Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
บทความเกี่ยวกับเหล็ก Archives - Page 15 of 36 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
รู้ก่อนรั่ว ดูก่อนพัง ข้อระวังในงานติดตั้งหลังคาเมทัลชีท

รู้ก่อนรั่ว ดูก่อนพัง ข้อระวังในงานติดตั้งหลังคาเมทัลชีท

5 จุดต้องระวัง ในงานติดตั้งหลังคาเมทัลชีท

เป็นที่ทราบกันดีว่า วัสดุหลังคาบ้านที่มีปัญหารั่วซึมน้อยสุดคืองานหลังคาเมทัลชีท นั่นเป็นเพราะวัสดุเมทัลชีทสามารถสั่งผลิตให้มีความยาวของงานหลังคาต่อเนื่องตลอดทั้งผืนได้ เมื่อหลังคาเป็นผืนเดียวกัน หลังคาจึงไม่มีรอยต่อระหว่างแผ่นหรือหากมีก็น้อยกว่าหลังคาทั่วไปมาก อีกทั้งวัสดุเมทัลชีทมีน้ำหนักเบากว่าวัสดุหลังคาชนิดอื่น ๆ จึงช่วยลดปัญหาด้านโครงสร้างหลังคาไปได้มาก แต่อย่างไรก็ตามในข้อดีเหล่านี้เราก็ยังเห็นข้อผิดพลาดในงานติดตั้งกันบ่อยครั้ง เนื้อหานี้ “บ้านไอเดีย” รวบรวมจุดบกพร่องที่พบได้บ่อย บางบ้านอาจจะเจอปัญหาเมื่ออยู่อาศัยไปแล้ว 3-4 ปี บางบ้านไวหน่อย ยังไม่ทันเข้าอยู่ บ้านยังสร้างไม่เสร็จก็เริ่มเจอปัญหาแล้วครับ

 

จุดรั่วที่หัวสกรู

   เมทัลชีทที่มีจำหน่ายในปัจจุบันมีให้เลือก 2 ระบบครับ ระบบคลิปล็อคและระบบยึดเจาะด้วยสกรู หากเป็นระบบคลิปล็อคตัดปัญหาข้อนี้ได้เลยเพราะเราจะไม่เห็นสกรูบนหลังคาแต่ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเมทัลชีทแบบทั่วไป ปัญหาหลัก ๆ จึงอยู่ที่การเจาะสกรู โดยช่างจะทำการเจาะสกรูลงไปยังแผ่นเหล็กเมทัลชีท เพื่อให้แผ่นเหล็กยึดติดกับโครงหลังคาได้อย่างแน่นหนา ปัญหาที่พบบ่อย ช่างบางรายไม่ได้ใส่แหวนรองยางกันน้ำใต้หัวสกรู ซึ่งแหวนรองดังกล่าวจะทำหน้าที่อุดช่องว่างระหว่างสกรูเหล็กและหลังคาเข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันน้ำไหลซึมนั่นเองครับ การยึดสกรูไม่ควรยึดแน่นเกินไป มิเช่นนั้นอาจทำให้แหวนรองยางขาดได้ ในขณะเดียวกันไม่ควรหลวมจนเกินไปเพราะอาจส่งผลให้สกรูคลายตัวภายหลังและควรเลือกสกรูคุณภาพดีไม่เป็นสนิมในอนาคต

ติดตั้งหลังคาเมทัลชีท

บ่อยครั้งพบว่า ช่างบางรายเจาะสกรูพลาดตำแหน่ง แต่อาจหลงลืมจึงไม่ได้ปิดอุดรูที่เจาะพลาด ปล่อยให้เกิดรูโหว่กลายเป็นช่องทางน้ำรั่วไหลได้อย่างดีเลยครับ อย่างไรก็ตามปัญหารอยรั่วบริเวณหัวสกรูสามารถแก้ไขปัญหาได้ไม่ยากนัก เพียงแค่หาอุปกรณ์ซ่อมแซมรูปแบบต่าง ๆ ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ทั้งซิลิโคน, ฟลิ้นโค้ทและเทปอลูมิเนียม

สกรู สำหรับติดตั้งหลังคาเมทัลชีท

ระยะแปห่างเกิน ทำให้ตกท้องช้าง

               ปัญหานี้พบได้บ่อยในงานต่อเติม โดยเฉพาะหลังคาโรงจอดรถที่ต้องการความกว้างเป็นพิเศษ เช่น กว้าง 5-6 เมตรขึ้นไป เพื่อรองรับการจอดรถยนต์ 2 คัน โดยนิยมออกแบบไม่ให้มีเสาคั่นกลาง ยิ่งหลังคามีความกว้างโดยไม่มีเสามาก การคำนวณระยะแปจะต้องมีความถี่ตามมา หรือออกแบบโครงสร้างหลังคาให้งานโครงสร้างมีความแข็งแรงมากขึ้น เพราะหากระยะแปไม่สมสัดส่วนกับน้ำหนักหลังคา อาจส่งผลให้หลังคาเกิดอาการแอ่นตัวหรือที่เรียกว่าตกท้องช้างนั่นเองครับ การติดตั้งจึงจำเป็นต้องดูสเปคความหนาของแผ่นเมทัลชีท ระยะความห่างของแป และจำเป็นต้องให้วิศวกรคำนวณให้เสมอครับ แม้จะเป็นงานต่อเติมเล็ก ๆ ไม่ควรคิดเอง เออเอง ให้ผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ทำย่อมปลอดภัยที่สุด

วิธีติดตั้ง หลังคาเมทัลชีท

Slope หลังคาน้อยเกินไป

             โดยปกติเมทัลชีทรุ่นทั่วไปจะรองรับความลาดเอียงตั้งแต่ 5 องศาขึ้นไปครับ และรองรับ 3 องศาขึ้นไปในรุ่นคลิปล็อค ปัญหามักเกิดจากการเลือกวัสดุไม่ตรงกับสเปคหลังคา เช่น สถาปนิกออกแบบหลังคาไว้ 3 องศา

            ซึ่งจำเป็นต้องใช้เมทัลชีทรุ่นพิเศษ แต่ผู้รับเหมาหรือเจ้าของบ้านบางท่านอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ต้องการประหยัดงบจึงลดสเปควัสดุ ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาภายหลัง การติดตั้งหลังคาเมทัลชีทจึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องเลือกสเปควัสดุให้เหมาะกับแบบที่สถาปนิกออกแบบไว้ครับ

            นอกจากปัญหาสเปคไม่ตรงกันแล้ว องศาที่ต่ำเกินไปอาจส่งผลให้น้ำไหลย้อนกลับ อาจก่อให้เกิดปัญหาของการรั่วซึมบริเวณช่วงรอยต่อเมทัลชีทครับ

ลืมเศษโลหะไว้บนหลังคา

         นับเป็นปัญหาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากสาเหตุเล็ก ๆ และไม่ควรมองข้าม หลังจากช่างทำการติดตั้งหลังคาเสร็จแล้วไม่เก็บงานให้เรียบร้อย ปล่อยทิ้งเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดจากงานตัด เจาะ ไว้บนหลังคาบ้าน ปัญหาเหล่านี้จะยังไม่เห็นผลในระยะแรกครับ แต่เมื่อผ่านแดด ผ่านฝนมานานหลายปี เศษโลหะเหล่านี้จะก่อตัวเป็นสนิม

           ทำให้แผ่นหลังคาผุกร่อนได้ครับ โดยปกติหลังคาเมทัลชีทผลิตจากวัสดุอลูซิงค์ ซึ่งป้องกันสนิมได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นสนิมเลย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปัดกวาดให้เรียบร้อยหลังจากติดตั้งเสร็จ โดยเฉพาะหลังคาที่ออกแบบลักษณะซ่อน ทำให้มองไม่เห็นเศษวัสดุจากด้านล่าง

        ที่แย่ไปกว่านั้น เคยมีบางงาน ช่างลืมเศษเมทัลชีทที่เกิดจากการตัดไว้บนหลังคา เพิ่งมารู้ภายหลังในวันที่มีกระแสลมพัดแรง ซึ่งหากพลาดไปโดนใครอาจหมายถึงชีวิตได้เลยครับ เพราะโดยปกติแผ่นเมทัลชีทจะมีความบางคม หากตกหล่นด้วยความเร็วย่อมก่อให้เกิดอันตรายกับผู้อยู่อาศัยได้

ช่างติดตั้ง หลังคาเมทัลชีท

วัสดุไม่ได้มาตรฐาน

           การประหยัดงบก่อสร้างเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ หากมีตัวเลือกที่ถูกลงแต่ยังได้มาตรฐานงานที่ดี เจ้าของบ้านสามารถเลือกสเปควัสดุที่เหมาะสมกับงบประมาณงานก่อสร้างได้ครับ

          แต่อย่างไรก็ตามวัสดุที่เลือกจำเป็นต้องมีมาตรฐานในระดับหนึ่งและเหมาะสมกับงานประเภทนั้น ๆ เช่น งานหลังคาหลักของบ้านแนะนำเลือกความหนาเมทัลชีท 0.4-0.47 มิลลิเมตร หรืออย่างน้อยที่สุด 0.35 มิลลิเมตร หากมีความหนาน้อยกว่านี้จะไม่เหมาะกับงานหลังคาบ้าน แต่จะเหมาะกับงานรั้วหรืองานอื่น ๆ ที่ไม่ได้ต้องการความทนทานมากนัก

             นอกจากความหนาของหลังคาเมทัลชีทแล้ว เจ้าของบ้านยังสามารถตรวจดูได้ว่าวัสดุนั้นๆ ได้รับมาตรฐาน มอก.หรือไม่ เพราะมาตรฐาน มอก. จะเป็นตัวการันตีว่าสินค้านั้นๆ ได้มาตรฐานตรงตามที่สเปคกำหนด

         ช่วยให้หมดกังวัลเรื่องเมทัลชีทไม่ได้คุณภาพ ตัวอย่างหลังคา BlueScope Zacs ที่ได้รับมาตรฐาน มอก. 2753-2559  โดย มอก. ระบุไว้ว่าแผ่นเมทัลชีทที่ได้รับมาตรฐาน มอก.

              ต้องมีปริมาณของสารชั้นเคลือบแผ่นเหล็กทั้งสองด้านรวมกันไม่น้อยกว่า 70 กรัม /ตารางเมตร ปริมาณของสารเคลือบจะมีผลกับการป้องกันสนิมของแผ่นเมทัลชีท ยิ่งเคลือบด้วยปริมาณมาก ก็ยิ่งป้องกันปัญหาปัญหาเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นก่อนตัดสินเลือกซื้อเมทัลชีท จำเป็นต้องตรวจสอบมาตรฐานต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้หลังคาบ้านทำหน้าที่ปกป้องบ้านของเราได้ยาวนานยิ่งขึ้นครับ

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.banidea.com/metal-sheet-tips-install/

สนับสนุนโดย : BlueScope Thailand
ผู้เขียน : อภิสิทธิ์ สุธาประดิษฐ์
ภาพประกอบ : Daddykirbs Farm

กรรมวิธีการอบชุบความร้อนโลหะ

กรรมวิธีการอบชุบความร้อนโลหะ

  การอบชุบโลหะด้วยความร้อน มีกรรมวิธีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การอบอุ่น การชุบแข็ง การทำเทมเพอร์ การชุบแข็งผิว หรือการชุบแข็งโดยการตกตะกอน เป็นต้น แต่ละวิธีจะมีประโยชน์และการใช้งานที่แตกต่างกัน จะเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับสมบัติสุดท้ายของโลหะที่เราต้องการ

      เหล็กกล้าคาร์บอนมีสมบัติเด่นอย่างหนึ่งคือ สามารถเปลี่ยนแปลงระบบผลึกของตนเองได้เมื่อได้รับความร้อนหรือทำให้เย็นลง ซึ่งเราเรียกว่า สภาพอัญรูป (allotropy) จากสมบัติที่ดีในข้อนี้ทำให้เหล็กกล้าสามารถปรับปรุงสมบัติทางกลโดยกระบวนการทางความร้อน (heat treatment) ได้อย่างกว้างขวาง

Ø  กรรมวิธีการอบชุบเหล็กกล้าที่สำคัญๆ อาจจำแนกได้ดังต่อไปนี้

Ø  การอบอ่อน (annealing)

Ø  การอบปรกปกติ (normalizing)

Ø  การชุบแข็ง (hardening หรือ quenching)

Ø  การทำเทมเพอร์ (tempering)

Ø  การชุบแข็งออสเทมเพอริง (austempering)

Ø  การชุบแข็งมาร์เทมเพอริง (martempering)

Ø  การชุบแข็งที่ผิว (surface hardening หรือ case hardening)

Ø  การอบอ่อน (Annealing)

      กระบวนการการอบอ่อน (annealing) เป็นการให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนถึงอุณหภูมิออสเทไนไทซิงแล้วปล่อยให้เย็นตัวอัตราการเย็นที่ช้าๆ วัตถุประสงค์ของการอบอ่อนทำเพื่อปรับปรุงสมบัติของเหล็กกล้าที่ผ่านการขึ้นรูปต่างๆ เช่น ชิ้นงานหล่อ การขึ้นรูปเย็น การขึ้นรูปร้อน ฯลฯ

v การอบปรกติ (Normalizing)

      การอบปรกติ (normalizing) เป็นการให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนถึงอุณหภูมิออสเทไนไทซิงแล้วอบแช่ทิ้งไว้ จากนั้นปล่อยให้เย็นตัวในอากาศจนถึงอุณหภูมิห้อง ความแตกต่างระหว่างการอบปรกติกับการอบอ่อนจะอยู่ที่อุณหภูมิออสเทไนไทซิง และอัตราการเย็นตัว

      การทำการอบปรกติจึงเหมาะกับการปรับปรุงโครงสร้างและการกระจายตัวของเกรนก่อนการชุบแข็ง ปรกติแล้วกระบวนการนี้จะทำกับเหล็กกล้าที่ผ่านการหล่อขึ้นรูปมาและเหล็กที่ผ่านการขึ้นรูปร้อน ซึ่งเกรนที่ได้จะหยาบและไม่สม่ำเสมอ โครงสร้างไม่เป็นเนื้อเดียวกันสำหรับชิ้นงานหล่อ

v การอบชุบแข็ง (Quenching)

      การชุบแข็ง (quenching or hardening) เป็นการทำให้เหล็กล้าเย็นตัวอย่างรวดเร็ว (rapid cooling) เพื่อเปลี่ยนสภาพไปเป็นโครงสร้างที่เราต้องการ กระบวนการชุบแข็งนี้จะทำให้เหล็กมีความแข็งเพิ่มขึ้นขณะเดียวกันความเหนียวจะลดลง ดังนั้น ตัวแปรที่มีส่วนอย่างมากในการควบคุมอัตราการเย็นตัว คือ สารชุบ (quenching media) ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะกับชนิดของเหล็ก

      สารชุบเป็นตัวกลางผ่านความร้อนจากชิ้นงานให้หมดไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น สมบัติของสารชุบต้องให้อัตราการเย็นตัวที่สูงกว่าอัตราการเย็นตัววิกฤต เพื่อป้องกันกันการเปลี่ยนเฟสจากออสเทไนต์ไปเป็นโครงสร้างอื่นที่ไม่ใช่มาร์เทนไซต์

v การทำเทมเพอร์ (Tempering)

      โครงสร้างมาร์เทนไซต์ที่ได้จากชุบแข็งมานั้น จะมีสมบัติที่แข็งและเปราะ อีกทั้งอัตราเย็นตัวที่รวดเร็วจะทำให้เกิดความเครียดขึ้นภายใน ส่งผลให้เหล็กขาดความเหนียวไม่ทนต่อแรงกระแทก อาจแตกร้าวภายหลังการใช้งานได้ ดังนั้น จึงต้องมีการนำเหล็กที่ผ่านการชุบแข็งมาทำเทมเพอร์เพื่อคลายความเครียดให้หมดไป

      การเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกลขณะทำเทมเพอร์ จะสัมพันธ์กับอุณหภูมิและเวลา ความเค้นตกค้าง (residual stress) เกิดขึ้นจากการชุบแข็งเนื่องจากอัตราการเย็นตัวที่สูง เมื่อนำชิ้นงานมาทำเทมเพอร์ความเค้นดังกล่าวจะลดลงยิ่งอุณหภูมิในการทำเทมเพอร์สูงขึ้นเปอร์เซ็นความเค้นตกค้างก็จะลดลงมากขึ้นด้วย

v การชุบแข็งออสเทมเพอริง

      การชุบแข็งแบบออสเทมเพอริง (austempering) เป็นวิธีการหนึ่งในการชุบแข็งแบบเป็นชั้น (step quenching) ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการแตกร้าวหรือบิดงอของชิ้นงานที่มีความหนาบางแตกต่างกันมากๆ ดังนั้น จึงมีการหาวิธีที่ทำให้เหล็กเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็นมาร์เทนไซต์หรือเบไนต์ที่อุณหภูมิสูงโดยไม่ต้องเย็นตัวลงมาถึงอุณหภูมิห้องในทันที วิธีที่นิยมมี 2 วิธี คือออสเทมเพอริงและมาร์เทมเพอริง

v การชุบแข็งมาร์เทมเพอริง

      การชุบแข็งมาร์เทมเพอริง (martempering) เป็นการชุบแข็งแบบเป็นขั้นอีกวิธีหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับออสเทมเพอริง คือ ป้องกันปัญหาการแตกร้าวและบิดงอจากอัตรการเย็นตัวอย่างรวดเร็วโครงสร้างที่ได้จากการทำมาร์เทมเพอริงจะป็นโครงสร้างมาร์เทนไซต์

v การชุบแข็งที่ผิว (surface hardening)

      การชุบแข็งที่ผิว มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้บริเวณของชิ้นงานเกิดความแข็งขึ้น ส่วนเนื้อเหล็กบริเวณภายในยังคงอ่อนและเหนียวดังเดิม การชุบแข็งที่ผิวทำเพื่อให้เหล็กทนการสึกหรอที่บริเวณผิวดีขึ้น ขณะเดียวกันแกนกลางยังคงอ่อนเหนียว ซึ่งจะช่วยให้เหล็กรับแรงบิดหรือแรงกระแทกได้ดีขึ้น งานที่เหมาะกับการชุบแข็งที่ผิวได้แก่ เพลาข้อเหวี่ยง เฟืองเกียร์ต่างๆ และชิ้นส่วนที่ต้องการความทนทานการเสียดสี

v การอบชุบแข็งโดยวิธีการบ่มแข็งหรือการตกตะกอน

      การชุบแข็งโดยการบ่มแข็งหรือการชุบโดยการตกตะกอน (age or precipitation hardening) เป็นกระบวนการที่อาศัยการเปลี่ยนแปลงเฟสที่เกิดขึ้นในสภาวะของแข็งโดยมีการเกิดเฟสของแข็งที่เป็นอนุภาคขนาดเล็กระดับนาโนเมตรที่เกิดขึ้นจากการตกตะกอนและมีแรงยึดเหนี่ยวกับเมทริกซ์ที่มีความอ่อนเหนียว ทำให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

อ้างอิง
ณรงค์ศักดิ์ ธรรมโชติ.  (2556).  โลหวิทยา.   กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เหล็ก…. คุณรู้จักมันดีแค่ไหน

เหล็ก…. คุณรู้จักมันดีแค่ไหน

              วันนี้ผมมีเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยมาให้ผู้อ่าน ที่แวะเวียนเข้ามาได้ลองอ่านกัน นั่นคือเคล็ด(ไม่)ลับ ในการดูเหล็กแต่ละชนิดมาให้อ่านครับ ผมคิดว่าบทความนี้ช่วยได้มากทีเดียวกับคนที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการ ก่อสร้างอย่างผม ทุกคนคงสงสัยว่า เหล็ก มันยากตรงไหน เหล็ก ก็คือเหล็กไม่ใช่เหรอ ใช่ครับ เหล็กก็คือเหล็ก แต่รู้ไหมครับว่าเหล็กเค้าเอาไปทำอะไรตั้งหลายอย่างที่เกี่ยวกับวงการก่อ สร้าง อันนี้ไม่นับเหล็กที่อยู่ในอาหารนะครับ นั่นเค้าเรียกธาตุเหล็ก อันนี้คงไม่เกี่ยวกัน เริ่มนอกเรื่องซะแล้วสิ ฮ่า ๆ …

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเหล็กเค้าเอาไปแปรรูปเป็นเหล็กชนิดต่าง ๆ ที่ผมรู้จักก็ได้แก่  เหล็กรูปพรรณ  เหล็กเส้น  และลวดเหล็กครับ อ้าวมีแค่ 3 ประเภทเองไหนว่าเยอะไง ใช่ครับถ้ามองแค่นี้มันไม่เยอะครับ แต่ว่าที่แยกย่อยไปอีกละครับ ปวดหัวกันแน่ ๆ   ก่อนอื่นผมขอพูดไล่แต่ละประเภทของเหล็กแต่ละกลุ่มก่อนนะครับ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้ที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นแล้วเป็นการแบ่งของผมเอง เพื่อที่จะให้ง่ายในการจดจำ และครั้งนี้ผมก็ขออนุญาตพูดถึงแต่ในส่วนของเหล็กรูปพรรณก่อนนะครับ พูดรวมทั้งหมดคงยาวแน่ ๆ อีกอย่างคือกันคุณผู้อ่านสับสน ซึ่งรวมผมด้วยครับ แหะ ๆ 

               เหล็กรูปพรรณ  ก็คือเหล็กที่เค้าเอามาทำขึ้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ผมขอละไว้นะครับเพราะผมมาพูดถึงชื่อของมันกับจุดสังเกตของเหล็กแต่ละตัวมากกว่า   เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ ก็เหมือนทองคำนั่นแหละครับ ทองคำตอนแรกมันเป็นแท่ง ๆ ใช่ไหมครับไอ้ว่าจะเอามาใช้เป็นเครื่องประดับ จะเอามันมาคล้องคอตอนมันเป็นแท่ง ๆ ก็ใช่เรื่อง ต้องลำบากไปหาหมอให้วุ่นวายอีกเพราะคอเคล็ด 

               เค้าเลยแปรรูปทองออกมาให้สวยงามเป็นเส้น ๆ ให้มันง่ายต่อการใช้งานและความสวยงามด้วยซึ่งก็คือทองรูปพรรณ หลักการก็เป็นแบบเดียวกันครับ เอาละครับมาเริ่มกันเลยดีกว่า

เหล็กแผ่น    เหล็กแผ่นนี่ให้คิดไว้ก่อนเลยครับว่าเป็น เหล็กแผ่นดำ ซึ่งจริง ๆ มันมีเหล็กแผ่นขาวด้วย แต่โดยส่วนใหญ่ที่เค้าใช้กันคือ เหล็กแผ่นดำครับ แล้วเหล็กแผ่นดำกับเหล็กแผ่นขาวมันต่างกันยังไงละ ผมก็ไม่รู้ครับว่าเค้าเอาไปใช้งานต่างกันหรือเปล่า แต่ที่รู้คือขนาดของมันที่มีต่างกันครับ

                   เหล็กแผ่นดำจะมีขนาดตั้งแต่ 4×8 ฟุต เรื่อยไปจนถึง 5×20 ฟุตครับในปัจจุบันมีขนาดกี่ฟุตแล้วผมก็ไม่ทราบครับแต่มันไม่หยุดแค่ 5×20 ฟุตแน่นอนครับ ส่วนเหล็กแผ่นขาวมีขนาดเดียวที่ 4×8 ฟุตครับ แล้วทั้ง 2 แบบมีหลายความหนาเหมือนกันครับ  สำหรับเหล็กแผ่นขาวทั่วไปเค้าจะเรียกกันแบบเจาะจงไปเลยครับว่าเหล็กแผ่นขาว แต่ที่มีปัญหาบ่อย ๆ นั่นคือเหล็กแผ่นดำ โดยที่ผมได้ยินคนส่วนใหญ่เค้าเรียก ๆ กันก็มีดังนี้  เหล็กแผ่น, PLATE บางครั้งเค้าก็เขียนกันแค่ว่า PL อันนี้ให้ไปดูที่ขนาดให้ชัวร์ครับว่าเค้าจะเอาเหล็กอะไรกันแน่ 

                     ผมเคยเห็นบางครั้งนะครับเค้าเขียนมาว่าเหล็กแผ่น แต่ขนาดที่ต้องการกลับระบุมาว่าจะเอาเหล็กแบนซะงั้น  อ้อผมลืมเหล็กแผ่นอีกตัวไปครับ นั่นคือเหล็กแผ่นลาย  แต่ที่เห็นส่วนใหญ่ว่าถ้าหากว่าเค้าจะเอาเหล็กแผ่นลายเค้าจะระบุมาเลยว่าเป็นเหล็กแผ่นลายหรือ Checkered Plate ครับ สำหรับเหล็กแผ่นโดยหลัก ๆ ก็มีเท่านี้แหละครับ ก็ให้ระวังเรื่องเหล็กแผ่นดำแค่นั้นที่คนส่วนใหญ่มักมีชื่อเรียกที่แปลกออกไป

เหล็กแบน    ตัวนี้ต้องบอกก่อนนะครับว่ามันไม่ใช่เหล็กแผ่น มันเหมือนกันก็จริงแต่เหล็กแบนตัวนี้มันออกจะยาวมากกว่าที่จะเป็นแผ่นนะครับ เพราะโดยปกติแล้วมันมีความยาวที่ 6 เมตร ความกว้างกับความหนาก็แล้วแต่จะสั่งครับ ยกตัวอย่างนะครับ เหล็กแบนหน้ากว้างที่ 25 มม. หนาที่ 3 มม. แล้วยาวที่ 6 เมตร นึกภาพออกไหมครับว่าที่จริงมันยาวมากกว่าที่จะแผ่กว้างออกไปเป็นแผ่น  ถ้านึกไม่ออกก็ดูรูปเลยครับ (แล้วจะอธิบายทำไมให้มันยืดยาวเนี่ย..)

ภาพประกอบจาก SLK STEEL

ส่วนชื่อที่เรียกกันก็มี เหล็กแบน, Flat Bars บางครั้งจะเห็นเขียนย่อ ๆ ว่า F/B ก็ให้เข้าใจตามนี้นะครับว่าทั้งหมดนี้คือเหล็กแบน
เหล็กโครงสร้างรูปตัวซี (Lip Channel) เหล็กตัวนี้ไม่มีอะไรมากครับ ที่เห็นส่วนใหญ่เรียกกันก็คือเหล็กตัวซี หรือเขียนย่อ ๆ ว่า C ซึ่งก็เหมือนเดิมครับให้เราไปสังเกตที่ขนาดเอาว่าเค้าต้องการเหล็กอะไรกัน แน่ครับ เพราะมันจะไปสับสนกันระหว่างตัวเหล็กรางน้ำครับดูรูปเปรียบเทียบกันเลยดี กว่าครับ

เหล็กตัวซี                                                    เหล็กรางน้ำ

เห็น ไหมครับด้วยความที่ลักษณะมันคล้าย ๆ กันบางคนก็สับสนเหมือนกันซึ่งผมเองก็เป็นครับ มีจุดสังเกตตรงนี้ครับเห็นส่วนที่ยื่นเข้าไปตรงเหล็กตัวซีนั่นไหมครับ ตรงนั้นแหละครับคือจุดสังเกตที่ดีที่สุด อย่างนี้นะครับ เหล็กตัวซีจะมีขนาดที่  HxAxC ซึ่งจะต่างกับเหล็กรางน้ำที่มีขนาดที่ HxB เท่านั้น แค่นี้ละครับจุดสังเกตเล็ก ๆ น้อยที่ผมนำมาฝากกัน ไหน ๆ ก็พูดมาถึงเหล็กรางน้ำตัวต่อไปก็เหล็กรางน้ำเลยแล้วกันครับ

เหล็กรางน้ำ   ตัวนี้ได้ปวดหัวกันแน่ ๆ ครับ ซึ่งผมเองก็ยังปวดหัวอยู่จนถึงทุกวันนี้ ตัวเหล็กรางน้ำอย่างที่บอกข้างต้นว่ามันคล้าย ๆ กับเหล็กตัวซีแล้วมันมีอีกตัวครับที่เหมือนกันยังกับแกะ แต่เมื่อเรารู้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเหล็กตัวซีแล้ว ดังนั้นก็ตัดตัวนี้ออกไป สำหรับเหล็กอีกตัวที่ผมจะพูดถึงก็คือเหล็กรางครับ เห็นไหมครับเรียกคล้ายกันขนาดนี้ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นเหล็กตัวไหน  เริ่มกันเลยดีกว่ากับเหล็กรางน้ำครับตัวเหล็กรางน้ำเองส่วนใหญ่เค้าเรียกกัน ว่าเหล็กรางน้ำนั่นแหละครับภาษาอังกฤษก็คือ CHANNEL ขนาดของมันก็คือ  HxB t1 t2 ครับ ดูภาพประกอบเลยก่อนดีกว่ากันสับสน อธิบายดังนี้นะครับ ตัว t1 กับ t2 ก็คือความหนาครับ โดยทั้งสองตัวนี้จะมีความหนาไม่เท่ากันนะครับ


Channel

              ที่ นี้เรามาอธิบายตัวเหล็กราง ซึ่งก็มีหลายชื่อครับอันได้แก่ เหล็กรางบาง เหล็กรางพับ หรือเหล็กรางครับ ภาษาอังกฤษเค้าให้ชื่อว่า LIGHT CHANNEL ซึ่งเหมือนเป็นมาตรฐานครับเพราะผมสังเกตจากบริษัทเกือบทุกบริษัทเค้าเรียก ภาษาไทยต่างไปแต่ภาษาอังกฤษมักจะใช้ชื่อนี้ครับ โดยขนาดระบุกันก็คือ  HxBxC t1  ครับ  ถึงตรงนี้คงสงสัยว่าทำไมมีความหนาเดียวละ อธิบายแบบนี้ครับว่าเหล็กตัวนี้เหมือนเหล็กแผ่นแล้วพับขึ้นรูปครับ  ก็เลยมีความหนาเดียว ดูรูปประกอบกันเลยดีกว่า


Light Channel

                จาก ที่มองรูปแล้วทุกคนคงสงสัยเหมือนผมใช่ไหมครับว่าทำไมมีตัว xC ด้วย อธิบายแบบนี้ครับเห็นตัวที่มันยื่นขึ้นไปไหมครับ ไอ้ตรงตัว H นั่นแหละครับ คือว่าทั้งสองด้านนั้นบางครั้งมันมีขนาดไม่เท่ากันครับเค้าจึงกำหนดมาเป็น ขนาด HxBxC ไงละครับ  จุดสังเกตก็มีเท่านี้ละครับ  มาที่ตัวต่อไปกันเลยดีกว่า

เหล็กไอบีม เหล็กไวด์แฟรงค์ และเหล็กเอชบีม   ทำไมผมถึงเอาทั้งสามตัวมาพูดรวมกันเลยนั้นเพราะว่าเป็นแบบนี้ครับทั้งสามตัว มีลักษณะคล้ายกันหมดทุกตัวครับ ยกตัวอย่างเหล็กไอบีมกับเหล็กเอชบีมนะครับ ถ้าเราให้ตัวไอมันล้มตะแคงไปด้านข้างมันกลายเป็นตัวอะไรครับ ที่คิดนะถูกแล้วครับมันก็กลายเป็นตัวเอช ซึ่งเหมือนกันกับตัวเอชนั่นแหละครับถ้าเราจับมันตั้งขึ้นมันก็กลายเป็นตัวไอ ไปเลย ซึ่งก็เหมือนกันกับเหล็กไวด์แฟรงค์ เพราะถ้าเราจับตั้งก็เป็นตัวไอ

                 จับมันนอนมันก็เป็นตัวเอช แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะดูยังไงได้ละว่าตัวไหนเป็นตัวไหน  ผมแนะนำแบบนี้ครับให้คุณไปหาตารางเหล็กออกมากางเลยครับ กางทั้งสามตัวเลยครับว่ามันแตกต่างยังไง มันแตกต่างแน่นอนครับ จากการที่ผมเองได้ลองมองตารางเหล็กเปรียบเทียบครับ 

                สรุปจุดสังเกตของผมดังนี้ครับ ตัวแรกเหล็กเอชบีมจะมีขนาด HxB เท่ากันครับอย่างเช่น 100×100  150×150 จะเป็นแบบนี้เสมอ

               เหล็กเอชบีม  ถ้ามันเป็น 100×50 หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ขนาด HxB ไม่เท่ากัน มันจะไม่ใช่เหล็กเอชบีม อย่างแน่นอนครับ ผมขอฟันธง! ขอสังเกตของเหล็กตัวต่อไปครับ เหล็กไอบีม ถ้าใครได้กางตารางเหล็กออกมาดูแล้วก็จะเห็นความแตกต่างดังนี้ครับ อย่างแรกเหล็กไอบีมในบางขนาดจะมีหลายความหนา

             และโดยปกติเหล็กไอบีมที่ขนาดเดียวกันกับเหล็กไวด์แฟรงค์ความหนาของแต่ละด้าน จะหนากว่าเหล็กไวด์แฟรงค์ เช่น ขนาดที่ 150×75 เหล็กไอบีมจะมีความหนาแต่ละด้านที่ 5.5 กับ 9.5 ในขณะที่เหล็กไวด์แฟรงค์จะหนาแค่ 5.0 กับ 7.0 เท่านั้น ผมขอสรุปข้อสังเกตของผมเองให้มองง่าย ๆ ดังนี้   เหล็กเอชบีมให้ดูขนาดที่ HxB จะมีขนาดทั้งสองด้านเท่ากันเสมอ  เหล็กไอบีมจะมีความหนามากกว่าเหล็กไวด์แฟรงค์ และมีความหนาอยู่หลายความหนา  เอาเป็นว่าผมแนะนำให้ดูที่ตารางเหล็กเพื่อความชัวร์และถูกต้องครับ

เหล็กกล่อง   ในตัวนี้ผมหมายถึงเหล็กแป๊บนะครับ  ไม่ว่าจะเป็นแป๊บเหล็กสี่เหลี่ยม(เหล็กแป๊บ) หรือแป๊บเหล็กสี่เหลี่ยมแบน(แป๊บแบน) ลักษณะของมันนั้นถ้าเรามองพื้นที่หน้าตัดก็เหมือนกับกล่อง กล่องหนึ่งที่แค่มันกลวงตรงกลางแล้วลักษณะจะยาวเท่านั้นเองครับ  ข้อแตกต่างระหว่าง 2 ตัวนี้คือ ถ้าขนาดกว้างกับสูง (DxD) เท่ากันก็จะเป็นเหล็กแป๊บสี่เหลี่ยม ถ้าขนาดกว้างกับสูง (DxB) ไม่เท่ากันก็จะเป็นเหล็กแป๊บแบนครับ ข้อสังเกตุของเหล็กสองตัวนี้ก็มีเท่านี้ครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนมากมายนักแล้วมันก็ไม่เหมือนกับชาวบ้านเค้าด้วย

เหล็กฉาก  เหล็กตัวนี้ก็ไม่มีอะไรมากมายครับแค่ผมจะบอกว่าในบางคน(ครั้ง) เค้าจะเขียนมาว่าเหล็กรูปพรรณ L ซึ่งมันก็คือเหล็กฉากนั่นแหละครับ  สั้น ๆ ง่าย ๆ เพราะว่าเหล็กตัวนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

มาถึงเหล็กตัวสุดท้ายที่ผมจะแนะนำคือ ท่อเหล็กดำ และ ท่อเหล็กอาบสังกะสี สองตัวนี้เป็นท่อเหมือนกันแต่คุณสมบัติของมันต่างกันครับ สำหรับการใช้งานนั้นผมก็ไม่ทราบนะครับว่าใช้งานต่างกันด้วยหรือเปล่า

            ข้อสังเกตของเหล็กตัวแรกคือ ท่อเหล็กดำนั้นจะมีหลายความหนาใน 1 ขนาด เช่น ที่ขนาด 1 นิ้ว ก็จะมีความหนาตั้งแต่ 1.2 1.4 1.7 2.0 2.3 2.5 มม. เรื่อยไป ซึ่งก็แล้วแต่ผู้ผลิตเองว่ามีถึงความหนาที่เท่าใด

            ส่วนท่อเหล็กอาบสังกะสี(Galvanized Steel Pipes) หรือ ที่เรียก ๆ กันก็คือ ท่อ GSP โดยท่อชนิดนี้จะมีความหนาเดียวใน 1 ขนาด เช่น ขนาด 1 นิ้ว ความหนาก็คือ 2.6 มม. ในชั้น BS-S 

               อธิบายเพิ่มเติมตรงนี้ว่า ท่อ GSP นั้นจะแบ่งเป็นชั้นการเคลือบ 3 ชั้นคือ BS-S(คาดเหลือง), BS-M(คาดน้ำเงิน), BS-H(คาดแดง) ซึ่งความหนาในแต่ละชั้นก็จะต่างกันไปเช่น ขนาด 1 นิ้ว หนาที่ 2.6 มม.ที่ BS-S หนา 3.2 มม.ที่ BS-M และหนา 4.0 มม.ที่ BS-H หลักการสังเกตก็มีเท่านี้แหละครับ  สำหรับการสังเกตเหล็กแต่ละตัวและชื่อที่เรียกต่าง ๆ กันจากประสบการณ์ที่ผมพบมาก็มีเท่านี้แหละครับ ส่วนเหล็กที่ผมไม่ได้กล่าวถึงก็คงไม่มีอะไรลึกซึ้งซับซ้อนมากเท่าไหร่ จากที่ผมรวบรวมข้อมูลมาให้ท่านผู้อ่านได้รู้กัน  คงมีประโยชน์บ้างสำหรับผู้ที่ต้องใช้มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเช่น เดียวกับผม แล้วคอยพบกันคราวต่อไปกับ “เหล็กเส้นและลวดเหล็ก” ที่ผมจะเอามาให้อ่านในคราวต่อไปครับ

 

โดย: ระพีพัฒน์

ขบวนการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า

ขบวนการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า

 ขบวนการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า

การผลิตเหล็กและเหล็กกล้าประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้

  1. การแต่งแร่และการถลุง
  2. การหลอมและการปรุงส่วนผสม
  3. การหล่อ
  4. การแปรรูป เช่น การรีด การตีขึ้นรูป

     ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านขั้นตอนที่ 4 แล้ว   สามารถนำไปผ่านขบวนต่างๆ ของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง   เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตามประเภทของการใช้งาน เช่น วัสดุก่อสร้าง ท่อ คอนเทนเนอร์ ถังความดัน ชิ้นส่วนยานยนต์ ไฟฟ้าและเครื่องจักรกล เป็นต้น

     ในประเทศไทย การผลิตเหล็กและเหล็กกล้าจะเริ่มจากขั้นกลาง คือ การหลอมและการหล่อ

1. การแต่งแร่และการถลุง

     การแต่งแร่ คือ การแปรสภาพสินแร่ให้ได้ขนาดและคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการถลุง เช่น การบดแร่ให้ละเอียดเพื่อแยกเหล็กจากมลทินแล้ว   อาจแยกโดยอาศัยความถ่วงเฉพาะที่ต่างกัน (Float) หรือใช้การแยกด้วยแม่เหล็ก (Magnetic separation)   ซึ่งแร่ที่ได้จะละเอียดเกินไป ต้องทำให้เป็นก้อน (Agglomeration) ก่อนป้อนเข้าเตาถลุง

     การถลุงเหล็ก คือ การแปรสภาพแร่เหล็กให้มีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น (%เหล็กเพิ่มขึ้น)   โดยการขจัดสิ่งเจือปนต่างๆ ออกจากแร่เหล็ก

2. การหลอมและการปรุงส่วนผสม

     การหลอมเหล็ก คือ การให้ความร้อนแก่ เหล็กถลุง (Pig iron) เหล็กพรุน หรือเศษเหล็ก   ทำให้เหล็กหลอมเหลวที่อุณหภูมิสูง (ประมาณ 1600 °C)

     สำหรับการผลิตเหล็กกล้า ในขั้นตอนการหลอมนี้ จะมีการปรับปรุงส่วนผสมทางเคมีของเหล็กโดยการทำออกซิเดชั่นเพื่อลดปริมาณคาร์บอนและฟอสฟอรัส   การเติมสารประกอบต่างๆ เพื่อลดปริมาณสารเจือปนและทำให้ผลิตภัณฑ์เหล็กมีคุณสมบัติตามที่ต้องการ    .ในขั้นตอนนี้ สิ่งเจือปนซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารประกอบออกไซด์ ซิลิเกตของธาตุต่างๆ จะแยกตัวจากน้ำโลหะ ซึ่งเราเรียกสิ่งเจือปนที่แยกออกมานี้ว่า Slag

3. การหล่อ

     การหล่อเหล็ก คือ การนำเหล็กหลอมเหลวที่ได้ปรุงแต่งส่วนผสมแล้วเทลงในแบบเพื่อให้เกิดการแข็งตัวตามรูปร่างที่ต้องการ

          การหล่อสามารถแบ่งได้แบ่ง 2 แบบ

  1. Ingot casting คือ การหล่อแบบที่น้ำเหล็กกล้าถูกเทลงสู่แบบหล่อที่ไม่เคลื่อนไหว (Stationary mold) เพื่อหล่อเป็นแท่งโลหะ (Ingot)
  2. การหล่อแบบต่อเนื่อง (Continuous casting) คือ การที่น้ำเหล็กหลอมเหลวได้ไหลผ่านแบบหล่อ (Mold) อย่างต่อเนื่องและแข็งตัวเป็น “ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จ” คือ Billet, Bloom หรือ Slab ซึ่งสามารถตัดและนำไปผ่านขบวนการแปรรูปต่อไป

     ปัจจุบัน การหล่อแบบต่อเนื่องเป็นที่นิยม เนื่องจากนำมาสู่การเพิ่มสัดส่วนผลผลิตที่ได้รับ (Yield), ปรับปรุงคุณภาพ, เพิ่มความสามารถในการผลิตและประสิทธิภาพของการลงทุน

4. การแปรรูป

     การแปรรูป คือ การแปรรูปเหล็กกล้าที่ได้หลอมเพื่อให้ได้รูปร่างและขนาดที่ต้องการ   นอกจากนี้ยังเป็นการปรับปรุงคุณสมบัติเชิงของผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าอีกด้วย   การแปรรูปประกอบด้วยการแปรรูปร้อนและการแปรรูปเย็น

     สำหรับเหล็กแผ่นเมื่อผ่านการรีดร้อนแล้วสามารถนำไปใช้งานบางอย่างได้โดยตรง   แต่สำหรับเหล็กแผ่นบางจะถูกลดขนาดด้วยการรีดเย็นต่อ   เพื่อให้ได้ความหนาตามที่ต้องการและด้วยเหตุผลอื่นๆ ดังนี้

  1. เพื่อปรับปรุงคุณภาพผิว
  2. เพื่อให้ได้คุณสมบัติเชิงกลที่ต้องการ
  3. เพื่อให้ได้ความหนาที่ต่ำกว่าเหล็กแผ่นรีดร้อน
  4. เพื่อควบคุมให้ความคลาดเคลื่อนของความหนาต่ำ

     เนื่องจากการรีดร้อนจะประหยัดกว่าการรีดเย็น   ดังนั้นในการผลิตเหล็กแผ่นบางจึงเริ่มจากการรีดร้อนให้ได้ขนาดค่าหนึ่งก่อน   จากนั้นจึงทำการรีดเย็นต่อ

ที่มา : สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย

บ้านร้าวแบบไหน ควรย้ายบ้านหนี

บ้านร้าวแบบไหน ควรย้ายบ้านหนี

รอยร้าวของผนังก่อฉาบ สามารถแบ่งประเภทจากสาเหตุของการร้าวได้ 2 ประเภทหลักๆ คือ

1. การร้าวที่เกิดจากเหตุที่การก่อฉาบผนังไม่ดี เช่น การแตกลายงา การแตกร้าวที่มุมวงกบประตูหน้าต่าง ฯลฯ รอยร้าวประเภทนี้สามารถซ่อมได้ไม่ยาก

ร้าวแบบไหน ควรย้ายบ้านหนี
 
2. การร้าวที่เกิดจากเหตุที่โครงสร้างมีปัญหา เช่น คานหัก ฐานรากทรุด การสังเกตุรอยร้าวที่ผนังบ้านอยู่เสมอๆ นับว่าเป็นวิธีดูแลความปลอดภัยแก่คนในบ้านที่จำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม รอยร้าวที่กำแพงเป็นตัวเตือนภัยที่ดี ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาทางโครงสร้างได้ทัน ทำให้ผู้อาศัยในบ้านมีความปลอดภัย รอยร้าวจากโครงสร้าง อาทิ เช่น การร้าวทะแยงเฉียงๆ มักจะเกิดจากฐานรากทรุดตัวไม่เท่ากัน หากรอยร้าวจากกำแพงมีความต่อเนื่องสัมพันกับโครงสร้างอื่นๆ เช่น คานแอ่น พื้นเอียง เสาร้าว ควรปรึกษาวิศวกร ให้หาสาเหตุและทำการแก้ไขเพื่อความปลอดภัยโดยด่วน โดยเฉพาะถ้าเป็นแล้วอาการเป็นมากขึ้น คือรอยร้าวค่อยๆกว้างขึ้นยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องรีบแก้ไขโดยด่วนที่สุด และถ้าจำเป็นอาจต้องรีบย้ายออกรักษาชีวิตไว้ก่อนครับ

ขอบคุณข้อมูลhttp://www.tansomboon.com/

ระวัง! รอยร้าว อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ระวัง! รอยร้าว อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

รอยร้าว เป็นสิ่งที่มักมาคู่กับบ้านเมื่อมีอายุการใช้งานไปสักระยะเวลาหนึ่ง ทว่าเจ้าของบ้านส่วนใหญ่กลับละเลยและไม่ซ่อมแซมรอยร้าวเหล่านี้ ด้วยคิดว่าไม่เป็นอันตรายและไม่อยากสิ้นเปลืองค่าซ่อมแซม แต่คุณทราบหรือไม่ว่า รอยร้าว บางลักษณะก็เป็นการเตือนล่วงหน้าถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้าน เนื่องจากเป็นรอยร้าวที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอาคารโดยตรง หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้าอาจเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้บ้านถล่มได้เลย  “รู้ทีละนิด” ฉบับนี้ จะพาไปดูรอยร้าวที่เราพึงระวังเมื่อพบเห็นในบ้านครับ

รอยร้าวบนคาน

รอยร้าว กลางคานรูปตัวยู (U) และรอยร้าวแนวเฉียง 45 องศาบริเวณริมคาน เกิดจากการที่คานรับน้ำหนักมากเกินไป ทำให้คานแอ่นและดันผนังใต้คานให้เกิดรอยร้าวแนวดิ่งตามมาด้วย

 

การแก้ไขเบื้องต้นควรย้ายของที่อยู่เหนือคานออก เพื่อลดน้ำหนักกดทับ แล้วใช้เหล็กค้ำยันเพื่อช่วยแบ่งเบาน้ำหนัก จากนั้นให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบเพื่อเสริมคาน

รอยร้าว

 

รอยร้าวแนวเฉียงกลางผนัง

เป็นรอยร้าวเฉียง 45 องศาบนผนัง สาเหตุเกิดจากเสาใดเสาหนึ่งเกิดทรุดตัว และดึงให้ผนังที่ติดกับเสาเกิดรอยร้าว หากดูจากแนวรอยร้าวก็จะรู้ว่าเสาต้นใดเป็นตัวดึงให้ผนังฉีกออกจากกัน ถ้าพบให้ตรวจสอบความกว้างและความยาวของรอยร้าวนั้น ถ้าไม่มีการขยายเพิ่มขึ้นมากก็อาจยังไม่เป็นอันตราย แต่หากมีปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ แสดงว่าอาการเริ่มหนักแล้ว ยิ่งถ้าลามไปทั้งอาคารด้วยแล้วอาจทำให้อาคารถล่มได้เลย

การแก้ไขค่อนข้างยุ่งยาก อาจต้องเสริมเสาเข็มและฐานราก หรือใช้วิธีดีดบ้าน (ยกบ้านขึ้นชั่วคราว) แล้วทำฐานรากใหม่ หากปล่อยให้เกิดรอยร้าวลักษณะนี้ทั้งอาคาร อาจต้องทุบทิ้งทั้งหมดเลยนะครับ เพราะแก้ไขไม่ทันแล้ว

รู้ทีละนิด_รอยร้าว_WEBSITE-06

รอยร้าวบนเพดาน

ลักษณะเป็นเส้นตรงหรือเป็นรอยกากบาทร้าวเข้าหาเสา 4 เสา เกิดจากการที่พื้นรับน้ำหนักบรรทุกมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้พื้นถล่มลงมาทั้งแผงได้

การแก้ไขเบื้องต้นควรย้ายของที่อยู่ชั้นบนออกก่อน ถ้ารอยร้าวนั้นยังมีการลุกลามอาจเกิดจากการคำนวณการรับน้ำหนักที่ไม่ดีมาตั้งแต่ต้น ให้หยุดใช้พื้นที่ชั้นบนและชั้นล่างจนกว่าจะมีการตรวจสอบ โดยอาจต้องเสริมโครงสร้างเสาและคาน หรือเปลี่ยนโครงสร้างพื้นใหม่

รู้ทีละนิด_รอยร้าว_WEBSITE-05

รอยร้าวบนเสา

มีหลายลักษณะ เช่น รอยร้าวแนวดิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณโคนเสา เกิดจากการที่เสารับน้ำหนักได้ไม่ดีพอ หรือรับน้ำหนักมากเกินไป รอยร้าวแนวเฉียง 45 องศา เกิดจากการรับแรงเฉือนจากการที่อาคารเกิดการทรุดตัวไม่เท่ากัน รอยร้าวแนวนอนบริเวณต้นเสาและโคนเสา เกิดจากการรับแรงบิดกับแรงเฉือน อันมีสาเหตุมาจากการที่คานยื่นออกจากเสามากเกินไป และรอยร้าวในเสาที่เกิดจากการที่เหล็กข้างในเสาเป็นสนิม เสามีเนื้อพรุนเป็นโพรง และเสามีความหนาที่หุ้มเหล็กน้อยเกินไป แต่ไม่ว่าแบบไหนก็อันตรายทั้งนั้นครับ

การแก้ไขถ้าเกิดจากการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ให้กะเทาะปูนด้านนอกและขัดสนิมออก แล้วใช้ปูนเกราต์ (Grout) กำลังสูงฉาบปิดผิว แต่ถ้าเสารับน้ำหนักไม่ไหว อาจต้องเสริมเหล็กเสาเพิ่มด้วย

รู้ทีละนิด_รอยร้าว_WEBSITE-07

รอยร้าวบริเวณรอยต่อของส่วนต่อเติม

รอยร้าวแนวดิ่งที่ด้านบนกว้างกว่าด้านล่างใกล้กับเสาและคาน เกิดจากการที่ฐานรากส่วนต่อเติมมีการทรุดไม่เท่ากันกับฐานรากส่วนอาคารเดิม หรือใช้เสาเข็มสั้นเกินไปทำให้อยู่ไม่ลึกถึงชั้นดินแข็ง การ

แก้ไขทำได้โดยเสริมเสาเข็มและฐานราก หรืออาจต้องรื้อส่วนต่อเติมทำใหม่เลยหากมีการทรุดตัวมาก

รู้ทีละนิด_รอยร้าว_WEBSITE-08

 

นอกจากนี้ยังมีรอยร้าวอีกหลายลักษณะทั้งที่เป็นอันตรายและไม่อันตราย แต่อยากให้ลองสังเกตรอยร้าวที่เกิดขึ้นบริเวณโครงสร้างหลัก  ได้แก่ คาน เสา และเพดาน หากมีรอยร้าวเกิดขึ้น แล้วเริ่มลุกลามมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมีขนาดค่อนข้างใหญ่ นั่นเป็นสัญญาณอันตรายที่ใกล้เข้ามา ทั้งนี้ไม่ควรซ่อมแซมด้วยการซ่อมปกปิดรอยร้าวแบบง่าย ๆ เพราะไม่ได้ช่วยให้คนในบ้านปลอดภัยมากขึ้นเลย หากไม่แน่ใจลองปรึกษาวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญทันทีนะครับ ด้วยความเป็นห่วงจากทีมงาน “บ้านและสวน”

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.baanlaesuan.com/

เรื่อง : ณัฐภูมิ พงษ์เย็น
ภาพ : oic studio

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า