Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
บทความเกี่ยวกับเหล็ก Archives - Page 13 of 36 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
วิธีปูพื้น กระเบื้องยาง ด้วยตนเอง

วิธีปูพื้น กระเบื้องยาง ด้วยตนเอง

“กระเบื้องยาง” หรือ “กระเบื้องไวนิล” เป็นวัสดุปูพื้นที่ใช้ง่าย สามารถทำการติดตั้งได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะให้บรรยากาศคล้ายตกแต่งด้วยพื้นไม้ โดยกระเบื้องยางสามารถนำมาติดตั้งบนพื้นทั่วไป อาทิเช่น พื้นคอนกรีตพื้นหิน ขัดพื้นไม้เก่าหรือใหม่ เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดพื้นดังกล่าวจะต้องมีลักษณะแห้งเรียบแข็ง สะอาดจึงจะทำให้ผลงานที่ออกมาดีที่สุด

ขั้นตอนการติดตั้งกระเบื้องยาง (ด้วยตนเอง)

1. การจัดเตรียมอุปกรณ์
– กาวขาวสำหรับติดพื้นไม้
– กาวยาง
– เหล็กแซะ
– หินขัดพื้นชนิดหยาบ
– คัตเตอร์
– ตลับเมตร
– ไม้กวาด
– พัดลม
– เชือกตีฝุ่นคลุก (บักเต้า)
– ลูกกลิ้ง 30 – 50 กิโลกรัม
– เกรียงลงกาว
– ไม้ม็อบถูพื้น

2. การตรวจสอบพื้นที่ก่อนการติดตั้ง
เนื่องจากกระเบื้องยางเป็นวัสดุที่ติดตั้งแนบพี้นคุณภาพของพื้นจึงเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง พื้นที่ที่จะติดตั้งกระเบื้องยางจึงจำเป็นจะต้องมีผิวหน้า เรียบ แข็ง แห้ง สะอาด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับแต่งพื้น และเตรียมให้เรียบร้อยเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือติดตั้ง การติดตั้งกระเบื้องยางในชั้นล่าง ควรมีการตรวจสอบความชื้นของพื้นก่อน โดยใช้ภาชนะวางคว่ำลงบนพื้นและใช้วัสดุที่มีน้ำหนักวางทับไว้ ประมาณ 1 คืน แล้วเปิดดูว่ามีไอน้ำเกาะภายในภาชนะไม่ ถ้ามีแสดงว่าพื้นมีความชึ้น ไม่เหมาะที่จะติดตั้งกระเบื้องยาง

• พื้นคอนกรีต
ในกรณีเป็นพื้นคอนกรีต ให้ใช้คอนกรีตแซะงัดเศษปูนที่อาจติดอยู่กับพื้น แล้วใช้หินขัด ๆ ให้เรียบทั่วพื้นและตามซอกมุม แล้วใช้ไม้กวาดทำความสะอาด (ถ้าพื้นสูงต่ำไม่ได้ระดับ เป็นหลุมบ่อหรือมีรอยต่อจะต้องปรับปรุงและตกแต่งด้วยซิเมนต์ให้เรียบได้ระดับและขัดมัน
เสียก่อน) หมายเหตุ : พื้นก่อนติดตั้ง จำเป็นต้องแห้งสนิท เพราะฉะนั้นจึงห้ามล้างพื้นด้วยน้ำ ก่อนติดตั้งโดยเด็ดขาด

• พื้นไม้
ในกรณีเป็นพื้นไม้ให้ขัดและตกแต่งพื้นหน้าให้เรียบและปราศจากร่องของรอยต่อ (ถ้าเป็นพื้นเก่าและไม่แข็งแรงให้ซ่อมและตีตะปูยึดให้แน่นก่อน)

3. วิธีการปูพื้นกระเบื้องยาง

• วิธีจับแนว
สำหรับห้องขนาดเล็ก เพื่อความสะดวกในการวางของและติดตั้ง ควรจะเริ่มต้นติดตั้ง จากประตูเข้าไป (สำหรับห้องโถงใหญ่อาจใช้แนวกลางห้องเป็นหลัก)ในกรณีเริ่มติดตั้งจาก ประตูเข้าไป ให้ถือด้านยาวของกำแพงห้องเป็นหลักวาง เส้นแนวให้ขนานนี้ห่างจากกำแพงเป็น ระยะซึ่งคำนวณดูแล้วว่า เมื่อติดตั้งกระเบื้องเต็มห้องแล้วกระเบื้องแผ่นที่ติดกำแพงที่จะต้องถูกตัดออก นั้นจะมีขนาดเฉลี่ยเท่ากันหมด และไม่เล็กจนเกินไปเมื่อ กำหนดแนวเส้น หลักได้แล้วให้ทำเครื่องหมาย กากบาทที่หัวและท้ายของเชือกตีเส้น และเว้นการทากาวตรงที่กากบาทไว้

• วิธีลงกาว
สำหรับการติดตั้งกระเบื้องยาง ก่อนที่จะลงกาวควรจะคนกาวในถังให้ผสมทั่วกันก่อน แล้วจึงค่อยเทกาวลงบนพื้น ครั้งละประมาณ 1 – 2 กก. ขั้นต่อไปให้ใช้เกรียงที่เซาะร่องฟันปลาไว้แล้ว ปาดกาวให้สม่ำเสมอไม่ควรลงกาว ครั้งหนึ่ง ๆ เกินกว่าเนื้อที่ 30 ตารางเมตร และทิ้งไว้ประมาณ 20 – 30 นาที  พอกาว แห้งหมาด ๆ ใช้นิ้วแตะดูถ้ากาวไม่ติดนิ้ว ให้ใช้เชือกตีเส้นตรงที่ทำเครื่องหมายกากบาท ไว้ทั้งหัวท้าย ที่ได้ทำไว้แล้วในตอนจับแนว โดยดีดเส้นเชือกให้ทิ้งรอยสีเป็นแนวไว้บน กาวเส้นนี้ให้ถือ เป็นแนวหลักในการติดตั้งกระเบื้องยางการตีเส้นแนวและติดตั้ง กระเบื้องยางบนพื้นที่ที่ กาวแห้งแล้วนั้น ให้วางแผ่นกระเบื้องยางไว้สำหรับเดินเข้าไป การติดตั้งให้ติดตาม แนวเส้นเป็นอันดับแรกโดยติดตั้งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ซึ่งกระเบื้องที่วางไว้สำหรับเดินเข้าไป ติดตั้งสามารถแกะออกมาใช้ติดตั้งได้อีก

• วิธีการปูพื้น
โดยปกติกระเบื้องยางจะมีการยืดและหดตัว ซึ่งจะหดทางด้านตามมากกว่าทางด้านขวาง (สังเกตได้จากเส้นลายบนกระเบื้องยาง) ฉะนั้นการติดตั้งที่ถูกต้อง จะต้องติดเป็นลายขัด มุมกระเบื้องยางทุก ๆ แผ่น จะต้องติดสนิทกับพื้น ถ้ากระเบื้องยางแผ่นที่ติดกำแพงไม่พอดี กับขนาดของกระเบื้องยางก็ตองตัดด้วยมีด คัตเตอร์ทีละแผ่นและเมื่อติดตั้งกระเบื้องยางเสร็จเรียบร้อย ให้ใช้ลูกกลิ้งน้ำหนักประมาณ 50 กก. กลิ้งบดทับทันที เพื่อให้กระเบ้องยางทุกแผ่นติดแนบสนิทกับพื้น

4. วิธีการติดบัวเชิงผนัง
ให้เริ่มติดตั้งบัวเชิงผนัง จากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง ตรงรอยต่อที่มุมห้อง หรือมุมเสาให้ตัด ต่อกันเป็นมุม 45 องศา โดยใช้มีดคัตเตอร์ตัดเฉพาะตีนบัวที่ติดกับพื้นเป็นมุม 45 องศา การทากาวยางให้ทาลงบนบัวด้านที่มีร่องและหนังตามความสูงของบัว ส่วนตีนบัวไม่ต้องทา รอให้แห้งแระมาณ 10 – 20 นาที พร้อมกับตรวจดูความเรียบร้อย จนมั่นใจเสียก่อนแล้วจึงค่อยติดตั้งเส้นต่อไป เมื่อติดตั้งแล้วต้องใช้ “กาวเชื่อม” หยอด บริเวณรอยต่อของบัวแต่ละเส้นเพื่อป้องกันการหดตัวของบัวเชิงผนัง

5. วิธีการติดพื้นบนขั้นบันไดตัวจบต่างระดับ และเก็บขอบ
จมูกยางใช้ติดตั้งตรงบริเวณจบกระเบื้องยางกับพื้นที่ต่างระดับ หรือ รอบขอบขั้นบันไดเพื่อกันลื่น รอยต่อที่มุมบันไดให้ตัดต่อกันเป็นมุม 45 องศา การติดตั้งควรทำหลังจากที่ติดกระเบื้องยาง ลูกตั้งบันไดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เส้นขอบยาง ใช้ติดตั้งบริเวณจบกระเบื้องยางกับพื้นระดับเดียวกันหรือจบตรงช่องประตูเพื่อกันสะดุด การติดตั้งจมูกยางและเส้นขอบยางให้ใช้กาวยางทาบริเวณที่ติดตั้งและเมื่อ ทากาวยางแล้ว ต้องทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10 – 20 นาที

หมายเหตุ : พื้นที่ ที่ติดตั้งกระเบื้องยางเสร็จไม่ควรใช้น้ำล้างทำความสะอาทันที ต้องปล่อยให้กาวแห้ง สนิท 2 – 3 วันก่อน และห้ามเคลื่อนย้ายของหนัก ๆ ภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ และควร เปิดโล่งให้อากาศถ่ายเทรอยเปื้อนดำหลังการติดตั้งอาจเกิดจากกาวดำให้ใช้ผ้าชุบน้ำผสม น้ำมันก๊าดเล็กน้อย บิดผ้าหมาด ๆ เช็ดออกแต่ควรระมัดระวังให้มาก หรือใช้ขี้ผึ้งขัดเงา ขัดออกก็ได้

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.เก้าพันกรุ๊ป.com/

การอบชุบเหล็กกล้าคืออะไรและทำไมถึงต้องทำการอบชุบ

การอบชุบเหล็กกล้าคืออะไรและทำไมถึงต้องทำการอบชุบ

การอบชุบเหล็กกล้า คือ การปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กกล้าโดยเฉพาะคุณสมบัติเชิงกล โดยอาศัยกรรมวิธีทางความร้อน เพื่อให้เหล็กกล้านั้นมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปตามที่ต้องการ ซึ่งการอบชุบจะทำให้เหล็กที่ได้มีคุณสมบัติเฉพาะที่ดีกว่าเหล็กกล้าที่ผลิตด้วยกรรมวิธีปกติ เช่น อบชุบเพื่อให้เหล็กมีความแข็งมากขึ้น หรืออบชุบเพื่อให้เหล็กมีการทนการเสียดสีหรือสึกหรอได้ดีขึ้น

     การคืนตัว (Tempering) เหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วย่อมจะเกิดความเครียด (strain) ขึ้นภายใน และมีความแข็งเพิ่มขึ้น แต่เหล็กจะขาดคุณสมบัติทางด้าน ความเหนียว (Ductility) ทำให้ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้งาน เพราะถ้าเกิดมีการกระแทกชิ้นเหล็กอาจจะแตกร้าวได้ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงคุณสมบัติเสียใหม่โดยการอบคืนตัว ซึ่งมีวิธีการดังนี้
     นำเหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วเผาภายในเตาที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 200 ๐C – 400 ๐C ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 3 ชั่วโมงแล้วเอาออกปล่อย
ให้เย็น ในอากาศธรรมดา เหล็กจะมีคุณสมบัติด้านความเหนียว (Ductility) ดีขึ้น แต่ความแข็งจะลดลงเล็กน้อย ในขณะที่เผาที่อุณหภูมิต่ำ มาร์เทนไซต์จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยอะตอมคาร์บอนจะเคลื่อนไหวออกจากมาร์เทนไซต์มารวมกันเป็นเฟอร์ไรท์และซีเมนไซต์บางส่วน ที่เป็นเช๋นนี้เพราะมาร์เทนไซต์ไม่ใช่โครงสร้างของเหล็กที่สมดุลย์ที่อุณหภูมิบรรยากาศ เมื่อเหล็กได้รับความร้อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อกลับไปเป็นโครงสร้างที่สมดุลย์คือเหล็กเฟอร์ไรท์ กับซีเมนต์ที่เราต้องเผาที่อุณหภูมิสูงไม่เกิน 400 ๐C ก็เพื่อไม่ต้องการให้มาร์เทนไซต์คืนตัวหมด เพราะเรายังต้องการความแข็งของเหล็กอยู่ ถ้าเราเผาให้อุณหภูมิสูงเกิน 400 ๐C ความแข็งจะถูกทำลายหมด
     โดยทั่ว ๆ ไปการชุบแข็ง และการคืนตัวจะต้องกระทำติดต่อกันเพื่อให้ได้เหล็กแข็งและทนแรงกระแทกได้ดีด้วย (รูปที่ STEEL-HT1 )

                                          

                                       

                            รูปที่ STEEL-HT1แสดงช่วงของอุณหภูมิในการทำอบชุบแข็งและการอบคืนตัว.
     การอบคลาย (Annealing) มีความมุ่งหมายเพื่อต้องการให้เหล็กอ่อนตัวลง (softening) หรือเพื่อ ทำให้เหล็กเหนียวขึ้น (Toughening) ส่วนใหญ่เหล็ก ที่ผ่าน
     การขึ้นรูปเย็น (cold working) หรือการหล่อมามักจะมีความแข็งเพิ่มขึ้นและไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดการกลึงหรือไสยาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำลายความแข็งของเหล็กเพื่อจะได้กลึงหรือไสได้สะดวกหลักการทำ Annealing แบ่งออกเป็นสองวิธีคือ Full annealing กับ Process annealing โดยมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้
Full annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำให้เหล็กแข็งอ่อนลงเพื่อสะดวกต่อการกลึงหรือไส วิธีนี้ต้องเผาเหล็กให้มีอุณหภูมิสูงจน
เหล็กกลายเป็น Austenite ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C ภายในเตาที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง จากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ ภายในเตา ถ้าเป็นเตาไฟฟ้าก็เพียงแต่ตัดกระแสไฟเสีย แล้วปล่อยให้เหล็กเย็นอยู่ภายในเตาที่ปิดฝาสนิท เมื่อเหล็กถูกปล่อยให้เย็นช้า ๆ การเปลี่ยนโครงสร้างภายในก็จะปรับสู่สภาพใกล้เคียงสมดุลย์ โครงสร้างที่เป็นอยู่เดิม เช่นมาร์เทนไซต์หรือเบนไนท์ ฯลฯ ก็จะกลับมาเป็นเฟอร์ไรท์ และซีเมนไซต์ ทำให้ความแข็งลดลงกลายเป็นเหล็กอ่อนนิ่ม
Process annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำลายความเครียดภายในให้หมดไป เช่น เหล็กที่ถูกรีดหรือตีขึ้นรูปมา ถ้าจะนำไปทำ ต่อ
     ในขั้นต่อไป เหล็กจะต้องผ่าน Annealing เพื่อให้มีความต้านทานแรงกระทำน้อยลง วิธีนี้เผาเหล็กให้ร้อนถึงอุณหภูมิต่ำกว่ายูเต็คตอยด์ คือต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย ทิ้ไว้นานพอสมควรเพื่อให้เหล็กร้อนทั่วถึงกัน หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ วิธีนี้ความแข็งของเหล็กจะลดลงเล็กน้อย เพราะโครงสร้างของเหล็กแต่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ความเครียดที่มีอยู่จะถูกทำลายหมดไป
การทำ Normalizing มีความมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงความเหนียว โดยขนาดลดขนาดของเม็ดเกรนของเหล็ก (grain size) เพื่อทำให้คุณสมบัติของ เหล็กสม่ำเสมอ และในขณะเดียวกันก็ช่วยในการลดความเครียดภายในด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือการรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือมักรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย จากนั้นจึงเอาเหล็กออกมาจากเตาทิ้งให้เย็นอากาศธรรมดา การปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศนั้นอัตราการเย็นตัวของเหล็กจะเร็วกว่าการทำ Annealing ดังนั้นเม็ดเกรนของเหล็กจะมีขนาดเล็กกว่า ทำให้เหล็กมีความเหนียวดีและคุณสมบัติสม่ำเสมอ

                                          

รูปที่ STEEL-HT2 Heat-treatment Temperatures of Carbon Steelsin Relation to the Equilibrium Diagram

     การทำ spheroidizing เป็นการชุบเหล็กประเภทหนึ่งที่กระทำกับเหล็กที่มีคาร์บอนตั้งแต่ 0.8% ขึ้นไปเพราะเหล็กเหล่านี้จะมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยเพิรไลท์เป็นส่วนใหญ่ คือโครงสร้างที่ประกอบด้วยแถบของเฟอร์ไรท์กับซีเมนไซต์สลับกัน ดังนั้นในการกลึงหรือไสจึงไม่เรียบเพราะมีดกลึงจะต้องตัดผ่านของแข็งและอ่อนสลับกัน การทำ spheroidizing เป็นการทำเพื่อเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างจากลักษณะที่เป็นแถบยาวของซีเมนไซต์ให้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปในขณะทำการกลึง ตัวมีดจะได้ไม่ต้องตัดผ่านซีเมนไซต์ในขณะที่ตัวมีดเคลื่อนที่ผ่านของซีเมนไซต์ก็จะหลุด หรือเบนหนีการตัดผ่านไปได้ทำให้ตัวมีดตัดผ่านแต่เฉพาะเฟอร์ไรท์อย่างเดียว
วิธีการทำ spheroidizing กระทำได้สองแบบ วิธีแรก เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ประมาณ 10 – 15 ชั่วโมง เพื่อให้ซีเมนไซต์เปลี่ยนรูปเป็นเม็ดกลม หลังจากนั้นเอาเหล็กออกปล่อยให้เย็นในอากาศ
วิธีที่สอง เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิเหนือเส้น A1 เล็กน้อย แล้วปล่อยให้เย็นลงมาจนต่ำกว่าเส้น A1 แล้วกลับเผาให้อุณหภูมิเหนือเส้น A1
อีก กระทำสลับกันไปประมาณ 10 ชั่วโมง หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศ

                                               
            รูปที่ STEEL-HT3 แสดงลักษณะโครงสร้างของเหล็กกล้าที่ผ่าน Annealing กับ Normalizing ที่อุณหภูมิต่างกัน.

ขอบคุณข้อมูจากhttp://www.ebuild.co.th

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vblog/44921/2

 

เลือกซื้อปูน ต้องรู้จักประเภทของปูนเพื่อใช้งานได้เหมาะสม

เลือกซื้อปูน ต้องรู้จักประเภทของปูนเพื่อใช้งานได้เหมาะสม

สำหรับงานช่าง งานซ่อมแซ่ม ก่อสร้างหรือต่อเติมแล้ว ปูนเป็นวัสดุสำคัญในการยึดติดก่อให้เป็นรูปร่าง เป็นรากฐานของบ้านเลยทีเดียว แต่ปูนก็มีหลากหลายประเภท ดังนั้นการใช้งานต่าง ๆ ควรใช้ตามชนิดและคุณสมบัติของปูน ให้เหมาะกับประเภทของงานที่ต้องการจึงจะได้ประสิทธิภาพและประโยชน์ที่แท้จริงของปูนนั้นๆ  แล้วเราจะ เลือกซื้อปูน อย่างไร เรามีคำตอบค่ะ

เลือกซื้อปูน

ปูนที่ใช้ในงานช่างและการก่อสร้าง สามารถแบ่งออกได้ 5 ประเภท ใหญ่ๆ ได้แก่

1. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา ใช้ในงานช่างทั่วไป ใช้หล่อทำพื้น เทคาน หรือเสา ใช้ทำ คอนกรีตเสริมเหล็ก

2. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง เป็นการพัฒนาคุณสมบัติของปูนให้สามารถทนทานต่อการกัดกร่อนของบริเวณที่มีเกลือซัลเฟต ใช้ทำงานโครงสร้างขนาดใหญ่อย่าง ตอม่อสะพาน เขื่อน เป็นต้น

3. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ แบบ High-early Strength ใช้สำหรับงานที่ต้องการความเร็วหรืองานเร่งด่วนเป็นพิเศษ เช่นการทำพื้นผิวถนน ทำเสาเข็ม เป็นต้น

4. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ความร้อนต่ำ เป็นปูนที่ออกแบบมาให้เกิดความร้อนในการแข็งตัวน้อย ซึ่งจะส่งผลให้คอนกรีตไม่แตกร้าวง่าย

 

5. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์แบบทนเกลือซัลเฟตได้สูง ใช้สำหรับก่อสร้างในบริเวณที่มีสภาพดินเค็ม หรืออยู่บริเวณใกล้ทะเล เพราะจะทนต่อการกัดกร่อนของเกลือได้ดี

นอกจากชนิดของปูนแยกตามคุณสมบัติต่าง ๆ ของปูนแล้ว เรายังมีชนิดของปูนแยกตามการใช้งานอีก ได้แก่

ปูนฉาบสำเร็จ
ปูนชนิดนี้จะมีการผสมทรายละเอียดลงไปแล้ว เมื่อจะใช้งานก็สามารถผสมน้ำลงไปแล้วใช้งานได้ทันที

ปูนฉาบผิวบาง
เป็นปูนที่ใช้สำหรับแต่งคอนกรีตให้มีความเรียบเสมอสวยขึ้น มีเนื้อสัมผัสของปูนเป็นพิเศษ เน้นใช้สำหรับตกแต่ง

ปูนฉาบละเอียด
เป็นปูนที่ใช้กับงานละเอียดประเภทงานแต่งหน้าและงานประณีตศิลป์ต่าง ๆ ให้ออกมาสวยงาม เช่น การทำบันไดและส่วนต่าง ๆ ของโบสถ์ เป็นต้น

ปูนกาว
จะเป็นปูนที่มีส่วนผสมของเนื้อกาวอยู่ในซีเมนต์ ใช้สำหรับการยึดเกาะ ติด กับวัสดุอื่น เช่น กระเบื้องกับผนัง จะเหนียวทนยึดติดได้ดี

ปูนเกร๊าท์
ใช้สำหรับงานซ่อมเอนกประสงค์ เป็นปูนที่ใช้ซ่อมแซมงานต่าง ๆ โดยเฉพาะรอยร้าว หรือรอยแตก ตามผนัง ขอบซีเมนต์ ใช้โดยการผสมกับน้ำแล้วทาในบริเวณที่ต้องการ

รู้งี้แล้ว เลือกซื้อปูนครั้งหน้า อย่าลืมเลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งานนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/diy/64757.html

เจ้าของบ้านต้องรู้ วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง ป้องกันผู้รับเหมาโกง

เจ้าของบ้านต้องรู้ วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง ป้องกันผู้รับเหมาโกง

เครื่องมือหรืออุปกรณ์คิดค้นคำนวณวัสดุก่อสร้าง ก็เพื่อช่วยให้ช่างก่อสร้างสามารถประเมินจำนวนวัสดุก่อสร้างที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ หากตัวคุณเองอยากจะเป็นช่างก่อมือใหม่ ก็ต้องประเมินหาเสียก่อนว่าต้องใช้ก้อนอิฐปริมาณเท่าไหร่ในการก่อกำแพง เป็นการประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และเซฟพลังงานในการก่อไปได้มาก นอกจากนี้การคำนวณวัสดุก่อสร้างยังถือเป็นเรื่องจำเป็น ที่เจ้าของบ้านมักจะหลงลืมที่จะคำนวณหรือประเมินเปรียบเทียบเสียก่อนกลายเป็นช่องทางให้ผู้รับเหมาก่อสร้างบางรายฉวยโอกาสนี้ในการโกงวัสดุก่อสร้างได้โดยสะดวก  Decor.MThai  จึงนำ วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง มาฝากกัน

วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง

วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง

ถ้าคุณต้องการก่อกำแพงหนา 5 นิ้ว ขนาด 30 ฟุต x 40 ฟุต  = กำแพงมีปริมาตร  1,200 ตารางฟุต จากนั้นให้หาปริมาตรของอิฐ ยกตัวอย่างเช่น อิฐ 1 ก้อน มีขนาดสูง 3 นิ้ว และยาว 8 นิ้ว ให้คำนวณโดยแปลงเป็นหน่วยวัดเดียวกันกับกำแพงที่เราต้องการก่อ โดยแปลงหน่วยนิ้วให้เป็นฟุตเสียก่อนดังนี้ 3/12 x 8/12 = อิฐ 1 ก้อน จะ,มีปริมาตร 0.16666  ตร.ฟุต

 

วิธีคำนวณหาจำนวนก้อนอิฐที่ต้องสำหรับก่อกำแพงคือ

หารปริมาตรของกำแพงด้วยปริมาตรของอิฐ   1200/0.1666 =  เราต้องใช้อิฐ 7202.881  ก้อน หรือปัดขึ้นเป็น 7203  ก้อนนั่นเอง

จากนั้นสิ่งที่ต้องนำมาคำนวณด้วยคือ ความหนาแน่นของปูนที่เราใช้สำหรับเชื่อมอิฐแต่ละก้อน
หากปูนหนาแน่น 1/2 นิ้ว = 5%
หากปูนหนาแน่น 1 นิ้ว = 10%

ถ้าคุณใช้ปูน 1/2 นิ้วในการก่อ คุณก็สามารถหัก 1% ออกจากจำนวนอิฐทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องใช้ได้
สูตรง่ายๆ ก็คือ

1- คำนวณหาพื้นที่กำแพงที่ต้องการก่อ สูตรคือ ความสูงของกำแพง  x ความกว้างของกำแพง  x ความหนาของกำแพง

2- จากนั้นให้นำ ความยาว ความกว้างและความหนาของก้อนอิฐ มาคูณกัน สูตรคือ  ความยาวก้อนอิฐ x ความกว้างก้อนอิฐ x ความหนาของก้อนอิฐ

3- สุดท้ายคุณต้องรู้ความหนาแน่นของปูนที่จะใช้ในการก่อ

จากนั้นมาหักจำนวนอิฐที่เราไม่ต้องการใช้ จากเดิมที่เราต้องใช้อิฐทั้งหมดจำนวน 7203 ก้อนนั้น ให้คำนวณโดย 7203 x 10/100 = 720.3 ตีกลมๆ คือ  มีอิฐจำนวน 720 ก้อนที่เราไม่จำเป็นต้องใช้จากอิฐทั้งหมด 7203 ก้อน ก็ให้นำไปลบ  ตามสูตร 7203 – 720 =  เราจำเป็นต้องใช้อิฐทั้งหมดเป็นจำนวน  6483 ก้อน เพื่อก่อกำแพงขนาด  30 ฟุต x 40 ฟุต ด้วยความหนา 5 นิ้ว

วิธีนี้ใช้เพื่อคำนวณหาอิฐสำหรับการก่ออิฐชั้นเดียวเท่านั้น หากจะก่อ 2 ชั้น ก็ให้คูณ 2 เข้าไป จะได้ 6483 x 2= 12,966 ก้อนนั่นเองค่ะ

ที่มาจาก engineeringdiscoveries.com    ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/home-idea

รีวิว กู้บ้าน ธอส. ชั้นเดียวงบสร้างบ้าน 780,000 รวมตกแต่ง

รีวิว กู้บ้าน ธอส. ชั้นเดียวงบสร้างบ้าน 780,000 รวมตกแต่ง

สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นกู้ สร้างบ้านของตัวเองสักหลัง แต่ยังงงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะยื่นกู้ได้ จะกู้เดี่ยว หรือ ยื่นกู้ร่วมดี ?  ลองแวะมาชมกระทู้ รีวิวกู้บ้าน ธอส. ชั้นเดียว งบสร้างบ้าน 780,000 บาทรวมตกแต่งและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านทั้งหมด ของคุณสมาชิกหมายเลข 4884036 จากกระทู้พันทิปกันค่ะ

รีวิวกู้บ้าน ธอส. งบสร้างบ้าน 780,000 บาท

(ก่อนลงมือสร้างกำหนดงบที่ 680,000 บาทค่ะแต่งบบานปลายนิดหน่อยค่ะ)

กู้บ้าน ธอส.
กู้บ้าน ธอส.

 

เจ้าของกระทู้ อายุ 23 ปี ส่วนแฟน 31 ปีค่ะ อยู่บ้านเช่ากับแฟนที่ภูเก็ตค่ะ เลือกหาที่ใกล้ที่ทำงานที่สุด ก็ไม่ได้คิดอยากมีบ้านอะไรมากมาย จนแต่งงานได้ 4 เดือน เจ้าของกระทู้ ตั้งท้อง ก็เริ่มคิด ว่าไม่อยากให้ลูกต้องมาอยู่ในห้องเช่าแบบนี้ เลยคุยกับแฟนว่าอยากสร้างบ้าน บนที่ดินที่แม่ยกไว้ให้ ที่พังงาที่ดิน กว้าง 6 ยาว 20 ค่ะ
เราสองคนไม่มีภาระอะไร ตอนแรก จะกู้ร่วมกับแฟน เพราะคิดว่าเงินเดือนเรามันน้อยนิด แต่ธนาคารบอกว่าเรากู้คนเดียวผ่าน เพราะเรายื่นกู้ไปแค่ 9 แสน และตกลงค่าก่อสร้างกับผู้รับเหมาที่ 670,000 บาทถ้วนค่ะ

เงินเดือนเรารวม เซอร์วิสชาร์จ 13,000 บาท แต่เรามีเงินที่ได้จากงาน ประมาณเดือนละ 4,000 บาท ธนาคารไม่รวมให้นะคะ เพราะไม่ได้เข้าในสลิป  ส่วนเงินเดือนแฟน 15,000 บาทค่ะ

เอาล่ะ !! เริ่มแรก หาแบบบ้านที่ชอบเข้าไปดูหน้าเพจที่รับเขียนแบบบ้านได้เลยคะ ชอบอันไหน ก็ให้เขาปรับให้เหมาะกับที่ดินของเรา ของเจ้าของกระทู้ เอาแบบที่ชอบ ไปให้ ช่างอบต.เขียนให้ค่ะ เพิ่มนู้นนิดนี่หน่อยค่ะ
ค่าเขียนแบบและใบ boq 4,000 บาทคะ เมื่อได้แบบแล้ว ก็ขอใบอนุญาตสร้างบ้าน ที่เทศบาลหรืออบต.ได้เลยค่ะ
ของเจ้าของกระทู้ ช่างอบต.เขียนพร้อมขออนุญาตให้เรียบร้อยค่ะ
เมื่อเอกสารพร้อมก็เข้าไปธนาคารกันค่ะ เอาเอกสารไปยื่นกัน

เอกสารที่ใช้ยื่นกู้

1.ทะเบียนบ้านฉบับจริง
2.บัตรประชาชน
3.สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน
4.สเตทเม้นท์ ย้อนหลัง 6 เดือน
5.โฉนดที่ดิน สำเนาและเอาตัวจริงไปด้วยนะคะ
6.ใบรับรองเงินเดือน
7.แบบบ้าน
8.ใบอนุญาตปลูกสร้าง

ถ้ายื่นกู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้ส่งเอกสารก่อนสร้างได้เลยค่ะ
มีให้เลือก 2 แบบ

1. รับเงินงวดแรก 20% ตอนเซ็นสัญญา ดอกเบี้ยเพิ่ม 50 สตางค์ ตลอดการสร้างบ้าน และดอกเบี้ยจะปรับเป็นปกติเมื่อสร้างบ้านเสร็จแล้วค่ะ

 

2. สร้างบ้านไป 20% แล้วเรียกเบิกงวดค่ะ ดอกเบี้ยตามโปรโมชั่นที่เราเลือกเลยค่ะ

เจ้าของกระทู้เลือกแบบที่ 1 ค่ะ (พลาดมาก)
ขอเตือนว่า สุดท้ายเราควรต้องมี เงินสำรอง 20% ของราคาบ้านค่ะ เพราะต่อให้เอาเงินมา 20% เพื่อสร้างงวดแรก แต่งวด 2 เขาจะหักกับเงินที่เราเอาไป และต้องออกเงินจ่ายงวดที่ 2 เองค่ะ

ลุ้นนนไปค่ะ รอเสียงโทรศัพท์วนไป

3 วัน ผ่านไป ธนาคารแจ้งว่า พรุ่งนี้บริษัทประเมินฯ จะเข้าไปประเมินที่ดินที่จะทำการปลูกสร้างนะตอนนั้นใจดีมาก แต่ยังดีใจไม่สุดค่ะ เพราะยังกลัวๆ จะไม่ผ่านอยู่

เมื่อประเมินเสร็จ ประมาณ 4 วัน ธนาคารนัดทำสัญญาคะ ธนาคารให้เงินมาก้อนแรก 120,000 บาทค่ะ

ที่ดินเปล่า

ทำการเคลียร์พื้นที่ ล้มต้นไม้ที่จะยกไม่ต้องถมดินค่ะ เพราะดินสูงกว่าถนนค่ะ

เมื่อเคลียร์พื้นที่แล้ว   งวดแรกให้ผู้รับเหมา 140,000 บาทถ้วนค่ะ ก็ลงเสาค่ะ เริ่มทำฐานราก

ก่ออิฐ

เมื่อการก่อสร้างดำเนินไปได้ 20% แล้ว ก็เรียกงวดค่ะ แล้วจะรู้ได้ไงว่าไป20% แล้ว ก็ดูจากใบงวดงานที่ธนาคารให้มาเลย

กู้บ้าน

สร้างบ้าน

เมื่อผู้รับเหมา ทำฐานราก และก่ออิฐขึ้นทั้งหมดแล้ว ตามในภาพด้านบน ก็เรียกงวด ก็เอาให้ผู้รับเหมา 240,000 บาท
ไปซื้อของ และดำเนินการ โครงหลังคา มุงหลังคาใส่วงกบประตูหน้าต่าง และฉาบผนังค่ะ ต่อค่ะ

ติดตั้งหลังคา

เมื่อบ้านดำเนินมาถึง การมุงหลังคา ฉาบผนัง เทพื้น แล้ว ก็ทำการเรียกรับเงินงวดที่ 3 คะ พอรับเงินมาปุ๊บ ก็ให้ผู้รับเหมา เพื่อดำเนินการตีฝ้าภายในและภายนอก ปูกระเบื้องพื้น ทำเคาน์เตอร์ ใส่ประตูหน้าต่างค่ะ

แต่….. ทุกอย่างหยุดชะงักที่การตีฝ้าด้านนอกและด้านในคะ ชะงักไปเกือบๆ 2 เดือน มีปัญหาไม่นิดหน่อยเลยค่ะ  ตอนนั้นเครียดมาก เพราะดอกเบี้ยเพิ่มมา 0.05% ตลอดจนการสร้างเสร็จ เราอยากให้บ้านเสร็จไวไว กินไม่ได้นอนไม่หลับ จนต้องตัดสินใจเอาว่ะ คงต้องยอมให้เกินจากที่ตั้งงบไว้

…เจ้าของกระทู้ตัดสินใจ เปลี่ยนผู้รับเหมา คะ เพื่อให้บ้านดำเนินต่อไป และบานปลายไม่มาก และ เจ้าของกระทู้ต้องเอาทองไปจำนำ เพื่อมา ใส่ครอบข้างหลังคา ค่าของ + ค่าแรง ประมาณ 20,000 บาทค่าหน้าต่าง – ประตู ทั้งบ้าน 45,000 บาท ดีที่แม่ให้ทุนมาทำก่อนบ้างค่ะ

ไม่เป็นไร เจ้าของกระทู้คิดว่าเป็นบทเรียนและเป็นประสงค์ของเจ้าที่ทดสอบเราค่ะ

ทาสี
ทาสีเอง

โคมไฟ

เรากับแฟน ช่วยกันทาสีคะทั้งหลัง ประหยัดไปได้เยอะเลยค่ะ

เมื่อเปลี่ยนผู้รับเหมา จ้างแค่ค่าแรง ซื้อของให้ก็เหนื่อยขึ้นเยอะมาก เพราะต้องวิ่งซื้อของเองทั้งหมด จิปาถะเยอะมาก
เราไม่มีรถยนต์นะคะ มีแต่มอเตอร์ไซค์ ของชิ้นใหญ่ก็ให้ร้านส่ง ชิ้นเล็กๆ ก็ หิ้วของสองคน แต่ผ่านไปด้วยดีค่ะ

แต่งบ้าน

แต่งบ้าน
ครัว

เสร็จแล้วค่ะบ้านหลังน้อยๆ ของเราสามคน พ่อแม่ลูก

ห้องน้ำ

ในส่วนของห้องอาบน้ำ ห้องอาบน้ำและห้องส้วมแยกคนละห้องค่ะ
กระเบื้องผนังได้จากไทวัสดุ กล่องละ189 บาท

กระจกแขวนสั่งจากร้านจีนในลาซาด้า 990 บาท

เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า สินค้าตัวโชว์ลดราคา จาก 3,990 บาทลดเหลือ 1,700 บาท ค่ะ

เจ้าของกระทู้มิได้งกเด้ออ แต่save สุดๆ 555

ห้องรับแขก
ติดตั้งผ้าม่าน

กำลังติดตั้งผ้าม่านทั้งหลังค่ะ อยากบอกว่า มันถูกมากก ผ้าม่านกับรางได้จาก shopee ค่ะ ผ้าม่านกัน UV หน้าต่าง ผืนละ140 บาท ส่วนรางคู่ 300 บาท เป็นรางคู่นะคะ อนาคตจะใส่เป็นม่านโปร่งด้วยค่ะ แต่งบตอนนี้ ในแค่ม่านทึบไปก่อน

 

ผนัง
รูปพรีเวดดิ้งติดบนหัวนอน

รูปพรีเวดดิ้ง ติดหัวนอนไว้ เตือนสติเวลาทะเลาะกัน

ผนัง

มุมหน้าห้องน้ำ พรมหน้าห้องน้ำ ใช้หินแทนผ้า เพราะซับน้ำและแห้งไวมากกค่ะ

บ้านเดี่ยวชั้นเดียว

มุมหน้าบ้านค่ะ

บ้านเดี่ยวชั้นเดียว

มุมข้างบ้านค่ะ …. บ้านเราเป็นบ้านยกสูงกว่าถนนน่ะคะเนื่องจากหลังบ้านเป็นคลองเล็กๆ ถ้าน้ำทะเลขึ้นสูง ก็จะมีน้ำมีปลาที่ใต้ถุนบ้านและหลังบ้านค่ะ ฟินฟุดๆ เลยค่ะ

นับเป็นบ้านหลังเล็กๆ แต่อบอุ่นและน่าภูมิใจ ที่สามารถก่อร่างสร้างบ้านสักหลังเป็นของตัวเองได้สำเร็จด้วยตัวเองในวัยเพียง 20 – 30 ปี เท่านั้น  Decor.MThai ขอชื่นชมในความมุมานะฝ่าฟันอุปสรรคของครอบครัวนี้ ใครที่ผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาจะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าความรู้สึกเมื่อได้เข้าไปอยู่ในบ้านที่เราสร้างเสร็จมันจะฟินขนาดไหนเนอะ

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/home-design/71274.html

วิธีผสมปูนก่ออิฐ สำหรับงานก่อหรืองานฉาบอิฐมอญและอิฐบล็อกโดยเฉพาะ

วิธีผสมปูนก่ออิฐ สำหรับงานก่อหรืองานฉาบอิฐมอญและอิฐบล็อกโดยเฉพาะ

 วิธีผสมปูนก่ออิฐ ไม่ว่าจะเป็นอิฐมอญ หรือ อิฐบล็อกก็ใช้สูตรนี้สำหรับงานช่างเล็กๆ น้อยๆ หรือใครจะถนัดงานใหญ่ก่อร่างสร้างบ้านก็ตามสะดวก มือใหม่หัดทำก็สามารถเอาสูตรนี้ไปลองทำดูด้วยตัวเองกันได้ พร้อมเผยวิธีสังเกตว่า ปูนที่ผสมมานั้นใช้ได้จริงหรือไม่ กันจ้า

วิธีผสมปูนก่ออิฐ

วิธีผสมปูนก่ออิฐ
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
– ปูนซีเมนต์ สำหรับงานก่อหรืองานฉาบ (วิธีเลือกซื้อ สามารถอ่านได้จากฉลากข้างถุงเลยจ้าว่าสำหรับใช้งานอะไร )
– ทรายหยาบ
– น้ำ
– กระบะผสมปูน หรือ ถังปูน (เลือกขนาดภาชนะผสมได้ตามปริมาณการใช้งาน)
– จอบ
– เกรียงเหล็กปลายแหลม

 

ปูนก่ออิฐ

อัตราส่วนผสม และวิธีผสมปูนก่ออิฐ
ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน : ทรายหยาบ 3 ส่วน ค่อยๆ ใส่น้ำแล้วใช้จอบคลุกผสมให้เข้ากันในกระบะผสมปูน หรือ ใช้เกรียงเหล็กปลายแหลมตักคนผสมให้เข้ากันในถังปูน (ใช้ภาชนะใหญ่หรือเล็กเลือกตามปริมาณปูนที่ต้องการใช้งาน) ระวังอย่าให้เหลวเกิน เพราะจะทำให้ผนังอิฐที่เราก่อยุบตัวจนล้มได้

วิธีสังเกตว่าผสมปูนได้ที่แล้วหรือไม่นั้น สังเกตได้โดยใช้จอบตักปูนที่ผสมแล้วขึ้นมา ถ้าเนื้อปูนติดเป็นก้อนขึ้นมา แสดงว่าใช้ได้แล้ว แต่ถ้าปูนเหลวก็จะตักไม่ได้หรือตักได้มันก็จะติดขึ้นมาน้อยเพราะมันจะไหลออก ต้องผสมใหม่ ถ้าผสมได้ที่เป็นก้อนแล้ว ก็สามารถนำไปใช้งานได้เลย

อนึ่ง สูตรผสมปูนนี้ไม่เหมาะกับงานก่ออิฐสำเร็จรูปหรืออิฐมวลเบา เนื่องจากปูนสำหรับก่ออิฐมวลเบาไม่ต้องใช้ทรายมาเป็นส่วนผสม ต้องผสมอีกสูตรจ้า

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า