เคล็ดลับการเลือกสีทาบ้าน

เคล็ดลับการเลือกสีทาบ้าน

เคล็ดลับการเลือกสีทาบ้าน…ให้เหมาะสมและลงตัว

       บ้านเป็นสถานที่พักพิง เป็นที่ๆคนหลายคนมาอยู่รวมกันเป็นครอบครัว และเป็นสถานที่สร้างความสุขให้กับผู้อยู่อาศัย การเลือกสีทาบ้านเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้บ้านของเราน่าอยู่มากขึ้น มีหลายท่านที่เลือกสีทาบ้านตามวันเกิด เพราะเชื่อในเรื่องดวงชะตา แต่ก็มีอีกหลายท่านเช่นกันที่เลือกสีทาบ้านตามความชอบของตนเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ควรศึกษารายละเอียดและหลักในการเลือกสีทาบ้าน เพื่อทำให้บ้านซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราดูเหมาะสมและลงตัวมากทีสุด

 

เคล็ดลับการเลือกสีทาบ้านให้เหมาะสมและลงตัว

            พิจารณาจากแสงสว่างภายในบ้าน  

           สำหรับท่านที่ต้องการให้บ้านดูสว่างสดใส ควรเลือกสีทาบ้านเป็นสีขาว หรือสีอ่อน ๆ อย่างสีครีม สีเบจ หรือสีโอลด์โรส และทำให้บ้านดูกว้างขึ้น ไม่ควรใช้สีโทนนี้กับห้องใต้ดินหรือบ้านที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านหรือห้องของคุณดูสลัวและให้ความรู้สึกหดหู่มากขึ้น กรณีัที่บ้านของคุณดูกว้างเกินโล่งเกินไป การเลือกสีทาบ้านโทนสีเข้มอย่างสีน้ำตาล สีดำ หรือสีน้ำเงิน ก็สามารถมาช่วยแก้ไขจุดนี้ได้ ทำให้บ้านของคุณดูลงตัวยิ่งขึ้น

  ประเภทแสงส่าง

Ambient Light…เป็นแสงที่ทำหน้าที่ส่องสว่างเป็นตัวหลักในห้อง ช่วยให้การตกแต่งภายในบ้านนั้นให้แสงกระจายทั่วไปเท่ากันทั้งบริเวณพื้นที่ใช้งาน ไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงามมากนัก
Task Light...เป็นแสงสว่างสำหรับการทำงานโดยเฉพาะ เช่น เย็บผ้า ห้องครัว ห้องทำงาน เป็นต้น
Accent Light...แสงส่องเน้น เป็นแสงที่ช่วยเน้นให้จุดเด่นของห้องชัดเจนขึ้น เช่น เน้นผนังหินธรรมชาติ หรือการเน้นโซฟาตัวกลาง ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องนั่งเล่น
Decorative Light…เป็นแสงที่ได้จากโคมหรือหลอดที่สวยงามเพื่อสร้างจุดสนใจในการตกแต่งบ้าน

    สีทาบ้านสีกลางๆอาจเป็นสีที่ไม่เหมาะกับบ้านเสมอไป  

           หลายท่านอาจคิดว่าการทาสีทาบ้านเป็นสีกลางๆ อย่างสีเบจ สีน้ำตาลอมเทา หรือสีเทา เป็นสีที่ตกแต่งบ้านได้ง่ายที่สุด เพราะเป็นสีที่เข้ากับสิ่งอื่นๆได้ง่าย แต่ในบางครั้งสีกลางๆก็อาจทำใ้ห้มองดูน่าเบื่อ การเลือกสีทาบ้านให้เข้มขึ้นหรือเลือกผสมสีให้ได้โทนใหม่ก็อาจเป็นอีกทางเลือกให้บ้านของคุณดูสดใส มีชีวิตชีวามากขึ้น

 

   ตรวจสอบสีที่เลือกให้แน่ใจเสียก่อนที่จะซื้อ

 หลังจากตัดสินใจเลือกสีทาบ้านได้แล้ว อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจซื้อเพราะมีหลายท่านที่รีบตัดสินใจซื้อแล้วสีที่ได้ไม่ใช่สีที่ตัวเองต้องการ เพราะสีทาบ้านแต่ละยี่ห้อแต่ละแบรนด์ให้เฉดสีออกมาต่างกัน ฉะนั้นคุณควรทดสอบสีให้แน่ใจก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ โดยการลองซื้อสีนั้นมาแล้วเพ้นท์ลงบนแผ่นตัวอย่างแล้วนำไปติดไว้บนผนังตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน หรือพื้นที่ที่คุณต้องการ แล้วทิ้งเอาไว้อย่างน้อย 2 วันเพื่อสังเกตความเหมาะสมของสีตามการใช้งานจริง และดูการเปลี่ยนแปลงของเนื้อสีด้วย หากได้ตามที่คุณต้องการก็ไปซื้อเลยค่ะ

 

 เปรียบเทียบสีทาบ้านกับของต่างๆภายในบ้าน

        การนำสีทาบ้านที่คุณต้องการมาเปรียบเทียบกับของต่างๆภายในบ้าน จะำทำให้การตกแต่งบ้านของคุณดูลงตัวยิ่งขึ้น โดยการนำสีทาบ้านที่เลือกมาเทียบกับจุดต่าง ๆ ในบ้านของคุณ อาทิ พื้นบ้าน พื้นที่บริเวณข้างหน้าต่าง หลังงานศิลปะ และเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ อย่างเช่น ตู้โชว์ โซฟา เตียงนอน และควรนำไปเทียบตามช่วงเวลาต่าง ๆ ด้วยทั้งตอนเช้า ตอนกลางวัน ตอนเย็น และช่วงค่ำด้วยก็ยิ่งดี

 

Cr. http://bit.ly/สีทาบ้าน   CR. https://www.beger.co.th/

ซ่อมประตูรั้วเหล็กที่ผุพังเพราะสนิม ทาสีกันสนิม

ซ่อมประตูรั้วเหล็กที่ผุพังเพราะสนิม ทาสีกันสนิม

    ทาสีกันสนิม ทับลงไปบนสีเก่าได้ หากสีเก่ายังอยู่ในสภาพที่ดีนะครับ แต่ก็ต้องทำความสะอาดพื้นผิวเสียก่อน โดยใช้ผ้าเช็ดคราบสิ่งสกปรกหรือคราบไขมันต่างๆออกให้หมด สีกันสนิมที่ทาลงไปใหม่จะได้ยึดเกาะกับพื้นผิวเดิมได้ดีครับ

สนิมเล็กน้อย ให้ขัดสนิมออก ทาสีรองพื้นกันสนิม และทาสีน้ำมันทับ

การซ่อมแซมประตูที่สนิมกินจนเกิดรูโหว่ ควรหยุดสนิมในระยะยาว โดยใช้น้ำยาเคมีประเภท Rust Converter

 

              การทาสีกันสนิม แต่หากพื้นผิวเก่าขึ้นสนิม ต้องทำความสะอาดพื้นผิวมากกว่าการเอาผ้ามาเช็ดทำความสะอาดก่อนที่จะทา ” สีกันสนิม ” ซึ่งการจะเอาสนิมออกได้ ทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือ ใช้กระดาษทรายขัดออก ทางเลือกถัดมาคือใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดคราบสนิม ซึ่งง่ายและมีประสิทธิภาพสูง แต่ถ้าพื้นผิวของงานมีพื้นที่มาก จะต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดหลายลิตร ลิตรละหลายร้อย ในขณะที่กระดาษทรายแผ่นละ 10 กว่าบาทเท่านั้นเอง แบบไหนจะคุ้มกว่ากัน

 

            ถ้ามีสนิมขึ้นในพื้นที่มากควรใช้กระดาษทรายขัดเหล็กที่เป็นแผ่นสีดำๆ เรียกว่ากระดาษทรายน้ำ ซึ่งขัดได้ทั้งแบบแห้งและใช้น้ำ โดยเลือกเบอร์ที่หยาบสักหน่อย ประมาณ 80-100 แต่ถ้าพื้นผิวงานเดิมมีสนิมไม่มาก อาจเลือกเบอร์ 120-150 ก็ยังไหว         การขัดในที่นี้คือการขัดเอาสะเก็ดสนิมออกให้หมด และพื้นผิวบางส่วนที่ถูกสนิมกัดกินเยอะ ก็จะกลายเป็นหลุมลงไปบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าขัดออกจนเกลี้ยงเกลาได้ก็จะดี แต่อย่างน้อยที่สุดสะเก็ดสนิมต้องหลุดออกหมด ขัดสนิมออกแล้ว ใช้มือลูบดูจะต้องไม่มีสะดุดสะเก็ดสนิม เพื่อให้สีที่ทาทับลงไปยึดเกาะได้ดี ทาสีได้ทั่ว สนิมก็จะกลับมาได้ยากแล้วครับ

 

        ทาสีกันสนิมช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะของสีน้ำมันกับพื้นผิวเหล็ก และยังป้องกันพื้นผิวเหล็กไม่ให้ทำปฏิกริยากับอากาศจนเกิดสนิมขึ้นง่ายๆได้อีกด้วย ถ้าเป็นไปได้ ควรจะทาสีกันสนิม 2 ครั้ง จึงจะทาสีน้ำมันชั้นนอกตามที่เราเลือกอีก 2 ครั้งนะครับ

สีกันสนิม
โครงหลังคามีสนิมอยู่พอสมควร

 

จากที่เห็น ไม่มีการลงสีพื้น สีกันสนิมใดๆ แต่ใช้สีทาทับเนื้อเหล็กไปเลย สีบางๆแบบนี้ ทารอบเดียวแน่นอน

 

งานนี้เลือกใช้กระดาษทรายเบอร์ 120 เป็นหลัก และเบอร์ 150 สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวสีเดิม

 

ขัดทำความสะอาดพื้นผิวแล้ว

 

ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาด เอาฝุ่นละอองจากการขัดออกให้หมด

 

สะเก็ดสนิมที่กำลังจะหลุดล่อนอยู่แล้ว ถูกขัดออกจนหมด พร้อมทาสีใหม่

สีกันสนิม
ข้างกระป๋องสีป้องกันสนิม บอกรายละเอียดของการผสมตัวทำละลายไว้เรียบร้อยแล้ว ทำตามได้ทันที

 

ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก www.baanlaesuan.com บ้านนายช่าง

สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็ก  10 ประเภท

สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็ก 10 ประเภท

 1.  สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กเพลา,เหล็กเส้นกลม ,เหล็กข้ออ้อย    (COLD DRAWNSTEEL AND ROUNG BARS)

                สูตร  :   น้ำหนัก = วงนอก mm. x 0.006167 x ยาว M. 

เส้นผ่าศูนย์กลาง= 100mm  ความยาว 6 M.

ตัวอย่าง

*น้ำหนัก=100x100x0.006167×6= 370.02 kg

ข้อควรระวัง : ควรใช้สูตรคำนวณน้ำหนักให้ตรงกับลักษณะสินค้าเพื่อการคำนวณที่ถูกต้อง

 

 

2. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กแผ่นมาตรฐาน ( PLATES )

*** ขนาด 4′ x 8′ ***

 สูตร  :  น้ำหนัก (kg.) = หนา mm. x 23.36
*** ขนาด 5′ x 10′ ***
สูตร  :  น้ำหนัก (kg.) = หนา mm. x 36.50
ตัวอย่าง
เหล็กแผ่นขนาด 2.0 mm. x 5′ x 10′ น้ำหนัก = 2 x 36.50 = 73.00 kg.
เหล็กแผ่นขนาด12.0 mm.x 5′ x 10′ น้ำหนัก = 12.0 x 36.50 = 438.00 kg.

ขนาด 5′ x 20′ ***
สูตร  :  น้ำหนัก (kg.) = หนา mm. x 73.00

ตัวอย่าง
เหล็กแผ่นขนาด 4.5 mm.x 5′ x 20′ น้ำหนัก = 4.5 x 73.00 = 328.50 kg.
เหล็กแผ่นขนาด 20.0 mm x5′ x 20′ น้ำหนัก = 20.0 x 73.00 = 1460.00 kg.

*** ขนาด 6′ x 20′ ***
สูตร  : น้ำหนัก (kg.) = หนา mm. x 87.60

ตัวอย่าง
เหล็กแผ่นขนาด 9.0 mm.x 6′ x 20′ น้ำหนัก = 9.0 x 87.60 = 788.40 kg.
เหล็กแผ่นขนาด 30.0 mm. x 6′ x 20′ น้ำหนัก = 30.0 x 87.60 = 2628.00 kg.

*** ขนาด 8′ x 20′ ***
สูตร  : น้ำหนัก (kg.) = หนา mm. x 116.80

ตัวอย่าง
เหล็กแผ่นขนาด 15.0 mm. x 8′ x 20′ น้ำหนัก = 15.0 x 116.80 = 1752.00 kg.
เหล็กแผ่นขนาด 50.0 mm. x 6′ x 20′ น้ำหนัก = 50.0 x 116.80 = 5840.00 kg.

หมายเหตุ : ตัวคูณในการคำนวณน้ำหนักเหล็กได้จากกว้าง(ฟุต)xยาว(ฟุต)x0.73 (ความถ่วงจำเพาะของเหล็ก)
ยกตัวอย่าง : 4′ x 8 x 0.73 = 23.36
5′ x 10′ x 0.73 = 36.50
ข้อควรระวัง : ควรใช้สูตรคำนวณน้ำหนักให้ตรงกับลักษณะสินค้าเพื่อการคำนวณที่ถูกต้อง

 

 

3.  สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กแผ่นตัดดสามเหลี่ยม

 

 สูตร  : น้ำหนัก = หนา mm. x ฐาน cm. x สูง cm.÷ 2 x 0.000785

  สูง =30cm    ความหนา = 15 mm ฐาน = 43 cm

ตัวอย่าง
น้ำหนัก= 15 x 43 x 30 ÷ 2 x 0.000785 = 7.6 kg

 

 

4. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กตัดกลม

 สูตร  :  น้ำหนัก = หนา mm. x รัศมี cm. x รัศมี cm. X 0.00247

ตัวอย่าง

หนา = 12 mm
น้ำหนัก = 12 x 15 x 15 x 0.00247 = 6.67 kg.

 

4.1  สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กตัดวงแหวน 

 สูตร  : น้ำหนัก = ( R2 – r2 ) x หนา mm. x 0.00247

 

ตัวอย่าง

หนา = 22 cm   r = 20 cm R = 50 cm

น้ำหนัก = ( 25– 102 ) x 22 x 0.00247

= 525 X 22 X 0.00247  = 28.53 kg.

หมายเหตุ ตัวเลขเส้นผ่านศูนย์กลางต้องแปลงเป็นรัศมีก่อน หน่วยเป็น cm.

 

5. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กแบน

สูตร  : น้ำหนัก = กว้าง mm. x หนา mm. x 0.0471

ตัวอย่าง  

ความหนา = 10 cm   กว้าง = 100 cm

น้ำหนัก = 100×1010.0471=47.1kg

 

6. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กฉากพับ ( COLD FORMED ANGLE)

สูตร  : น้ำหนัก = ( A + B -2 x 1 หนา mm.) x หนา mm. 0.0471

 

ตัวอย่าง

A = 50 cm   หนา = 6 mm  B = 75 cm

น้ำหนัก ( 50 + 75- 2 x 6 ) x 6 x 0.0471

= (125 – 12) x 6 x 0.0471

= 113 x 6 x 0.0471

= 31.93 kg.

 

7. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กฉากพับตัวยู(COLD FORMED CHANNEL)

สูตร  :  น้ำหนัก = ( A + 2 B – 4 x หนา mm. ) x หนา mm. x 0.0471

ตัวอย่าง

B =90 mm   A =100 mm

น้ำหนัก = (100 + 2 x 90 – 4 x 8) x 8 x 0.0471

= (100 +180 – 32) x 8 x 0.0471

= 248 x 8 x 0.0471

= 12.058 kg.

 

8.  สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กท่อกลม (CARBON STEEL TUBES)

สูตร  :  น้ำหนัก = (วงนอก2 mm. – วงใน 2 mm. ) x 0.006167 x ยาว x เมตร

ตัวอย่าง  

วงใน =130mm  วงนอก = 150 mm

น้ำหนัก (1502 -1302) x 0.0006167 x 6.0 = 207.21 kg.

 

9. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กตัวซี( LIGHT LIP DHANNEL)

สูตร  : น้ำหนัก ( A + 2 B + 2 C ) – ( 8 x หนา mm.) x หนา mm. x 0.0471

ตัวอย่าง

น้ำหนัก = { ( 100 + ( 2 x 50 ) + ( 2 x 20 ) – ( 8 x 2.3 ) } x 2.3 x 0.0471

= (100 + 100 + 40 – 18.4) x 2.3 x 0.0471

= 221.6 x 2.3 x 0.0471

= 24.01 kg

 

10. สูตรคำนวณน้ำหนักไวร์เมช

 

*** ไวร์เมช ตา 20 ลวด 3.4 mm. ***
สูตร  :  น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 0.713

ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 20 2.5 M. x 50 M. x 3.4 mm. = 2.5 x 50 x 0.713 = 89.13 kg.
ไวร์เมช ตา 20 x 3 x 25 M. x 3.4 mm. = 3 x 25 x 0.713 = 53.48 kg.

*** ไวร์เมช ตา 25 ลวด 3.4 mm. ***
สูตร  :  น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 0.571

ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 25 2 M. x 50 M. x 3.4 mm. = 2 mm. x 50 mm. 0571 = 57.1kg.
ไวร์เมช ตา 20 3 M. x 25 M. x 3.4 mm. = 3 x 25 x 0.571 = 42.83 kg.

*** ไวร์เมช ตา 20 ลวด 4 mm. ***
สูตร  :  น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 0.987

ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 20 3 M. x 50 M. x 4 mm. = 3 x 50 x 0.987 = 148.05 kg.
ไวร์เมช ตา 20 2 M. x 25 M. x 4 mm. = 2 x 25 x 0.987 = 49.35 kg.

*** ไวร์เมช ตา 25 ลวด 4 mm. ***
สูตร  :  น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 0.790

ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 20 2.5 M. x 50 M. x 4 mm. = 2.5 x 50 x 0.790 = 78.75 kg.
ไวร์เมช ตา 20 3 M. x 25 M. x 4 mm. = 3 x 25 x 0.790 = 59.25 kg.

*** ไวร์เมช ตา 20 ลวด 6 mm. ***
สูตร  :  น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 2.221

ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 20 2.5 M. x 4 M. x 6 mm. = 2.5 x 4 x 2.221 = 22.21 kg.
ไวร์เมช ตา 20 3 M. x 7 M. x 6 mm. = 3 x 7 x 2.221 = 46.64 kg.

*** ไวร์เมช ตา 25 ลวด 6 mm. ***
สูตร  :  น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 1.777

ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 25 2 M. x 6 M. x 6 mm. = 2 x 6 x 1.772 = 21.32 kg.
ไวร์เมช ตา 25 4 M. x 7 M. x 6 mm. = 4 x 7 x 1.777 = 49.76 kg.

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.ypengineering.com/

 

 

 

เรื่องน่ารู้ของบ้านโครงสร้างเหล็ก

เรื่องน่ารู้ของบ้านโครงสร้างเหล็ก

               การสร้างบ้านในปัจจุบันนี้หากหลายๆท่านสังเกตุเห็นจะพบว่านอกจากไม้และคอนกรีตแล้ว เหล็ก ยังถือเป็นอีกวัสดุหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้สร้างบ้าน เนื่องจากเหล็กมีหลายขนาดและรูปแบบประกอบกับความทนทานจึงสามารถนำมาประกอบสร้างได้รวดเร็วและประหยัดเวลาอีกทั้งยังได้ความสวยงามดูทันสมัยอีกด้วย วันนี้เราจึงมีเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ที่กำลังจะสร้างบ้านโครงเหล็กมาฝากกัน

 

k1

.         1. ประหยัดเงิน การสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กสามารถช่วยลดงบประมาณก่อสร้างได้ เพราะบ้านสร้างเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงลดต้นทุนค่าแรงในการก่อสร้างเสาและคานประมาณ 5% ของต้นทุนการก่อสร้างรวม

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โครงสร้างเหล็ก
.         2. น้ำหนักเบา หากมองภายนอกอาจทำให้ใครหลายคนคิดว่าโครงสร้างเหล็กต้องหนักแน่นอน แต่ในความจริงแล้ว วัสดุประเภทนี้มีน้ำหนักเบากว่าโครงสร้างคอนกรีตเกือบ 4 เท่า แถมยังช่วยประหยัดค่าเสาเข็มและฐานราก นอกจากนี้การสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กยังไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาเรื่องอาคารทรุดอีกด้วย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
.         3. ผสมกับงานคอนกรีต แม้คอนกรีต และเหล็ก จะเป็นวัสดุที่มีการขยายตัวต่างกัน แต่เมื่อถูกนำมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างบ้านร่วมกันก็ไม่มีปัญหา เพียงใช้ปูนผสมกับกาวสลัดลงบนพื้นผิวโครงสร้างเหล็ก เพื่อทำให้เหล็กมีผิวขรุขระเหมือนคอนกรีต สามารถยึดเกาะได้ดีกว่าผิวเรียบลื่น และทำให้ขยายตัวได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น จากนั้นเสริมด้วยตะแกรงลวด แล้วจึงฉาบปูนทับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โครงสร้างเหล็ก

 

             4. สนิมและความชื้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสนิมและเหล็กเป็นของที่เกิดมาคู่กัน แต่คุณเจ้าของบ้านสามารถป้องกันไม่ให้เกิดสนิมขึ้นได้ ด้วยการทาสีป้องกันสนิมและการกัดกร่อนกับโครงสร้างทั่วไป สำหรับโครงสร้างที่สัมผัสดินและความชื้นให้ใช้สี Coal Tar Epoxy ที่มีส่วนผสมของถ่าน น้ำมัน และเรซิ่น ทาทับ เพื่อเป็นการรักษาผิวเหล็ก

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โครงสร้างเหล็ก

.         5. การเชื่อมเหล็ก นอกจากจะต้องใช้เวลานานแล้ว การเชื่อมเหล็กยังทำให้มีโอกาสเกิดสนิมที่บริเวณเชื่อมอีกด้วย ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการเปลี่ยนมาใช้การขันสลักเกลียวและน็อตเข้ากับรูที่เจาะมาแล้ว ซึ่งทำให้สร้างบ้านได้อย่างรวดเร็ว และลดปัญหาการเกิดสนิมได้เป็นอย่างดี

 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.nhconcept.com

สาระเรื่องเหล็กแป๊ปแบน เหล็กแป๊ปเหลี่ยม วัสดุก่อสร้างเหล็ก

สาระเรื่องเหล็กแป๊ปแบน เหล็กแป๊ปเหลี่ยม วัสดุก่อสร้างเหล็ก

ทำความรู้จักกับเหล็กแป๊บแบน

เหล็กกล่องหรือแป๊บแบน คืออะไร เหล็กกล่องนี้จัดอยู่ในประเภทเหล็กรูปพรรณ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เหล็กกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Rectangular Steel Tube) หรือ เหล็กแป๊บแบน และเหล็กกล่องสี่เหลี่ยมจตุรัส (Square Steel Tube) หรือ เหล็กแป๊บเหลี่ยม สำหรับเหล็กกล่องทั้งสองชนิดนี้เหมาะกับงานก่อสร้างขนาดกลางและขนาดเล็ก และเป็นเหล็กที่มีปริมาณซื้อขายในตลาดค่อนข้างมาก เช่น ที่พักอาศัย และอาคารพานิชย์ เสา,นั่งร้าน,ประตู เป็นต้น

เหล็กกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Rectangular Steel Tube) มีชื่อเรียกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ท่อแบน แป๊ปแบน หรือ เหล็กแป๊บแบน เป็นเหล็กที่มีโครงสร้างรูปพรรณกลวงแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาว 6,000 มิลลิเมตร/เส้น มีลักษณะเป็นท่อสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผิวเรียบไม่หยาบ ขนาดความยาวเท่ากันทุกเส้น เป็นท่อเหล็กที่ไม่มีมาตรฐานกำหนด เน้นสำหรับใช้งานโครงสร้างทั่วไปที่มีขนาดเล็กและขนาดกลาง เป็นเหล็กที่ไม่เน้นคุณสมบัติทางกลมากนัก สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานทั่วไป ทดแทนการใช้ไม้ คอนกรีต และเหล็กรูปพรรณชนิดอื่นๆ น้ำหนักเบา และมีคุณสมบัติที่แข็งแรงทนทาน ราคาเหล็กแป๊บแบนสูงกว่าเหล็กชนิดอื่นๆ เพราะเหล็กแป๊บแบนเป็นที่นิยมใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งการใช้เหล็กแป๊บแบนจะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและสะดวกขึ้น

คุณสมบัติของเหล็กแป๊บแบน

คุณสมบัติของหล็กแป๊บแบน คือ น้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทานต่อการใช้งาน สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานก่อสร้างอื่นๆได้อย่างหลากหลาย ทั้งงานก่อสร้างทั่วไปขนาดเล็กและขนาดกลาง สามารถใช้ทดแทนไม้ หรือ งานโครงสร้าง เช่น คอนกรีตเสา นั่งร้าน ประตู และเหล็กรูปพรรณชนิดอื่นๆ เนื่องด้วยคุณสมบัติที่ดีกว่า จากที่ทราบกันไปแล้วว่า เหล็กแป๊บแบน เป็นเหล็กที่มีโครงสร้างของเหล็กรูปพรรณวันนี้เราจะมาดูข้อดีของการใช้งานเหล็กแป๊บแบนที่มี โครงสร้างรูปพรรณกัน

เหล็กแป๊ปแบน / Rectangular Pipe

 

 

ประโยชน์ของเหล็กแป๊บแบน

โดยลดระยะเวลาในการก่อสร้าง เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็วต่อการใช้งาน อีกทั้งยังสามารถลดดอกเบี้ยของโครงการ ทำให้สามารถเปิดใช้งานได้เร็วขึ้น มีการเตรียมการจากโรงงานผลิตได้เลย ทั้งสเปกและคุณภาพ สามารถออกแบบโครงสร้างได้หลากหลาย เช่น ดัดโค้ง ทำโครงสร้างโปร่ง หรือทำส่วนยื่นมาดัดแปลงได้ ด้วยโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา ทำให้ประหยัดฐานราก จึงช่วยลดการขนส่ง มีการควบคุม ตรวจสอบคุณภาพ บำรุงรักษาได้สะดวกแข็งแรง ทนต่อการเกิดแผ่นดินไหวได้ดีกว่าระบบอื่น สามารถใช้ก่อสร้างในบริเวณที่จำกัดได้ ไม่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองกระจายตามอากา อีกทั้งยังต่อเติม ดัดแปลง รื้อถอน โดยสามารถนำไปใช้ในงานอื่นต่อได้ และสามารถนำมาหลอมละลายเพิ่มกลับมาใช้ใหม่ได้

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://informativebuilding.blogspot.com

“เหล็กเส้นข้ออ้อย” สิ่งที่คนสร้างบ้านต้องรู้

“เหล็กเส้นข้ออ้อย” สิ่งที่คนสร้างบ้านต้องรู้

“เหล็กเส้นข้ออ้อย” สิ่งที่คนสร้างบ้านต้องรู้

dsc01873
เหล็กข้ออ้อยมีความสำคัญต่อการสร้างบ้านเป็นอย่างมาก เพราะการสร้างบ้านต้องศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวัสดุต่างๆ รวมถึงการหาผู้รับเหมาที่สามารถไว้ใจได้เพื่อมาสร้างบ้านที่มีคุณภาพ และป้องกันไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากการเลือกซื้อวัสดุของผู้รับเหมา ซึ่งต้องพิจารณาตั้งแต่การเลือกซื้อ และการเลือกใช้อย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้เหล็กเส้นข้ออ้อยที่ได้มาตรฐาน มอก.

เหล็กเส้นข้ออ้อย (DEFORMED BARS DB)

เนื่องจากผิวของเหล็กมีลักษณะเป็นปล้องๆ คล้ายๆอ้อย จึงเรียกว่า เหล็กเส้นข้ออ้อย ตามมาตรฐาน มอก. 24-2536 กำหนดให้เหล็กเส้นข้ออ้อยมีชั้นคุณภาพหลายชั้น เช่น SD30, SD40, SD50 และ SD60 ซึ่ง SD30 จะหมายถึงเหล็กที่ต้องมีกำลังจุดคลากไม่ต่ำกว่า 3,000 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร หรือ SD40หมายถึงเหล็กที่ต้องมีกำลังจุดคลากไม่ต่ำกว่า 4,000 กิโลกรัม/เซนติเมตร ขนาดของเหล็กมีตั้งแต่ 10มม. ถึง 40 มม. ความยาวมาตรฐานคือ 10ม. และ 12มม. หรือสามารถสั่งดัดพิเศษตามต้องการได้ เหล็กเส้นข้ออ้อยจะใช้ในงานก่อสร้างที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ

ในเสาแนวตั้ง จะใช้เหล็กข้ออ้อยเป็นเหล็กยืน (ตั้งตลอดแนวเสา) และใช้เหล็กเส้นกลมเป็นเหล็กปลอกรัดรอบเหล็กยืนเป็นระยะๆ ในคานแนวนอน จะใช้เหล็กข้ออ้อยเป็นเหล็กนอน (ยาวตลอดแนวคาน) และใช้เหล็กเส้นกลมเป็นเหล็ก ปลอกรัดรอบเหล็กนอกเป็นระยะๆ และเมื่อมาถึงคำถามที่ว่า

วิธีการตรวจสอบเบื้องต้น โดยวิธีการสังเกตเหล็กเส้นข้ออ้อย

เนื้อเหล็ก เหล็กข้ออ้อยต้องมีบั้งเป็นระยะเท่าๆ กันสม่ำเสมอตลอดทั้งเส้น บั้งและครีบต้องมีขนาดและรูปร่างเหมือนๆ กัน มีสัญลักษณ์ ตราสินค้า ชื่อยี่ห้อสินค้า ชั้นคุณภาพ ชนิดเหล็ก และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ปั๊มมาบนผิวเหล็ก

ป้ายรายละเอียดเหล็ก มีรายละเอียดบนป้ายเหล็กที่สำคัญ อาทิ ชื่อบริษัท, ประเภทสินค้า (Type), ชั้นคุณภาพ (Grade), ขนาด (Size), ความยาว (Length), จำนวนเส้นต่อมัด (PSC : Bundle), เลขที่เตาหลอม (Batch,Head), วัน/เวลาที่ผลิต (Date/Time), เครื่องหมายและเลขที่ มอก.

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางต้องได้เกณฑ์ตามมาตรฐาน มอก. กำหนดที่เรียกว่า “เหล็กเต็ม” เช่น เหล็ก 9 มม. จะต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 9 มม. ขึ้นไป โดยเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบ คือ เวอร์เนีย หรืออุปกรณ์อื่นที่สามารถใช้วัดได้ เช่น ตลับเมตร หรือไม้บรรทัด เป็นต้น ขนาดต้องเท่ากันตลอดเส้น ความยาวเท่ากันทุกเส้น จำนวนเส้นในมัดครบถ้วน

เหล็กเส้นข้ออ้อยนั้นมีคุณภาพที่หลากหลายในตลาด เนื่องจากยังมีแบ่งเป็นเหล็กเต็ม และเหล็กเบาอีกด้วย ดังนั้นการสร้างบ้านจึงต้องตรวจสอบอย่างละเอียดจากผู้รับเหมาเพื่อให้แน่ใจว่าเหล็กเส้นข้ออ้อยที่นำมาใช้นั้นเป็นเหล็กที่ได้คุณภาพตรงตามาตรฐาน

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://informativebuilding.blogspot.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า