มาเลเซีย พร้อมหลอดท่อเหล็กจากจีน-เกาหลีใต้ 5 ปี

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2560

ได้มีการประชุมคณะกรรมการ ทตอ. ซึ่งมีมติให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) สินค้าแผ่นรีดร้อนชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน ที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และมาเลเซียต่อไป เป็นระยะเวลา 5 ปี ในอัตราเดิม ร้อยละ 30.91 ของราคา ซี ไอ เอฟ สำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน และร้อยละ 23.57 – 42.51 ของราคา ซี ไอ เอฟ สำหรับประเทศมาเลเซีย

พร้อมทั้งให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าหลอดและท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า ที่มีแหล่งกำเนิดสาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐเกาหลี เป็นระยะเวลา 5 ปี ในอัตราร้อยละ 3.22 – 66.01 ของราคา ซี ไอ เอฟ สำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน และอัตราร้อยละ 3.49 – 53.88 ของราคา ซี ไอ เอฟ สำหรับสาธารณรัฐเกาหลี

นอกจากนี้ยังมีมติต่อร่างผลชั้นที่สุดกรณีการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนล้างกรดและเคลือบน้ำมันชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน ที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐเกาหลี ให้ยุติการไต่สวนฯ เนื่องจากในช่วงระยะเวลาการไต่สวน สินค้าดังกล่าวมีการทุ่มตลาด แต่มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างสำคัญที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน ซึ่งจะได้มีการดำเนินการจัดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ต่อไป

การพิจารณาใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าจากประเทศต่างๆ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการไต่สวนอย่างเข้มงวดตามกฎระเบียบ และพิจารณาข้อมูลหลักฐานที่ได้รับจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก
Cr : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ศุลกากรเข้มเลี่ยงภาษีเหล็ก

ศุลกากรเข้มเลี่ยงภาษีเหล็ก

ศุลกากรเข้มเลี่ยงภาษีเหล็ก

แหล่งข่าวจากกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเตรียมออกประกาศ ซึ่งจะเป็นระเบียบควบคุมการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้า ครอบคลุมตั้งแต่การสำแดงข้อมูลนำเข้า การยื่นเอกสารตรวจปล่อย และการชักตัวอย่างสินค้าเพื่อตรวจสอบครอบคลุมสินค้าเหล็กและเหล็กกล้าที่นำเข้ามาเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บน เขตปลอดอากรด้วย เพื่อให้กรมศุลกากรมีมาตรฐานในการตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าได้

เนื่องจากสินค้านำเข้าเหล็กและเหล็กกล้ามีความอ่อนไหวการเสียภาษีไม่ถูกต้อง โดยการสำแดงผิดจากความเป็นจริงทั้งชนิดของเหล็ก และปริมาณนำเข้าของเหล็กที่แท้จริงขณะที่การสำแดงนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้า ผู้นำเข้าต้องสำแดงขนาดของเหล็กที่ชัดเจน มาตรฐานคุณภาพของเหล็ก รูปทรง สภาพผิวของเหล็ก โรงงานที่ผลิต กรณีที่สืบสวนปราบปรามของกรมศุลกากรสงสัยข้อมูลการนำเข้าสามารถเรียกข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้นำเข้าได้

ซึ่งหากผู้นำเข้าไม่สามารถดำเนินการให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ แต่ต้องการสินค้าออก จะต้องวางประกันภาษีทุกประเภทในอัตราสูงสุดแหล่งข่าวระบุว่า คาดว่าระเบียบการควบคุมการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าจะมีผลบังคับใช้ในไม่ช้านี้ เพราะอยู่ระหว่างถามความเห็นกับผู้ประกอบการนำเข้าเพื่อปรับปรุงประกาศดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กลุ่มสินค้าที่กรมศุลกากรจะตรวจสอบการนำเข้าพิเศษได้แก่ กลุ่มเหล็ก รถยนต์ เครื่องจักร สินค้าไอที และสินค้าผลิตภัณฑ์พลาสติก ซึ่งถือเป็นสินค้าที่มีการเสียภาษีไม่ถูกต้องจำนวนมาก
นอกจากนี้ กรมศุลกากรได้ตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อรวบรวมข้อมูลผู้นำเข้าที่อยู่ในข่ายเลี่ยงภาษี และส่งไปให้ด่านต่างๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือคลองเตย ด่านขนถ่ายสินค้าลาดกระบัง และสนามบินสุวรรณภูมิ  ทำการตรวจสอบเป็นพิเศษ ซึ่งด่านดังกล่าวมีการนำเข้าสินค้า 92% ของการนำเข้าทั้งหมด

ทั้งนี้ ปีงบประมาณ2560 ตั้งเป้าเก็บภาษี 1.05 แสนล้านบาท โดยเพิ่มประสิทธ์ภาพอุดช่องรั่วไหลจาการเก็บภาษี 3 ด้าน ได้แก่ การนำเข้าสินค้าและสำแดงต่ำกว่าราคาเป็นจริง การนำเข้าเป็นเท็จ และการนำเข้าน้ำหนักเกินเลยแจ้งต่ำกว่าความเป็นจริง
Cr : โพสต์ทูเดย์

ยอดการผลิตเหล็กดิบของโลกเดือนมิถุนายนขยายตัว 3.2%

ยอดการผลิตเหล็กดิบของโลกเดือนมิถุนายนขยายตัว 3.2%

ยอดการผลิตเหล็กดิบของโลกเดือนมิถุนายนขยายตัว 3.2%

World Steel Association หรือ สมาคมเหล็กโลก เปิดเผย ยอดการผลิตเหล็กดิบของโลกเดือนมิถุนายน 2017 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 141.0 ล้านตัน

ยอดการผลิตเหล็กดิบสะสมหกเดือนแรกปีนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 836 ล้านตัน หรือขยายตัวประมาณเพิ่มขึ้น 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ยอดการผลิตเหล็กดิบของภูมิภาคเอเชียอยู่ที่ 576.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.8% ในช่วงครึ่งแรกปีนี้ ส่วนยอดการผลิตเหล็กดิบของยุโรปอยู่ที่ 86.1 ล้านตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ยอดการผลิตเหล็กดิบของภูมิภาคอเมริกาเหนือในช่วงครึ่งแรกปีนี้อยู่ที่ 57.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ยอดการผลิตเหล็กดิบของ CIS อยู่ที่ 49.7 ล้านตัน ลดลง -2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ยอดการผลิตเหล็กดิบของจีนเดือนมิถุนายน 2017 อยู่ที่ 73.2 ล้านตัน ขยายตัว 5.7% เมื่อเทียบเดือนมิถุนายนปีก่อน ส่วนยอดการผลิตเหล็กดิบของประเทศญี่ปุ่นอยู่ที่ 8.4 ล้านตัน หดตัว -4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้ยอดการผลิตเหล็กดิบอยู่ที่ 5.9 ล้านตันในเดือนมิถุนายน 2017 เพิ่มขึ้น 7.7% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่ผ่านมา

ในภูมิภาคยุโรป ยอดการผลิตเหล็กดิบของประเทศเยอรมันอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน ในเดือนมิถุนายน 2017 หดตัว -1.7% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ยอดผลิตเหล็กดิบของอิตาลีอยู่ที่ 2.1 ล้านตัน หดตัว 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดการผลิตเหล็กดิบของฝรั่งเศสอยู่ที่ 1.3 ล้านตัน เพิ่มขั้น 1.3% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ยอดการผลิตเหล็กดิบของสเปนอยู่ที่ 1.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ยอดการผลิตเหล็กดิบของประเทศตุรกีเดือนมิถุนายนปี 2017 อยู่ที่ 3.0 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7.1% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนปี 2016

ยอดการผลิตเหล็กดิบของสหรัฐฯ อยู่ที่ 6.7 ล้านตัน ในเดือนมิถุนายนปี 2017 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนประมาณ -1.7%

ยอดผลิตเหล็กดิบของบราซิลเดือนมิถุนายน 2017 อยู่ที่ 2.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กดิบทั่วโลกเดือนมิถุนายน 2017 อยู่ที่ 73.0% เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมาประมาณ 1.4 จุด และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อน 1.3 จุด
Cr : World Steel Association[:]

จีนเผยผลิตเหล็กกล้าสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายน

จีนเผยผลิตเหล็กกล้าสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายน

จีนเผยผลิตเหล็กกล้าสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายน

NBS เผย ผลผลิตเหล็กกล้าแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิ.ย. โดยสูงกว่าระดับ 73 ล้านตัน การผลิตเหล็กกล้าที่พุ่งขึ้นดังกล่าว สร้างความวิตกเกี่ยวกับภาวะเหล็กล้นตลาด

สำนักสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผย ตัวเลขยอดการผลิตเหล็กดิบของจีนเดือนมิถุนายน 2017 เพิ่มขึ้น 5.7% y-o-y อยู่ที่ 73.23 ล้านตัน ส่วนยอดการผลิต pig iron และสินค้าเหล็กสำเร็จรูปอยู่ที่ 61.68 ล้านตัน และ 97.57 ล้านตัน ตามลำดับ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 2.2% และ 0.7% ตามลำดับ

ยอดการผลิตเหล็กดิบเฉลี่ยรายวันเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 2.441 ล้านตันต่อวัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า 4.7% ส่วนยอดการผลิต pig iron และ สินค้าเหล็กสำเร็จรูปเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 2.056 ล้านตัน และ 3.2523 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า 3.2% และ 5.3% ตามลำดับ

ยอดการผลิตเหล็กดิบสะสมครึ่งแรกปีนี้อยู่ที่ 419.75 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 4.6% ส่วนยอดการผลิต pig iron และ สินค้าเหล็กสำเร็จรูปสะสมหกเดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 362.56 ล้านตัน และ 551.55 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.4% และ 1.1% ตามลำดับ

สำหรับยอดการบริโภคเหล็กดิบของจีนเดือนมิถุนายน 2017 อยู่ที่ 67.22 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.34 ล้านตัน หรือ 14.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดการบริโภคสินค้าเหล็กสำเร็จรูปอยู่ที่ 91.89 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.8 ล้านตัน หรือ 5.5%

ยอดการบริโภคเหล็กดิบสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2017 อยู่ที่ 376.29 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 35.39 ล้านตันหรือ 10.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดการผลิตสินค้าเหล็กสำเร็จรูปอยู่ที่ 510.56 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21.93 ล้านตัน หรือ 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

การเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวมีขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งกับสหรัฐ ซึ่งกล่าวหาจีนว่าได้ทำการทุ่มตลาดด้วยเหล็กที่มีราคาต่ำ

แปลและเรียบเรียงโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย
Cr : steelhome

นักเศรษฐศาสตร์เตือน ทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กอาจส่งผลกระทบเศรษฐกิจประเทศ

นักเศรษฐศาสตร์เตือน ทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กอาจส่งผลกระทบเศรษฐกิจประเทศ

นักเศรษฐศาสตร์เตือน ทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กอาจส่งผลกระทบเศรษฐกิจประเทศ

บรรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่เคยดำรงตำแหน่งอดีตคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว (CEA) ได้ออกมาเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติแผนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็ก

นักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีจากพรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 2 พรรคของสหรัฐ ได้ส่งหนังสือถึงทำเนียบขาวโดยระบุว่า “การรายงานของสื่อชี้ชัดว่า ท่านกำลังพิจารณาเรื่องการใช้อำนาจตามมาตรา 232 ของตัวบทกฎหมาย ‘Trade Expansion Act of 1962’ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก เพราะเชื่อว่ามันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งเราต้องการเรียกร้องให้ท่านยุติการดำเนินการเช่นนั้น”

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า สหรัฐมีภาษีตอบโต้และต่อต้านการทุ่มตลาดอยู่แล้วกว่า 150 รายการที่นำมาใช้กับการนำเข้าเหล็กกล้า และเตือนว่าการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและประเทศพันธมิตรรายใหญ่ๆ ที่เป็นแหล่งนำเข้าเหล็กกล้าของประเทศ

คณะนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า “ทางการแคนาดา อังกฤษ สหภาพยุโรป เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ต่างก็ออกมาแสดงความวิตกกังวลถึงเรื่องดังกล่าว” พร้อมเสริมว่า การปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กจะเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

นอกจากนี้ ในจดหมายดังกล่าวยังให้เหตุผลว่า “การกำหนดภาษีใหม่จะส่งผลให้ต้นทุนของกลุ่มผู้ผลิตปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะบีบให้ผู้ผลิตเหล่านี้ต้องลดการจ้างงาน และเพิ่มราคาสินค้าที่ขายให้กับผู้บริโภค”

คณะนักเศรษฐศาสตร์สรุปว่า “เราขอเรียกร้องให้ท่านหลีกเลี่ยงนโยบายที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและทางการทูต และขอให้ท่านพิจารณาถึงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติเป็นหลัก”

ทั้งนี้ ผู้ที่ลงนามในจดหมายฉบับดังกล่าวรวมถึง นายเบน เบอร์นันเก้ อดีตประธานเฟด ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธาน CEA ในรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช, นายมาร์ติน ฟิลด์สเตน อดีตประธาน CEA สมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน และนายเจสัน เฟอร์แมน ที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งให้คณะทำงานสอบสวนการนำเข้าเหล็กกล้าจากต่างประเทศ ภายใต้มาตรา 232 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวดูเหมือนจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการค้าเพื่อจำกัดการนำเข้าเหล็กกล้าจากต่างประเทศ ตามเหตุผลที่ว่าเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ

ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าของสหรัฐก็ได้ออกมาเตือนว่า การดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการผลิตของสหรัฐ

Cr : RYT 9

สมอ. แก้ไขมาตรฐานเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนและเย็น มีผลบังคับใช้ 27 พฤศจิกายนนี้

สมอ. แก้ไขมาตรฐานเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนและเย็น มีผลบังคับใช้ 27 พฤศจิกายนนี้

สมอ. แก้ไขมาตรฐานเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนและเย็น มีผลบังคับใช้ 27 พฤศจิกายนนี้

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แก้ไขมาตรฐานเหล็ก 2 มาตรฐาน เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป และเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิต และการใช้งานในปัจจุบัน หลังเวียนร่างมาตรฐานขอรับข้อคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วตราพระราชกฤษฎีกา มีผลใช้บังคับ 27 พฤศจิกายน 2560 นี้

นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล เลขาธิการ สมอ. เปิดเผยว่า เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป ประกาศใช้ครั้งแรกเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อน แผ่นม้วน แผ่นแถบ แผ่นหนา และแผ่นบาง สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป มาตรฐานเลขที่ มอก.1479-2541 และเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป ประกาศใช้ครั้งแรกเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าคาร์บอนรีดเย็น แผ่นม้วน แผ่นแถบ และแผ่นตัด สำหรับงานทั่วไปและงานขึ้นรูป มาตรฐานเลขที่ มอก. 2012-2543

โดยมาตรฐานทั้ง 2 เรื่อง เป็นมาตรฐานบังคับ ต่อมา สมอ. ได้แก้ไขปรับปรุงมาตรฐานให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิตและความก้าวหน้าทางวิชาการ ตลอดจนการใช้งานในปัจจุบัน เมื่อนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) พิจารณาแล้ว กมอ. มีมติเห็นชอบและให้ สมอ. ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ซึ่ง สมอ. ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 18 แห่ง พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป และผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป

เมื่อมาตรฐานใหม่ทั้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป มอก. 1479-2558 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป มอก. 2012-2558 มีผลบังคับให้ใบอนุญาตทำหรือนำเข้าตาม มอก. 1479-2541 และ มอก. 2012-2543 จะสิ้นอายุ และผู้ทำ ผู้นำเข้า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องขอรับใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตให้ทำตาม มอก. 1479-2541 จำนวน 35 ราย อนุญาตให้นำเข้า จำนวน 125 ราย และมีผู้ได้รับอนุญาตให้ทำตาม มอก. 2012-2543 จำนวน 28 ราย อนุญาตให้นำเข้า จำนวน 153 ราย ดังนั้น หากผู้ประกอบการต้องการรักษาสิทธิ์ในการผ่อนผันเพื่อประกอบกิจการตามใบอนุญาตเดิม จะต้องยื่นคำขอกับ สมอ. ก่อนวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 เท่านั้น ซึ่งสามารถผ่อนผันให้ดำเนินการตามใบอนุญาตเดิมได้ไม่เกิน 1 ปี

เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สมอ. ได้ตรวจติดตามผู้ทำ ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญด้านการตรวจสอบและกำกับติดตามการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ สมอ. และเป็นมาตรการหนึ่งของกระทรวงอุตสาหกรรมในการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และปกป้องผู้ประกอบการที่ดีที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมทั้งสร้างความเข้าใจในการจำหน่ายสินค้าที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานแก่ผู้จำหน่ายในท้องตลาด จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อ และอย่าได้หลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เมื่อใช้แล้วอาจเกิดอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นได้
Cr: RYT 9

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า