google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
การส่งออกเหล็กตุรกีขยายตัวได้ดีด้วยแรงหนุนจากอุปสงค์เหล็กในตลาดยูโรโซนและเอเชีย

การส่งออกเหล็กตุรกีขยายตัวได้ดีด้วยแรงหนุนจากอุปสงค์เหล็กในตลาดยูโรโซนและเอเชีย

การส่งออกเหล็กตุรกีขยายตัวได้ดีด้วยแรงหนุนจากอุปสงค์เหล็กในตลาดยูโรโซนและเอเชีย

ยอดการส่งออกเหล็กของประเทศตุรกีพุ่งสูงถึง 21.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 8.3 ล้านตัน ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2017 เป็นผลมาจากอุปสงค์เหล็กที่เพิ่มมากขึ้นในสหภาพยุโรปและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากข้อมูลล่าสุดการส่งออกเหล็กของตุรกีทำให้รายได้ของผู้ผลิตเหล็กในประเทศตุรกีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถึง 21.3% อยู่ที่ 4.9 ล้านบาท

ในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ ยอดการส่งออกเหล็กจากประเทศตุรกีไปยังสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ EU กลายมาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของตุรกีในช่วงเวลานี้ โดยเพิ่มขึ้น 109% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 2.5 ล้านตัน ในขณะที่การส่งออกไปยังตะวันออกกลางซึ่งเคยเป็นตลาดส่งออกหลักของตุรกีมียอดการส่งออกเหล็กลดลงไปอยู่ที่ 1.8 ล้านตัน

การส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กของตุรกีไปยังอเมริกาเหนือในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 1.3 ล้านตัน

ขณะที่การส่งออกเหล็กไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 697,000 ตัน นอกจากนี้ตุรกียังส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กจำนวน 638,000 ตันไปยังประเทศแอฟริกาเหนือในช่วงนี้ ส่วนการส่งออกเหล็กไปยังประเทศสเปน สิงคโปร์ ฮ่องกง อิตาลี และสหราชอาณาจักร ตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคมปีนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยอดการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กของประเทศตุรกีเพิ่มขึ้น 16.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1.5 ล้านตัน รายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 29.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 966 ล้านตัน

การส่งออกเหล็กของตุรกีขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นผลมาจากการที่ตุรกีได้มองหาตลาดส่งออกอื่นๆ เพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดหลักอย่างตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือนั้นมีปัญหามากมาย ส่งผลให้ยอดการส่งออกไปยัง EU เพิ่มขึ้นถึง 109% และการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 626% ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้

Cr: แปลและเรียบเรียงโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย

อุตสาหกรรมเหล็กจีน สหรัฐฯ รัสเซีย และอินเดีย ส่งสัญญาณฟื้นตัวในปีนี้

อุตสาหกรรมเหล็กจีน สหรัฐฯ รัสเซีย และอินเดีย ส่งสัญญาณฟื้นตัวในปีนี้

อุตสาหกรรมเหล็กโลกเริ่มส่งสัญญานฟื้นตัวดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นในช่วงต้นปี 2017

ยอดการผลิตเหล็กดิบในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ยอดการผลิตเหล็กดิบสะสมอยู่ที่ 550.8 ล้านตัน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดการผลิตเหล็กดิบของจีน สหรัฐฯ เยอรมัน และอินเดีย ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงสี่เดือนแรกปีนี้

การใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นไปที่ 73.6% ในเดือนเมษายนปี พ.ศ. 2560 จากที่ลดลงเหลือเพียง 64.9% ในเดือนธันวาคม 2015

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI เดือนพฤษภาคม 2017 ในประเทศหลักๆ ถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยคำสั่งซื้อสินค้าที่เกิดขึ้นจริงดีกว่าผลที่ได้จากการสำรวจ

อัตราการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่งสัญญานเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมเหล็ก โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตในจีนขยายตัว 6.5% สหรัฐอเมริกาขยายตัว 2.2% เยอรมันขยายตัว 1.8% และรัสเซียขยายตัว 2.4% ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีที่มีการใช้จ่ายในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น การเปลี่ยนสะพานเก่าและโครงสร้างเก่าอื่นๆ การสร้างถนน และทางรถไฟใหม่ๆ การตั้งเมืองใหม่ในจีน ท่าเรือใหม่ ท่อส่งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะส่งผลทำให้ความต้องการใช้เหล็กเพิ่มขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งมีสัดส่วนการบริโภคประมาณ 25% ก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวลดลง รายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น การคมนาคมขนส่งที่สะดวก และราคาสินค้าที่สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

ราคาวัตถุดิบมีความผันผวนน้อยลง เนื่องจากราคาสินแร่เหล็กและถ่านโค้กปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ โดยราคาสินแร่เหล็กและถ่านโค้กเฉลี่ยอยู่ที่ $55-60 ต่อตัน CFR China และ $150-155 ต่อตัน FOB Australia ตามลำดับ คาดว่าราคาวัตถุดิบจะลดลงอีกในไม่กี่เดือนข้างหน้าเนื่องจากความต้องการเหล็กของประเทศจีนมีแนวโน้มลดลง

ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทผู้ผลิตเหล็กชั้นนำของโลก เช่น ArcelorMittal, Baosteel, Posco, Nippon and Mitsubishi และ Severstal ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวทางการเงินที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นๆ ของประเทศต่างๆ ที่ปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็กต่างคลายความกังวลต่อการผิดนัดชำระหนี้

สรุปภาพรวมในปีนี้นักวิเคราะห์หลายคนต่างมองว่าอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกน่าจะเริ่มส่งสัญญานฟื้นตัว หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่รุนแรง

แปลและเรียบเรียงโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย
Cr : Financial Express

สหวิริยาสู่โลจิสติกส์ครบวงจร

สหวิริยาสู่โลจิสติกส์ครบวงจร

สัมภาษณ์

การทุ่มตลาดของเหล็กจีนเข้ามายังประเทศไทย ส่งผลกระทบถ้วนหน้าต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็ก ไม่เว้นแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่างสหวิริยา ล่าสุดได้แตกไลน์ธุรกิจออกมารับงานภายนอกองค์กร “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “สุรเดช มุขยางกูร” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสวีแอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้บริหารเอสวีแอล กรุ๊ป กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจรในเครือสหวิริยาถึงทิศทางและนโยบายในการดำเนินธุรกิจ
Q : สาเหตุที่มาทำโลจิสติกส์เต็มตัว
สหวิริยาทำธุรกิจเหล็กมา 60 กว่าปี เหล็กมีน้ำหนักมาก การขนส่งเป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้น สหวิริยาขนส่ง ได้ถูกจัดตั้งมา 50 ปี เพื่อขนเหล็กจากโรงงานที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ไปส่งลูกค้าที่กรุงเทพฯและปริมณฑลถึงอีสเทิร์นซีบอร์ด เมื่อก่อนไม่ต้องทำอะไรมาก
อิงกับธุรกิจเหล็กไป ธุรกิจเหล็กดี เรามีการขนส่งมาก ธุรกิจเหล็กไม่ดีอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก จน 3 ปีที่ผ่านมาช่วงที่เหล็กเริ่มเกิดวิกฤต หากเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ชีวิตพนักงาน 500-600 คนจะทำอย่างไร เลยเกิดความคิดเริ่มจัดโครงสร้างกันใหม่ กลายมาเป็น “สหวิริยา โลจิสติกส์” เราต้องเคลื่อนย้ายของ ทำคลังสินค้า ทำเรื่องการจัดจำหน่ายให้ลูกค้ามากขึ้น สิ่งที่พยายามมองคือ เมื่อก่อนเราไม่เคยมีคนไปหาลูกค้า มีแต่ลูกค้ามาหา แต่วันนี้เราตั้งทีมเพื่อไปหาลูกค้า
Q : ทรัพยากรที่จะทำครบวงจร
ปัจจุบันสหวิริยามีรถบรรทุก 200 คัน มีรถของพันธมิตรอีก 300 คัน รวมมีรถบรรทุก 500 คัน มีท่าเรือ 2 แห่ง คือ ท่าเรือบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง และท่าเรือน้ำลึกที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถรองรับเรือขนถ่ายสินค้าที่มีระวางขับน้ำสูงสุดถึง 100,000 (Dead Weight Tonnage-DWT) ยังมีเรือขนาดเล็กจอดได้อีก 8 ลำ มีท่าทีรองรับเรือขนส่งชายฝั่ง มีเครน อุปกรณ์ขนส่งครบหมด ร่องน้ำลึกธรรมชาติลึกมากถึง 14 เมตรไม่ได้ขุดลอก ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มโลจิสติกส์ เพราะการขนส่งเหล็กทางเรือช่วยลดปริมาณการจราจรคับคั่งบนถนน และช่วยลดต้นทุนให้ลูกค้าด้วยการต่อเรือลำเลียง 60 ลำ ขนาดระวางบรรทุก 2,000-2,200 ตันต่อลำ ขณะที่รถบรรทุก 1 คัน บรรทุกได้ 30 ตัน เท่ากับใช้เรือ 1 ลำ ประหยัดการใช้รถบรรทุกไปได้ 70 คัน บางครั้งใช้เรือลำเลียงพ่วง 3 ลำ เท่ากับรถบรรทุกหายไป 200 กว่าคัน
Q : การรับงานใน-นอกเครือ
ทุกวันนี้ท่าเรืองานในเครือใช้ 70% งานนอก 30% ส่วนธุรกิจเรือขนส่งมากกว่า 50% รับงานข้างนอก ขนมันสำปะหลัง ถ่านหิน กากถั่วเหลือง ส่วนใหญ่วิ่งตั้งแต่เกาะสีชังไปอยุธยา ส่วนรถบรรทุกปีล่าสุดเราเริ่มดิวกับลูกค้าบริษัทไทยน้ำทิพย์ ซึ่งรับผิดชอบการทำตลาดโค้กภาคกลาง กับบริษัทหาดทิพย์ ซึ่งอยู่ 14 จังหวัดภาคใต้ มีสินค้าหลายตัวที่เรารับขนผลิตภัณฑ์จากไทยน้ำทิพย์ จ.ปทุมธานี ไปส่งให้หาดทิพย์ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เช่น โค้ก น้ำเปล่า ฯลฯ แต่ขากลับเราวิ่งนำเหล็กขึ้นมา ตอนหลังหาดทิพย์จ้างเราให้ขนของจากสุราษฎร์ธานีวิ่งมาส่งที่ชุมพร สหวิริยาถือเป็นผู้ให้บริการขนส่งที่มีต้นทุนต่ำมาก ๆ ในการขนสินค้าลงภาคใต้ยอดรายได้จากขนส่งปี 2559 ประมาณ 1,500 ล้านบาท ปี 2560 ไม่ได้ตั้งเป้าเป็นยอดรายได้ แต่ตั้งเป้าให้สัดส่วนรายได้งานในเครือ 60% ต่องานนอกเครือ 40% ปี 2561 สัดส่วนรายได้งานในเครือให้เหลือ 50% งานนอกเครือ 50% เราตั้งใจให้คนวิ่งออกไปหางานข้างนอก งานในเครือไม่ต้องขาย
ผมไม่อยากฝากชีวิตไว้ที่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ไม่ควรเกินครึ่งหนึ่งของรายได้รวมของบริษัท อย่างน้อยชีวิตพนักงานจะได้ปลอดภัย เพราะอุตสาหกรรมมีขึ้น-ลง จะทำให้ภาพรวมการขนส่งมียอดรายได้ดีขึ้น
Q : แผนพัฒนาโลจิสติกส์ครบวงจร
ด้วยศักยภาพที่เผอิญมีพื้นที่หลังท่าเรือน้ำลึกอยู่ 1,660 ไร่ จึงตัดสินใจที่จะทำโครงการ “นิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์” มูลค่า 2,500 ล้านบาท เราต้องการให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำหรับภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนบน เชื่อมโยงการขนส่งทางรถ เรือ และรถไฟจากภาคใต้ ภาคตะวันตก เชื่อมโยงสู่เขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดเส้นทางเดินเรือข่นส่งสินค้าขนาดใหญ่วิ่งตัดตรงจากท่าเรือประจวบไปท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ ระยะทาง 116 ไมล์ทะเล ปัจจุบันอยู่ระหว่างดึงพันธมิตรจากญี่ปุ่นและกลุ่มสแกนดิเนเวียที่มีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือขนาดใหญ่เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ
Q : แผนเชื่อมกับเมืองมะริด เมียนมา
บางสะพานถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกอันหนึ่ง ที่จะเชื่อมพัฒนาแลนด์บริดจ์ไปสู่เมืองมะริด เป็นเมืองท่าสำคัญทางภาคใต้ของประเทศเมียนมา เศรษฐกิจของมะริดทั้งหมดขึ้นกับสินค้าประมงเป็นหลัก เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญนำสัตว์น้ำมาป้อนให้มหาชัย แต่วันนี้เส้นทางคมนาคมยังไม่ดี ต้องวิ่งขนส่งอาหารทะเลจากมะริดมาเกาะสอง ใกล้ จ.ระนอง แล้ววิ่งตีรถกลับไปมหาชัย
เส้นทางที่น่าสนใจจากด่านสิงขรไปมะริด ระยะทาง 180 กม. จะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2561 คาดว่าจะทำให้ระยะเวลาขนส่งน่าจะเหลือ 3 ชม.กว่า ๆ
Q : ธุรกิจโลจิสติกส์แข่งขันสูง
ธุรกิจโลจิสติกส์เป็นธุรกิจที่ขยายตัวหวือหวา มีธุรกิจใหม่ ๆ การบริการใหม่ ๆ เกิดขึ้นค่อนข้างมาก เราเตรียมเรื่องการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีไว้เหมือนกัน ทุกคนเลือกของถูกเป็นหลัก ผมบอกลูกน้องตลอดเวลา 1 ใน 4 เป้าหมายของเราต้องเป็นผู้นำด้านต้นทุนในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ไม่ได้แปลว่าเราขายของถูก แต่เราต้องรู้จักบริหารต้นทุนให้ได้ต่ำ ต้องหาวิธีนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ธุรกิจขนส่งเป็นธุรกิจที่อ่อนไหวเรื่องราคามาก ๆ
ทุกคนวิ่งไปหาของที่ถูก ต้นทุนโลจิสติกส์เฉลี่ยของประเทศประมาณ 13-17% ของการผลิต ลูกค้าทุกคนต้องการของถูกของดี ไม่มีว่าบริษัทในเครือ หรือนอกเครือ เขาเองต้องแข่งกับตัวเอง ต้องทำให้ต้นทุนลงมาให้ได้

Cr : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

“ทาทา สตีล”หนุนการศึกษาไทยยุค 4.0 เนรมิตห้องสมุดเปลี่ยนชีวิตนักเรียนด้อยโอกาส

“ทาทา สตีล”หนุนการศึกษาไทยยุค 4.0 เนรมิตห้องสมุดเปลี่ยนชีวิตนักเรียนด้อยโอกาส

“ทาทา สตีล”หนุนการศึกษาไทยยุค 4.0 เนรมิตห้องสมุดเปลี่ยนชีวิตนักเรียนด้อยโอกาส
นายศิโรโรตม์ เมธมโนศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-ทรัพยากรบุคคลและบริหาร บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

การเตรียมความพร้อมให้กับทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศไทยในยุค 4.0 สิ่งสำคัญที่สุดหนีไม่พ้นเรื่อง “การศึกษา” ที่เป็นรากฐานในการยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ในประเทศให้พร้อมเผชิญกับการแข่งขันระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังมีโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาด้านการศึกษาอีกจำนวนไม่น้อย ภาคเอกชนหลายแห่งจึงได้เข้ามาให้การสนับสนุน สำหรับบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ริเริ่มโครงการมุมหนังสือ “เสริมปัญญา กับ ทาทา สตีล” แห่งแรกในปี พ.ศ. 2552 ด้วยความเชื่อมั่นว่า “การศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กและเยาวชนให้เป็นพลังสำคัญ ในการพัฒนาประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงของชาติในอนาคต”

นายศิโรโรตม์ เมธมโนศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-ทรัพยากรบุคคลและบริหาร บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการมุมหนังสือ “เสริมปัญญา กับ ทาทา สตีล” เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่พันธกิจหลักเพื่อชุมชนและสังคม โดยบริษัทฯ จะจัดทำมุมหนังสือในห้องสมุดโรงเรียนพร้อมมอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ให้แก่โรงเรียน เริ่มต้นที่โรงเรียนในชุมชนรอบโรงงาน แล้วขยายไปยังโรงเรียนอื่นๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยกำหนดเป้าหมายที่จะมอบมุมหนังสือจำนวนรวม 400 โรงเรียน ในปัจจุบันสามารถมอบมุมหนังสือไปแล้วกว่า 248 โรงเรียน ใน 52 จังหวัด

“ทาทา สตีล”หนุนการศึกษาไทยยุค 4.0 เนรมิตห้องสมุดเปลี่ยนชีวิตนักเรียนด้อยโอกาส

มุมหนังสือ “เสริมปัญญา กับ ทาทา สตีล” มีพื้นที่ 20 ตารางเมตร ประกอบด้วยชั้นวางหนังสือสำเร็จรูป พร้อมหนังสือ 200 เล่ม ใน 7 กลุ่มสาระการเรียนรู้ อาทิ วิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษา พลศึกษา การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ รวมถึงบอร์ดกิจกรรมตอบปัญหาประจำสัปดาห์หรือกิจกรรมกระตุ้นการอ่าน

โดยบริษัทฯ จะส่งของรางวัลให้แก่นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมและนักเรียนที่ยืมหนังสือในมุมหนังสือของ ทาทา สตีล เป็นประจำ เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนไทยรู้จักคิด วิเคราะห์ กล้าคิด กล้าตอบ รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และที่สำคัญคือรู้จักกระบวนการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ มุมหนังสือยังมีโต๊ะเก้าอี้ รวมถึงมีการทาสีตกแต่งผนัง เพื่อสร้างบรรยากาศให้เด็กๆ รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการอ่านหนังสือ และเข้ามาใช้บริการมุมหนังสืออย่างต่อเนื่อง โดยโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องส่งรายงานการใช้ห้องสมุดให้กับบริษัททุกเดือน เพื่อนำมาวิเคราะห์หาแนวทางการจัดหาหนังสือให้เหมาะสมและปรับปรุงมุมหนังสือให้มีคุณภาพมากขึ้น

“ทาทา สตีล”หนุนการศึกษาไทยยุค 4.0 เนรมิตห้องสมุดเปลี่ยนชีวิตนักเรียนด้อยโอกาส
สุชา บุญเพิ่ม ครูโรงเรียนบ้านต้นไทร จังหวัดพัทลุง

สุชา บุญเพิ่ม ครูโรงเรียนบ้านต้นไทร จังหวัดพัทลุง หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากได้รับมอบมุมหนังสือของทาทา สตีล ว่า ก่อนหน้านี้โรงเรียนมีห้องสมุดอยู่แล้ว แต่เนื่องจากเป็นโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล หนังสือที่มีอยู่จึงไม่เหมาะสมกับวัย ทำให้เด็กๆ ไม่ค่อยอยากเข้ามาใช้บริการห้องสมุด

กิจกรรมช่วงพักกลางวันหรือหลังเลิกเรียนส่วนใหญ่จึงเป็นการวิ่งเล่น หรือเล่นกีฬาตามประสาเด็กต่างจังหวัด แต่หลังจากที่โรงเรียนได้มีมุมหนังสือสวยๆ ด้วยการสนับสนุนของ ทาทา สตีล เด็กนักเรียนของเรามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเจน มีการเข้าใช้บริการห้องสมุดมากขึ้น ทั้งการอ่านในเวลาและการยืมหนังสือกลับบ้าน นักเรียนรุ่นพี่ก็ได้เข้ามาช่วยบริหารจัดการเป็นบรรณารักษ์รุ่นเยาว์ รู้จักการจัดประเภทหนังสือตามหมวดหมู่ และดูแลรักษาหนังสือราวกับว่าหนังสือเล่มนั้นมีชีวิต ครูจึงอยากให้มีโครงการดีๆ แบบนี้ในโรงเรียนด้อยโอกาสอื่นๆ เช่นเดียวกัน

“ทาทา สตีล”หนุนการศึกษาไทยยุค 4.0 เนรมิตห้องสมุดเปลี่ยนชีวิตนักเรียนด้อยโอกาส
ณิชาภัทร ชูเอียด นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ณิชาภัทร ชูเอียด นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่าถึงความประทับใจเกี่ยวกับมุมหนังสือของ ทาทา สตีล ว่า “หนูดีใจมากที่โรงเรียนของหนูได้มุมอ่านหนังสือใหม่ที่มีหนังสือน่าอ่านมากมายที่จะช่วยทำให้หนูเก่งมากขึ้น หนูชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ เพราะหนูมีความฝันว่าโตขึ้นอยากเป็นแอร์โฮสเตส การอ่านหนังสือทำให้หนูได้ฝึกภาษาอังกฤษ และเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่จากที่ต่างๆ ในโลก

นอกจากนี้การอ่านหนังสือในมุมหนังสือนี้ยังช่วยให้หนูได้ฝึกสมาธิและมีระเบียบมากขึ้น เพราะเมื่ออ่านหนังสือเสร็จต้องเก็บให้เป็นหมวดหมู่ และต้องอ่านอย่างทะนุถนอมเพื่อน้องๆ รุ่นต่อไปจะได้มีหนังสือดีๆ อ่าน หนูต้องขอขอบคุณพี่ๆ จาก ทาทา สตีล ที่มาเนรมิตห้องสมุดของหนูให้มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนชีวิตหนูและทำให้ความฝันของหนูเป็นจริงได้ค่ะ”

ปัจจุบันยังมีโรงเรียนที่ห่างไกลความเจริญอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังขาดแคลนแหล่งข้อมูลให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาหาความรู้ ความไม่พร้อมในด้านต่างๆ เหล่านี้ อาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น การไม่รู้หนังสือ การติดสารเสพติด การขาดความรู้สำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต โครงการสร้างมุมหนังสือ “เสริมปัญญา กับ ทาทา สตีล” จึงนับว่าเป็นพลังเล็กๆ ในการผลักดันให้เกิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนเพื่อเยาวชนไทย

 

Cr:http://www.manager.co.th

สมอ.เปิดฟังความเห็นอุตสาหกรรมเหล็กกล้า

สมอ.เปิดฟังความเห็นอุตสาหกรรมเหล็กกล้า

 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดรับฟังความคิดเห็น หลังปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน

นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล  เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สมอ. มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน หรือมาตรฐานบังคับ จำนวน 105 มาตรฐาน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีผลทำให้ผู้ทำ ผู้นำเข้า รวมทั้งผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยต้องได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. ก่อนทำและนำเข้า ขณะเดียวกัน ผู้จำหน่ายก็ต้องจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมาย มอก. เท่านั้น หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับบทลงโทษ ในกรณีทำหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าคาร์บอนทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานทั่วไป และงานขึ้นรูป มอก. 528-2548 ปัจจุบันเป็นมาตรฐานบังคับ สมอ. ได้แก้ไขปรับปรุงมาตรฐานดังกล่าว ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมาย ปรากฏว่ามีผู้เสนอความเห็นให้เพิ่มเติมชนิด : เหล็กแผ่นม้วนหน้าแคบ และชั้นคุณภาพ HR5 ซึ่งเมื่อนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) พิจารณาแล้ว กมอ. มีมติเห็นชอบ และให้ สมอ. ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากการแก้ไขดังกล่าวมีนัยยะสำคัญ ดังนั้นผู้ใดประสงค์จะแสดงความคิดเห็น สามารถดูรายละเอียดได้ที่ กองกฎหมาย สมอ.  และให้แสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลกลับมาที่ สมอ. ภายในวันที่ 15 มิถุนายนนี้

Cr: http://www.innnews.co.th

สรุปภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าไตรมาสที่ 1 ปี 2560 (มกราคม – มีนาคม) พ.ศ. 2560

สรุปภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าไตรมาสที่ 1 ปี 2560 (มกราคม – มีนาคม) พ.ศ. 2560

ส่วนอุตสาหกรรม 2 สำนักนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 1

1. สถานการณ์ปัจจุบัน

การผลิต
ปริมาณการผลิตเหล็กและเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีประมาณ 1,692,032 เมตริกตัน (ไม่รวมผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กแผ่นเคลือบ และท่อเหล็กเพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ) ลดลง ร้อยละ 5.42 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน  และเมื่อพิจารณาในรายผลิตภัณฑ์ พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตลดลงมากที่สุดในช่วงนี้ คือ เหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 9.65  เนื่องจากปริมาณสินค้าคงคลังตั้งแต่ช่วงต้นปี ยังอยู่ในปริมาณที่สูง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงนี้ คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.13 รองลงมาคือ เหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.50 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.51 (เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี เพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.91 เนื่องจากเหตุผลทางด้านเทคนิค คือ เมื่อช่วงเดียวกันของปีก่อน  ผู้ผลิตหลักได้หยุดการผลิตบางส่วนเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร จึงทำให้ฐานในการคำนวณต่ำ) เหล็กแผ่นรีดเย็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.88 และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา พบว่า การผลิตโดยรวม ลดลง ร้อยละ 22.24 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตลดลงมากที่สุดคือ เหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 30.21 รายละเอียดตามตารางที่ 1
ความต้องการใช้ในประเทศ
ความต้องการใช้เหล็กในประเทศช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีจำนวนประมาณ 4,109,860 เมตริกตัน ลดลง ร้อยละ 5.3เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการใช้ลดลงมากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาว ลดลง  ร้อยละ 22.5 โดยเหล็กเส้นและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 23.2 รองลงมาคือ เหล็กลวด ลดลง ร้อยละ 18.9  เนื่องจากอุตสาหกรรมก่อสร้างยังคงทรงตัว ทั้งในส่วนโครงการภาครัฐและภาคเอกชน ขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กในกลุ่มเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.3 โดยเหล็กแผ่นรีดเย็น  เพิ่มขึ้น  ร้อยละ 23.5

การนำเข้า- การส่งออก
การนำเข้า
มูลค่าการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1  ปี 2560  มีจำนวนประมาณ 1,768.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการนำเข้า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ประเทศนำเข้าที่สำคัญได้แก่ รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 48.12 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 124.55 เนื่องจาก ราคาในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นจึงส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น รองลงมาคือผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนสำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.99 โดยเหล็กแผ่นรีดเย็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 39.65 รองลงมาคือ เหล็กแผ่นรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 23.78 สำหรับเหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 2.49 โดยเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 27.52 เหล็กเส้น ลดลง ร้อยละ 8.48 ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้า ลดลงเล็กน้อย ร้อยละ 2.61 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการนำเข้า ลดลง คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป ลดลง ร้อยละ 24.42 ขณะที่ เหล็กทรงแบน ท่อเหล็ก และเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.42, 2.42, 0.29 ตามลำดับ รายละเอียดตามตารางที่2

การส่งออก
มูลค่าการส่งออกเหล็ก และเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีจำนวนประมาณ 296.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 76.47 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ประเทศส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น อังกฤษ และกลุ่มประเทศในอาเซียน ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น มากที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 611.77 โดยในไตรมาสนี้ ไม่มีการส่งออกเหล็กแท่งยาว (Billet) และเหล็กแท่งแบน (Slab) ขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป ชนิดอื่นๆ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 614.97 สำหรับท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 168.51 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 227.97 ท่อไร้ตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 81.59 สำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 51.13 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อนละ 205.30 ขณะที่เหล็กแผ่นรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 42.58 สำหรับเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.11 โดยเหล็กลวด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 80.84 และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10.62 ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 32.95 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ได้แก่ ท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 72.55 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 80.94 รองลงมาคือ ท่อไร้ตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 53.72 สำหรับเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น 30.95 โดยเหล็กลวด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 60.75 เหล็กเส้น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 53.49 สำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 23.29 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 86.36 เหล็กแผ่นรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 57.41รายละเอียดตามตารางที่ 3

2. สรุป

การบริโภคเหล็กของไทยไตรมาส 1 ปี 2560 มีปริมาณ 4,109,860 ตัน ลดลง ร้อยละ 4.00เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตมีปริมาณ 1,692,032 ตัน ลดลง ร้อยละ 5.42 โดยเป็นการผลิตที่ลดลงของเหล็กทรงยาว ที่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การส่งออกมีมูลค่า 296.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 76.47 สำหรับการนำเข้า 1,768.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เนื่องจากภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศยังคงทรงตัว โดยในส่วนของอุตสาหกรรมต่อเนื่องซึ่งเป็นผู้ใช้เหล็กที่สำคัญ เช่น

อุตสาหกรรมก่อสร้าง ในส่วนของโครงการของภาคเอกชนพบว่าการก่อสร้างคอนโดมิเนียมยังคงชะลอตัวโดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าชานเมืองยังมีอุปทานเหลือขายจำนวนมาก เนื่องมาจากระดับรายได้ของลูกค้าใหม่ยังไม่สูงพอ ความเข็มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังคงมีแนวโน้มที่สูง ประกอบกับปริมาณสินค้าคงคลังยังอยู่ในระดับที่สูงส่งผลให้การผลิตลดลง สำหรับโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งผลักดันให้เกิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟความเร็วสูง พบว่าปัจจุบันยังไม่อยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง มีเพียงโครงการก่อสร้างและซ่อมแซมถนน จึงส่งผลให้สถานการณ์อุตสาหกรรมก่อสร้างในส่วนของภาครัฐยังคงทรงตัวอยู่

อุตสาหกรรมยานยนต์ ถึงแม้ยอดขายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น แต่การผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์กลับลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้การใช้เหล็กในประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงด้วย

3.แนวโน้ม

สถานการณ์การบริโภคเหล็กในไตรมาส 2 ปี 2560 คาดการณ์ว่าจะลดลง ร้อยละ 15.58 โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาเหล็กในตลาดโลกและราคาในประเทศเริ่มมีทิศทางที่ลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศยังคงทรงตัวอยู่ จากอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ยังคงทรงตัวอยู่ทั้งทางด้านโครงการภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับปริมาณสินค้าคงคลังยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ความต้องการใช้ในประเทศลดลง

Cr: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า