การเชื่อมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่ควรรู้

การเชื่อมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่ควรรู้

งานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อน ย่อมมาพร้อมกับวิธีการก่อสร้างที่จะขาดไปไม่ได้คือ “การเชื่อม” ในแง่หนึ่ง การเชื่อมเป็นเทคนิคด้านงานก่อสร้างที่ทำกันอยู่ทั่วไป เหมือนเป็นทักษะพื้นฐานที่ต้องติดตัวช่างก่อสร้าง การเชื่อมก็เป็นทักษะที่มีระดับความชำนาญหลายระดับ และต้องได้รับการฝึกฝนในระยะเวลาหนึ่ง เพราะในงานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กใดๆ เรามักจะพบปัญหาจากการเชื่อมอยู่เสมอ ไม่มากก็น้อย

โดยหลักการทั่วไป คุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ดี จะขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่างด้วยกัน คือการควบคุมความสมดุลระหว่างกำลังไฟ และความเร็วในการลากผ่านการเชื่อม โดยทั้งหมดจะต้องคำนึงถึงความหนาของเหล็กที่ใช้ และวัตถุประสงค์ของการใช้งานต่อไป

เมื่อเป็นฝีมือคน จึงเป็นเรื่องท้าทายในการควบคุมปัจจัยทั้งสองให้สอดคล้องกันเพื่อให้ได้งานเชื่อมที่มีคุณภาพในตอนท้าย เพราะหากไม่แล้ว งานเชื่อมที่ด้อยคุณภาพก็อาจนำมาซึ่งความไม่สม่ำเสมอของรอยต่อ มีส่วนเว้าแหว่งที่เชื่อมไม่ติด ความเปราะของรอยเชื่อม อันจะทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักของงานโครงสร้าง ไม่ตรงตามที่วิศวกรคำนวณ และอาจนำมาซึ่งการพังทลายของโครงสร้างได้

รอยเชื่อมที่มีคุณภาพนั้น จะเป็นที่เข้าใจกันว่าตะเข็บต้องมีลักษณะสม่ำเสมอ ลากยาว และเป็นเนื้อเดียว (ภาษาช่างเรียกเหมือนเป็นเกล็ดปลา) แต่นอกจากนั้นก็จะขึ้นอยู่กับการใช้งาน และหน้าที่การรับน้ำหนักของแต่ละจุด ที่จะต้องผ่านการออกแบบการเชื่อม ที่สัมพันธ์กับการคำนวณจากวิศวกร

โดยจะมีจุดบกพร่องและปัญหาที่จะเกิดอยู่บ้างในระหว่างการเชื่อม ที่จะก่อให้เกิดงานที่ไม่ได้คุณภาพ ยกตัวอย่างเช่นอย่างแรกคือฟองอากาศ (Porosity)ที่อาจเกิดจากการเชื่อมที่ไม่ชำนาญ และความไม่สมดุลของกำลังไฟและกระบวนการเชื่อม ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความเปราะฟองอากาศเพียงเล็กน้อยอาจไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างมาก แต่นั่นย่อมขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของฟองอากาศในแต่ละชิ้นงาน โดยป้องกันได้ด้วยหลายเทคนิควิธี คืออาจรักษาระยะอาร์คให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อป้องกันเปลวดับ และรักษาโลหะไม่ให้เย็นตัว รวมถึงเป็นการรักษาอัตราความเร็วของแก๊สให้สม่ำเสมอที่สุด

ข้อบกพร่องที่อาจเป็นปัญหาต่อมาคือ Slag หรือโลหะแปลกปลอมที่ฝังในรอยเชื่อม ซึ่งอาจเกิดจากทั้งความสกปรกของชิ้นงาน ความไม่เรียบร้อย รวมไปถึงสนิมในบริเวณรอยต่อที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการทาสีกันสนิม หาก Slag เปราะและหลุดจากรอยต่อนั้นๆ

วิธีการป้องกันปัญหาหรือข้อบกพร่องที่จะเกิดจากการเชื่อม รวมถึงการเพิ่มคุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด หนีไม่พ้นการทำความสะอาดชิ้นงานให้ปราศจากน้ำมัน และเศษสิ่งสกปรกก่อนทำงานเชื่อม ก็จะทำให้ได้คุณภาพงานเชื่อมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ขอขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/

การออกแบบโครงสร้างเหล็ก มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

การออกแบบโครงสร้างเหล็ก มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

สำหรับเจ้าของบ้าน มีจินตนาการในใจว่าอยากจะมีบ้านสักหลังไว้อยู่อาศัย จะมองหาใครที่ให้คำตอบได้ว่าสิ่งที่มีอยู่ในใจนั้นมันเรียกว่าบ้านแบบไหน เป็นบ้านเหล็กหรือบ้านปูนดีกว่ากัน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าบ้านที่ต้องการนั้นมีขั้นตอนการออกแบบก่อสร้างยังไงบ้าง วันนี้ SYS จะขอมาแจกแจงขั้นตอนทั่วไปของงานออกแบบ ว่าเจ้าของบ้านควรทำอย่างไรบ้างเพื่อให้แบบที่มีในใจนั้นเป็นจริง

แรกสุด SYS แนะนำให้เจ้าของบ้านทุกท่านปรึกษา สถาปนิก ผู้ที่จะสามารถเปลี่ยนความต้องการของเจ้าของบ้านไปก่อร่างผ่านไอเดียให้เป็นจริงขึ้นมาในรูปแบบต่างๆ ได้ สถาปนิกจะเป็นผู้ที่จัดวางพื้นที่ใช้สอย รู้จักการเลือกใช้วัสดุ และการสร้างสรรค์หน้าตาของบ้าน จะเปลี่ยนความต้องการต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม ผ่านการแก้ปัญหาต่างๆ ตามสถานที่ตั้งและการเลือกวัสดุให้เหมาะสม ผ่านการใช้แบบทางสถาปัตยกรรมแสดงภาพให้เห็น และแบบก่อสร้างที่สถาปนิกจะนำไปสื่อสารกับวิศวกรและผู้รับเหมาก่อสร้างต่อไป

ในจุดนี้เองที่เจ้าของบ้านละสถาปนิกจะตกลงกันว่า จะเลือกใช้โครงสร้างปูนหรือเหล็กสำหรับบ้าน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความต้องการเป็นหลัก เช่น อาจเลือกใช้ปูนเพราะไม่กังวลเรื่องเวลาการก่อสร้าง รูปร่างโครงสร้างเป็นแบบเดิมๆ ไม่มีอะไรที่หวือหวา และคุ้นเคยกับบ้านปูนเป็นทุนเดิม ในขณะที่อาจเลือกใช้บ้านเหล็กเพราะต้องการการก่อสร้างที่รวดเร็ว เป็นระบบ ควบคุมมาตรฐานการก่อสร้างได้ง่าย ตอบโจทย์โครงสร้างในรูปแบบแปลกใหม่ได้ หรือเป็นที่ดินที่ค่อนข้างแคบ และต้องการสร้างผลกระทบต่อที่ตั้งให้น้อยที่สุด

เมื่อตัดสินใจเรื่องโครงสร้างได้แล้ว ในที่นี้ หากเจ้าของบ้านเลือกใช้บ้านโครงสร้างเหล็ก ผู้ที่จะคำนวณเพื่อยืนยันความแข็งแรง และออกแบบโครงสร้างโดยละเอียดอีกครั้ง จะเป็นหน้าที่ของวิศวกรโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดชนิดเหล็ก ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก H-Beam หรือเหล็กรูปแบบอื่นๆ กำหนดขนาดเหล็ก กำหนดรอยต่อของโครงสร้าง

ในจุดนี้ วิศวกรและสถาปนิก รวมถึงเจ้าของบ้าน จะตกลงกันเพื่อให้รูปแบบโครงสร้างนั้นไม่เบียดบังพื้นที่ใช้สอยหรือรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่จะตรงตามความต้องการของเจ้าของบ้าน รวมถึงจะแข็งแรงมากพอโดยไม่พังทลาย แต่มากกว่านั้น วิศวกรก็สามารถแนะนำเหล็กที่จะส่งเสริมไอเดียการออกแบบพื้นที่ รวมถึงอาจช่วยประหยัดงบประมาณลงได้ด้วย

เช่น เหล็กกำลังสูง SM520  ซึ่งจะช่วยให้โครงสร้างมีขนาดเล็กลง ตอบโจทย์เรื่องโครงสร้างเพรียวบาง ในขณะที่สามารถรับแรงได้เท่ากันเมื่อเทียบกับเหล็กเกรดปกติ เมื่อคำนวณโดยรวม ก็จะช่วยลดงบประมาณทั้งค่าเหล็กโครงสร้างที่น้ำหนักลดลง และในส่วนอื่นๆ เช่นค่าแรง ค่าขนส่ง รวมถึงลดภาระของเสาเข็มลงได้ด้วย

หรืออาจเป็นเหล็กประเภท Customized Length เหล็กผลิตความยาวพิเศษ โดยเฉพาะความยาวที่มากกว่า 6 เมตรขึ้นไป โดยอาจถูกเลือกใช้ในส่วนที่ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างช่วงเสากว้างพิเศษ ทั้งนี้การเลือกใช้เหล็ก Customized Length ก็จะช่วยลดการต่อโครงสร้างเหล็ก ซึ่งช่วยเพิ่มมาตรฐานด้านความแข็งแรง และไม่เกิดรอยต่อที่ไม่สวยงามด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com

เหล็กเกรด SM520 คืออะไร

เหล็กเกรด SM520 คืออะไร

รู้จัก SM520… ดีกว่า แข็งแรงกว่า คุ้มกว่า!
SM520 คือเหล็ก HIGH STRENGTH STEEL ที่มีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าเหล็กเกรดทั่วไป คำถามคือแล้วมันดีกว่าอย่างไร เรามีคำตอบครับ
.
1. SM520 สามารถช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า
เพราะนอกจากจะใช้น้ำหนักโครงสร้างที่ลดลงแล้ว ยังลดค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทำระบบป้องกันไฟที่ตัวเหล็ก ทำให้ประหยัดได้สูงสุดถึง 20%
.
2. เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากกว่า
สามารถออกแบบใช้คานขนาดเล็กลง : ทำให้ระยะพื้นถึงฝ้าเพิ่มมากขึ้น อาคารจึงดูโปร่งโล่ง กว้างมากขึ้น
สามารถออกแบบใช้เสาขนาดเล็กลง : ทำให้มีขนาดพื้นที่ใช้สอยอาคารมากขึ้น
.
3. เวลาก่อสร้างน้อยกว่า : ด้วยขนาดที่เล็กลง ทำให้ใช้เวลาในการเชื่อมน้อยลง การติดตั้งก็สามารถทำได้เร็วขึ้น กว่าเหล็กเกรดปกติที่มีน้ำหนักมากกว่า ต่อเนื่องไปถึงเรื่องการยกติดตั้ง ที่จะใช้กำลังของเครนที่ยกน้อยลง ส่วนเรื่องการขนส่งก็สะดวกกว่าเพราะใช้เหล็กที่เล็กกว่า
.
4. ออกแบบได้หลากหลายกว่า : ด้วยความสามารถของ SM520 ที่แข็งแรงกว่า สามารถออกแบบอาคารให้มีความท้าทายและตอบโจทย์ผู้ออกแบบได้ลงตัว

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.facebook.com/syssteel/posts/1558518804181714/

รู้ก่อนรั่ว ดูก่อนพัง ข้อระวังในงานติดตั้งหลังคาเมทัลชีท

รู้ก่อนรั่ว ดูก่อนพัง ข้อระวังในงานติดตั้งหลังคาเมทัลชีท

5 จุดต้องระวัง ในงานติดตั้งหลังคาเมทัลชีท

เป็นที่ทราบกันดีว่า วัสดุหลังคาบ้านที่มีปัญหารั่วซึมน้อยสุดคืองานหลังคาเมทัลชีท นั่นเป็นเพราะวัสดุเมทัลชีทสามารถสั่งผลิตให้มีความยาวของงานหลังคาต่อเนื่องตลอดทั้งผืนได้ เมื่อหลังคาเป็นผืนเดียวกัน หลังคาจึงไม่มีรอยต่อระหว่างแผ่นหรือหากมีก็น้อยกว่าหลังคาทั่วไปมาก อีกทั้งวัสดุเมทัลชีทมีน้ำหนักเบากว่าวัสดุหลังคาชนิดอื่น ๆ จึงช่วยลดปัญหาด้านโครงสร้างหลังคาไปได้มาก แต่อย่างไรก็ตามในข้อดีเหล่านี้เราก็ยังเห็นข้อผิดพลาดในงานติดตั้งกันบ่อยครั้ง เนื้อหานี้ “บ้านไอเดีย” รวบรวมจุดบกพร่องที่พบได้บ่อย บางบ้านอาจจะเจอปัญหาเมื่ออยู่อาศัยไปแล้ว 3-4 ปี บางบ้านไวหน่อย ยังไม่ทันเข้าอยู่ บ้านยังสร้างไม่เสร็จก็เริ่มเจอปัญหาแล้วครับ

 

จุดรั่วที่หัวสกรู

   เมทัลชีทที่มีจำหน่ายในปัจจุบันมีให้เลือก 2 ระบบครับ ระบบคลิปล็อคและระบบยึดเจาะด้วยสกรู หากเป็นระบบคลิปล็อคตัดปัญหาข้อนี้ได้เลยเพราะเราจะไม่เห็นสกรูบนหลังคาแต่ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเมทัลชีทแบบทั่วไป ปัญหาหลัก ๆ จึงอยู่ที่การเจาะสกรู โดยช่างจะทำการเจาะสกรูลงไปยังแผ่นเหล็กเมทัลชีท เพื่อให้แผ่นเหล็กยึดติดกับโครงหลังคาได้อย่างแน่นหนา ปัญหาที่พบบ่อย ช่างบางรายไม่ได้ใส่แหวนรองยางกันน้ำใต้หัวสกรู ซึ่งแหวนรองดังกล่าวจะทำหน้าที่อุดช่องว่างระหว่างสกรูเหล็กและหลังคาเข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันน้ำไหลซึมนั่นเองครับ การยึดสกรูไม่ควรยึดแน่นเกินไป มิเช่นนั้นอาจทำให้แหวนรองยางขาดได้ ในขณะเดียวกันไม่ควรหลวมจนเกินไปเพราะอาจส่งผลให้สกรูคลายตัวภายหลังและควรเลือกสกรูคุณภาพดีไม่เป็นสนิมในอนาคต

ติดตั้งหลังคาเมทัลชีท

บ่อยครั้งพบว่า ช่างบางรายเจาะสกรูพลาดตำแหน่ง แต่อาจหลงลืมจึงไม่ได้ปิดอุดรูที่เจาะพลาด ปล่อยให้เกิดรูโหว่กลายเป็นช่องทางน้ำรั่วไหลได้อย่างดีเลยครับ อย่างไรก็ตามปัญหารอยรั่วบริเวณหัวสกรูสามารถแก้ไขปัญหาได้ไม่ยากนัก เพียงแค่หาอุปกรณ์ซ่อมแซมรูปแบบต่าง ๆ ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ทั้งซิลิโคน, ฟลิ้นโค้ทและเทปอลูมิเนียม

สกรู สำหรับติดตั้งหลังคาเมทัลชีท

ระยะแปห่างเกิน ทำให้ตกท้องช้าง

               ปัญหานี้พบได้บ่อยในงานต่อเติม โดยเฉพาะหลังคาโรงจอดรถที่ต้องการความกว้างเป็นพิเศษ เช่น กว้าง 5-6 เมตรขึ้นไป เพื่อรองรับการจอดรถยนต์ 2 คัน โดยนิยมออกแบบไม่ให้มีเสาคั่นกลาง ยิ่งหลังคามีความกว้างโดยไม่มีเสามาก การคำนวณระยะแปจะต้องมีความถี่ตามมา หรือออกแบบโครงสร้างหลังคาให้งานโครงสร้างมีความแข็งแรงมากขึ้น เพราะหากระยะแปไม่สมสัดส่วนกับน้ำหนักหลังคา อาจส่งผลให้หลังคาเกิดอาการแอ่นตัวหรือที่เรียกว่าตกท้องช้างนั่นเองครับ การติดตั้งจึงจำเป็นต้องดูสเปคความหนาของแผ่นเมทัลชีท ระยะความห่างของแป และจำเป็นต้องให้วิศวกรคำนวณให้เสมอครับ แม้จะเป็นงานต่อเติมเล็ก ๆ ไม่ควรคิดเอง เออเอง ให้ผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ทำย่อมปลอดภัยที่สุด

วิธีติดตั้ง หลังคาเมทัลชีท

Slope หลังคาน้อยเกินไป

             โดยปกติเมทัลชีทรุ่นทั่วไปจะรองรับความลาดเอียงตั้งแต่ 5 องศาขึ้นไปครับ และรองรับ 3 องศาขึ้นไปในรุ่นคลิปล็อค ปัญหามักเกิดจากการเลือกวัสดุไม่ตรงกับสเปคหลังคา เช่น สถาปนิกออกแบบหลังคาไว้ 3 องศา

            ซึ่งจำเป็นต้องใช้เมทัลชีทรุ่นพิเศษ แต่ผู้รับเหมาหรือเจ้าของบ้านบางท่านอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ต้องการประหยัดงบจึงลดสเปควัสดุ ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาภายหลัง การติดตั้งหลังคาเมทัลชีทจึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องเลือกสเปควัสดุให้เหมาะกับแบบที่สถาปนิกออกแบบไว้ครับ

            นอกจากปัญหาสเปคไม่ตรงกันแล้ว องศาที่ต่ำเกินไปอาจส่งผลให้น้ำไหลย้อนกลับ อาจก่อให้เกิดปัญหาของการรั่วซึมบริเวณช่วงรอยต่อเมทัลชีทครับ

ลืมเศษโลหะไว้บนหลังคา

         นับเป็นปัญหาเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากสาเหตุเล็ก ๆ และไม่ควรมองข้าม หลังจากช่างทำการติดตั้งหลังคาเสร็จแล้วไม่เก็บงานให้เรียบร้อย ปล่อยทิ้งเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดจากงานตัด เจาะ ไว้บนหลังคาบ้าน ปัญหาเหล่านี้จะยังไม่เห็นผลในระยะแรกครับ แต่เมื่อผ่านแดด ผ่านฝนมานานหลายปี เศษโลหะเหล่านี้จะก่อตัวเป็นสนิม

           ทำให้แผ่นหลังคาผุกร่อนได้ครับ โดยปกติหลังคาเมทัลชีทผลิตจากวัสดุอลูซิงค์ ซึ่งป้องกันสนิมได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นสนิมเลย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปัดกวาดให้เรียบร้อยหลังจากติดตั้งเสร็จ โดยเฉพาะหลังคาที่ออกแบบลักษณะซ่อน ทำให้มองไม่เห็นเศษวัสดุจากด้านล่าง

        ที่แย่ไปกว่านั้น เคยมีบางงาน ช่างลืมเศษเมทัลชีทที่เกิดจากการตัดไว้บนหลังคา เพิ่งมารู้ภายหลังในวันที่มีกระแสลมพัดแรง ซึ่งหากพลาดไปโดนใครอาจหมายถึงชีวิตได้เลยครับ เพราะโดยปกติแผ่นเมทัลชีทจะมีความบางคม หากตกหล่นด้วยความเร็วย่อมก่อให้เกิดอันตรายกับผู้อยู่อาศัยได้

ช่างติดตั้ง หลังคาเมทัลชีท

วัสดุไม่ได้มาตรฐาน

           การประหยัดงบก่อสร้างเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ หากมีตัวเลือกที่ถูกลงแต่ยังได้มาตรฐานงานที่ดี เจ้าของบ้านสามารถเลือกสเปควัสดุที่เหมาะสมกับงบประมาณงานก่อสร้างได้ครับ

          แต่อย่างไรก็ตามวัสดุที่เลือกจำเป็นต้องมีมาตรฐานในระดับหนึ่งและเหมาะสมกับงานประเภทนั้น ๆ เช่น งานหลังคาหลักของบ้านแนะนำเลือกความหนาเมทัลชีท 0.4-0.47 มิลลิเมตร หรืออย่างน้อยที่สุด 0.35 มิลลิเมตร หากมีความหนาน้อยกว่านี้จะไม่เหมาะกับงานหลังคาบ้าน แต่จะเหมาะกับงานรั้วหรืองานอื่น ๆ ที่ไม่ได้ต้องการความทนทานมากนัก

             นอกจากความหนาของหลังคาเมทัลชีทแล้ว เจ้าของบ้านยังสามารถตรวจดูได้ว่าวัสดุนั้นๆ ได้รับมาตรฐาน มอก.หรือไม่ เพราะมาตรฐาน มอก. จะเป็นตัวการันตีว่าสินค้านั้นๆ ได้มาตรฐานตรงตามที่สเปคกำหนด

         ช่วยให้หมดกังวัลเรื่องเมทัลชีทไม่ได้คุณภาพ ตัวอย่างหลังคา BlueScope Zacs ที่ได้รับมาตรฐาน มอก. 2753-2559  โดย มอก. ระบุไว้ว่าแผ่นเมทัลชีทที่ได้รับมาตรฐาน มอก.

              ต้องมีปริมาณของสารชั้นเคลือบแผ่นเหล็กทั้งสองด้านรวมกันไม่น้อยกว่า 70 กรัม /ตารางเมตร ปริมาณของสารเคลือบจะมีผลกับการป้องกันสนิมของแผ่นเมทัลชีท ยิ่งเคลือบด้วยปริมาณมาก ก็ยิ่งป้องกันปัญหาปัญหาเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นก่อนตัดสินเลือกซื้อเมทัลชีท จำเป็นต้องตรวจสอบมาตรฐานต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้หลังคาบ้านทำหน้าที่ปกป้องบ้านของเราได้ยาวนานยิ่งขึ้นครับ

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.banidea.com/metal-sheet-tips-install/

สนับสนุนโดย : BlueScope Thailand
ผู้เขียน : อภิสิทธิ์ สุธาประดิษฐ์
ภาพประกอบ : Daddykirbs Farm

กรรมวิธีการอบชุบความร้อนโลหะ

กรรมวิธีการอบชุบความร้อนโลหะ

  การอบชุบโลหะด้วยความร้อน มีกรรมวิธีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การอบอุ่น การชุบแข็ง การทำเทมเพอร์ การชุบแข็งผิว หรือการชุบแข็งโดยการตกตะกอน เป็นต้น แต่ละวิธีจะมีประโยชน์และการใช้งานที่แตกต่างกัน จะเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับสมบัติสุดท้ายของโลหะที่เราต้องการ

      เหล็กกล้าคาร์บอนมีสมบัติเด่นอย่างหนึ่งคือ สามารถเปลี่ยนแปลงระบบผลึกของตนเองได้เมื่อได้รับความร้อนหรือทำให้เย็นลง ซึ่งเราเรียกว่า สภาพอัญรูป (allotropy) จากสมบัติที่ดีในข้อนี้ทำให้เหล็กกล้าสามารถปรับปรุงสมบัติทางกลโดยกระบวนการทางความร้อน (heat treatment) ได้อย่างกว้างขวาง

Ø  กรรมวิธีการอบชุบเหล็กกล้าที่สำคัญๆ อาจจำแนกได้ดังต่อไปนี้

Ø  การอบอ่อน (annealing)

Ø  การอบปรกปกติ (normalizing)

Ø  การชุบแข็ง (hardening หรือ quenching)

Ø  การทำเทมเพอร์ (tempering)

Ø  การชุบแข็งออสเทมเพอริง (austempering)

Ø  การชุบแข็งมาร์เทมเพอริง (martempering)

Ø  การชุบแข็งที่ผิว (surface hardening หรือ case hardening)

Ø  การอบอ่อน (Annealing)

      กระบวนการการอบอ่อน (annealing) เป็นการให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนถึงอุณหภูมิออสเทไนไทซิงแล้วปล่อยให้เย็นตัวอัตราการเย็นที่ช้าๆ วัตถุประสงค์ของการอบอ่อนทำเพื่อปรับปรุงสมบัติของเหล็กกล้าที่ผ่านการขึ้นรูปต่างๆ เช่น ชิ้นงานหล่อ การขึ้นรูปเย็น การขึ้นรูปร้อน ฯลฯ

v การอบปรกติ (Normalizing)

      การอบปรกติ (normalizing) เป็นการให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนถึงอุณหภูมิออสเทไนไทซิงแล้วอบแช่ทิ้งไว้ จากนั้นปล่อยให้เย็นตัวในอากาศจนถึงอุณหภูมิห้อง ความแตกต่างระหว่างการอบปรกติกับการอบอ่อนจะอยู่ที่อุณหภูมิออสเทไนไทซิง และอัตราการเย็นตัว

      การทำการอบปรกติจึงเหมาะกับการปรับปรุงโครงสร้างและการกระจายตัวของเกรนก่อนการชุบแข็ง ปรกติแล้วกระบวนการนี้จะทำกับเหล็กกล้าที่ผ่านการหล่อขึ้นรูปมาและเหล็กที่ผ่านการขึ้นรูปร้อน ซึ่งเกรนที่ได้จะหยาบและไม่สม่ำเสมอ โครงสร้างไม่เป็นเนื้อเดียวกันสำหรับชิ้นงานหล่อ

v การอบชุบแข็ง (Quenching)

      การชุบแข็ง (quenching or hardening) เป็นการทำให้เหล็กล้าเย็นตัวอย่างรวดเร็ว (rapid cooling) เพื่อเปลี่ยนสภาพไปเป็นโครงสร้างที่เราต้องการ กระบวนการชุบแข็งนี้จะทำให้เหล็กมีความแข็งเพิ่มขึ้นขณะเดียวกันความเหนียวจะลดลง ดังนั้น ตัวแปรที่มีส่วนอย่างมากในการควบคุมอัตราการเย็นตัว คือ สารชุบ (quenching media) ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะกับชนิดของเหล็ก

      สารชุบเป็นตัวกลางผ่านความร้อนจากชิ้นงานให้หมดไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น สมบัติของสารชุบต้องให้อัตราการเย็นตัวที่สูงกว่าอัตราการเย็นตัววิกฤต เพื่อป้องกันกันการเปลี่ยนเฟสจากออสเทไนต์ไปเป็นโครงสร้างอื่นที่ไม่ใช่มาร์เทนไซต์

v การทำเทมเพอร์ (Tempering)

      โครงสร้างมาร์เทนไซต์ที่ได้จากชุบแข็งมานั้น จะมีสมบัติที่แข็งและเปราะ อีกทั้งอัตราเย็นตัวที่รวดเร็วจะทำให้เกิดความเครียดขึ้นภายใน ส่งผลให้เหล็กขาดความเหนียวไม่ทนต่อแรงกระแทก อาจแตกร้าวภายหลังการใช้งานได้ ดังนั้น จึงต้องมีการนำเหล็กที่ผ่านการชุบแข็งมาทำเทมเพอร์เพื่อคลายความเครียดให้หมดไป

      การเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกลขณะทำเทมเพอร์ จะสัมพันธ์กับอุณหภูมิและเวลา ความเค้นตกค้าง (residual stress) เกิดขึ้นจากการชุบแข็งเนื่องจากอัตราการเย็นตัวที่สูง เมื่อนำชิ้นงานมาทำเทมเพอร์ความเค้นดังกล่าวจะลดลงยิ่งอุณหภูมิในการทำเทมเพอร์สูงขึ้นเปอร์เซ็นความเค้นตกค้างก็จะลดลงมากขึ้นด้วย

v การชุบแข็งออสเทมเพอริง

      การชุบแข็งแบบออสเทมเพอริง (austempering) เป็นวิธีการหนึ่งในการชุบแข็งแบบเป็นชั้น (step quenching) ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการแตกร้าวหรือบิดงอของชิ้นงานที่มีความหนาบางแตกต่างกันมากๆ ดังนั้น จึงมีการหาวิธีที่ทำให้เหล็กเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็นมาร์เทนไซต์หรือเบไนต์ที่อุณหภูมิสูงโดยไม่ต้องเย็นตัวลงมาถึงอุณหภูมิห้องในทันที วิธีที่นิยมมี 2 วิธี คือออสเทมเพอริงและมาร์เทมเพอริง

v การชุบแข็งมาร์เทมเพอริง

      การชุบแข็งมาร์เทมเพอริง (martempering) เป็นการชุบแข็งแบบเป็นขั้นอีกวิธีหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับออสเทมเพอริง คือ ป้องกันปัญหาการแตกร้าวและบิดงอจากอัตรการเย็นตัวอย่างรวดเร็วโครงสร้างที่ได้จากการทำมาร์เทมเพอริงจะป็นโครงสร้างมาร์เทนไซต์

v การชุบแข็งที่ผิว (surface hardening)

      การชุบแข็งที่ผิว มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้บริเวณของชิ้นงานเกิดความแข็งขึ้น ส่วนเนื้อเหล็กบริเวณภายในยังคงอ่อนและเหนียวดังเดิม การชุบแข็งที่ผิวทำเพื่อให้เหล็กทนการสึกหรอที่บริเวณผิวดีขึ้น ขณะเดียวกันแกนกลางยังคงอ่อนเหนียว ซึ่งจะช่วยให้เหล็กรับแรงบิดหรือแรงกระแทกได้ดีขึ้น งานที่เหมาะกับการชุบแข็งที่ผิวได้แก่ เพลาข้อเหวี่ยง เฟืองเกียร์ต่างๆ และชิ้นส่วนที่ต้องการความทนทานการเสียดสี

v การอบชุบแข็งโดยวิธีการบ่มแข็งหรือการตกตะกอน

      การชุบแข็งโดยการบ่มแข็งหรือการชุบโดยการตกตะกอน (age or precipitation hardening) เป็นกระบวนการที่อาศัยการเปลี่ยนแปลงเฟสที่เกิดขึ้นในสภาวะของแข็งโดยมีการเกิดเฟสของแข็งที่เป็นอนุภาคขนาดเล็กระดับนาโนเมตรที่เกิดขึ้นจากการตกตะกอนและมีแรงยึดเหนี่ยวกับเมทริกซ์ที่มีความอ่อนเหนียว ทำให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

อ้างอิง
ณรงค์ศักดิ์ ธรรมโชติ.  (2556).  โลหวิทยา.   กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เหล็ก…. คุณรู้จักมันดีแค่ไหน

เหล็ก…. คุณรู้จักมันดีแค่ไหน

              วันนี้ผมมีเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยมาให้ผู้อ่าน ที่แวะเวียนเข้ามาได้ลองอ่านกัน นั่นคือเคล็ด(ไม่)ลับ ในการดูเหล็กแต่ละชนิดมาให้อ่านครับ ผมคิดว่าบทความนี้ช่วยได้มากทีเดียวกับคนที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการ ก่อสร้างอย่างผม ทุกคนคงสงสัยว่า เหล็ก มันยากตรงไหน เหล็ก ก็คือเหล็กไม่ใช่เหรอ ใช่ครับ เหล็กก็คือเหล็ก แต่รู้ไหมครับว่าเหล็กเค้าเอาไปทำอะไรตั้งหลายอย่างที่เกี่ยวกับวงการก่อ สร้าง อันนี้ไม่นับเหล็กที่อยู่ในอาหารนะครับ นั่นเค้าเรียกธาตุเหล็ก อันนี้คงไม่เกี่ยวกัน เริ่มนอกเรื่องซะแล้วสิ ฮ่า ๆ …

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเหล็กเค้าเอาไปแปรรูปเป็นเหล็กชนิดต่าง ๆ ที่ผมรู้จักก็ได้แก่  เหล็กรูปพรรณ  เหล็กเส้น  และลวดเหล็กครับ อ้าวมีแค่ 3 ประเภทเองไหนว่าเยอะไง ใช่ครับถ้ามองแค่นี้มันไม่เยอะครับ แต่ว่าที่แยกย่อยไปอีกละครับ ปวดหัวกันแน่ ๆ   ก่อนอื่นผมขอพูดไล่แต่ละประเภทของเหล็กแต่ละกลุ่มก่อนนะครับ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้ที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นแล้วเป็นการแบ่งของผมเอง เพื่อที่จะให้ง่ายในการจดจำ และครั้งนี้ผมก็ขออนุญาตพูดถึงแต่ในส่วนของเหล็กรูปพรรณก่อนนะครับ พูดรวมทั้งหมดคงยาวแน่ ๆ อีกอย่างคือกันคุณผู้อ่านสับสน ซึ่งรวมผมด้วยครับ แหะ ๆ 

               เหล็กรูปพรรณ  ก็คือเหล็กที่เค้าเอามาทำขึ้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ผมขอละไว้นะครับเพราะผมมาพูดถึงชื่อของมันกับจุดสังเกตของเหล็กแต่ละตัวมากกว่า   เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ ก็เหมือนทองคำนั่นแหละครับ ทองคำตอนแรกมันเป็นแท่ง ๆ ใช่ไหมครับไอ้ว่าจะเอามาใช้เป็นเครื่องประดับ จะเอามันมาคล้องคอตอนมันเป็นแท่ง ๆ ก็ใช่เรื่อง ต้องลำบากไปหาหมอให้วุ่นวายอีกเพราะคอเคล็ด 

               เค้าเลยแปรรูปทองออกมาให้สวยงามเป็นเส้น ๆ ให้มันง่ายต่อการใช้งานและความสวยงามด้วยซึ่งก็คือทองรูปพรรณ หลักการก็เป็นแบบเดียวกันครับ เอาละครับมาเริ่มกันเลยดีกว่า

เหล็กแผ่น    เหล็กแผ่นนี่ให้คิดไว้ก่อนเลยครับว่าเป็น เหล็กแผ่นดำ ซึ่งจริง ๆ มันมีเหล็กแผ่นขาวด้วย แต่โดยส่วนใหญ่ที่เค้าใช้กันคือ เหล็กแผ่นดำครับ แล้วเหล็กแผ่นดำกับเหล็กแผ่นขาวมันต่างกันยังไงละ ผมก็ไม่รู้ครับว่าเค้าเอาไปใช้งานต่างกันหรือเปล่า แต่ที่รู้คือขนาดของมันที่มีต่างกันครับ

                   เหล็กแผ่นดำจะมีขนาดตั้งแต่ 4×8 ฟุต เรื่อยไปจนถึง 5×20 ฟุตครับในปัจจุบันมีขนาดกี่ฟุตแล้วผมก็ไม่ทราบครับแต่มันไม่หยุดแค่ 5×20 ฟุตแน่นอนครับ ส่วนเหล็กแผ่นขาวมีขนาดเดียวที่ 4×8 ฟุตครับ แล้วทั้ง 2 แบบมีหลายความหนาเหมือนกันครับ  สำหรับเหล็กแผ่นขาวทั่วไปเค้าจะเรียกกันแบบเจาะจงไปเลยครับว่าเหล็กแผ่นขาว แต่ที่มีปัญหาบ่อย ๆ นั่นคือเหล็กแผ่นดำ โดยที่ผมได้ยินคนส่วนใหญ่เค้าเรียก ๆ กันก็มีดังนี้  เหล็กแผ่น, PLATE บางครั้งเค้าก็เขียนกันแค่ว่า PL อันนี้ให้ไปดูที่ขนาดให้ชัวร์ครับว่าเค้าจะเอาเหล็กอะไรกันแน่ 

                     ผมเคยเห็นบางครั้งนะครับเค้าเขียนมาว่าเหล็กแผ่น แต่ขนาดที่ต้องการกลับระบุมาว่าจะเอาเหล็กแบนซะงั้น  อ้อผมลืมเหล็กแผ่นอีกตัวไปครับ นั่นคือเหล็กแผ่นลาย  แต่ที่เห็นส่วนใหญ่ว่าถ้าหากว่าเค้าจะเอาเหล็กแผ่นลายเค้าจะระบุมาเลยว่าเป็นเหล็กแผ่นลายหรือ Checkered Plate ครับ สำหรับเหล็กแผ่นโดยหลัก ๆ ก็มีเท่านี้แหละครับ ก็ให้ระวังเรื่องเหล็กแผ่นดำแค่นั้นที่คนส่วนใหญ่มักมีชื่อเรียกที่แปลกออกไป

เหล็กแบน    ตัวนี้ต้องบอกก่อนนะครับว่ามันไม่ใช่เหล็กแผ่น มันเหมือนกันก็จริงแต่เหล็กแบนตัวนี้มันออกจะยาวมากกว่าที่จะเป็นแผ่นนะครับ เพราะโดยปกติแล้วมันมีความยาวที่ 6 เมตร ความกว้างกับความหนาก็แล้วแต่จะสั่งครับ ยกตัวอย่างนะครับ เหล็กแบนหน้ากว้างที่ 25 มม. หนาที่ 3 มม. แล้วยาวที่ 6 เมตร นึกภาพออกไหมครับว่าที่จริงมันยาวมากกว่าที่จะแผ่กว้างออกไปเป็นแผ่น  ถ้านึกไม่ออกก็ดูรูปเลยครับ (แล้วจะอธิบายทำไมให้มันยืดยาวเนี่ย..)

ภาพประกอบจาก SLK STEEL

ส่วนชื่อที่เรียกกันก็มี เหล็กแบน, Flat Bars บางครั้งจะเห็นเขียนย่อ ๆ ว่า F/B ก็ให้เข้าใจตามนี้นะครับว่าทั้งหมดนี้คือเหล็กแบน
เหล็กโครงสร้างรูปตัวซี (Lip Channel) เหล็กตัวนี้ไม่มีอะไรมากครับ ที่เห็นส่วนใหญ่เรียกกันก็คือเหล็กตัวซี หรือเขียนย่อ ๆ ว่า C ซึ่งก็เหมือนเดิมครับให้เราไปสังเกตที่ขนาดเอาว่าเค้าต้องการเหล็กอะไรกัน แน่ครับ เพราะมันจะไปสับสนกันระหว่างตัวเหล็กรางน้ำครับดูรูปเปรียบเทียบกันเลยดี กว่าครับ

เหล็กตัวซี                                                    เหล็กรางน้ำ

เห็น ไหมครับด้วยความที่ลักษณะมันคล้าย ๆ กันบางคนก็สับสนเหมือนกันซึ่งผมเองก็เป็นครับ มีจุดสังเกตตรงนี้ครับเห็นส่วนที่ยื่นเข้าไปตรงเหล็กตัวซีนั่นไหมครับ ตรงนั้นแหละครับคือจุดสังเกตที่ดีที่สุด อย่างนี้นะครับ เหล็กตัวซีจะมีขนาดที่  HxAxC ซึ่งจะต่างกับเหล็กรางน้ำที่มีขนาดที่ HxB เท่านั้น แค่นี้ละครับจุดสังเกตเล็ก ๆ น้อยที่ผมนำมาฝากกัน ไหน ๆ ก็พูดมาถึงเหล็กรางน้ำตัวต่อไปก็เหล็กรางน้ำเลยแล้วกันครับ

เหล็กรางน้ำ   ตัวนี้ได้ปวดหัวกันแน่ ๆ ครับ ซึ่งผมเองก็ยังปวดหัวอยู่จนถึงทุกวันนี้ ตัวเหล็กรางน้ำอย่างที่บอกข้างต้นว่ามันคล้าย ๆ กับเหล็กตัวซีแล้วมันมีอีกตัวครับที่เหมือนกันยังกับแกะ แต่เมื่อเรารู้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเหล็กตัวซีแล้ว ดังนั้นก็ตัดตัวนี้ออกไป สำหรับเหล็กอีกตัวที่ผมจะพูดถึงก็คือเหล็กรางครับ เห็นไหมครับเรียกคล้ายกันขนาดนี้ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นเหล็กตัวไหน  เริ่มกันเลยดีกว่ากับเหล็กรางน้ำครับตัวเหล็กรางน้ำเองส่วนใหญ่เค้าเรียกกัน ว่าเหล็กรางน้ำนั่นแหละครับภาษาอังกฤษก็คือ CHANNEL ขนาดของมันก็คือ  HxB t1 t2 ครับ ดูภาพประกอบเลยก่อนดีกว่ากันสับสน อธิบายดังนี้นะครับ ตัว t1 กับ t2 ก็คือความหนาครับ โดยทั้งสองตัวนี้จะมีความหนาไม่เท่ากันนะครับ


Channel

              ที่ นี้เรามาอธิบายตัวเหล็กราง ซึ่งก็มีหลายชื่อครับอันได้แก่ เหล็กรางบาง เหล็กรางพับ หรือเหล็กรางครับ ภาษาอังกฤษเค้าให้ชื่อว่า LIGHT CHANNEL ซึ่งเหมือนเป็นมาตรฐานครับเพราะผมสังเกตจากบริษัทเกือบทุกบริษัทเค้าเรียก ภาษาไทยต่างไปแต่ภาษาอังกฤษมักจะใช้ชื่อนี้ครับ โดยขนาดระบุกันก็คือ  HxBxC t1  ครับ  ถึงตรงนี้คงสงสัยว่าทำไมมีความหนาเดียวละ อธิบายแบบนี้ครับว่าเหล็กตัวนี้เหมือนเหล็กแผ่นแล้วพับขึ้นรูปครับ  ก็เลยมีความหนาเดียว ดูรูปประกอบกันเลยดีกว่า


Light Channel

                จาก ที่มองรูปแล้วทุกคนคงสงสัยเหมือนผมใช่ไหมครับว่าทำไมมีตัว xC ด้วย อธิบายแบบนี้ครับเห็นตัวที่มันยื่นขึ้นไปไหมครับ ไอ้ตรงตัว H นั่นแหละครับ คือว่าทั้งสองด้านนั้นบางครั้งมันมีขนาดไม่เท่ากันครับเค้าจึงกำหนดมาเป็น ขนาด HxBxC ไงละครับ  จุดสังเกตก็มีเท่านี้ละครับ  มาที่ตัวต่อไปกันเลยดีกว่า

เหล็กไอบีม เหล็กไวด์แฟรงค์ และเหล็กเอชบีม   ทำไมผมถึงเอาทั้งสามตัวมาพูดรวมกันเลยนั้นเพราะว่าเป็นแบบนี้ครับทั้งสามตัว มีลักษณะคล้ายกันหมดทุกตัวครับ ยกตัวอย่างเหล็กไอบีมกับเหล็กเอชบีมนะครับ ถ้าเราให้ตัวไอมันล้มตะแคงไปด้านข้างมันกลายเป็นตัวอะไรครับ ที่คิดนะถูกแล้วครับมันก็กลายเป็นตัวเอช ซึ่งเหมือนกันกับตัวเอชนั่นแหละครับถ้าเราจับมันตั้งขึ้นมันก็กลายเป็นตัวไอ ไปเลย ซึ่งก็เหมือนกันกับเหล็กไวด์แฟรงค์ เพราะถ้าเราจับตั้งก็เป็นตัวไอ

                 จับมันนอนมันก็เป็นตัวเอช แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะดูยังไงได้ละว่าตัวไหนเป็นตัวไหน  ผมแนะนำแบบนี้ครับให้คุณไปหาตารางเหล็กออกมากางเลยครับ กางทั้งสามตัวเลยครับว่ามันแตกต่างยังไง มันแตกต่างแน่นอนครับ จากการที่ผมเองได้ลองมองตารางเหล็กเปรียบเทียบครับ 

                สรุปจุดสังเกตของผมดังนี้ครับ ตัวแรกเหล็กเอชบีมจะมีขนาด HxB เท่ากันครับอย่างเช่น 100×100  150×150 จะเป็นแบบนี้เสมอ

               เหล็กเอชบีม  ถ้ามันเป็น 100×50 หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ขนาด HxB ไม่เท่ากัน มันจะไม่ใช่เหล็กเอชบีม อย่างแน่นอนครับ ผมขอฟันธง! ขอสังเกตของเหล็กตัวต่อไปครับ เหล็กไอบีม ถ้าใครได้กางตารางเหล็กออกมาดูแล้วก็จะเห็นความแตกต่างดังนี้ครับ อย่างแรกเหล็กไอบีมในบางขนาดจะมีหลายความหนา

             และโดยปกติเหล็กไอบีมที่ขนาดเดียวกันกับเหล็กไวด์แฟรงค์ความหนาของแต่ละด้าน จะหนากว่าเหล็กไวด์แฟรงค์ เช่น ขนาดที่ 150×75 เหล็กไอบีมจะมีความหนาแต่ละด้านที่ 5.5 กับ 9.5 ในขณะที่เหล็กไวด์แฟรงค์จะหนาแค่ 5.0 กับ 7.0 เท่านั้น ผมขอสรุปข้อสังเกตของผมเองให้มองง่าย ๆ ดังนี้   เหล็กเอชบีมให้ดูขนาดที่ HxB จะมีขนาดทั้งสองด้านเท่ากันเสมอ  เหล็กไอบีมจะมีความหนามากกว่าเหล็กไวด์แฟรงค์ และมีความหนาอยู่หลายความหนา  เอาเป็นว่าผมแนะนำให้ดูที่ตารางเหล็กเพื่อความชัวร์และถูกต้องครับ

เหล็กกล่อง   ในตัวนี้ผมหมายถึงเหล็กแป๊บนะครับ  ไม่ว่าจะเป็นแป๊บเหล็กสี่เหลี่ยม(เหล็กแป๊บ) หรือแป๊บเหล็กสี่เหลี่ยมแบน(แป๊บแบน) ลักษณะของมันนั้นถ้าเรามองพื้นที่หน้าตัดก็เหมือนกับกล่อง กล่องหนึ่งที่แค่มันกลวงตรงกลางแล้วลักษณะจะยาวเท่านั้นเองครับ  ข้อแตกต่างระหว่าง 2 ตัวนี้คือ ถ้าขนาดกว้างกับสูง (DxD) เท่ากันก็จะเป็นเหล็กแป๊บสี่เหลี่ยม ถ้าขนาดกว้างกับสูง (DxB) ไม่เท่ากันก็จะเป็นเหล็กแป๊บแบนครับ ข้อสังเกตุของเหล็กสองตัวนี้ก็มีเท่านี้ครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนมากมายนักแล้วมันก็ไม่เหมือนกับชาวบ้านเค้าด้วย

เหล็กฉาก  เหล็กตัวนี้ก็ไม่มีอะไรมากมายครับแค่ผมจะบอกว่าในบางคน(ครั้ง) เค้าจะเขียนมาว่าเหล็กรูปพรรณ L ซึ่งมันก็คือเหล็กฉากนั่นแหละครับ  สั้น ๆ ง่าย ๆ เพราะว่าเหล็กตัวนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

มาถึงเหล็กตัวสุดท้ายที่ผมจะแนะนำคือ ท่อเหล็กดำ และ ท่อเหล็กอาบสังกะสี สองตัวนี้เป็นท่อเหมือนกันแต่คุณสมบัติของมันต่างกันครับ สำหรับการใช้งานนั้นผมก็ไม่ทราบนะครับว่าใช้งานต่างกันด้วยหรือเปล่า

            ข้อสังเกตของเหล็กตัวแรกคือ ท่อเหล็กดำนั้นจะมีหลายความหนาใน 1 ขนาด เช่น ที่ขนาด 1 นิ้ว ก็จะมีความหนาตั้งแต่ 1.2 1.4 1.7 2.0 2.3 2.5 มม. เรื่อยไป ซึ่งก็แล้วแต่ผู้ผลิตเองว่ามีถึงความหนาที่เท่าใด

            ส่วนท่อเหล็กอาบสังกะสี(Galvanized Steel Pipes) หรือ ที่เรียก ๆ กันก็คือ ท่อ GSP โดยท่อชนิดนี้จะมีความหนาเดียวใน 1 ขนาด เช่น ขนาด 1 นิ้ว ความหนาก็คือ 2.6 มม. ในชั้น BS-S 

               อธิบายเพิ่มเติมตรงนี้ว่า ท่อ GSP นั้นจะแบ่งเป็นชั้นการเคลือบ 3 ชั้นคือ BS-S(คาดเหลือง), BS-M(คาดน้ำเงิน), BS-H(คาดแดง) ซึ่งความหนาในแต่ละชั้นก็จะต่างกันไปเช่น ขนาด 1 นิ้ว หนาที่ 2.6 มม.ที่ BS-S หนา 3.2 มม.ที่ BS-M และหนา 4.0 มม.ที่ BS-H หลักการสังเกตก็มีเท่านี้แหละครับ  สำหรับการสังเกตเหล็กแต่ละตัวและชื่อที่เรียกต่าง ๆ กันจากประสบการณ์ที่ผมพบมาก็มีเท่านี้แหละครับ ส่วนเหล็กที่ผมไม่ได้กล่าวถึงก็คงไม่มีอะไรลึกซึ้งซับซ้อนมากเท่าไหร่ จากที่ผมรวบรวมข้อมูลมาให้ท่านผู้อ่านได้รู้กัน  คงมีประโยชน์บ้างสำหรับผู้ที่ต้องใช้มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเช่น เดียวกับผม แล้วคอยพบกันคราวต่อไปกับ “เหล็กเส้นและลวดเหล็ก” ที่ผมจะเอามาให้อ่านในคราวต่อไปครับ

 

โดย: ระพีพัฒน์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า