โดย saweang | ก.พ. 24, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
นกนี่เดี๋ยวนี้ตามเมืองใหญ่ๆอาจจะหายากแล้ว ส่วนมากก็วนๆแค่นกกระจอกนกพิราบอะไรไป แต่ถ้าตามจังหวัดรอบนอก แม้แต่เชียงใหม่นี่ยังหาได้นะครับ ยิ่งตามชายขอบของเมืองนี่จะมีหลากหลายชนิดพอดูเลยแหละ
นกนี่เขาก็อยู่ของเขาแหละครับ แต่ถ้าเพื่อนๆคนไหนอยากจะลองทำอะไรที่ดึงดูดนกพวกนี้ให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ คอยทำรัง มากินโน่นกินนี่จะได้ยินเสียงร้องเพราะๆ เราก็ทำได้นะ นอกจากพวกบ้านนกแล้วจะใช้วิธีจัดสวนหน้าบ้านขนาดเล็กให้เป็นตัวดึงดูดนกพวกนี้ก็ได้ แบบนี้นอกจากจะได้ดอกไม้สวยๆแล้วเรายังจะได้เพื่อนบ้านตัวน้อยไว้คอยทำให้เราสดชื่นอีก แค่อาศัยการออกแบบจัดการแปลงดอกไม้จัดสวนดีๆโดยนึกถึงความต้องการของนกพวกนี้เท่านั้นแหละครับ

1 ขนาดของแปลงแปลงเล็กๆแคบๆพื้นที่ไม่มากนี่มักจะทำให้นกอึดอัดที่จะลงมาเล่นหน่อย ถ้าเป็นแปลงกว้างๆยาวๆ มีชั้นของพื้นลายๆชั้น ทั้งสูงๆกลางๆต่ำๆปนกันแบบนี้จะเหมาะกว่า ทั้งเหมาะกับนกและเหมาะกับตัวพืชเองด้วย เพราะสำหรับการจัดสวนหน้าบ้านขนาดเล็กๆนี่ ถ้าเรามีแปลงกว้างๆก็จะให้พื้นที่สำหรับพืชได้ขยายตัวออกไปเวลาโตได้มากขึ้น แต่ไม่ว่าจะมีแปลงขนาดเล็กหรือใหญ่ ให้เพื่อนๆดูเรื่องของการดูแลด้วยนะครับ อย่างรดน้ำพรวนดินอะไรทั้งหลายนี่ต้องทำได้ง่ายๆด้วยนะ
2 แปลงดอกไม้ แปลงดอกไม้นี่ปกติก็มักจะจัดอยู่แถวข้างๆตัวบ้าน หรือหน้าบ้านในส่วนของพื้นที่ที่ได้รับร่มเงา ซึ่งแบบนี้ก็จะช่วยตอบความต้องการของนกในส่วนเรื่องของความปลอดภัยได้แล้วล่ะครับ อย่างแปลงดอกไม้รอบๆต้นไม้นี่ นอกจากจะช่วยบังแดด นกก็ยังอาจจะทำรังบนต้นไม้นั่นได้ด้วย หรืออย่างแปลงดอกไม้รอบๆบ้านนี่ก็เหมือนกัน ส่วนแปลงอันไหนที่อยู่กลางแจ้ง อันนี้ให้ลองดูครับว่าใกล้ๆแปลงนั่นมีจุดที่นกเขาจะเข้าไปพักหลบแดดหรือใช้ทำรังอะไรได้มั้ย ถ้ามีอยู่ใกล้ๆก็จะดีกว่าล่ะครับ
3 ที่ว่างระหว่างต้นไม้เวลาเลือกพืชมาปลูก ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ไม้คลุมดินหรือไม้ดอก ให้นึกถึงพื้นที่โดยรวมของแปลงด้วยครับ เราควรจะเหลือที่ว่างระหว่างต้นไม้พวกนี้ไว้ด้วย ไม่ใช่ปลูกอัดกันเสียจนแน่นไปหมด การเว้นช่องว่างแบบนี้จะช่วยให้แสงแดดและอากาศไหลถ่ายเทไปมาระหว่างต้นไม้ได้ดีกว่า แล้วส่วนของพื้นที่ว่างๆนี่ก็จะช่วยให้นกที่เก็บพวกเมล็ดพืชต่างๆเก็บของพวกนี้ได้ง่ายกว่าตามไปด้วย

4. ดอกไม้ดอกไม้นี่เป็นหัวใจของแปลงดอกไม้ที่เราใช้จัดสวนหน้าบ้านขนาดเล็กเลยแหละครับ ถ้าเราอยากดึงดูดนกให้เข้ามาอยู่ร่วมสวนกับเราก็ต้องเลือกดอกไม้ที่นกใช้ประโยชน์ได้ อย่างใช้เมล็ดเป็นอาหาร พยายามปลูกดอกไม้ให้หลายหลายด้วยนะครับ จะได้บานต่างเวลากันไปทั้งปี แล้วก็อย่าลืมเลือกไม้ดอกที่มีความสูงแตกต่างกันให้หลากหลายด้วยนะ สวนของเราจะได้ดูมีมิติหลากหลายขึ้นด้วย
5. พืชอื่นๆแปลงดอกไม้นี่ไม่จำเป็นจะต้องมีเฉพาะดอกไม้นี่ครับ เราสามารถแทรกไม้อื่นๆเข้าไปได้ด้วย อย่างหญ้าที่นกอาจจะใช้ฉีกเอาใบไปทำรัง ไม้ต้นเล็กๆ หรือไม้ผลเล็กๆที่นกเอาไปใช้เป็นอาหารได้อย่างตะขบนี่ก็ใช้ได้ดีครับ เพื่อนๆคนไหนมีอยู่ในบ้านก็ลองทำแปลงดอกไม้รอบๆโคนต้นได้เลย
6. พื้นดินส่วนของพื้นดินตรงที่ว่างๆของแปลงดอกไม้นี่ ถ้าเราอยากจะดึงดูดนกก็เลือกพวกหญ้าหรือไม้ครับ ถ้าเป็นหินก็ให้เป็นพวกกรวดเล็กๆพอที่นกเขาจะพลิกหาแมลงที่อยู่ข้างล่างก้อนกรวดพวกนั้นได้ง่ายๆด้วย
7. ผู้ล่านกนี่ถ้าเขาสนุกสนานเขาก็จะลงมาเล่นในแปลงดอกไม้บ้านเรา ทีนี้ธรรมชาติคือพอมีนก มันก็จะต้องมีผู้ล่านก ทั้งงู แมว หมา สารพัดเลยครับ คอยดูแลไม่ให้พวกนี้เขาเข้ามาใกล้แปลงดอกไม้ของเราไว้ด้วยนะ วิธีง่ายๆอย่างนึงก็คือลองปลูกพืชที่มันมีหนามน่ะครับ เอาแบบอย่าให้แน่นเกินไป แต่ก็ไม่บางเกินไปด้วย แบบนี้จะเล็กพอที่นกจะแทรกเข้าไป แต่ใหญ่เกินกว่าพวกผู้ล่าหลายชนิดจะบุกฝ่าหนามตามเข้าไปไล่กินเขา

8. ของตกแต่งลองจัดสวนหน้าบ้านขนาดเล็กของเราด้วยของที่เอื้อสำหรับนกครับ อย่างกระป๋อง อ่างน้ำที่ใส่น้ำไว้ พวกอ่างนี่เดี๋ยวนกก็ลงมาเล่นน้ำ ส่วนพวกกระป๋องบัวรดน้ำนี่เผลอๆเมื่อไรเขาเข้าไปทำรังทันทีเลย นอกจากนี้เพื่อนๆอาจจะหาพวกบ้านนก ที่ให้อาหารนกมาผูกตามต้นไม้ใกล้ๆแปลงนั่นด้วยก็ได้ครับ
9. การดูแลพอเราทำการจัดสวนหน้าบ้านขนาดเล็กๆของเราเสร็จแล้ว สักพักนึงเดี๋ยวนกมาเองครับ แต่ถึงทำเสร็จแล้ว มีแขกมีเพื่อนบ้านตัวน้อยๆมาอยู่ร่วมกันแล้วก็ไม่ใช่ว่าเราจะปล่อยเฉยๆอะไรแบบนั้นได้นะ หมั่นดูแลทำความสะอาด รดน้ำ กำจัดวัชพืชกันด้วย แต่พยายามอย่าใช้พวกสารเคมียาฆ่าแมลงอะไรแบบนี้นะครับ เพราะของพวกนี้มีอันตรายไม่ใช่เฉพาะกับแมลง แต่จะมีผลไปถึงนกของเรา ถ้าจะใช้ ลองหาพวกที่ทำจากสารธรรมชาติต่างๆมาแทนจะดีกว่าครับ
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://welcomehomecm.blogspot.com
โดย saweang | ก.พ. 24, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก

มีพื้นที่อยู่นิดหน่อยข้างบ้านญาติมีช่องพอจะสร้างบ้านให้กับลูกสาว ลองไปวัดดูหน้ากว้าง 7 เมตรกว่าๆ ส่วนด้านลึกได้เกือบ 20 เมตร จึงได้ถางหญ้าและตัดต้นไม้ที่ปลูกขวางไว้ออกและได้สั่งหินคลุกมาลงเพื่อปรับหน้าดิน 3 คันรถหกล้อ คันละ 1300 บาท รวม 3,900 บาท
ลองวาดแบบบ้านเองโดยอาศัยจากในห้องนี้ล่ะ ลอกการบ้านเอาคิดว่าพอกับพื้นที่ที่เรามีอยู่และไม่ใหญ่โตจนเกินไปให้สามารถอยู่ได้ 3 คน พ่อแม่ลูก ก็เพียงพอแล้วแบบบ้านจึงออกมาตามที่เห็น แต่มีแก้ไขพื้นที่ห้องนอนขยายเพิ่มเป็น 4 x 3 เมตร เพราะมีพื้นที่ด้านหลังว่างมากเลยอยากให้ห้องนอนเท่ากันทั้ง 2 ห้อง (ลูกสาวแอบบนอยด์เมื่อเห็นแบบบอกว่าทำไมห้องหนูเล็กกว่าห้องแม่อีกล่ะ) 555




หลังจากพอใจในแบบบ้านแล้วจึงไปติดต่อช่างประจำหมู่บ้าน ซึ่งก็คือลุงนั่นเองให้คิดค่าแรงแบบเหมาและแบบถูกๆ เคาะออกมาที่ 55,000 บาท ทำจนเข้าอยู่ได้รวมเบ็ดเสร็จทุกอย่างที่เป็นงานช่าง
ยกเว้นวัสดุการก่อสร้างและตกแต่ง เป็นอันตกลงลงมือสั่งของตีผังโดยใช้เหล็กแปมาแทนไม้หน้าสามในการตีผังเพื่อประหยัดเงินในการซื้อไม้ส่วนเสาใช้ไม้ค้ำเสาเอามาใช้ก่อนเสร็จแล้วค่อยรื้อถอน

สั่งซื้อของเรียบร้อยไปหาฤกษ์กับพระอาจารย์ที่วัดได้ฤกษ์ดี วันที่ 10 สิงหาคม 2561 เวลา 09.09 น. จึงจัดพิธียกเสาเอกโดยจัดทำเองทั้งหมดไม่ได้จ้างใครใดๆทั้งสิ้น อาศัย อากู๋ ในการค้นหาจังหวะดีมีหลวงลุงมาเยี่ยมญาติพอดีเลยนิมนต์ให้มาชยันโตตอนยกเสาเอกจะได้เป็นศิริมงคลกับบ้านและคนอาศัย




หลังจากยกเสาเอกเป็นที่เรียบร้อย โดนเงินติดหัวเสาให้กับช่างไป 1 พัน เพราะความที่ไม่รู้ว่าเมื่อติดยอดเสาเอกแล้วต้องยกให้ช่างด้วยความที่อยากให้มีเงินไหลมาเทมามากๆเลยติดแบงค์พัน พอไปลาเจ้าที่เจ้าทางเท่านั้นล่ะจะเป็นลมช่างมารอรับเงินเลย 555 แต่ก็คุ้มจากการทำงานด้วยช่าง 2 คน ผู้ช่วยกรรมกร 1 คน ช่วยกันแบกเสาหน้า 5 ยาว 8 ศอก แบบสบายๆแค่มีแผลพองที่หลังนิดหน่อย และช่วยกันนำเสาลงหลุมจำนวน 12 ต้น ครบทุกต้นพร้อมไม้ค้ำยัน วันรุ่งขึ้นรอตั้งเสาให้ได้ที่อีกทีหนึ่ง


พอดีติดธุระนิดหน่อย หลังจากตั้งเสา โดยการดิ่งและขึงเอ็นจากล่างไปบนเรียบร้อยแล้ว ช่างก็ได้เทปูนกลบตีนช้างเสาและกลบดินเรียบร้อย


เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้ผูกเหล็กทำคานและก่ออิฐบล็อคทำเป็นแบบโดยไม่ต้องรื้อออกประหยัดไม้ทำแบบและน่าจะแข็งแรงมากขึ้น เพื่อรอปูแผ่นพื้นสำเร็จ ที่สั่งเข้ามาวันนี้ สรุป 1 สัปดาห์เสร็จถึงการเทคานเรียบร้อยโดยใช้ช่างแค่ 2 คน ถือว่างานเร็วใช้ได้เพราะเป็นงานเหมา มีความคืบหน้าจะมาต่อให้จนบ้านเสร็จนะครับ อย่าเพิ่งเบื่อล่ะ
ตอนนี้ใช้เงินไปแล้วประมาณ 123,741 บาท โดยซื้อไปแล้วทั้งหมดยกเว้น ฝ้า กระเบื้อง แผ่นเมทัลชีท ปูนฉาบ สี ประปา ไฟฟ้า ประมาณการส่วนที่เหลือไม่น่าจะเกิน 80,000 บาท และค่าแรงอีก 50,000 บาท (เบิกไปแล้ว 5,000 บาท) รวมทั้งสิ้นไม่น่าจะเกิน 250,000 บาท หมายเหตุ ฝ้าใช้แบบฝ้าแขวนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย


หลังจากกลับไปดูเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ช่างได้ปูพื้นสำเร็จเรียบร้อยแล้วและกำลังขึ้นโครงหลังคา แต่ติดปัญหาที่น้องฝนผ่านมาพอดีทำให้ทำงานล่าช้าไปบ้าง เพราะงานเชื่อมกับน้องน้ำเข้ากันไม่ได้จริงๆ ได้ทำงานแค่วันละ 2-3 ชม. แต่วันนี้ให้แฟนถ่ายรูปส่งมาให้ดูก็จะเห็นว่าโครงหลังคาใกล้เสร็จแล้วติดแปเรัยบร้อยเหลือแค่ติดซอยสำหรับติดไม้เฌอร่าเท่านั้น คาดว่าวันนี้คงจะมุงหลังคาเมทัลชีทได้เนื่องจากสั่งมาแล้วเมื่อวานนี้ ต่อไปคงจะเริ่มทำแบบเทพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปพร้อมทั้งก่อผนังกั้นห้องตามแบบต่อไป
หมายเหตุ ที่เห็นคานหน้ายังไม่ทำเพราะรอให้รถขนแผ่นพื้นเข้าไปส่งด้านในได้เนื่องจากพื้นที่จำกัดไม่สามารถขยับได้


หลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ ทำการเททับหน้าแผ่นพื้นสำเร็จรูป รอปูนแห้งและเซ็ตตัว 2-3 วัน จึงได้เริ่มทำการก่ออิฐบล๊อกทำผนังกั้นห้องต่างๆตามแบบที่วางไว้ แต่ก็มีปัญหากับช่างตลอดเพราะช่างอยากให้ห้องนอนอยู่ทางเดียวกันแต่เราอยากได้คนละฝั่งอยากให้มีสเต็ปในการแบ่งห้อง แต่ช่างบอกจะได้มีพื้นที่กว้างๆทะลุจากห้องรับแขกไปยังห้องครัว ต้องใช้ ม.44 ช่างถึงจะยอมทำต่อ คืออารมย์เราอยากได้อะไรที่มันลึกลับซับซ้อนหน่อยเวลาเข้ามาในบ้านไม่อยากให้ใครเห็นอะไรๆจนทะลุประตูหลัง ยอมเสียงบเพิ่มอีกนิดหน่อยแต่ได้ความพึงพอใจ ซึ่งเราก็ยอมลดงบประมาณจากฝ้าแผ่นเรียบมาเป็นฝ้าแขวนแล้ว (สาเหตุเพราะช่างไม่ถนัดฝ้าเรียบ 555) และเราเห็นดีด้วยจะได้ไม่มีปัญหาในการเดินระบบไฟฟ้าในภายหลัง


หลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ งานก่อสร้างยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่เนื่องจากติดช่วงเทศกาลหวยออก ช่างผู้รับเหมาโชคดีถูกเลขท้าย 2 ตัว เลยหยุดไปใช้เงินซะ 3 วัน คาดว่าเงินหมดคงจะมาเริ่มทำงานต่อได้ ดังนั้นจึงได้แค่การกั้นห้องต่างๆและเทคานเอ็นไว้รอติดตั้งหน้าต่างเท่านั้น ซึ่งเมื่อวานก็ได้แวะเข้าไปบอกช่างเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ เช่นในห้องน้ำ
เคาน์เตอร์ครัว ฯลฯ ซึ่งต้องแจ้งด้วยปากเปล่าห้ามทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพราะช่างจะไม่อ่านอย่างเด็ดขาด เฮ้อ… ถูกและดีไม่มีในโลก แต่ก็เอาเถอะทนทำกันมาจนใกล้จะเสร็จล่ะ ช่างแจ้งว่าไม่เกินวันที่ 20 เดือนกันยายน ย้ายเข้าอยู่ได้เลย แอบบ…ไม่เชื่อ แต่ไม่เป็นไรเพราะไม่ได้รีบร้อนเนื่องจากลูกสาวยังไม่ปิดเทอมรอต้นเดือนหน้าก็ไม่มีปัญหา
ช่วงนี้เลยไปติดต่อ อบต.ขออนุญาติก่อสร้างบ้าน เพื่อขอเลขที่บ้านเอาไว้ไปขอมิเตอร์ไฟฟ้า วันนี้เลยมีรูปไม่มากเท่าไหร่ซ้ำๆกันเพียงแค่อยากให้เห็นการก่ออิฐบล็อคที่ช่างก่อจนสุดปลายเสาทุกห้อง แถมมีบางช่องเล่นหวาดเสียวก่ออิฐบล็อคลงมาด้วยโดยวางอยู่ที่คานเอ็นและเสียบเหล็กเท่านั้น ซึ่งจริงๆต้องการให้เปิดโล่งแต่ด้วยความหวังดีของช่างบอกว่าสวยดี …อีกล่ะ…



เพิ่มเติม งานขุดหลุมฝังบ่อบำบัดและบ่อรองซึม สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ด้วยความลึกบ่อบำบัด 125 ซม. บ่อรองลึก 4 ปอก ปรับระดับลาดเอียงเรียบร้อย สามารถไปแจ้งที่สาธารณสุขตำบลเพื่อประกอบการขอเลขที่บ้านได้ล่ะ


ผ่านไปอีกสัปดาห์ได้งานฉาบปูนมาบ้างแล้ว ด้านข้างนอกบ้านเรียบร้อยล่ะเหลือด้านหน้ากับด้านหลัง และในส่วนห้องนอนอีก 1 ห้อง คาดว่าไม่เกินอีก 2 วัน งานฉาบปูนคงแล้วเสร็จ ทีนี้คงต่อด้วยงานติดไม้เฌอร่าและเตรียมงานทำฝ้าต่อไป เอาใจช่วยด้วยนะครับไม่ให้เกินงบ 250,000 บาท



สัปดาห์นี้งานก่อสร้างไม่ค่อยคืบหน้าเพราะช่างที่รับเหมาเทงานไม่ยอมทำงาน เลยต้องจ้างช่างเป็นจ๊อบๆ เช่น ตีไม้เฌอร่ากับใส่ครอบหลังคา ราคาค่าแรง 1,500 บาท ทำ 2 วันเสร็จ ก็ต้องยอมจ่ายเพื่อให้บ้านเสร็จที่เหลือก็งานเดินไฟฟ้า ฝ้า ปูกระเบื้อง และทาสี ได้ติดต่อผู้รับเหมาเป็นงานๆไปแล้ว โดยได้ราคาค่าแรง ดังนี้
1. เดินไฟฟ้าภายในคิดจุดละ 200 บาท
2. ฝ้าฉาบเรียบ ตรม.ละ 220 บาท ด้านในและชายคาราคาเท่ากัน
3. ปูกระเบื้อง ตรม.ละ 100 บาท ห้องน้ำ ตรม.ละ 120 บาท
4. ทาสียังหาช่างไม่ได้อาจจะต้องทาเอง อันนี้ไม่ซีเรียสตกลงกับลูกสาวว่าห้องใครอยากได้สีอะไรก็ทาเอาเอง 555



หลังจากหายไป 2 สัปดาห์ กว่าจะหาช่างมาทำงานจนแล้วเสร็จทั้งฉาบทั้งทำฝ้า จึงได้ฤกษ์ทาสีฝ้าและสีรองพื้น ซึ่งคิดว่าเป็นงานง่ายๆเลยไม่ได้จ้างช่างสีมาทำรอจ้างตอนทำสีจริงทีเดียวเลยจะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย ที่ไหนได้ทาสีฝ้าเป็นอะไรที่ทรมานสังขารมากเนื่องจากต้องแหงนหน้าตลอดเวลาทำให้ปวดเมื่อยบริเวณต้นคอเป็นอย่างมาก
ส่วนสีรองพื้นก็กินกำลังแขนเป็นที่สุด ดีน่ะที่ ผบทบ.มาช่วยไม่งั้นถูกหามส่งโรงพยาบาลแน่ๆ แต่ก็ดีช่วยประหยัดค่าจ้างไปได้เยอะเลยใช้เวลาแค่ 1 วันทาสีฝ้าพื้นที่ 63 ตรม.และผนังภายใน 2 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องครัว 1 ห้องน้ำ เป็นผลสำเร็จ ช่วงนี้ก็รอช่างที่จะมีคิวว่างมาปูกระเบื้องให้เสร็จแล้วก็คงจะจ้างช่างทาสีเป็นจริงเป็นจังสักที มือสมัครเล่นไม่ไหวไม่คุ้มค่ายากับค่านวด ความฝันใกล้เป็นจริงล่ะบ้านหลังน้อยให้ลูกสาวที่เริ่มโต




และแล้วก็ถึงวันอันสำเร็จตั้งแต่เริ่มยกเสาเอกวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ย้ายเข้าบ้านวันที่ 29 ตุลาคม 2561 รวมระยะการสร้าบ้านด้วยตนเองประมาณ 2 เดือน กับ 19 วัน ถือว่าไม่เร็วและไม่ช้าเนื่องจากมีเวลาทำแค่สัปดาห์ละ 1-2 วันในวันหยุดทำงานเท่านั้น ยกเว้นงานที่ต้องจ้างช่าง เช่น งานโครงสร้าง ตั้งเสา เทคาน ก่ออิฐบล๊อค ฉาบปูน โครงหลังคา ฝ้า ปูกระเบื้อง ส่วนงานสีทำเองทั้งหมดทั้งภายใน ภายนอก รวมถึงระบบประปา ส่วนงานไฟฟ้าจ้างช่างผู้ชำนาญการครับ สรุปรวมยอดค่าใช้จ่ายประมาณ 3 แสนกว่าไม่เกิน 3 แสนห้าหมี่นบาท คำว่าบ้าน มันคือบานของจริงครับตั้งใจคุมงบแค่ 250,000 บาท แต่ไม่สามารถทำได้จริงๆเนื่องจากช่างที่รับเหมาครั้งแรกที่เป็นญาติกันเทงานไม่ยอมทำต่อหลังจากก่ออิฐเสร็จ ทำให้ต้องจ้างช่างรายวันบ้างรับเหมาบ้างทำให้งบบานปลายครับ แต่ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีมีความสุขกับการสร้างบ้านให้ลูกสาวด้วยมือตัวเองตั้งแต่การออกแบบ สั่งซื้อของต่างๆ รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการทำงาน ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาเป็นระยะนะครับ



ขอบคุณข้อมุลจากhttps://pantip.com/topic/37966992
โดย saweang | ก.พ. 14, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
หากถามว่า ต้องการสร้างบ้านผนังสำเร็จรูป VS ผนังก่ออิฐ แบบไหนดีกว่ากันคงไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากปัจจัยของคุณภาพอยู่ที่การควบคุมคุณภาพของแต่ละโรงงานการผลิตที่เรานำมาใช้สร้างบ้านให้แข็งแรงเพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ดังนั้นก่อนจะสร้างบ้านการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับผนังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้ บทความนี้เราจะมาเปรียบเทียบระหว่างผนังสำเร็จรูป VS ผนังก่ออิฐ ให้เพื่อนๆได้ลองคิดพิจารณาดูกันว่าควรเลือกผนังแบบไหนมาใช้ในบ้านของเรา

ขอบคุณรูปภาพจาก oknation.nationtv.tv
จุดเด่นของระบบผนังสำเร็จรูป คือ ต้นทุนการก่อสร้างอาคารที่ลดลงหากเทียบจากระบบการก่อสร้างแบบปกติ ส่งผลให้ระยะเวลาในการก่อสร้างเร็วขึ้น จึงทำให้ค่าแรงช่างถูกลง คุณภาพงานก่อสร้างเป็นไปตามมาตรฐานเนื่องจากชิ้นส่วนงานมีคุณภาพ เพราะผลิตในโรงงาน จึงไม่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ที่จะส่งผลต่อคุณภาพงานก่อสร้าง โดยเฉพาะมาตรฐานงานคอนกรีตเสริมเหล็ก รวมไปถึงงานที่เกี่ยวข้องกับปูนซีเมนต์ ได้พื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้น เพราะชิ้นส่วนของผนังสำเร็จรูป จะผ่านการออกแบบมาให้เหมาะกับพื้นที่ของอาคารนั้นๆ โดยคำนึงถึงเหลี่ยมมุมของผนัง จึงไม่เสียพื้นที่ให้กับโครงสร้างเสา คาน และด้วยชิ้นส่วนผนังสำเร็จรูป เป็นคอนกรีตโครงสร้างเสริมเหล็กที่ทำหน้าที่เป็นทั้งโครงสร้างอาคารและผนังอาคาร จึงทำให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

หลายคนคงคุ้นเคยกับผนังก่ออิฐเป็นอย่างดี เพราะวัสดุชนิดนี้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยอิฐที่นิยมนำมาใช้สร้างบ้านมี 2 ประเภท คือ อิฐมอญ VS อิฐมวลเบา หากถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน ก็คงตอบไม่ได้เช่นกัน เพราะแต่อิฐทั้ง 2 ประเภทนี้ มีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกัน บ้านแต่ละหลังในยุคปัจจุบัน สถาปนิกและวิศวกร จึงเลือกที่จะนำอิฐทั้ง 2 ประเภทนี้ มาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม
อิฐมอญ
อิฐมอญหรืออิฐแดง ทำจากดินเหนียวผสมแกลบเผา ผลิตได้เองภายในประเทศ กระจายตามท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาค มีความคงทนในการใช้งานสูงมากจึงได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีต และเป็นที่คุ้นเคยกับช่างก่ออิฐทั่วไป นอกจากนี้อิฐมอญยังมีคุณสมบัติทนต่อความชื้น มีความหนาแน่นสูง และราคาถูกกว่าอิฐมวลเบา ส่วนข้อเสียของอิฐมอญ คือน้ำหนักที่มากกว่าอิฐมวลและใช้เวลาก่อผนังค่อนข้างมาก เป็นผลให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น
อิฐมวลเบา
อิฐมวลเบา มีส่วนผสมหลักคือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ คุณสมบัติเด่น ให้น้ำหนักที่เบากว่าอิฐมอญ ขนาดของอิฐได้มาตรฐาน ลดการสูญเสียได้ดี เพราะมีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนได้มากกว่าอิฐชนิดอื่น เหมาะอย่างยิ่งกับผนังบ้านที่ต้องการลดน้ำหนักของโครงสร้าง เพราะอิฐมวลเบามีน้ำหนักน้อยกว่าอิฐมอญ ประมาณ 1 ใน 3 ของอิฐมอญเท่านั้น ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ผลิตอิฐมวลเบาจำนวนมาก แต่ก็มีข้อด้อยตรงที่ ราคาอิฐมวลเบา จะสูงกว่าอิฐชนิดอื่นๆ
ต้องการสร้างบ้าน ราคาถูก ปลอดภัย สวยงามและได้มาตรฐาน ทุกพื้นที่ใช้สอยคุ้มค่า แวะมาพูดคุยกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการรับออกแบบบ้านและสร้างบ้าน
ขอบคุณข้อมูลจากได้ที่ http://www.householder.co.th/
โดย saweang | ก.พ. 14, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เทคโนโลยี ผนังสำเร็จรูป Precast เป็นวิธีการสร้างบ้านในยุคใหม่ ที่สามารถช่วยให้สร้างบ้านได้อย่างรวดเร็ว ทันใจลูกค้า โดยเปลี่ยนจากผนังบ้านที่สร้างขึ้นมาจากการก่ออิฐฉาบปูน มาเป็นผนังคอนกรีตสำเร็จรูป
ในปัจจุบันมีโครงการหมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมมากมายที่ก่อสร้างด้วย Precast ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงสามารถควบคุมงานก่อสร้างได้มีคุณภาพมากขึ้น
ผู้ที่ต้องการจะสร้างบ้านจึงควรรู้จักระบบ ผนังสำเร็จรูป เพื่อใช้เป็นข้อมูลในตัดสินใจเลือกสร้างบ้านที่มีคุณภาพ และตรงตามความต้องการที่สุด
การก่อสร้างในอดีตจะนิยมใช้ไม้เป็นวัสดุในการก่อสร้าง จนพัฒนามาเป็นการใช้คอนกรีตซึ่งใช้อย่างแพร่หลายมากในปัจจุบัน เพราะมีความแข็งแรง รวมไปถึงมีการพัฒนามาใช้คอนกรีตอัดแรง ในงานอาคารสูงเพื่อลดค่าใช้จ่าย และในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ระบบการก่อสร้างแบบ Precast หรือผนังคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทย
เหตุผลที่ก่อสร้างด้วยผนังสำเร็จรูป (Precast) เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะต้นทุนการก่อสร้างอาคารลดลงเมื่อเทียบกับระบบการก่อสร้างแบบปกติ ด้วยระยะเวลาในการก่อสร้างที่เร็วขึ้น ส่งผลให้ค่าแรงช่างถูกลง
และคุณภาพงานก่อสร้างเป็นไปตามมาตรฐานเนื่องจากผลิตมาจากโรงงาน สามารถเปิดโครงการได้รวดเร็วทันความต้องการของตลาด และยังนำระบบวิธีการไปใช้กับโครงการอื่น ๆ ต่อได้อีกด้วย
- Time (ลดระยะเวลาการก่อสร้าง)
- Cost (ลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง)
- Quality (สามารถควมคุมคุณภาพการก่อสร้างได้ดีกว่า)
สารบัญ ( ยาวไปเลือกอ่านได้นะ )
1. ระยะเวลาการก่อสร้าง
การก่อสร้างด้วยระบบ Precast สามารถก่อสร้างได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการก่อสร้างในระบบแบบปกติ โดยในบ้าน 1 หลังหากก่อสร้างด้วยระบบเสา-คาน ที่มีการก่ออิฐฉาบปูนจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8-12 เดือน
แต่เมื่อเทียบกับระบบ Precast สามารถทำได้ภายใน 3-4 เดือน (เร็วกว่าประมาณ3เท่า) สาเหตุที่ระบบ Precast สร้างได้เร็วกว่าเนื่องจากผนังจะถูกหล่อมาเป็นชิ้นจากโรงงานไม่ต้องเสียเวลาก่ออิฐฉาบปูน

2. ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง
แม้ว่าวัสดุแล้วชิ้นส่วน Precast จะมีราคาแพงกว่าอิฐ แต่ระบบ Precast จะใช้แรงงานน้อยกว่า และไม่ต้องเสียค่าไม้แบบ
นอกจากนี้การก่อสร้างที่เร็วยังลดค่าดำเนินการลงด้วย
เมื่อเทียบโดยรวมแล้วทำให้ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างด้วยระบบ Precast จึงมีราคาค่าก่อสร้างที่ถูกกว่า และค่าแรงในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้น การก่อสร้างด้วย Precast จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

3. คุณภาพการก่อสร้าง
เนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกผลิตมาจากโรงงานเป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้การควบคุมคุณภาพทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะไม่ถูกรบกวนจากสภาพอากาศ เช่นแดดหรือฝน และไม่ขึ้นกับฝีมือแรงงานมากนัก
เพราะถ้าเป็นการก่อสร้างด้วยระบบเสา-คานที่มีการก่ออิฐฉาบปูนจะต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญมากในการก่ออิฐและฉาบผนังเพื่อให้ออกมาดีและสวยงาม แต่หากเป็นชิ้นส่วน Precast จะสามารถควบคุมการผลิตชิ้นงานให้มีคุณภาพสม่ำเสมอและง่ายต่อการตรวจสอบ

สรุป
นอกจากนี้ระบบ Precast ยังมีข้อได้เปรียบระบบเสา-คาน อีกหลายด้าน เช่น ความสามารถในการป้องกันเสียงรบกวน ความแข็งแรงของผนัง ความทนทานต่อความร้อนและช่วยลดความร้อน
แม้ว่าการก่อสร้างด้วยระบบ Precast จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีผู้บริโภคบางส่วน ไม่มั่นใจในระบบนี้ ทั้งในเรื่องการรั่วซึม และปัญหารอยร้าว โดยปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะมาจากการก่อสร้างด้วยระบบ Precast ของประเทศไทยในช่วงแรกๆที่ยังขาดความชำนาญและความรู้ในการก่อสร้าง เพราะแม้ระบบนี้จะใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมานานแล้วก็ตาม
แต่ในประเทศไทยนั้นถือเป็นระบบใหม่ จึงอยู่ในช่วงเรียนรู้ เช่น นำวิธีการ Joint จากต่างประเทศมาใช้ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีฝนตกชุกมากกว่าทำให้วิธีการป้องกันน้ำแบบเดิมจึงใช้ไม่ได้ผล หรือบ้านที่เกิดรอยร้าวขึ้น
เพราะผู้ออกแบบและผู้รับเหมาในช่วงแรกๆ ยังไม่มีความชำนาญที่เพียงพอ ซึ่งในปัจจุบันวิธีการก่อสร้างด้วยระบบ Precast ได้มีการพัฒนาปรับปรุงจนสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้แล้ว
ข้อมูลอ้างอิง at home with precast concrete
โดย saweang | ก.พ. 14, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ถ้าย้อนกลับไปการสร้างบ้านในอดีดมักจะสร้างด้วยวัสดุที่ได้จากธรรมชาติเป็นหลักเช่น ไม้ และเมื่อเวลาผ่านไปวัสดุที่ใช้นำมาสร้างบ้านก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งวัสดุชนิดที่บริษัทสร้างบ้าน หรือผู้รับเหมานิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ อิฐมอญ กับ อิฐมวลเบา ซึ่งอิฐทั้ง2อย่างนีแบบไหนดีกว่ากันล่ะ? วันนี้เลยขอนำข้อมูลที่ได้รวบรวมมาช่วยในการตัดสินใจเลือกกันอย่างเหมาะสมกันค่ะ
บริษัทสร้างบ้าน
รู้จักกับอิฐมอญ
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอิฐแดง ทำจากดินเหนียวผสมแกลบหรือวัสดุอื่นผสมน้ำ เผาด้วยเตาจนสุก ผลิตได้เองภายในประเทศกระจายตามท้องตลาดทั่วภูมิภาค เป็นที่คุ้นเคยกับช่างก่ออิฐทั่วไป นอกจากนี้อิฐมอญยังมีคุณสมบัติทนต่อความชื้น มีความหนาแน่นสูง และราคาถูกกว่าอิฐมวลเบา
รู้จักกับอิฐมวลเบา
ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “คอนกรีตมวลเบา” มีส่วนผสมหลักคือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ คุณสมบัติเด่น ให้น้ำหนักที่เบากว่าอิฐมอญ ขนาดของอิฐได้มาตรฐาน ลดการสูญเสียได้ดี เหมาะอย่างยิ่งกับผนังบ้านที่ต้องการลดน้ำหนักของโครงสร้าง เพราะอิฐมวลเบามีน้ำหนักน้อยกว่าอิฐมอญ ประมาณ 1 ใน 3 ของอิฐมอญเท่านั้น
ข้อแตกต่างระหว่าง อิฐมวลเบา VS อิฐมอญ
ความทนทาน อายุการใช้งาน
อิฐมอญ จะได้เปรียบมากกว่าเพราะส่วนผสมที่ทำมาจาก ดินเหนียวปนทราย ผสม แกลบ และขี้เถ้า นำเข้าเตาอบ การยึดเกาะของเนื้อผิวจึงมีมากกว่า สามารถทุบ สกัด เจาะ ฝังอุปกรณ์ต่างๆ ที่รับน้ำหนักมากๆ
อิฐมวลเบา ที่มีส่วนผสมทำมาจาก ทราย ซีเมนต์ ปูนขาว ยิปซั่ม และผงอลูมิเนียม มีรูพรุนอยู่ข้างในมากกว่า สามารถเกิดการแตกร้าวได้ง่ายกว่า
อุณหภูมิภายในบ้าน
อิฐมอญ ที่เนื้ออิฐมีคุณสมบัติสะสมความร้อนได้ดี เมื่อโดนแสงแดดช่วงกลางวันจะแผ่ความร้อนเข้ามาภายในบ้าน ซึ่งถ้าห้องไหนก่อด้วยอิฐมอญ ควรมีการถ่ายเทอากาศออกสู่ภายนอกได้ ไม่อย่างนั้นจะทำให้เปลืองค่าไฟในการเปิดแอร์มากค่ะ
อิฐมวลเบา เพราะเนื้ออิฐมีลักษณะเป็นฟองอากาศ มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี
การตกแต่ง
อิฐมอญ นิยมนำมาตกแต่งในหลายสไตล์ สามารถใช่ก่ออิฐโชว์แนว สไตล์ลอฟท์ หรือวินเทจ ซึ่งนอยมมากในปัจจุบัน
อิฐมวลเบา จะถูกนำมาใช้ก่อผนัง และฉาบปูนทับทั่วไป เรื่องการต่อเติมทั้ง 2 แบบ สามารถทำได้เหมือนๆ กัน ขึ้นอยู่กับใช้งานค่ะ
ความแข็งแรง การใช้งานทั่วไปไม่ต่างกัน แต่ผนังอิฐมอญจะเหมาะสำหรับการใช้วัสดุกรุผนังที่มีน้ำหนักมาก เช่น หินแกรนิต หรือหินอ่อน
น้ำหนัก อิฐมวลเบาเบากว่าอิฐมอญ 2-3 เท่า และมากกว่าคอนกรีต 4-5 เท่า ทำให้สะดวกในการติดตั้ง
ปัจจุบันบริษัทสร้างบ้าน สร้างบ้านจัดสรรหรืออาคารห้องเช่า จึงใช้อิฐมวลเบาแทนเกือบทั้งหมดยกเว้นในกรณีก่อผนังห้องน้ำที่ยังต้องใช้อิฐมอญ เนื่องจากคุณสมบัติของอิฐมวลเบาไม่สามารถรับการเจาะและแขวนวัสดุที่มีน้ำหนักมากได้กว่า สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะเป็นโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกใช้อิฐในการสร้างบ้านไม่มากก็น้อยนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก baanlaesuan.com
โดย saweang | ก.พ. 12, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
หลายครั้งที่มีคนเอ่ยถึงการนำแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์อย่าง “สมาร์ทบอร์ด” มาใช้ทำฝาผนังทดแทนผนังก่ออิฐ อาจมีข้อสงสัยเกิดขึ้นในใจมากมายกับการเปรียบเทียบวัสดุทั้งสองชนิดนี้
ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความแข็งแรง การรับน้ำหนักวัตถุที่นำมาติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกรอบรูป หรือ เฟอร์นิเจอร์บิวท์อินต่างๆ การกั้นเสียงจากภายในไม่ให้ออกภายนอกไม่ให้เข้า การทนต่อสภาวะอากาศภายนอกที่ผันแปร ทั้งแดด ฝน ลมกรรโชกแรง และที่สำคัญคือเรื่องความปลอดภัย เช่น การโจรกรรม หรือ เหตุเพลิงไหม้ ที่ผนังนั้นควรมีความแข็งแรง และสามารถทนไฟได้นานพอที่ทุกคนในบ้านจะหนีได้ทันการณ์
“อิฐ” เป็นวัสดุที่ทุกคนรู้จักกันดีและนิยมใช้กันมาตั้งแต่อดีต ในขณะที่การก่อผนังด้วยอิฐต้องพึ่งแรงงานฝีมือช่างซึ่งปัจจุบันหายากมากขึ้นเรื่อยๆ “แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ด” วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ที่สามารถใช้กับงานผนังได้ทั้งภายในและภายนอกในระบบผนังโครงเบา ก็กำลังเริ่มเป็นที่นิยมนำมาใช้ในงานก่อสร้างมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว รวมทั้งมีคุณสมบัติต่างๆ ที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงหรือเทียบเท่าผนังก่ออิฐอีกด้วย ทั้งเรื่องความแข็งแรง การกันเสียง การทนแดดฝน และการกันความร้อน และที่โดดเด่นคือเรื่องของน้ำหนักที่เบากว่าผนังก่ออิฐถึง 6 เท่า
ความแข็งแรง
เรื่องความแข็งแรงนั้น คนส่วนใหญ่อาจมองว่าผนังก่ออิฐสามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าผนังสมาร์ทบอร์ด เพราะสามารถรับน้ำหนักของเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน หรือของที่นำมาแขวนผนังได้แทบทั้งหมด รวมถึงการกรุผิวด้วยวัสดุที่มีน้ำหนักมาก เช่น กระเบื้อง หรือ หินแกรนิตได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตกหล่น โดยน้ำหนักต่อจุดที่ผนังก่ออิฐสามารถรับได้คือ 30 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (ความสามารถในการรับน้ำหนักของอิฐอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและกรรมวิธีของผู้ผลิตแต่ละราย)
แต่รู้หรือไม่ว่าการแขวนของบนผนังสมาร์ทบอร์ด หนา 8 มม. โดยใช้พุกพลาสติกผีเสื้อ PT-13 ที่ใช้งานคู่กับตะปูเกลียวแล้วละก็ จะสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 80 กิโลกรัมต่อจุดเลยทีเดียว (หากตอกตะปูเพื่อแขวนของทั่วไป เช่น กรอบรูป นาฬิกาแขวน ฯลฯ จะรับน้ำหนักได้ประมาณ 3-4 กิโลกรัม)

การติดตั้งพุกพลาสติกผีเสื้อ เพื่อยึดแขวนของบนสมาร์ทบอร์ด

การก่อผนังสองชั้นเว้นช่องว่างกลางอากาศตรงกลาง ป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน
ที่มาภาพ: www.bloggang.com/
จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่า ผนังเบาที่กรุด้วยแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์อย่างสมาร์ทบอร์ดนั้น นับว่าทดแทนการใช้ผนังก่ออิฐได้ มิใช่แค่งานต่อเติมบ้าน ปรับปรุงบ้านเท่านั้น
แม้จะเป็นการสร้างบ้านใหม่ทั้งหลัง ก็สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจไร้กังวล หากมีช่างผู้เชี่ยวชาญที่ติดตั้งงานได้อย่างถูกต้อง ตรงตามมาตรฐานของผู้ผลิตและตามมาตรฐานในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ได้คุณสมบัติตามต้องการ ที่มากไปกว่านั้นคือ “สมาร์ทบอร์ด” เป็นวัสดุที่สามารถรื้อถอนเพื่อนำไปประกอบติดตั้งใหม่ได้ จึงนับว่าช่วยลดการใช้ทรัพยากรได้อีกทางหนึ่ง

แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ด

อิฐมอญ
ที่มาภาพ: www.it-angthong.com
การกันเสียงรบกวน
หากเป็นการกั้นห้องภายในบ้านทั่วไป ควรมีค่า STC 38-40 โดยประมาณ ซึ่งการใช้แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ดหนา 8 มิลลิเมตร ติดตั้งบนโครงคร่าวสำเร็จจะมีค่าการกันเสียง ประมาณ STC 39 ในขณะที่ผนังก่ออิฐมอญครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้าน มีค่าการกันเสียง STC 38
การกันความร้อน
เมื่อพูดถึงการกันความร้อน หากใช้สมาร์ทบอร์ดหนา 8 มิลลิเมตร ติดตั้งกับโครงคร่าวสำเร็จ จะมีค่าการกันความร้อนประมาณ R = 0.5 (m2 K/W) ส่วนผนังก่ออิฐมอญครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้าน มีค่าการกันความร้อนประมาณ R = 0.3 (m2 K/W) จะเห็นได้ว่าผนังก่ออิฐครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้านจะทำให้ภายในบ้านมีอุณหภูมิ สูงมากกว่าการใช้ระบบผนังสมาร์ทบอร์ด
โดยธรรมชาติอิฐมอญเป็นวัสดุที่มีการสะสมความร้อนอยู่ในตัวเอง การใช้ผนังก่ออิฐจะทำให้บ้านร้อนในช่วงกลางวันจนถึงหัวค่ำ หากต้องการให้บ้านไม่ร้อนมากนัก สามารถทำได้โดยการก่อผนังอิฐสองชั้นแล้วเว้นช่องอากาศไว้ตรงกลาง ความร้อนจะมาสะสมอยู่ที่ช่องนี้ก่อน ไม่ส่งผ่านความร้อนโดยตรงสู่ภายในบ้าน
แต่ข้อเสียคือค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านลดลง และยังเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างอีกด้วย
ส่วนงานผนังสมาร์ทบอร์ดสามารถใช้ควบคู่กับการใช้ฉนวนกันความร้อนเพื่อป้องกัน ความร้อนเข้าสู่ภายในบ้าน การทำผนังทั้งสองรูปแบบนี้ นอกจากจะช่วยประหยัดแอร์แล้ว ยังช่วยประหยัดเงินในระยะยาวอีกด้วย
การกันความชื้น
ถัดมาคือเรื่องความชื้น ผนังภายนอกที่ต้องเจอกับน้ำฝนซัดสาดมาปะทะผนัง แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ดจะมีคุณสมบัติการทนน้ำไม่เปื่อยยุ่ย ไม่บวม น้ำไม่ซึมผ่านไปอีกด้าน เมื่อติดตั้งผนังสมาร์ทบอร์ดเสร็จแล้วแนะนำให้ทาสีรองพื้นปูนเก่า 1 ชั้น และทาทับด้วยสีน้ำอะคริลิกชนิดทาภายนอกอย่างน้อย 2 ชั้นเพื่อการใช้งานที่ยาวนาน
ส่วนอิฐนั้นเป็นวัสดุมีการดูดซึมน้ำที่สูง ผนังก่ออิฐควรใช้ควบคู่กับการฉาบปูนทับหน้าผนังด้านที่ต้องสัมผัสกับภายนอก เพื่อกันไม่ให้น้ำหรือความชื้นซึมผ่านเข้ามาภายในบ้านจนเกิดปัญหากวนใจได้
การทนไฟ
นอกจากคุณสมบัติข้างต้นยังมีเรื่องการทนไฟ ซึ่งควรป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า
หากต้องการให้ทนไฟ 1 ชั่วโมง การใช้ผนังก่ออิฐครึ่งแผ่นฉาบด้วยปูนทั้งสองด้านจะสามารถทนไฟได้ เทียบเท่ากับ การใช้แผ่นผนังสมาร์ทบอร์ดตราช้างหนา 12 มิลลิเมตรด้านละสองชั้น และกรุตรงกลางด้วยฉนวนกันร้อนทนอุณหภูมิสูงตราช้าง “HI-TEMP 3850”
ส่วนการทำผนังให้ทนไฟได้นานถึง 2 ชั่วโมง ต้องเป็นผนังก่ออิฐแบบเต็มแผ่นฉาบปูนทั้งสองด้านของผนัง สำหรับผนังสมาร์ทบอร์ดให้ใช้ที่ความหนา 12 มิลลิเมตรด้านละสองชั้น กรุตรงกลางด้วยฉนวนกันไฟ

การติดตั้งสมาร์ทบอร์ดกับฉนวนกันความร้อน

(ซ้าย) การก่ออิฐแบบเต็มแผ่น สามารถทนไฟได้นาน 2 ชั่วโมง
(การก่ออิฐแบบ เต็มแผ่น คือ การก่ออิฐวางตัวตามแนวขวางของผนัง ทำให้ผนังนั้นมีความหนามากกว่าปกติ เมื่อฉาบปูนเสร็จแล้วจะมีความหนาประมาณ 15-20 เซนติเมตร)
(ขวา) การติดตั้งผนังสมาร์ทบอร์ดให้ทนไฟได้ 2 ชั่วโมง ด้วยการใช้งานควบคู่กับฉนวนกันไฟ (ฉนวนกันไฟที่ใช้ในการทดสอบคือยี่ห้อ Rockwool)
ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก
เอกสาร Ceiling & Wall System Selection
www.thaihomemaster.com
www.rockwool.co.th