โดย admin_sale | มิ.ย. 5, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ส่วนอุตสาหกรรม 2 สำนักนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 1
1. สถานการณ์ปัจจุบัน
การผลิต
ปริมาณการผลิตเหล็กและเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีประมาณ 1,692,032 เมตริกตัน (ไม่รวมผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กแผ่นเคลือบ และท่อเหล็กเพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ) ลดลง ร้อยละ 5.42 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเมื่อพิจารณาในรายผลิตภัณฑ์ พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตลดลงมากที่สุดในช่วงนี้ คือ เหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 9.65 เนื่องจากปริมาณสินค้าคงคลังตั้งแต่ช่วงต้นปี ยังอยู่ในปริมาณที่สูง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงนี้ คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.13 รองลงมาคือ เหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.50 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.51 (เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี เพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.91 เนื่องจากเหตุผลทางด้านเทคนิค คือ เมื่อช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้ผลิตหลักได้หยุดการผลิตบางส่วนเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร จึงทำให้ฐานในการคำนวณต่ำ) เหล็กแผ่นรีดเย็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.88 และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา พบว่า การผลิตโดยรวม ลดลง ร้อยละ 22.24 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตลดลงมากที่สุดคือ เหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 30.21 รายละเอียดตามตารางที่ 1
ความต้องการใช้ในประเทศ
ความต้องการใช้เหล็กในประเทศช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีจำนวนประมาณ 4,109,860 เมตริกตัน ลดลง ร้อยละ 5.3เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการใช้ลดลงมากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 22.5 โดยเหล็กเส้นและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 23.2 รองลงมาคือ เหล็กลวด ลดลง ร้อยละ 18.9 เนื่องจากอุตสาหกรรมก่อสร้างยังคงทรงตัว ทั้งในส่วนโครงการภาครัฐและภาคเอกชน ขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กในกลุ่มเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.3 โดยเหล็กแผ่นรีดเย็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 23.5
การนำเข้า- การส่งออก
การนำเข้า
มูลค่าการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีจำนวนประมาณ 1,768.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการนำเข้า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ประเทศนำเข้าที่สำคัญได้แก่ รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 48.12 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 124.55 เนื่องจาก ราคาในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นจึงส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น รองลงมาคือผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนสำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.99 โดยเหล็กแผ่นรีดเย็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 39.65 รองลงมาคือ เหล็กแผ่นรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 23.78 สำหรับเหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 2.49 โดยเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 27.52 เหล็กเส้น ลดลง ร้อยละ 8.48 ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้า ลดลงเล็กน้อย ร้อยละ 2.61 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการนำเข้า ลดลง คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป ลดลง ร้อยละ 24.42 ขณะที่ เหล็กทรงแบน ท่อเหล็ก และเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.42, 2.42, 0.29 ตามลำดับ รายละเอียดตามตารางที่2
การส่งออก
มูลค่าการส่งออกเหล็ก และเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีจำนวนประมาณ 296.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 76.47 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ประเทศส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น อังกฤษ และกลุ่มประเทศในอาเซียน ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น มากที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 611.77 โดยในไตรมาสนี้ ไม่มีการส่งออกเหล็กแท่งยาว (Billet) และเหล็กแท่งแบน (Slab) ขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป ชนิดอื่นๆ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 614.97 สำหรับท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 168.51 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 227.97 ท่อไร้ตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 81.59 สำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 51.13 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อนละ 205.30 ขณะที่เหล็กแผ่นรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 42.58 สำหรับเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.11 โดยเหล็กลวด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 80.84 และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10.62 ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 32.95 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ได้แก่ ท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 72.55 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 80.94 รองลงมาคือ ท่อไร้ตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 53.72 สำหรับเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น 30.95 โดยเหล็กลวด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 60.75 เหล็กเส้น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 53.49 สำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 23.29 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 86.36 เหล็กแผ่นรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 57.41รายละเอียดตามตารางที่ 3
2. สรุป
การบริโภคเหล็กของไทยไตรมาส 1 ปี 2560 มีปริมาณ 4,109,860 ตัน ลดลง ร้อยละ 4.00เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตมีปริมาณ 1,692,032 ตัน ลดลง ร้อยละ 5.42 โดยเป็นการผลิตที่ลดลงของเหล็กทรงยาว ที่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การส่งออกมีมูลค่า 296.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 76.47 สำหรับการนำเข้า 1,768.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เนื่องจากภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศยังคงทรงตัว โดยในส่วนของอุตสาหกรรมต่อเนื่องซึ่งเป็นผู้ใช้เหล็กที่สำคัญ เช่น
อุตสาหกรรมก่อสร้าง ในส่วนของโครงการของภาคเอกชนพบว่าการก่อสร้างคอนโดมิเนียมยังคงชะลอตัวโดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าชานเมืองยังมีอุปทานเหลือขายจำนวนมาก เนื่องมาจากระดับรายได้ของลูกค้าใหม่ยังไม่สูงพอ ความเข็มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังคงมีแนวโน้มที่สูง ประกอบกับปริมาณสินค้าคงคลังยังอยู่ในระดับที่สูงส่งผลให้การผลิตลดลง สำหรับโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งผลักดันให้เกิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟความเร็วสูง พบว่าปัจจุบันยังไม่อยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง มีเพียงโครงการก่อสร้างและซ่อมแซมถนน จึงส่งผลให้สถานการณ์อุตสาหกรรมก่อสร้างในส่วนของภาครัฐยังคงทรงตัวอยู่
อุตสาหกรรมยานยนต์ ถึงแม้ยอดขายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น แต่การผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์กลับลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้การใช้เหล็กในประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงด้วย
3.แนวโน้ม
สถานการณ์การบริโภคเหล็กในไตรมาส 2 ปี 2560 คาดการณ์ว่าจะลดลง ร้อยละ 15.58 โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาเหล็กในตลาดโลกและราคาในประเทศเริ่มมีทิศทางที่ลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศยังคงทรงตัวอยู่ จากอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ยังคงทรงตัวอยู่ทั้งทางด้านโครงการภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับปริมาณสินค้าคงคลังยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ความต้องการใช้ในประเทศลดลง
Cr: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
โดย admin_sale | มิ.ย. 2, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก

สมาคมเหล็กโลก เผย ยอดการบริโภคเหล็กต่อหัวประชากรโลกปี 2016 ลดลงเป็นปีที่สามติดต่อกัน
ยอดการบริโภคเหล็กโลกอยู่ที่ 1,515 ล้านตัน ในปี 2016
ส่วนยอดการบริโภคเหล็กสำเร็จรูปต่อหัวประชากรโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 207.9 กิโกกรัมต่อคน ในปี 2016 ลดลงจาก 208.3 กิโลกรัมต่อคน ในปี 2015 โดยยอดการบริโภคลดลงเฉลี่ย 10 กิโลกรัมต่อคน หรือ 4.6% นับตั้งแต่ที่เคยทำสถิติสูงสุดในปี 2013 อยู่ที่ 218 กิโลกรัมต่อคน
การบริโภคเหล็กต่อหัวของจีนปีนี้ฟื้นตัวหลังจากที่หดตัวในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 492.7 กิโลกรัมต่อคน แต่ก็ยังต่ำกว่าที่เคยทำสถิติสูงสุดในปี 2013 ที่ 539.5 กิโลกรัมต่อคน
การบริโภคเหล็กต่อหัวของอินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน เพิ่มขึ้น ขณะที่การบริโภคเหล็กต่อหัวของญี่ปุ่นลดลงมาอยู่ที่ 492.6 กิโลกรัม จาก 497.3 กิโลกรัมในปี 2015
การบริโภคเหล็กต่อหัวของประชากรในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และ CIS ลดลงเช่นกัน ขณะที่ยอดการบริโภคเหล็กต่อหัวของยุโรปเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 311.4 กิโลกรัมต่อคน ในปี 2016 หรือเพิ่มขึ้น 6.6 กิโลกรัมต่อคน หรือ 2.2% เมื่อเทียบกับปี 2015
แหล่งที่มา : World Steel Association
โดย admin_sale | มิ.ย. 2, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ยอดการค้าเหล็กทั่วโลกทำสถิติสูงสุดในปี 2016
ยอดการส่งออกสินค้าเหล็กทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2016 แม้ว่าจะมีอุปสรรคจากการใช้มาตรการทางการค้าที่เพิ่มขึ้น, สมาคมเหล็กโลกเปิดเผยในรายงาน World Steel in Figures
ยอดการบริโภคเหล็กเพิ่มขึ้น 8.5 ล้านตัน จาก 1,519.5 ล้านตัน ยอดการส่งออกสินค้าเหล็กเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 473.2 ล้านตัน จาก 465 ล้านตันในปี 2015 ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกเหล็กต่อการบริโภคเหล็กเพิ่มขึ้นเป็น 31.1% จาก 30.8% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008
โดยผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีการส่งออกมากที่สุดคือ เหล็กแผ่นรีดร้อน 82.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับปี 2015 รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป และเหล็กแผ่นเคลือบ ตามลำดับ
แปลและเรียบเรียงโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย
แหล่งที่มา : World steel association
โดย admin_sale | มิ.ย. 2, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
จากรายงาน สรุปการใช้มาตรการทางการค้าในช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ของ European Commission พบว่า สินค้าเหล็กเป็นสินค้าที่มีการประกาศใช้มาตรการทางการค้ามากที่สุดในยุโรป
โดยในช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ สหภาพยุโรปได้เปิดไต่สวนตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าเหล็กทั้งหมด 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เหล็ก Stainless steel tube and pipe butt-welding fittings ที่มีแหล่งกำเนิดจากจีน และไต้หวัน และ เหล็ก Heavy plate of non-alloy or other alloy steel ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน ส่วนสินค้าเหล็กที่อยู่ระหว่างการพิจารณาได้แก่ เหล็ก Stainless steel wires ที่มีแหล่งกำเนิดจากอินเดีย สินค้าที่เปิดไตร่สวนภายใต้มาตรการ Anti-circumvention ได้แก่ Seamless pipes and tubes of stainless steel ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน
ส่วนสินค้าเหล็กที่รอการเปิดไตร่สวนใหม่ภายใต้มาตรการ Anti-dumping & Anti-subsidy ในเดือนเมษายน 2017 ได้แก่ (1) Cast iron articles ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน และอินเดีย (2) Corrosion resistant steels ที่มีแหล่งกำเนิดจากจีน (3) Hot rolled flat products ที่มีแหล่งกำเนิดจาก 6 ประเทศได้แก่ ยูเครน ซีเบีย รัสเซีย อิหร่าน บราซิล และจีน
Cr :http://iiu.isit.or.th
โดย admin_sale | พ.ค. 31, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
กรมการค้าต่างประเทศ แจงใช้เซฟการ์ดเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย
นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีมีความวิตกหลังรัฐประกาศใช้มาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) เพื่อปกป้องการนําเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย ว่า การใช้เซฟการ์ดเพราะการนำเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอยเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ซึ่งส่งผลกระทบให้ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีเป็นจำนวนมาก เพราะการนําเข้ามีลักษณะเลี่ยงภาษี อีกทั้งสร้างความเสียหายกับอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคซึ่งหลายคนไม่ทราบว่าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอยนั้นอยู่นอกมาตรฐาน มอก.1227-2558
อีกทั้งมาตรการเซฟการ์ด เป็นไปตามมาตรการที่องค์การการค้าโลก (WTO) กำหนด โดยกฎการใช้มาตรการ 1.ต้องนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นมาก 2.สินค้าที่นำเข้ามาด้วยเหตุที่ไม่คาดเดามาก่อน 3.การนำเข้าเกินจนกระทบอุตสาหกรรมภายในได้รับความเสียหาย ซึ่งมีเงื่อนไขว่าอุตสาหกรรมภายในต้องมีแผนการปรับตัวด้วย เพราะเซฟการ์ดเป็นมาตรการระยะสั้น 3 ปี หรือ 6 ปี และเป็นการปกป้องล้อมรั้วที่คำนึงถึงประโยชน์ของสาธารณะ ทั้งผู้ใช้ ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ที่มีความจำเป็นต้องใช้สินค้า ซึ่งถ้าอุตสาหกรรมในประเทศผลิตไม่ได้ ก็ต้องมีการยกเว้นให้นำสินค้าที่ใช้มาตรการปกป้องเข้ามาจำหน่ายได้
Cr: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย admin_sale | พ.ค. 31, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
โรงงานเหล็กไต้หวันในเวียดนามกดปุ่มเดินเครื่องผลิตอีกครั้งหลังวิกฤตสารพิษรั่วไหล
รอยเตอร์/เอเอฟพี – สื่อท้องถิ่นของเวียดนามรายงานว่า โรงงานเหล็กของบริษัทฟอร์โมซา พลาสติก กรุ๊ป ของไต้หวัน เริ่มเดินเครื่องผลิตอีกครั้งวันนี้ (29) หลังระงับการดำเนินการไปในปีก่อน เนื่องจากก่อภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ
ในเดือน เม.ย.2559 โรงงานเหล็กฟอร์โมซา ห่าติ๋ง มูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์ เกิดทำของเสียปนเปื้อนสารพิษรั่วไหลลงทะเล ก่อมลพิษตามแนวชายฝั่งเป็นระยะทางมากกว่า 200 กิโลเมตร ทำลายสิ่งมีชีวิตในทะเล และเศรษฐกิจของคนในท้องถิ่นที่พึ่งพาการทำประมง และการท่องเที่ยว และบริษัทฟอร์โมซาตกลงจ่ายเงินชดเชยจำนวน 500 ล้านดอลลาร์ในเวลาต่อมา
เตาหลอมของโรงงานเริ่มดำเนินการทดสอบขั้นพื้นฐานในวันนี้ (29) โดยจะถูกตรวจสอบอย่างใกล้ชิด และตัวอย่างของเสียจะถูกเก็บรวบรวมทุก 5 นาที ส่วนผลการทดสอบระบบจะสรุปภายใน 24 ชั่วโมง สำนักข่าวเวียดนามรายงานอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อม
“หากมีอุบัติเหตุใดๆ เกิดขึ้น เราจะหยุดการดำเนินการโดยทันที” ฮว่าง เซือง ตุง รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าว
ฟอร์โมซา ได้แก้ไขการละเมิดเงื่อนไขข้อตกลงแล้ว 52 รายการ จากทั้งหมด 53 รายการ และบริษัทจะนำการผลิตระบบแห้งมาใช้กับโรงงานภายในปี 2562 แทนระบบเปียกที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าแต่ก่อมลพิษมากกว่าซึ่งโรงงานใช้อยู่ในปัจจุบัน
เหตุการณ์โรงงานเหล็กฟอร์โมซาเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับรัฐบาลเวียดนาม ด้วยรัฐบาลพยายามสมดุลความมั่นคงทางการเมือง การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งฟอร์โมซาเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของประเทศ
เหตุสารพิษรั่วไหลเมื่อปีก่อน และการแก้ไขปัญหาที่ล่าช้า ทำให้ประชาชนไม่พอใจ และชุมนุมประท้วง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นในประเทศคอมมิวนิสต์ และประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคกลางยังคงชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้เพิ่มการชดเชย
เมื่อเดือน มี.ค. ฟอร์โมซา กล่าวว่าบริษัทจะเพิ่มการลงทุนราว 350 ล้านดอลลาร์ในโครงการ เพื่อปรับปรุงมาตรการการรักษาความปลอดภัยทางสิ่งแวดล้อม และคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถเริ่มดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้.
Cr: http://iiu.isit.or.th