เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน H-Beam แบ่งเป็นกี่เกรด และในไทยแท้จริงแล้วมีอยู่กี่เกรด

เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน H-Beam แบ่งเป็นกี่เกรด และในไทยแท้จริงแล้วมีอยู่กี่เกรด

รู้กันว่า H-Beam เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อนที่ใช้งานกันโดยทั่วไปมากที่สุด แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น H-Beam ก็ไม่ได้มีตัวเลือกอยู่แบบเดียวในท้องตลาด เมื่อพูดถึงในแง่ของเกรดและคุณภาพจากการผลิต

ตามมาตรฐานมอก. เหล็กรูปพรรณรีดร้อน H-Beam นั้นถูกแบ่งเป็น 7 เกรด หรือ 7 ขั้นคุณภาพอันประกอบด้วยเกรดที่เรียกว่า SS400, SS490, SS540, SM400, SM490, SM 520 และ SM570 ซึ่งการแบ่งเกรดตามที่มอก. กำหนด จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ

1. คุณสมบัติทางกล หรือ Mechanical Properties

2. คุณภาพตามส่วนประกอบทางเคมี หรือ Chemical Composition

ทั้งนี้ คุณสมบัติทั้งหมด ก็จะส่งผลถึงคุณภาพของการรับแรง เช่น คุณสมบัติการรับแรงดึง (Yield Strength) ที่เหล็ก SS400 จะมีค่าอยู่ที่ 235-245 N / mm2  (~2,400 ksc) ในขณะที่เหล็ก SM520 มีค่ามากถึง 355-365 N / mm2  (~3,600 ksc) ซึ่งจะเห็นว่าต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตามเหล็กรูปพรรณรีดร้อน H-Beam ตามมาตรฐาน มอก. ที่ใช้กันแพร่หลาย และสามารถหาสินค้าได้เป็นปกติ จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ SS400 กับ SM520 โดยความแตกต่างหนึ่งคือ ค่าการรับแรงดึงที่ต่างกันตามที่กล่าวไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบในหน้าตัดเท่ากัน เหล็ก SM520 ก็จะรับน้ำหนักได้ดีกว่า หรือพูดอีกแบบหนึ่งได้ว่า ในน้ำหนักที่เท่ากัน โครงสร้าง SM520 ก็จะมีขนาดของโครงสร้างที่เล็กกว่า ซึ่งโดยรวม ก็จะช่วยลดน้ำหนักโครงสร้าง ทำให้ต้นทุนในการก่อสร้างลดลงอย่างมาก และยังส่งผลช่วยลดค่าแรง ค่าขนส่ง และลดภาระฐานรากลงได้อีกมากด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/VSCh20200329140323953/

วิธีไล่นกพิราบแบบไม่ต้องทำบาป

วิธีไล่นกพิราบแบบไม่ต้องทำบาป

เชื่อว่าหลายคนกำลังประสบปัญหานกพิราบที่มักมาก่อปัญหา ไม่ว่าจะส่งเสียงดัง หรือถ่ายมูลบริเวณระเบียงและหลังคาบ้าน ซึ่งสร้างความสกปรก ส่งกลิ่นเหม็น และความรำคาญใจแก่เจ้าของบ้านเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ทั้งตัวและมูลของนกพิราบยังเป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ การจัดการนกพิราบจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรปล่อยปละละเลย และเราก็ควรรู้วิธีไล่นกพิราบเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจตามมาได้

โรคอันตรายจากนกพิราบ

โรคที่มากับนกพิราบนั้นมาจากเชื้อราที่อยู่ในมูลของนกพิราบ คือ คริปโตคอคคัส ส่วนใหญ่ติดเชื้อชนิดนี้จากการสูดเอาสปอร์ของเชื้อราที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศและมูลนกพิราบ จึงทำให้เป็นที่มาของโรคต่าง ๆ ดังนี้

  • โรคปอดบวมและปอดอักเสบ อีกหนึ่งโรคที่รุนแรง เพราะอวัยวะภายในต่าง ๆ จะอักเสบ โดยเฉพาะปอด ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลามัยเดีย ที่เจริญเติบโตและอาศัยอยู่ในมูลนกพิราบ
  • โรคไข้หวัดนก โรคที่ติดต่อระหว่างนกด้วยกัน ยิ่งถ้าอยู่รวมกันเป็นฝูง ยิ่งทำให้นกมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อร่วมกันมากขึ้น ส่งผลให้นกพิราบเป็นพาหะนำโรค เพียงแค่กระพือปีก ก็มีโอกาสแพร่เชื้อโรคมาสู่คนได้
  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดจากการสูดดมหรือสัมผัสเชื้อโรคที่มีชื่อว่า คริปโตคอคคัส นีโอฟอร์มาน เป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่เจริญเติบโตได้ง่ายและพบในมูลนกพิราบ ทำให้เยื้อหุ้มสมองอักเสบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยพบสูงถึงร้อยละ 9.09

วิธีไล่นกพิราบอย่างไรโดยไม่ต้องทำบาป

วิธีไล่นกพิราบ โดยไม่ต้องวางยาเบื่อหรือยิงนก มีหลายวิธีดังนี้

1. แขวนกระดิ่งหรือโมบาย

เมื่อเกิดลมพัด เสียงของกระดิ่งจะดังขึ้นและโมบายจะเคลื่อนไหว จึงทำให้นกพิราบตกใจ และไม่กล้าบินเข้ามาเกาะบริเวณนี้อีก

วิธีไล่นกพิราบแบบไม่รุนแรง

2. ขึงลวดบนคานเหล็ก

นำลวดเส้นเล็ก ๆ มาขึงเอาไว้เหนือคานเหล็กประมาณ 3 นิ้ว เส้นลวดนั้นจะกั้นไม่ให้นกพิราบบินลงมาเกาะได้ สุดท้ายนกพิราบก็จะบินหนีไป

3. แขวนแผ่นซีดี

นำแผ่นซีดีที่ไม่ใช้แล้วมาร้อยเข้าด้วยกัน จากนั้นนำไปแขวนที่ระเบียงหรือหลังคา เมื่อแผ่นซีดีกระทบกับแสงแดด จะทำให้แผ่นซีดีเกิดแสงสะท้อนวิบวับขึ้น ซึ่งสามารถไล่นกพิราบไม่ให้มาบริเวณนี้ได้

4. ติดตาข่ายพีวีซี

วิธีนี้เป็นวิธีไล่นกพิราบที่ผู้อยู่อาศัยในคอนโดฯ นิยมใช้กัน คือ นำตาข่ายพีวีซีขึงปิดช่องว่างระหว่างเพดานกับพื้นระเบียงให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้นกพิราบบินเข้ามาเกาะหรือทำรังบริเวณระเบียง อีกทั้งยังไม่บดบังทัศนียภาพนอกระเบียงอีกด้วย

5. กำจัดแหล่งอาหาร

วิธีไล่นกพิราบ โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในการไล่นก คือ หมั่นทำความสะอาดบริเวณบ้าน อย่าให้มีเศษอาหารล่อนกพิราบให้มาหา เพราะเมื่อบริเวณบ้านไม่มีเศษอาหารหรือซากขนมปังแล้ว นกพิราบก็จะเปลี่ยนไปหาแหล่งอาหารที่อื่นแทน

6. ปูกระดาษหนังสือพิมพ์

วิธีนี้เป็นวิธีไล่นกพิราบที่สามารถทำเองได้ง่าย ๆ เพียงนำกระดาษหนังสือพิมพ์มาปูบริเวณที่นกพิราบชอบมาเกาะหรือมาถ่ายมูล เมื่อนกพิราบบินมาเหยียบกระดาษหนังสือพิมพ์แล้ว ก็จะเกิดเสียงที่เนื้อกระดาษ ทำให้นกพิราบตกใจ บินจากไป และไม่กล้ากลับมาอีก

7. เข็มขัดรัดสายไฟพลาสติก

วิธีไล่นกพิราบนี้เหมาะสำหรับบ้านที่นกพิราบชอบมาเกาะที่ระเบียง โดยเข็มขัดรัดสายไฟจะมีลักษณะเป็นพลาสติกเส้นเล็ก ๆ ซึ่งสามารถไล่นกพิราบได้ด้วยการนำไปรัดกับราวระเบียงให้ปลายชี้ติดกัน แต่ไม่ต้องตัดส่วนปลายที่เหลือออก เพราะส่วนที่ชี้ออกมานั้น จะทำหน้าที่กันไม่ให้นกพิราบมาเกาะ ทั้งนี้ควรรัดถี่ ๆ เพื่อไม่ให้มีช่องว่างจนนกสามารถบินลงมาเกาะได้

8. ฉีดน้ำไล่

ฉีดน้ำไล่ทุกครั้งที่นกพิราบบินลงมาเกาะ ถึงแม้ว่าวิธีไล่นกพิราบนี้อาจไม่ได้ผลตั้งแต่ครั้งแรก เพราะช่วงแรก ๆ นกพิราบอาจจะยังไม่กลัว แต่เชื่อว่าหากหมั่นทำบ่อย ๆ เป็นประจำ นกพิราบอาจจะเกิดความกลัว และไม่อยากบินมาอีก

จากสถิติการติดโรคจากนกพิราบ ทำให้รู้ว่านกพิราบอันตรายกว่าที่คิด เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้นกมาสร้างความสกปรกและนำโรคมาให้ โดยเฉพาะโรคอันตรายจากมูลของนกพิราบ ทั้งนี้สามารถเลือกใช้วิธีไล่นกพิราบที่ไม่รุนแรงในข้างต้นได้ตามความเหมาะสม ซึ่งดีกว่าการกำจัดนกพิราบด้วยวิธีที่รุนแรงจนทำให้นกพิราบตาย เพราะนอกจากจะไม่เป็นการทำร้ายสัตว์แล้ว ซากนกพิราบยังเพิ่มโอกาสในการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากนกพิราบอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.sanook.com

วิธีตรวจเช็คบ้านประจำปีด้วยตนเอง รู้ก่อนร้าว รั่วซึม และทรุดโทรม

วิธีตรวจเช็คบ้านประจำปีด้วยตนเอง รู้ก่อนร้าว รั่วซึม และทรุดโทรม

บ้านคือวิมานของเรา ประโยคสั้น ๆ ที่สื่อความหมายได้ดีของคนรักบ้าน ผู้ที่มีบ้านส่วนใหญ่จึงย่อมต้องคอยตรวจตราดูตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้อย่างมั่นใจและมีความสุขภายใต้บ้านสวยที่ตั้งใจสร้างขึ้นมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปบ้านที่เคยสวยงามก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทำให้ส่วนต่าง ๆ ภายในบ้านเริ่มทรุดโทรม ลอกล่อน หรืออาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนใหม่เลยก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะในส่วนของโครงสร้างที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากของบ้าน ที่เมื่อทรุดโทรมไปแล้วก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัยเอาได้ง่าย ๆ จึงควรมีการตรวจสอบตัวบ้านเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ช่วงเวลาที่น่าสนใจในการตรวจเช็คบ้านคือทุก ๆ 1-2 ปี อย่าปล่อยให้ล่วงเลยไปเป็น 10 ปี เพราะอาจจะทำให้ปัญหาภายในบ้านลุกลามไปถึงขั้นต้องยกบ้านใหม่ไปทั้งหลัง จนต้องเสียเงินซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วงนี้ก็จะสิ้นปีแล้ว ทาง babbaan.in  จึงขอแนะแนวทางในการตรวจสอบบ้านประจำปี มาให้ผู้อ่านได้ลองนำเอาไปตรวจสอบบ้านของตัวเองก่อนเข้าสู่ปีใหม่กันค่ะ

วิธีตรวจเช็คบ้านประจำปี
วิธีตรวจเช็คบ้านประจำปี

 

1. ตรวจสอบโครงสร้างบ้านทั้งภายในและภายนอก ควรตรวจดูรอยร้าวรอบบ้าน การทรุดของพื้นที่โรงจอดรถ โซนซักล้างภายนอก ภายในก็ให้ดูบริเวณตามผนัง มุมเสา พื้นห้องน้ำ เป็นต้น เมื่อเจอแล้วควรถ่ายรูปพร้อมจดบันทึกเอาไว้ รอยร้าวเหล่านี้ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เพราะจะไปกระทบกับโครงสร้างใหญ่ภายในตัวบ้าน จนอาจเกิดอาการทรุดและกลายเป็นอันตรายไปในที่สุด
วิธีแก้ไข ถ้ามีรอยร้าวจำนวนไม่มากก็ควรตามช่างที่ไว้ใจได้มาทำการแก้ปัญหา แต่ถ้ามีรอยร้าวจำนวนมากก็จำเป็นที่จะต้องปรึกษาไปทางวิศวกรและทำการรีโนเวทโดยด่วน ไม่ควรปล่อยเอาไว้เด็ดขาด

2.สีบ้าน ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกก็ควรตรวจดูทั้งหมด สีเป็นส่วนที่บ่งบอกถึงกาลเวลาได้ดีที่สุด โดยเฉพาะสีภายนอกที่จะต้องโดนทั้งแดดเผาและโดนฝนอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งปี แต่ถ้าใช้สีมีคุณภาพดี ปัญหานี้ก็อาจจะพอเบาลง แต่ถ้าใช้สีคุณภาพกลาง ๆ ก็อาจจะมีสีพองตัว หลุด ลอกล่อนออกมากวนใจเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้แต่ภายในตัวบ้านสีก็สามารถลอกล่อนได้จากระบบน้ำรั่วซึมภายใน หรือเกิดจากการโดนเสียดสีจากเฟอร์นิเจอร์ และเป็นรอยไม่สวยงาม
วิธีแก้ไข ทาทับสีเก่าด้วยสีใหม่เพื่อเพิ่มความสดใสให้กับตัวบ้าน และยังทำให้บ้านดูใหม่ โดดเด่นน่ามองอีกด้วย แต่ถ้าใช้สีที่มีคุณภาพสูง ภายใน 1 ปี ก็ไม่น่ากังวลต่อปัญนี้เท่าไหร่นัก

3.ตรวจสอบฝ้าเพดาน หลังคา และวัสดุหลังคา ตรวจสอบดูว่าหลังคายังคงใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีการโก่งหรือบิดเบี้ยวของตัววัสดุหลังคา ซึ่งการตรวจสอบจุดนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อยามที่ฝนตก เพราะฉะนั้นถ้าวันไหนมีฝนตกหนักก็ควรตามดูส่วนต่าง ๆ ของบ้านว่ามีอาการรั่วซึมตรงจุดไหนบ้าง หรือดูว่ามีรอยคราบน้ำที่ฝ้าเพดานหรือไม่ และให้ดูที่รอยร้าวภายในตัวบ้านนั้นมีรอยตะไคร่น้ำเกาะอยู่หรือไม่ ถ้ามีทั้ง 2 รอยนี้ก็แสดงว่าหลังคารั่วซึมเป็นที่เรียบร้อย
วิธีแก้ไข ควรเรียกช่างหลังคาเข้ามาซ่อมแซมและตรวจสอบวัสดุบนหลังคาเพิ่มเติมไปด้วย เพื่อที่จะสามารถมั่นใจได้ว่าการซ่อมหรือเปลี่ยนรอบนี้จะช่วยทำให้หลังคาสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

4.ระบบต่าง ๆ ภายในบ้าน ที่ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ และระบบระบายน้ำภายใน ภายนอกบ้าน ต้องตรวจสอบให้ดี โดยไล่ตรวจสอบดังนี้

  • ตรวจสอบปลั๊กไฟว่ามีอุปกรณ์อยู่ครบ ไม่มีจุดไหนที่สายขาด หรือปลั๊กชำรุด ตัวเบรกเกอร์ยังใช้งานได้ดี ตัวตัดไฟก็ยังคงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระบบน้ำภายในและนอกบ้านตรวจดูว่าการไหลของน้ำแรงเท่ากันหรือไม่ ถ้าไม่เท่ากันแสดงว่าต้องมีจุดใด จุดหนึ่งที่มีการตัน หรือมีการแตกร้าว รั่วซึมจากท่อน้ำภายในบ้าน ให้ตรวจดูทางเดินของท่อว่ามีจุดใดที่มีคราบน้ำซึม มีสนิม และมีกลิ่นเหม็นออกมาหรือไม่ ถ้ามีก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจุดนั้นท่อมีอาการรั่วแล้วนั่นเอง
  • ระบบระบายน้ำก็ให้ดูที่ตัวสุขภัณฑ์ จุดระบายน้ำลงของห้องน้ำ อ่างล้างหน้า อ่างล้างจาน ควรตรวจสอบให้ดีว่าอาการตันเกิดจากท่อตรงส่วนไหน แล้วให้แก้ตรงจุดนั้น ไม่เช่นนั้นก็อาจจะต้องรื้อกันทั้งระบบเลยทีเดียว

วิธีแก้ไข 

  • ระบบไฟฟ้าควรตรวจสอบด้วยการไล่เปิด-ปิดไฟทุกดวงในบ้าน เพื่อดูว่ายังคงใช้งานได้ดี ดูว่าสายไฟและปลั๊กต่าง ๆ อยู่ในจุดที่จะโดนกัดจากสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์อื่น ๆ ได้หรือไม่ แล้วทำการย้ายจุดและทำการซ่อมแซมอย่างระมัดระวัง
  • ระบบน้ำและระบบระบายก็ตรวจสอบจากก๊อกน้ำ อ่างล้างจาน และสุขภัณฑ์ภายในบ้าน ถ้ามีปัญหาก็ให้ลองถอดอุปกรณ์ดูว่าเกิดจากการตันของตะกรันน้ำหรือเศษขยะหรือไม่ ถ้าใช่ก๋็ควรล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย แต่ถ้าไม่ใช่นั่นก็หมายความว่าระบบภายในมีปัญหา ต้องเรียกช่างมาดูเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่ลุกลามมากกว่าเดิม

5.วัสดุต่าง ๆ ที่ใช้งานภายในบ้าน ที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นบ้าน ทางเดินนอกบ้าน ผนังภายในบ้าน ฝ้าเพดา ประตูและหน้าต่าง โดยไล่ตรวจสอบดังนี้

  • พื้นไม้หรือกระเบื้องต้องดูว่ามีการชำรุด แตก หัก หรือเปิดขึ้นมาจนอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่อยู่อาศัยภายในบ้านหรือไม่
  • ทางเดินนอกบ้าน สำหรับคนที่มีสวนแล้วมีทางเดินหินธรรมชาติเพื่อความสวยงาม เมื่อใช้งานนานวันเข้าก็จะเกิดชำรุด ตะไคร่น้ำขึ้น หรือมีการแตกหักจนไม่น่ามองและอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย
  • ผนังภายในบ้านที่ไม่ว่าจะผนังวอลเปเปอร์มีรอยหรือคราบสกปรกหรือไม่ ผนังกระเบื้องห้องน้ำมีการกระเทาะออกมาหรือไม่
  • ฝ้าเพดานที่โดนคราบน้ำจากการรั่วซึมของหลังคาเป็นคราบดูไม่สวยงาม และอาจจะทำให้กลายเป็นรังของแมลงสาบหรือหนูบ้านได้อีกด้วย เพราะมีความอับชื้นสูง
  • ประตูและหน้าต่างชำรุดหรือไม่ มีร่องรอยแตกหัก หรือคราบสกปรกหรือไม่ มีปลวกหรือรอยผุจนอาจจะหลุดออกมาทั้งบานหรือไม่ และกระจกหน้าต่างหรือประตูมีรอยร้าวหรือไม่

วิธีแก้ไข

  • พื้นไม้หรือกระเบื้องที่แตกและเปิดออกมา ควรเปลี่ยนใหม่แล้วทำการปิดผิววัสดุด้วยปูนหรือวัสดุที่เหมาะสมกับพื้นแบบนั้น ๆ ให้กลับไปเรียบเนียนและดูเข้ากัน
  • เปลี่ยนหินธรรมชาติตรงจุดที่มีปัญหาใหม่ทั้งหมด ส่วนที่เป็นคราบตะไคร่น้ำก็ให้ลองขัดดูก่อนว่าออกหรือไม่ ถ้าไม่ออกและมีรอยร้าวก็ควรเปลี่ยนทันที แต่ถ้ามีอาการร้าวและทรุดก็ควรเลาะออกทั้งหมดแล้วเทพื้นใหม่ พร้อมเปลี่ยนหินปูยกเซ็ตเพื่อให้เกิดความปลอดภัย
  • ผนังภายในบ้านที่เป็นวอลเปเปอร์ก็เพียงแค่ซื้อลายใหม่มาแล้วลอกเอาวอลเปเปอร์เก่าออก พร้อมติดตั้งใหม่เพื่อให้เกิดความสวยงามและห้องดูใหม่ขึ้น ส่วนกระเบื้อห้องน้ำให้ลองใช้นิ้วเคาะดู ถ้ามีเสียงคล้ายด้านในกลวง ก็ให้เลาะออกแล้วเปลี่ยนใหม่ทันที หรืออัดปูนให้แน่นขึ้น เพื่อป้องกันหล่นลงมาแตก และอาจทำให้เกิดอันตรายได้
  • เปลี่ยนฝ้าเพดานใหม่ ซึ่งควรต้องทำการซ่อมหลังคาให้เรียบร้อยก่อน หรือถ้าเป็นเพดานชั้นล่างก็ซ่อมระบบท่อน้ำให้หยุดรั่วซึม แล้วทำการเปลี่ยนฝ้าเพดานใหม่ได้เลย
  • ประตูและหน้าต่างให้เลือกดูว่าบานไหนที่ชำรุดน้อยก็เพียงแค่ทำความสะอาดและซ่อมแซม แต่ถ้าบานไหนเสียหายหนัก ผุพัง โดนปลวกกัดกิน กระจกร้าว ก็ให้เปลี่ยนใหม่ได้เลยทันที

การตรวจดูความเป็นไปของตัวบ้านในแต่ละปี จะช่วยทำให้คุณไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับค่าใช้จ่ายในการรีโนเวทบ้านครั้งใหญ่ หรือการซ่อมแซมที่ต้องยกใหม่ไปทั้งชุด และช่วยให้คุณได้เรียนรู้บ้านของตัวเองได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้ามีจุดใดหรือส่วนไหนของบ้านที่เกิดปัญหา ก็จะได้รู้เท่าทัน และนำมาซึงการซ่อมแซมหรือแก้ไขจุดที่มีปัญหาได้อย่างทันเวลา

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.babbaan.in/

วิธีปูพื้น กระเบื้องยาง ด้วยตนเอง

วิธีปูพื้น กระเบื้องยาง ด้วยตนเอง

“กระเบื้องยาง” หรือ “กระเบื้องไวนิล” เป็นวัสดุปูพื้นที่ใช้ง่าย สามารถทำการติดตั้งได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะให้บรรยากาศคล้ายตกแต่งด้วยพื้นไม้ โดยกระเบื้องยางสามารถนำมาติดตั้งบนพื้นทั่วไป อาทิเช่น พื้นคอนกรีตพื้นหิน ขัดพื้นไม้เก่าหรือใหม่ เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดพื้นดังกล่าวจะต้องมีลักษณะแห้งเรียบแข็ง สะอาดจึงจะทำให้ผลงานที่ออกมาดีที่สุด

ขั้นตอนการติดตั้งกระเบื้องยาง (ด้วยตนเอง)

1. การจัดเตรียมอุปกรณ์
– กาวขาวสำหรับติดพื้นไม้
– กาวยาง
– เหล็กแซะ
– หินขัดพื้นชนิดหยาบ
– คัตเตอร์
– ตลับเมตร
– ไม้กวาด
– พัดลม
– เชือกตีฝุ่นคลุก (บักเต้า)
– ลูกกลิ้ง 30 – 50 กิโลกรัม
– เกรียงลงกาว
– ไม้ม็อบถูพื้น

2. การตรวจสอบพื้นที่ก่อนการติดตั้ง
เนื่องจากกระเบื้องยางเป็นวัสดุที่ติดตั้งแนบพี้นคุณภาพของพื้นจึงเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง พื้นที่ที่จะติดตั้งกระเบื้องยางจึงจำเป็นจะต้องมีผิวหน้า เรียบ แข็ง แห้ง สะอาด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับแต่งพื้น และเตรียมให้เรียบร้อยเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือติดตั้ง การติดตั้งกระเบื้องยางในชั้นล่าง ควรมีการตรวจสอบความชื้นของพื้นก่อน โดยใช้ภาชนะวางคว่ำลงบนพื้นและใช้วัสดุที่มีน้ำหนักวางทับไว้ ประมาณ 1 คืน แล้วเปิดดูว่ามีไอน้ำเกาะภายในภาชนะไม่ ถ้ามีแสดงว่าพื้นมีความชึ้น ไม่เหมาะที่จะติดตั้งกระเบื้องยาง

• พื้นคอนกรีต
ในกรณีเป็นพื้นคอนกรีต ให้ใช้คอนกรีตแซะงัดเศษปูนที่อาจติดอยู่กับพื้น แล้วใช้หินขัด ๆ ให้เรียบทั่วพื้นและตามซอกมุม แล้วใช้ไม้กวาดทำความสะอาด (ถ้าพื้นสูงต่ำไม่ได้ระดับ เป็นหลุมบ่อหรือมีรอยต่อจะต้องปรับปรุงและตกแต่งด้วยซิเมนต์ให้เรียบได้ระดับและขัดมัน
เสียก่อน) หมายเหตุ : พื้นก่อนติดตั้ง จำเป็นต้องแห้งสนิท เพราะฉะนั้นจึงห้ามล้างพื้นด้วยน้ำ ก่อนติดตั้งโดยเด็ดขาด

• พื้นไม้
ในกรณีเป็นพื้นไม้ให้ขัดและตกแต่งพื้นหน้าให้เรียบและปราศจากร่องของรอยต่อ (ถ้าเป็นพื้นเก่าและไม่แข็งแรงให้ซ่อมและตีตะปูยึดให้แน่นก่อน)

3. วิธีการปูพื้นกระเบื้องยาง

• วิธีจับแนว
สำหรับห้องขนาดเล็ก เพื่อความสะดวกในการวางของและติดตั้ง ควรจะเริ่มต้นติดตั้ง จากประตูเข้าไป (สำหรับห้องโถงใหญ่อาจใช้แนวกลางห้องเป็นหลัก)ในกรณีเริ่มติดตั้งจาก ประตูเข้าไป ให้ถือด้านยาวของกำแพงห้องเป็นหลักวาง เส้นแนวให้ขนานนี้ห่างจากกำแพงเป็น ระยะซึ่งคำนวณดูแล้วว่า เมื่อติดตั้งกระเบื้องเต็มห้องแล้วกระเบื้องแผ่นที่ติดกำแพงที่จะต้องถูกตัดออก นั้นจะมีขนาดเฉลี่ยเท่ากันหมด และไม่เล็กจนเกินไปเมื่อ กำหนดแนวเส้น หลักได้แล้วให้ทำเครื่องหมาย กากบาทที่หัวและท้ายของเชือกตีเส้น และเว้นการทากาวตรงที่กากบาทไว้

• วิธีลงกาว
สำหรับการติดตั้งกระเบื้องยาง ก่อนที่จะลงกาวควรจะคนกาวในถังให้ผสมทั่วกันก่อน แล้วจึงค่อยเทกาวลงบนพื้น ครั้งละประมาณ 1 – 2 กก. ขั้นต่อไปให้ใช้เกรียงที่เซาะร่องฟันปลาไว้แล้ว ปาดกาวให้สม่ำเสมอไม่ควรลงกาว ครั้งหนึ่ง ๆ เกินกว่าเนื้อที่ 30 ตารางเมตร และทิ้งไว้ประมาณ 20 – 30 นาที  พอกาว แห้งหมาด ๆ ใช้นิ้วแตะดูถ้ากาวไม่ติดนิ้ว ให้ใช้เชือกตีเส้นตรงที่ทำเครื่องหมายกากบาท ไว้ทั้งหัวท้าย ที่ได้ทำไว้แล้วในตอนจับแนว โดยดีดเส้นเชือกให้ทิ้งรอยสีเป็นแนวไว้บน กาวเส้นนี้ให้ถือ เป็นแนวหลักในการติดตั้งกระเบื้องยางการตีเส้นแนวและติดตั้ง กระเบื้องยางบนพื้นที่ที่ กาวแห้งแล้วนั้น ให้วางแผ่นกระเบื้องยางไว้สำหรับเดินเข้าไป การติดตั้งให้ติดตาม แนวเส้นเป็นอันดับแรกโดยติดตั้งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ซึ่งกระเบื้องที่วางไว้สำหรับเดินเข้าไป ติดตั้งสามารถแกะออกมาใช้ติดตั้งได้อีก

• วิธีการปูพื้น
โดยปกติกระเบื้องยางจะมีการยืดและหดตัว ซึ่งจะหดทางด้านตามมากกว่าทางด้านขวาง (สังเกตได้จากเส้นลายบนกระเบื้องยาง) ฉะนั้นการติดตั้งที่ถูกต้อง จะต้องติดเป็นลายขัด มุมกระเบื้องยางทุก ๆ แผ่น จะต้องติดสนิทกับพื้น ถ้ากระเบื้องยางแผ่นที่ติดกำแพงไม่พอดี กับขนาดของกระเบื้องยางก็ตองตัดด้วยมีด คัตเตอร์ทีละแผ่นและเมื่อติดตั้งกระเบื้องยางเสร็จเรียบร้อย ให้ใช้ลูกกลิ้งน้ำหนักประมาณ 50 กก. กลิ้งบดทับทันที เพื่อให้กระเบ้องยางทุกแผ่นติดแนบสนิทกับพื้น

4. วิธีการติดบัวเชิงผนัง
ให้เริ่มติดตั้งบัวเชิงผนัง จากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง ตรงรอยต่อที่มุมห้อง หรือมุมเสาให้ตัด ต่อกันเป็นมุม 45 องศา โดยใช้มีดคัตเตอร์ตัดเฉพาะตีนบัวที่ติดกับพื้นเป็นมุม 45 องศา การทากาวยางให้ทาลงบนบัวด้านที่มีร่องและหนังตามความสูงของบัว ส่วนตีนบัวไม่ต้องทา รอให้แห้งแระมาณ 10 – 20 นาที พร้อมกับตรวจดูความเรียบร้อย จนมั่นใจเสียก่อนแล้วจึงค่อยติดตั้งเส้นต่อไป เมื่อติดตั้งแล้วต้องใช้ “กาวเชื่อม” หยอด บริเวณรอยต่อของบัวแต่ละเส้นเพื่อป้องกันการหดตัวของบัวเชิงผนัง

5. วิธีการติดพื้นบนขั้นบันไดตัวจบต่างระดับ และเก็บขอบ
จมูกยางใช้ติดตั้งตรงบริเวณจบกระเบื้องยางกับพื้นที่ต่างระดับ หรือ รอบขอบขั้นบันไดเพื่อกันลื่น รอยต่อที่มุมบันไดให้ตัดต่อกันเป็นมุม 45 องศา การติดตั้งควรทำหลังจากที่ติดกระเบื้องยาง ลูกตั้งบันไดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เส้นขอบยาง ใช้ติดตั้งบริเวณจบกระเบื้องยางกับพื้นระดับเดียวกันหรือจบตรงช่องประตูเพื่อกันสะดุด การติดตั้งจมูกยางและเส้นขอบยางให้ใช้กาวยางทาบริเวณที่ติดตั้งและเมื่อ ทากาวยางแล้ว ต้องทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10 – 20 นาที

หมายเหตุ : พื้นที่ ที่ติดตั้งกระเบื้องยางเสร็จไม่ควรใช้น้ำล้างทำความสะอาทันที ต้องปล่อยให้กาวแห้ง สนิท 2 – 3 วันก่อน และห้ามเคลื่อนย้ายของหนัก ๆ ภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ และควร เปิดโล่งให้อากาศถ่ายเทรอยเปื้อนดำหลังการติดตั้งอาจเกิดจากกาวดำให้ใช้ผ้าชุบน้ำผสม น้ำมันก๊าดเล็กน้อย บิดผ้าหมาด ๆ เช็ดออกแต่ควรระมัดระวังให้มาก หรือใช้ขี้ผึ้งขัดเงา ขัดออกก็ได้

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.เก้าพันกรุ๊ป.com/

การอบชุบเหล็กกล้าคืออะไรและทำไมถึงต้องทำการอบชุบ

การอบชุบเหล็กกล้าคืออะไรและทำไมถึงต้องทำการอบชุบ

การอบชุบเหล็กกล้า คือ การปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กกล้าโดยเฉพาะคุณสมบัติเชิงกล โดยอาศัยกรรมวิธีทางความร้อน เพื่อให้เหล็กกล้านั้นมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปตามที่ต้องการ ซึ่งการอบชุบจะทำให้เหล็กที่ได้มีคุณสมบัติเฉพาะที่ดีกว่าเหล็กกล้าที่ผลิตด้วยกรรมวิธีปกติ เช่น อบชุบเพื่อให้เหล็กมีความแข็งมากขึ้น หรืออบชุบเพื่อให้เหล็กมีการทนการเสียดสีหรือสึกหรอได้ดีขึ้น

     การคืนตัว (Tempering) เหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วย่อมจะเกิดความเครียด (strain) ขึ้นภายใน และมีความแข็งเพิ่มขึ้น แต่เหล็กจะขาดคุณสมบัติทางด้าน ความเหนียว (Ductility) ทำให้ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้งาน เพราะถ้าเกิดมีการกระแทกชิ้นเหล็กอาจจะแตกร้าวได้ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงคุณสมบัติเสียใหม่โดยการอบคืนตัว ซึ่งมีวิธีการดังนี้
     นำเหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วเผาภายในเตาที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 200 ๐C – 400 ๐C ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 3 ชั่วโมงแล้วเอาออกปล่อย
ให้เย็น ในอากาศธรรมดา เหล็กจะมีคุณสมบัติด้านความเหนียว (Ductility) ดีขึ้น แต่ความแข็งจะลดลงเล็กน้อย ในขณะที่เผาที่อุณหภูมิต่ำ มาร์เทนไซต์จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยอะตอมคาร์บอนจะเคลื่อนไหวออกจากมาร์เทนไซต์มารวมกันเป็นเฟอร์ไรท์และซีเมนไซต์บางส่วน ที่เป็นเช๋นนี้เพราะมาร์เทนไซต์ไม่ใช่โครงสร้างของเหล็กที่สมดุลย์ที่อุณหภูมิบรรยากาศ เมื่อเหล็กได้รับความร้อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อกลับไปเป็นโครงสร้างที่สมดุลย์คือเหล็กเฟอร์ไรท์ กับซีเมนต์ที่เราต้องเผาที่อุณหภูมิสูงไม่เกิน 400 ๐C ก็เพื่อไม่ต้องการให้มาร์เทนไซต์คืนตัวหมด เพราะเรายังต้องการความแข็งของเหล็กอยู่ ถ้าเราเผาให้อุณหภูมิสูงเกิน 400 ๐C ความแข็งจะถูกทำลายหมด
     โดยทั่ว ๆ ไปการชุบแข็ง และการคืนตัวจะต้องกระทำติดต่อกันเพื่อให้ได้เหล็กแข็งและทนแรงกระแทกได้ดีด้วย (รูปที่ STEEL-HT1 )

                                          

                                       

                            รูปที่ STEEL-HT1แสดงช่วงของอุณหภูมิในการทำอบชุบแข็งและการอบคืนตัว.
     การอบคลาย (Annealing) มีความมุ่งหมายเพื่อต้องการให้เหล็กอ่อนตัวลง (softening) หรือเพื่อ ทำให้เหล็กเหนียวขึ้น (Toughening) ส่วนใหญ่เหล็ก ที่ผ่าน
     การขึ้นรูปเย็น (cold working) หรือการหล่อมามักจะมีความแข็งเพิ่มขึ้นและไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดการกลึงหรือไสยาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำลายความแข็งของเหล็กเพื่อจะได้กลึงหรือไสได้สะดวกหลักการทำ Annealing แบ่งออกเป็นสองวิธีคือ Full annealing กับ Process annealing โดยมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้
Full annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำให้เหล็กแข็งอ่อนลงเพื่อสะดวกต่อการกลึงหรือไส วิธีนี้ต้องเผาเหล็กให้มีอุณหภูมิสูงจน
เหล็กกลายเป็น Austenite ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C ภายในเตาที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง จากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ ภายในเตา ถ้าเป็นเตาไฟฟ้าก็เพียงแต่ตัดกระแสไฟเสีย แล้วปล่อยให้เหล็กเย็นอยู่ภายในเตาที่ปิดฝาสนิท เมื่อเหล็กถูกปล่อยให้เย็นช้า ๆ การเปลี่ยนโครงสร้างภายในก็จะปรับสู่สภาพใกล้เคียงสมดุลย์ โครงสร้างที่เป็นอยู่เดิม เช่นมาร์เทนไซต์หรือเบนไนท์ ฯลฯ ก็จะกลับมาเป็นเฟอร์ไรท์ และซีเมนไซต์ ทำให้ความแข็งลดลงกลายเป็นเหล็กอ่อนนิ่ม
Process annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำลายความเครียดภายในให้หมดไป เช่น เหล็กที่ถูกรีดหรือตีขึ้นรูปมา ถ้าจะนำไปทำ ต่อ
     ในขั้นต่อไป เหล็กจะต้องผ่าน Annealing เพื่อให้มีความต้านทานแรงกระทำน้อยลง วิธีนี้เผาเหล็กให้ร้อนถึงอุณหภูมิต่ำกว่ายูเต็คตอยด์ คือต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย ทิ้ไว้นานพอสมควรเพื่อให้เหล็กร้อนทั่วถึงกัน หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ วิธีนี้ความแข็งของเหล็กจะลดลงเล็กน้อย เพราะโครงสร้างของเหล็กแต่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ความเครียดที่มีอยู่จะถูกทำลายหมดไป
การทำ Normalizing มีความมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงความเหนียว โดยขนาดลดขนาดของเม็ดเกรนของเหล็ก (grain size) เพื่อทำให้คุณสมบัติของ เหล็กสม่ำเสมอ และในขณะเดียวกันก็ช่วยในการลดความเครียดภายในด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือการรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือมักรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย จากนั้นจึงเอาเหล็กออกมาจากเตาทิ้งให้เย็นอากาศธรรมดา การปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศนั้นอัตราการเย็นตัวของเหล็กจะเร็วกว่าการทำ Annealing ดังนั้นเม็ดเกรนของเหล็กจะมีขนาดเล็กกว่า ทำให้เหล็กมีความเหนียวดีและคุณสมบัติสม่ำเสมอ

                                          

รูปที่ STEEL-HT2 Heat-treatment Temperatures of Carbon Steelsin Relation to the Equilibrium Diagram

     การทำ spheroidizing เป็นการชุบเหล็กประเภทหนึ่งที่กระทำกับเหล็กที่มีคาร์บอนตั้งแต่ 0.8% ขึ้นไปเพราะเหล็กเหล่านี้จะมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยเพิรไลท์เป็นส่วนใหญ่ คือโครงสร้างที่ประกอบด้วยแถบของเฟอร์ไรท์กับซีเมนไซต์สลับกัน ดังนั้นในการกลึงหรือไสจึงไม่เรียบเพราะมีดกลึงจะต้องตัดผ่านของแข็งและอ่อนสลับกัน การทำ spheroidizing เป็นการทำเพื่อเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างจากลักษณะที่เป็นแถบยาวของซีเมนไซต์ให้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปในขณะทำการกลึง ตัวมีดจะได้ไม่ต้องตัดผ่านซีเมนไซต์ในขณะที่ตัวมีดเคลื่อนที่ผ่านของซีเมนไซต์ก็จะหลุด หรือเบนหนีการตัดผ่านไปได้ทำให้ตัวมีดตัดผ่านแต่เฉพาะเฟอร์ไรท์อย่างเดียว
วิธีการทำ spheroidizing กระทำได้สองแบบ วิธีแรก เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ประมาณ 10 – 15 ชั่วโมง เพื่อให้ซีเมนไซต์เปลี่ยนรูปเป็นเม็ดกลม หลังจากนั้นเอาเหล็กออกปล่อยให้เย็นในอากาศ
วิธีที่สอง เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิเหนือเส้น A1 เล็กน้อย แล้วปล่อยให้เย็นลงมาจนต่ำกว่าเส้น A1 แล้วกลับเผาให้อุณหภูมิเหนือเส้น A1
อีก กระทำสลับกันไปประมาณ 10 ชั่วโมง หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศ

                                               
            รูปที่ STEEL-HT3 แสดงลักษณะโครงสร้างของเหล็กกล้าที่ผ่าน Annealing กับ Normalizing ที่อุณหภูมิต่างกัน.

ขอบคุณข้อมูจากhttp://www.ebuild.co.th

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vblog/44921/2

 

เลือกซื้อปูน ต้องรู้จักประเภทของปูนเพื่อใช้งานได้เหมาะสม

เลือกซื้อปูน ต้องรู้จักประเภทของปูนเพื่อใช้งานได้เหมาะสม

สำหรับงานช่าง งานซ่อมแซ่ม ก่อสร้างหรือต่อเติมแล้ว ปูนเป็นวัสดุสำคัญในการยึดติดก่อให้เป็นรูปร่าง เป็นรากฐานของบ้านเลยทีเดียว แต่ปูนก็มีหลากหลายประเภท ดังนั้นการใช้งานต่าง ๆ ควรใช้ตามชนิดและคุณสมบัติของปูน ให้เหมาะกับประเภทของงานที่ต้องการจึงจะได้ประสิทธิภาพและประโยชน์ที่แท้จริงของปูนนั้นๆ  แล้วเราจะ เลือกซื้อปูน อย่างไร เรามีคำตอบค่ะ

เลือกซื้อปูน

ปูนที่ใช้ในงานช่างและการก่อสร้าง สามารถแบ่งออกได้ 5 ประเภท ใหญ่ๆ ได้แก่

1. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา ใช้ในงานช่างทั่วไป ใช้หล่อทำพื้น เทคาน หรือเสา ใช้ทำ คอนกรีตเสริมเหล็ก

2. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง เป็นการพัฒนาคุณสมบัติของปูนให้สามารถทนทานต่อการกัดกร่อนของบริเวณที่มีเกลือซัลเฟต ใช้ทำงานโครงสร้างขนาดใหญ่อย่าง ตอม่อสะพาน เขื่อน เป็นต้น

3. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ แบบ High-early Strength ใช้สำหรับงานที่ต้องการความเร็วหรืองานเร่งด่วนเป็นพิเศษ เช่นการทำพื้นผิวถนน ทำเสาเข็ม เป็นต้น

4. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ความร้อนต่ำ เป็นปูนที่ออกแบบมาให้เกิดความร้อนในการแข็งตัวน้อย ซึ่งจะส่งผลให้คอนกรีตไม่แตกร้าวง่าย

 

5. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์แบบทนเกลือซัลเฟตได้สูง ใช้สำหรับก่อสร้างในบริเวณที่มีสภาพดินเค็ม หรืออยู่บริเวณใกล้ทะเล เพราะจะทนต่อการกัดกร่อนของเกลือได้ดี

นอกจากชนิดของปูนแยกตามคุณสมบัติต่าง ๆ ของปูนแล้ว เรายังมีชนิดของปูนแยกตามการใช้งานอีก ได้แก่

ปูนฉาบสำเร็จ
ปูนชนิดนี้จะมีการผสมทรายละเอียดลงไปแล้ว เมื่อจะใช้งานก็สามารถผสมน้ำลงไปแล้วใช้งานได้ทันที

ปูนฉาบผิวบาง
เป็นปูนที่ใช้สำหรับแต่งคอนกรีตให้มีความเรียบเสมอสวยขึ้น มีเนื้อสัมผัสของปูนเป็นพิเศษ เน้นใช้สำหรับตกแต่ง

ปูนฉาบละเอียด
เป็นปูนที่ใช้กับงานละเอียดประเภทงานแต่งหน้าและงานประณีตศิลป์ต่าง ๆ ให้ออกมาสวยงาม เช่น การทำบันไดและส่วนต่าง ๆ ของโบสถ์ เป็นต้น

ปูนกาว
จะเป็นปูนที่มีส่วนผสมของเนื้อกาวอยู่ในซีเมนต์ ใช้สำหรับการยึดเกาะ ติด กับวัสดุอื่น เช่น กระเบื้องกับผนัง จะเหนียวทนยึดติดได้ดี

ปูนเกร๊าท์
ใช้สำหรับงานซ่อมเอนกประสงค์ เป็นปูนที่ใช้ซ่อมแซมงานต่าง ๆ โดยเฉพาะรอยร้าว หรือรอยแตก ตามผนัง ขอบซีเมนต์ ใช้โดยการผสมกับน้ำแล้วทาในบริเวณที่ต้องการ

รู้งี้แล้ว เลือกซื้อปูนครั้งหน้า อย่าลืมเลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งานนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/diy/64757.html

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า