ทาบเหล็ก

ทาบเหล็ก

ทาบเหล็ก

ทาบเหล็ก คือ การต่อความยาวเหล็กเส้นกลมหรือเหล็กข้ออ้อยที่ใช้เป็นเหล็กเสริมในโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก เช่น เสา คาน  พื้นหล่อในที่ แม่บันได ฯลฯ  โดยใช้ลวดมัดหรือเชื่อมด้วยความร้อน ซึ่งระยะของการทาบซ้อนกันของเหล็กทั้งสองเส้น  สำหรับเหล็กข้ออ้อยต้องไม่น้อยกว่า 40 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของเหล็ก ส่วนเหล็กเส้นกลมต้องไม่น้อยกว่า 50 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของเหล็ก เช่น  หากนำเหล็กข้ออ้อยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 มิลลิเมตร สำหรับใช้เป็นเหล็กยืนมาต่อกัน  ระยะทาบคือ 16 มิลลิเมตร  x 40 = 640 มิลลิเมตร  (64 เซนติเมตร)  สามารถทาบมากกว่านี้ได้แต่ห้ามน้อยกว่านี้เป็นอันขาด และถ้าต้องต่อทาบเหล็กที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไม่เท่ากัน ก็ให้ยึดระยะตามขนาดเหล็กที่ใหญ่กว่าเสมอ  สำหรับเหล็กที่เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 25 มิลลิเมตรขึ้นไป  จะไม่นิยมใช้การทาบเหล็ก  เนื่องจากเหล็กขนาดใหญ่จะมีโอกาสที่ตำแหน่งจะเยื้องศูนย์กลางได้ง่าย  จึงนิยมใช้ปลอกหรือข้อต่อเหล็กเป็นตัวเชื่อมต่อมากกว่า

ตำแหน่งที่ทาบเหล็กวิศวกรจะเป็นผู้คำนวณและออกแบบเอาไว้  โดยหลีกเลี่ยงจุดที่ต้องรับแรงกระทำมากในระบบการถ่ายแรงโดยรวมของโครงสร้าง  เช่น  โครงสร้างคานโดยปกติจะมีเหล็กเสริมสองชุด คือ เหล็กเสริมบนและเหล็กเสริมล่าง  เหล็กเสริมบนห้ามทาบเหล็กบริเวณรอยต่อระหว่างคานกับหัวเสา   ส่วนเหล็กเสริมล่างห้ามทาบเหล็กบริเวณตรงกลางคาน  เพราะทั้งสองตำแหน่งเป็นจุดที่ต้องรับแรงดึงมากที่สุดในโครงสร้างคาน เป็นต้น

ภาพ: ตำแหน่งที่การทาบเหล็ก
ภาพ: ตำแหน่งที่การทาบเหล็ก
Cr: https://www.scgbuildingmaterials.com
สนิมขุม

สนิมขุม

สนิมขุม

สนิมขุม คือ สนิมที่เกิดขึ้นแล้วสร้างความเสียหายให้กับเหล็ก  โดยจะกัดกร่อนเนื้อเหล็กให้มีขนาดเล็กลงจนเสียคุณสมบัติในการรับแรงไป  และหากปล่อยไว้นานเหล็กอาจจะขาดจนทะลุจนเสียรูปไปได้  ต่างจาก ”สนิมผิว” ซึ่งเป็นแค่เป็นสนิมที่เกิดขึ้นบริเวณผิวเหล็ก  ไม่ทำความเสียหายให้กับเนื้อเหล็ก และยังสามารถขัดทำความสะอาดได้

สนิมขุมมักเกิดขึ้นกับเหล็กเส้นกลม หรือเหล็กข้ออ้อยที่ใช้เป็นเหล็กเสริมในงานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก  และอาจเกิดขึ้นกับเหล็กโครงสร้างรูปพรรณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เหล็กกล่อง เหล็กตัว C เหล็กตัว H เหล็กตัว I ฯลฯ รวมถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่ทำจากเหล็กในงานก่อสร้างด้วย เช่น บานพับ เหล็กดัด ท่อระบายน้ำ เป็นต้น  เกิดจากการที่ออกซิเจนในอากาศหรือน้ำมาทำปฏิกิริยากับเหล็ก  สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายในพื้นที่เขตร้อน-ชื้นแบบประเทศไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารที่ตั้งอยู่ใกล้ทะเลหรือแม่น้ำ   ในระหว่างก่อสร้างจึงควรเก็บเหล็กไว้ในที่แห้งและมีหลังคาคลุม  ไม่ควรวางเหล็กไว้บนพื้นดินหรือพื้นส่วนที่สามารถมีน้ำขังได้  สำหรับเหล็กที่ใช้ในงานโครงสร้างที่ต้องสัมผัสกับอากาศและความชื้น ควรเลือกเหล็กที่มีการเคลือบหรือทาสีเพื่อป้องกันสนิมเอาไว้แล้ว หากเหล็กเกิดสนิมที่ผิวด้านนอกควรรีบขัดออกก่อนที่จะกลายเป็นสนิมขุมและสร้างความเสียหายให้เนื้อเหล็กได้ในภายหลัง  ส่วนเหล็กที่เป็นสนิมขุมไม่ควรนำมาใช้งานอีกต่อไป  เนื่องจากจะมีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงในโครงสร้าง

ภาพ: สนิมขุมที่บันไดเหล็ก

ภาพ: สนิมขุมที่เหล็กเสริม

Cr :https://www.scgbuildingmaterials.com

หน้าตัดคาน

หน้าตัดคาน

หน้าตัดคาน

หน้าตัดคาน คือ พื้นที่หน้าตัดที่อยู่ภายในระยะความกว้างและความลึกของคาน    สำหรับคานคอนกรีตเสริมเหล็กนิยมทำหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือรูปเรขาคณิตที่เรียบง่าย เช่น สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมคางหมู  หรือวงกลม  ระยะความกว้างต่อความลึกประมาณ 1:2 ถึง 1:3  ด้านลึกของคานจะเป็นด้านที่ตั้งฉากกับพื้น   เพื่อให้มีระยะมากพอสำหรับการเสริมเหล็กภายใน   รวมทั้งเป็นทิศทางที่ถูกต้องสำหรับการถ่ายแรงในระบบโครงสร้างเสา-คานอีกด้วย   ส่วนคานเหล็กรูปพรรณแบบต่างๆ  เช่น เหล็กหน้าตัดรูปตัวไอ (I-Beam)  เหล็กหน้าตัดรูปตัวเฮช (H-beam)  หรือเหล็กกล่อง  จะมีขนาดและหน้าตัดให้เลือกใช้หลากหลายมาก  ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเหล็กและน้ำหนักที่คานต้องรองรับตามที่วิศวกรออกแบบเอาไว้

ในการออกแบบหน้าตัดคานในอาคารหนึ่งหลัง  คานแต่ละตัวจะมีขนาดไม่เท่ากัน  คานที่เชื่อมระหว่างเสากับเสา (หรือ “คานหลัก”)  คานที่เชื่อมระหว่างคานกับคาน  หรือคานยื่น  จะมีหน้าตัดไม่เท่ากัน   ขนาดของหน้าตัดจะแปรผันไปตามตำแหน่งของคานและน้ำหนักที่ต้องรองรับตามแต่ในละส่วนของบ้าน    แต่หากต้องการออกแบบให้คานทั้งอาคารมีขนาดหน้าตัดเท่ากันเพื่อความสวยงามของโครงสร้าง  ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ภาพ: หน้าตัดคานสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ภาพ: หน้าตัดคาน

ภาพ: หน้าตัดคานสี่เหลี่ยมผืนผ้

แบบเหล็ก

แบบเหล็ก

แบบเหล็ก

แบบเหล็ก คือ  โครงสร้างชั่วคราวที่ทำจากเหล็ก ใช้สำหรับติดตั้งเป็นแบบหล่อคอนกรีต (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน แบบหล่อคอนกรีต”)  สำหรับทำโครงสร้างและส่วนประกอบต่างของอาคาร เช่น เสา คาน พื้น ผนัง ถนน เป็นต้น  โดยแบบเหล็กจะมีหน้าที่รองรับน้ำหนักของคอนกรีต และสร้างขอบเขตในการเทให้คอนกรีตออกมาเป็นรูปแบบตามต้องการ  ลักษณะจะเป็นแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ ความหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ขนาดประมาณ 1.2 x 2.4 เมตร  ซึ่งในปัจจุบันนิยมทำออกมาเป็นชุดสำเร็จรูปสำหรับใช้หล่อเป็นส่วนประกอบต่างๆ ของอาคารได้เลย เช่น เสา  คาน  และท้องพื้น  เป็นต้น  โดยจะมีขนาดและรูปแบบให้เลือกใช้งานมากมาย  รวมทั้งสามารถสั่งผลิตให้มีรูปแบบตามที่ต้องการได้อีกด้วย

จุดเด่นของแบบเหล็กคือความแข็งแรงที่สามารถรับน้ำหนักของคอนกรีตได้มาก  ทนทานต่อแรงดันจากการเทและการสั่นคอนกรีตได้โดยไม่เกิดการเคลื่อนตัวของแบบหล่อ  จึงนิยมใช้ในงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง เช่น แบบหล่อคอนกรีตช่องทางน้ำ  แบบหล่อฐานรากอาคารขนาดใหญ่  เป็นต้น นอกจากนี้แบบเหล็กยังมีขนาดที่ได้มาตรฐาน  สามารถติดตั้งได้สะดวก เนื่องจากมีชุดอุปกรณ์ค้ำยัน (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน ค้ำยัน”) หรือตะปูเกลียวสำหรับประกอบที่ได้มาตรฐานเข้าชุดกันมาให้อยู่แล้ว  และที่สำคัญคือสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้หลายครั้ง ช่วยให้ประหยัดเงินและเวลาในการก่อสร้างลงไปได้มาก

ภาพ: การหล่องานโครงสร้างด้วยแบบเหล็ก

Cr:https://www.scgbuildingmaterials.com

เหล็กเต็ม

เหล็กเต็ม

เหล็กเต็ม

เหล็กเต็ม (หรือ “เหล็กโรงใหญ่”) คือ เหล็กเส้นหรือเหล็กรูปพรรณที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง หรือขนาดหน้าตัด และน้ำหนักของเหล็กได้ตามที่มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) กำหนดไว้ ซึ่งได้แก่ ประเภท, ชั้นคุณภาพ, ขนาด, สมบัติทางกล, ส่วนประกอบทางเคมี, เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน, ฉลากและเครื่องหมาย, ชิ้นส่วนตัวอย่าง รวมถึงวิธีการทดสอบชิ้นส่วนตัวอย่างสำหรับวัสดุที่จะกลายมาเป็นโครงสร้างอาคารเหล็กต่อไป การเลือกใช้เหล็กเต็มในงานโครงสร้างอาคาร จึงเป็นไปเพื่อความแข็งแรงและปลอดภัยตามที่วิศวกรออกแบบไว้

ภาพ: เหล็กกลม
ภาพ: เหล็กข้ออ้อย
ภาพ: ตรวจสอบคุณภาพเหล็กได้จากจากใบกำกับเหล็ก
ภาพ: ตรวจสอบสติกเกอร์แสดงข้อมูลสินค้า ซึ่งควรมีเครื่องหมาย มอก. ปรากฎอยู่
ขอบคุณภาพจาก บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด (SYS)

       หมายเหตุ : การตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตาเปล่าว่าเป็นเหล็กเต็มหรือไม่ ให้สังเกตที่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหรือหน้าตัดเหล็กซึ่งต้องเท่ากันตลอดความยาวเส้น ผิวเหล็กเรียบ หน้าตัดเหล็กไม่บิดเบี้ยว ไม่มีรูตามดหรือเป็นลูกคลื่น อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบได้จากป้ายรายละเอียดข้อมูลหรือ “ใบกำกับเหล็ก” ซึ่งจะระบุข้อมูลสำคัญต่างๆ เอาไว้ครบถ้วน อย่างเช่น ชื่อบริษัท ประเภทสินค้า ชั้นคุณภาพ  ขนาด ความยาว จำนวนเส้นต่อมัด เลขที่เตาหลอม วัน/เวลาที่ผลิต หรือเลขที่ มอก. หรือหากไม่มีป้ายระบุสามารถสังเกตได้จากรอยประทับตรา มอก. บนผิวเหล็ก ซึ่งรอยประทับเหล่านี้จะปรากฏอยู่ตลอดทั้งความยาวของเหล็ก

นอกจากนี้ สามารถตรวจสอบน้ำหนักของเหล็กได้ด้วยการชั่ง  โดยตัดเหล็กมา 1 เมตรแล้วเทียบน้ำหนักกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น เหล็กเส้นกลมหน้าตัด 6 มิลลิเมตร (RB6) ความยาว 1 เมตร ควรมีน้ำหนักประมาณ 0.222 กิโลกรัม, เหล็กข้ออ้อยหน้าตัด 12 มิลลิเมตร (DB12) ความยาว 1 เมตร ควรมีน้ำหนักประมาณ 0.888 กิโลกรัม, เหล็กตัวซี (Light Lip Channel) 100x50x20x2.3 มม. ความยาว 1 เมตร ควรมีน้ำหนักประมาณ 4.06 กิโลกรัม เป็นต้น

Cr Pic:http://www.360dohome.com

Cr: https://www.scgbuildingmaterials.com

เหล็กรูปพรรณเชื่อมประกอบ (Welded Structural Steel)

เหล็กรูปพรรณเชื่อมประกอบ (Welded Structural Steel)

เหล็กรูปพรรณเชื่อมประกอบ (Welded Structural Steel)

       เหล็กรูปพรรณเชื่อมประกอบ คือ เหล็กโครงสร้างที่เกิดจากการนำแผ่นเหล็กที่มีความหนามากกว่า 3 มิลลิเมตรมาเชื่อมเป็นหน้าตัดต่าง ๆ ตามขนาดที่ต้องการ มักใช้ในงานชิ้นส่วนโครงสร้างอาคารที่มีรูปแบบและขนาดเฉพาะเจาะจง หรือนอกเหนือจากมาตรฐานการผลิตเหล็กรูปพรรณรีดร้อน เช่น เสาที่มีหน้าตัดรูปสี่เหลี่ยมคางหมู หรือคานรูปตัวเอช (H) ที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าโรงงานผลิตเหล็กรูปพรรณรีดร้อนผลิตได้ เป็นต้น สิ่งที่สำคัญคือรอยเชื่อมเหล็กรูปพรรณประเภทนี้ควรเป็นไปตามที่วิศวกรกำหนดเพื่อความปลอดภัยในการรับน้ำหนักอาคาร

ภาพ : เหล็กรูปพรรณเชื่อมประกอบในงานโครงสร้างสะพาน
ภาพ : เหล็กรูปพรรณเชื่อมประกอบในงานโครงหลังคาขนาดใหญ่

Cr : https://www.scgbuildingmaterials.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า