โดย saweang | ส.ค. 10, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็กแผ่นลาย Steel Checkered Plate
| ความหนา |
น้ำหนัก kg |
| 4′ * 8′ |
5′ * 10′ |
| 2.00 |
mm |
52.00 |
81.00 |
| 2.30 |
mm |
59.00 |
92.00 |
| 2.60 |
mm |
66.00 |
103.00 |
| 2.80 |
mm |
71.00 |
110.00 |
| 3.00 |
mm |
75.00 |
118.00 |
| 3.20 |
mm |
80.00 |
125.00 |
| 4.00 |
mm |
99.00 |
154.00 |
| 4.30 |
mm |
105.00 |
165.00 |
| 4.50 |
mm |
111.00 |
173.00 |
| 5.80 |
mm |
140.00 |
220.00 |
| 6.00 |
mm |
146.00 |
227.00 |
| 8.00 |
mm |
192.00 |
300.00 |
| 9.00 |
mm |
216.00 |
337.00 |
| 10.00 |
mm |
239.00 |
373.00 |
| 12.00 |
mm |
286.00 |
446.00 |
ตารางเหล็กแผ่นลายบอกถึงปริมาณ ขนาดหน้าตัด และน้ำหนัก ความหนาที่ทำให้วิศกรหรือผู้รับเหมาได้นำตัวเลขในตารางไปใช้ในการคำนวณโครงสร้างหรือคำนวณน้ำหนักต่อพื้นที่ได้ เพื่อความสะดวกสบายเวลาจะใช้งาน
เหล็กแผ่นลาย เหล็กหน้าลาย

สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กแผ่นแผ่นมาตรฐาน
|
ขนาด 4′ x 8′ |
| น้ำหนัก (kg.) = หนา (mm.) x 23.36 |
| |
ตัวอย่าง |
|
| |
เหล็กแผ่นขนาด 4′ x 8′ x 1.2 mm. |
|
|
น้ำหนัก = 1.2 x 23.36 = 28.03 kg. |
|
| |
เหล็กแผ่นขนาด 4′ x 8′ x 6.0 mm. |
|
|
น้ำหนัก = 6.0 x 23.36 = 140.16 kg. |
|
|
ขนาด 5′ x 10′ |
| น้ำหนัก (kg.) = หนา (mm.) x 36.50 |
| |
ตัวอย่าง |
|
| |
เหล็กแผ่นขนาด 5′ x 10′ x 2.0 mm. |
|
|
น้ำหนัก = 2.0 x 36.50 = 73.00 kg. |
|
| |
เหล็กแผ่นขนาด 5′ x 10′ x 12.0 mm. |
|
|
น้ำหนัก = 12.0 x 36.50 = 438.00 kg. |
|
|
ขนาด 5′ x 20′ |
| น้ำหนัก (kg.) = หนา (mm.) x 73.00 |
| |
ตัวอย่าง |
|
| |
เหล็กแผ่นขนาด 5′ x 20′ x 4.5 mm. |
|
|
น้ำหนัก = 4.5 x 73.00 = 328.50 kg. |
|
| |
เหล็กแผ่นขนาด 5′ x 20′ x 20.0 mm. |
|
|
น้ำหนัก = 20.0 x 73.00 = 1460.00 kg. |
|
หมายเหตุ : ตัวคูณในสูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กได้จาก กว้าง(ฟุต) x ยาว(ฟุต) x 0.73(ความถ่วงจำเพาะเหล็ก)
ยกตัวอย่าง : 4′ x 8′ x 0.73 = 23.36 5′ x 10′ x 0.73 = 36.50
| สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กแผ่นตัดตามขนาด |
| น้ำหนัก (kg.) = หนา (mm.) x กว้าง (mm.) x ยาว (mm.) x 0.00785 ÷ 1000 |

| ความหนา 6.0 mm. |
| ตัวอย่าง |
| น้ำหนัก = 6 x 500 x 950 x 0.00785 ÷1000 = 22.37 kg. |

| ความหนา 2.0 mm. |
| ตัวอย่าง |
| น้ำหนัก = 2 x 300 x 350 x 0.00785 ÷1000 = 1.41 kg. |
โดย saweang | ส.ค. 10, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็กแผ่นลาย (Checkered Plate)
เหล็กแผ่นลาย เหล็กแผ่นลายตีนไก่-ตีนเป็ดหรือที่เรียกว่า Checkered Plate เป็นชนิดหนึ่งของเหล็กแผ่น ลักษณะนั้น มีพื้นผิวเป็นลวดลายนูน เพื่อป้องกันการลื่นและน้ำขังเหมาะสำหรับการใช้ปูพื้นทางเดินและบันได พื้นรถบรรทุก และทนต่อแรงเสียดทานได้ดีกว่าเหล็กแผ่นดำ เกรดที่เราจัดจำหน่ายอย่างเป็นที่นิยมคือ SS400

เหล็กแผ่นลาย เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- เหล็กแผ่น ลาย ลายตีนไก่-ตีนเป็ดคืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท
- ขนาดของเหล็กแผ่นลาย
- ประโยชน์ของเหล็กแผ่นลายที่มีต่องานก่อสร้าง
- การบำรุงรักษาและข้อควรระวัง สำหรับแผ่นลาย
- สรุป เหล็กแผ่นลายกันลื่น ข้อดี อย่างไรบ้าง และใช้ในงานก่อสร้างอะไรบ้าง
เหล็ก แผ่นลาย ลายตีนไก่-ตีนเป็ดคืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท
- เหล็กแผ่น ลาย ลักษณะเป็นเหล็กแผ่น ปั้มลาย ซึ่งก็มีลวดลายต่างกันออกไป ช่างส่วนใหญ่นิยมเรียกเหล็กแผ่นลายตีนไก่,เหล็กแผ่นลายตีนเป็ด,เหล็กลายดอก ก็คือเหล็กที่ผ่านกรรมวิธีรีดร้อน โดยทำให้เกิดลายในเวลาที่ยังร้อน จากนั้นก็นำไปผ่านน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ เราเรียกวิธีนี้ว่าการหล่อเย็น แผ่นเหล็กจะเกิดรอยนูนคล้ายๆเม็ดข้าว
- เหล็กถูกปั้มเป็นลวดลายที่สวยงาม ผิวสัมผัสของแผ่นโลหะที่นูนขึ้นและบุบลง มีความฝืด หรือความเสียดทานสูง มีความแข็งแรงและกันลื่นได้เป็นอย่างดีสามารถนำไปใช้ เช่นเป็นพื้นทางเดินกันลื่น พื้นบัน ปูพื้นห้อง แต่ตกแต่งผนังในบ้าน โรงงาน และอื่นๆ
- ความหนาที่เป็นที่นิยมคือ 2.3 มิลลิเมตร ไปจนถึง 9 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นความหนาที่ได้รับมาตรฐาน
ประเภทของแผ่นเหล็กลายตีนไก่ เหล็กแผ่นลาย
2 ประเภท คือแบบ หลังเรียบ และ หลังเว้า (แบบนูน)

- เหล็กแผ่นลายแบบหลังเรียบ คือเหล็กแผ่นลายที่ผลิตด้วยวิธีการหล่อเหล็กแท่งแบนที่เรียกว่า Slab เข้าบล็อกตามลายที่ต้องการ จึงทำให้เหล็กแผ่นลายที่ออกมามีลักษณะหลังเรียบทั้งแผ่น

- เหล็กแผ่นลาย หลังเว้า คือเหล็กแท่งรีดร้อนบนแม่พิมพ์ลายนูนตามแบบที่ต้องการ จากนั้นหล่อเย็น ก็จะได้เหล็กแผ่นลายที่ด้านหลังมีรอยเว้าตามลายนูนด้านหน้า
- โดยหลังเว้า ลายที่นิยมที่สุดคือลายตีนเป็ด (5ขีดติดกัน) กับลายตีนไก่(1ขีดไข้วกันไปมา) และที่กำลังนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆคือลายปุ่มเล็กๆ
ขนาดของเหล็กแผ่นลาย เหล็กลายตีนไก่
ขนาดของเหล็กแผ่นลายที่เป็นที่นิยม คือ 4×8 ฟุต และ 5×10 ฟุต

| ความหนา |
น้ำหนัก (kg.) |
| (mm.) |
4’x 8′ |
5’x10′ |
5 ’x20′ |
|
(1219x/2438m m.) |
(1524x3048mm.) |
(1524x6096m m.) |
| 2 |
52 |
|
|
| 3 |
75 |
118 |
236 |
| 4 |
98 |
154 |
308 |
| 4.5 |
110 |
172 |
344 |
| 6 |
145 |
227 |
454 |
| 9 |
215 |
335 |
– |
ประโยชน์ของเหล็กแผ่นลาย เหล็กแผ่นลายตาไก่ ที่มีต่องานก่อสร้าง
- เหล็กลายตีนไก่เหมาะสำหรับการใช้ปูพื้นทางเดินและบันได พื้นรถบรรทุก และทนต่อแรงเสียดทานได้ดีกว่าเหล็กแผ่นดำ
- นิยมนำไปใช้ทำพื้นรถยนต์ บันได พื้นบันได พื้นรถ หรือพื้นโรงงานที่กันลื่น ตามสำนักงาน ออฟฟิศ เหมาะกับงานที่ต้องการความคงทนผ่านการเหยียบย่ำได้ดี ทนต่อแรงเสียดทาน ลายนูนคล้ายเม็ดข้าว ป้องกันการลื่น และน้ำขัง
- สามารถนำมาตกแต่งทำเป็นรั้วบ้านได้ หรือ ฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่น โต๊ะ,ชั้นวางอ่างล้างหน้า,เก้าอี้นั่ง เป็นต้น บ้านจะออกมา สไตล์ลอฟท์ ในแบบของตัวเอง
- สามารถใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงหน้าร้าน ธนาคาร เช่น ใช้ปูพื้นกันลื่น บุผนังห้องเย็น ทำขั้นบันได พื้นที่ต้องสัมผัสสารเคมี เป็นต้น
การบำรุงรักษาและข้อควรระวัง สำหรับแผ่นลาย
- ควรหมั่นตรวจสอบเป็นประจำหากมีการชำรุดควรซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ทันที
- ต้องเก็บให้พ้นจากมือเด็ก
- โปรดใช้อย่างระมัดระวังและควรเลือกขนาดให้เหมาะสมต่อการใช้งาน ศึกษาและสอบถามพนักงานขายหน้าร้านก่อนเพื่อให้ได้เหล็กตรงสเปคที่ต้องการ
- เมื่อใช้งานเสร็จควรเก็บให้เรียบร้อยและเก็บให้ห่างจากเปลวไฟ
สรุป เหล็กแผ่นลายกันลื่น ข้อดี อย่างไรบ้าง และใช้ในงานก่อสร้างอะไรบ้าง
- เหล็ก แผ่นลาย ลักษณะเป็นเหล็กแผ่น ปั้มลาย นิยมเรียกเหล็กแผ่นลายตีนไก่,เหล็กแผ่นลายตีนเป็ด,เหล็กลายดอก ขนาดของเหล็กแผ่นลายที่เป็นที่นิยมขาย คือ 4×8 ฟุต และ 5×10 ฟุต เหมาะสำหรับการใช้ปูพื้นทางเดินและบันได งานที่ต้องการความคงทนผ่านการเหยียบย่ำได้ดี หรือ สามารถนำมาตกแต่งเป็นฟอร์นิเจอร์ได้
- แผ่นเหล็กต้องได้รับมารตฐาน JIS G3101-1995/DIN/ASTM เกรดที่เลคก้าจัดจำหน่ายคือ SS400 ถึงจะสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ โดยเหล็กแผ่นลายจะสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย
- เหล็กที่เป็นที่นิยม สำหรับหลังเว้า คือ ลายที่นิยมที่สุดคือลายตีนเป็ด(5ขีดติดกัน) กับลายตีนไก่(1ขีดไข้วกันไปมา) และที่กำลังนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆคือลายปุ่มเล็กๆ
- ความหนาที่เป็นที่นิยมคือ 2.3 มิลลิเมตร ไปจนถึง 9 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นความหนาที่ได้รับมาตรฐาน
- เหล็กลายตีนไก่เหมาะสำหรับการใช้ปูพื้นทางเดินและบันได พื้นรถบรรทุก และทนต่อแรงเสียดทานได้ดีกว่าเหล็กแผ่นดำ
- นิยมนำไปใช้ทำพื้นรถยนต์ บันได พื้นบันได พื้นรถ หรือพื้นโรงงานที่กันลื่น ตามสำนักงาน ออฟฟิศ เหมาะกับงานที่ต้องการความคงทนผ่านการเหยียบย่ำได้ดี ทนต่อแรงเสียดทาน ลายนูนคล้ายเม็ดข้าว ป้องกันการลื่น และน้ำขัง
- สามารถนำมาตกแต่งทำเป็นรั้วบ้านได้ หรือ ฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่น โต๊ะ,ชั้นวางอ่างล้างหน้า,เก้าอี้นั่ง เป็นต้น บ้านจะออกมา สไตล์ลอฟท์ ในแบบของตัวเอง
- โปรดใช้อย่างระมัดระวังและควรเลือกขนาดให้เหมาะสมต่อการใช้งาน ศึกษาและสอบถามพนักงานขายหน้าร้านก่อนเพื่อให้ได้เหล็กตรงสเปคที่ต้องการ
โดย saweang | ส.ค. 4, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
หล็กฉากคืออะไร (What is the angle bar?) สาระความรู้เกียวกับเหล็กฉาก
เหล็กฉาก (Angle Bar) คือ เหล็กที่ผลิตตามมาตรฐาน มอก.1227-2539 จากโรงงานภายในประเทศที่ได้มาตรฐาน มีรูปทรงตัวแอล ซึ่งเกิดจากการรีดร้อนของเหล็กคุณภาพสูง โดยวิศวกร ออกแบบให้ เหล็กฉาก เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในโครงสร้างงานเหล็ก และจัดอยู่ในประเภทเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ ใช้ในการทำโครงสร้างอาทิ โรงงานอุตสาหกรรม โครงหลังคาโรงงาน เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วหากเป็น เหล็กฉาก ขนาดใหญ่จะใช้ทำเสาโครงสร้าง หากเป็นเหล็กฉากขนาดเล็ก อาจใช้ทำโครงสร้างเบาะของรถโดยสาร เป็นต้น
เหล็กฉาก หากได้มาตรฐานและคุณภาพดีนั้น ฉากต้องตั้งตรง 90 องศา น้ำหนักจะต้องมีค่า +/- ไม่เกิน 3% จากสเปกที่กำหนดไว้ เนื้อเรียบ มีความยืดหยุ่น และต้องมีด้านเท่ากันทั้งสองด้าน และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ มอก. กำกับไว้อย่างชัดเจน สามารถตรวจสอบราคาได้ที่นี่ ราคาเหล็กฉาก
เหล็กฉาก จะมีขนาดตั้งแต่ 1 นิ้ว ไปจนถึง 6 นิ้ว และมีความหนาตั้งแต่ 3 มิลลิเมตร ไปจนถึง 35 มิลลิเมตร
โดย saweang | ส.ค. 3, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
โครงสร้างเสาไวด์แฟรงค์ (Wide Flange Steel) สำหรับสร้างโกง สร้างโรงงาน ขนาดใหญ่ดัง
เนื่องจากเราเป็นการสร้างโกดัง ในระบบ โกดังสำเร็จรูป ทำให้ เราจะทำการออกแบบ และผลิตโครงสร้างเสา ที่โรงงานทำให้เราสามารถที่จะควบคุมคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐานวิศวกรรม ทั้งเรื่องการตัด การเชื่อม อีกทั้งยังทำให้เราสามารถใช้วัตถุดิบได้ตามต้นทุนที่เราออกแบบ ทำให้ลูกค้าได้งานที่ดีและราคาถูกการนำไปใช้งาน

เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange Steel) เหมาะสำหรับงานโครงสร้าง ก่อสร้างโรงงาน สร้างโกดังขนาดใหญ่ และงานเชื่อม เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange Steel) จะมีชื่อเรียกคล้ายกับเหล็กเอชบีม คือ ตัวเฮช เหล็กเสา เหล็กปีก เสาบีม โดยเหล็กไวด์แฟรงค์ จัดเป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 1227-2539 แบ่งเป็น Grade SS400, SS490, SS540, SM400, SM490, SM520 มีความยาวให้เลือกตั้งแต่ 1 เมตร, 6 เมตร, 9 เมตร และ 12 เมตร มีลักษณะรูปทรงที่คล้ายกับเหล็กเอชบีม และเหล็กไอบีม แต่เหล็กไวด์แฟรงค์ จะมีความกว้างของแผ่นตรงกลาง มากกว่าปีกทั้ง 2 ข้าง และมีขนาดบางกว่า แต่ยังคงความแข็งแรง ทนทาน สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี

การนำไปใช้งาน เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange Steel) เหมาะสำหรับงานโครงสร้าง ก่อสร้างอาคาร โรงงานขนาดใหญ่ และงานเชื่อม
ขนาดเหล็กไวด์แฟรงค์
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 150 x 75 x 5 x 7 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 84.00 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 148 x 100 x 6 x 9 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 126.60 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 200 x 100 x 5.5 x 8 มม.X 6 ม. น้ำหนัก 127.80 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 194 x 150 x 6 x 9 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 183.60 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 250 x 125 x 6 x 9 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 177.60 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 300 x 150 x 6.5 x 9 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 220.20 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 244 x 175 x 7 x 11 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 264.60 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 350 x 175 x 7 x 11 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 297.60 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 294 x 200 x 8 x 12 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 340.80 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 400 x 200 x 8 x 13 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 396.00 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 450 x 200 x 9 x 14 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 456.00 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 500 x 200 x 10 x 16 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 537.60 กก./เส้น

เหล็ก เอชบีม เฮชบีม H-beam ไวด์แฟรงค์ Wide Flange ไอบีม I-beam ต่างกันอย่างไร? เหล็กทั้ง 2 หน้าตัดนี้ มีข้อแตกต่างกันอยู่ 2 ด้าน คือ
1 ด้านการนำไปใช้งาน
เหล็กเอชบีม H-beam ไวด์แฟรงค์ Wide Flange และ จะนำไปใช้ในงานก่อสร้างอาคาร เป็นชิ้นส่วนของ เสา คาน โครงหลังคา ฯลฯ เหล็กไอบีม I-beam จะนิยมนำไปทำรางเคน Crane Girder ที่ไว้ใช้ยกของที่มีน้ำหนักมาก
2 ด้านลักษณะรูปร่าง
จุดแตกต่างของเหล็กทั้ง 2 หน้าตัด คือ ปีก Flange ทั้งบนและล่างของเหล็ก H-beam จะเป็นแผ่นเรียบหนาเท่ากันตลอด เป็นรูปตัว H เท่ากันทั้งปีกและส่วนเสา ส่วนเหล็กเสาไวด์แฟรงค์ Wide Flange จะ มีความหนาเท่ากันตลอดเช่นกัน แต่ส่วนปีก จะมีความกว้างไม่เท่ากับความกว้างเสา ส่วนของเหล็กไอบีม I-beam ทั้งปีกบนและล่างจะเป็นแผ่นเอียง หรือ Taper Flange ซึ่งขนาดหน้าตัดเหล็กที่เท่ากัน I-beam จะมีน้ำหนักต่อเมตรสูงกว่า H-beam เนื่องจากเหล็ก I-beam จะมีความหนาของเหล็กมากกว่าเพื่อรองรับแรงกระแทก และการเคลื่อนที่จากรางเครน
โดย saweang | ก.ค. 23, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สั่งซื้อเหล็กก่อสร้าง ให้ช่วยลดต้นทุน 3 วิธี ได้รวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยลดมลภาวะ และสำคัญที่สุดคือสามารถช่วยลดต้นทุนได้มากกว่าวัสดุอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน ในหลายๆ ประการ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่จะช่วยลดต้นทุนได้ดีที่สุดสำหรับการก่อสร้างนั้นคือการวางแผนที่ดีตั้งแต่ขั้นตอนแรกเริ่ม อย่างการเลือกและสั่งซื้อโครงสร้างเหล็ก ที่จะนำไปสู่โครงสร้างที่ตอบโจทย์และค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า
วิธีที่ 1 สั่งซื้อเหล็กง่ายๆ ใกล้แค่เอื้อม
เพราะ SYS ได้จำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายที่มีอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จึงทำให้ผู้รับเหมาและเจ้าของโครงการสามารถสั่งซื้อเหล็กได้อย่างสะดวกขึ้น ตอบโจทย์กับทุกไซต์งานไม่ว่าจะอยู่ภาคไหน จังหวัดไหน ก็สามารถสั่งกับตัวแทนได้ใกล้ๆ ลดค่าใช้จ่ายการขนส่ง อีกทั้งยังสามารถค้นหาตัวแทนจำหน่ายใกล้ท่านได้อย่างรวดเร็ว ผ่านลิงค์เว็บไซต์ https://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/VSCh20191219225529170/ หรือ https://www.syssteel.com/dealer_list/ อีกด้วย สะดวกสบาย ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายไปได้มากเลยทีเดียว

วิธีที่ 2 วางแผนการจัดส่งร่วมกับวัสดุอื่น
แน่นอนว่าการก่อสร้างในแต่ละครั้งนอกจากการเลือกใช้โครงสร้างเหล็กแล้ว ก็ยังคงต้องมีวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งในส่วนของการวางแผนการขนส่งร่วมกับวัสดุอื่นนี้ เป็นการวางแผนในส่วนของการช่วยลดความซ้ำซ้อนในการจัดส่งวัสดุ อย่างการลดเที่ยวการเดินทางของรถขนส่ง และยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้อีกเช่นเดียวกัน เพราะมีการขนวัสดุอื่นมาพร้อมกันด้วย ซึ่งขั้นตอนนี้สามารถขนเหล็กรูปพรรณมาพร้อมกับวัสดุอื่นๆ เช่นเหล็กเส้นที่ต้องใช้ในโครงสร้างฐานรากหรือโครงสร้างพื้นอยู่แล้ว มาพร้อมกันในคราวเดียว จากตัวแทนจำหน่าย ของ SYS ได้ทั่วประเทศ

วิธีที่ 3 เลือกใช้ Customize Length เหล็กความยาวพิเศษ
เพราะเหล็กความยาวพิเศษ เป็นเหล็กที่ได้ความยาวตามต้องการ จึงทำให้ลดกระบวนการทำงานในหน้างาน แน่นอนว่าก็จะส่งผลให้สามารถช่วยลดค่าเศษเหล็กเหลือทิ้ง ค่าใช้จ่ายในส่วนของ ค่าแรง ทั้งการตัดหรือต่อเหล็ก รวมถึงค่าวัสดุอื่นๆเช่น เพลท หรือลวดเชื่อม ตามไปด้วย ซึ่ง Customize Length มีราคาที่ไม่ได้ต่างจากเหล็กความยาวทั่วไป ที่มีความยาว 6 และ 9 เมตร อีกทั้ง Customize Length ยังสามารถสั่งเพิ่มได้ทุกๆ 10 เซนติเมตร เพิ่มความคุ้มค่าให้กับการลงทุนในวัสดุก่อสร้างด้วย
ขอบคุณข้อมูลhttps://www.hbeamconnect.com/
หากต้องการใช้เหล็กเป็นโครงก่อสร้างบ้านด้วยเหล็ก H Beam เหล็กก่อสร้างรูปพรรณทุกชนิด สามารถโทรมาสอบถามข้อสงสัยการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กโครงสร้างเฮชบีม สามารถติดต่อที่ 02 749 1007-14 ได้ในเวลาทำการครับ

โดย saweang | ก.ค. 23, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเหล็กหรือบ้านปูนย่อมมีเสน่ห์ในตัวเอง แต่มีหลายคนยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับการก่อสร้างว่าควรจะเลือกใช้โครงสร้างชนิดใดดีระหว่างโครงสร้างเหล็กที่สามารถก่อสร้างได้รวดเร็วหรือโครงสร้างคอนกรีตที่มีการก่อสร้างอยู่ทั่วไป ซึ่งการเลือกใช้เหล็กหรือคอนกรีตในการสร้างอาคารนั้น นอกจากเรื่องของความชอบส่วนตัวแล้ว ยังมีข้อพิจารณาอื่นๆ อีก เพื่อให้ชนิดของโครงสร้างที่ใช้เหมาะกับอาคารและฟังก์ชั่นภายในอาคารให้มากที่สุด
1. โครงสร้างช่วงพาดกว้าง (Long span)
หากคุณต้องการ Space ภายในอาคารที่สามารถสร้างความต่อเนื่องสำหรับกิจกรรมต่างๆ ได้ เช่น โถงสำหรับจัดนิทรรศการหรือบ้านที่มีแปลนแบบ open plan การเลือกใช้โครงสร้างเหล็กจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการเรื่องของการใช้พื้นที่ได้ดีกว่าโครงสร้างคอนกรีต เนื่องโครงสร้างเหล็กสามารถก่อสร้างให้มีช่วงพาดระหว่างเสาได้กว้างกว่าโครงสร้างคอนกรีตได้หลายเท่าโดยคานจะมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปและอาจจะไม่ต้องมีเสามาคั่นกลางเพื่อรับน้ำหนัก

2. โครงสร้างยื่นจากตัวอาคาร (Cantilever structure)
หนึ่งในเสน่ห์ของงานสถาปัตยกรรมคือรูปทรงของอาคาร บ่อยครั้งที่โครงสร้างอาคารจำเป็นต้องยื่นออกไปจากเสาที่รับน้ำหนักไปมากเพื่อให้ห้องเหมือนลอยอยู่ในอากาศ ทำให้โครงสร้างในส่วนนี้จำเป็นต้องใช้โครงสร้างยื่น (Cantilever structure) ที่ทำจากเหล็กเพราะด้วยคุณสมบัติที่เบาและแข็งแรงจึงทำให้เหมาะสำหรับทำโครงสร้างอาคารที่มีดีไซน์ได้ง่ายหรือสะดวกกว่าทำด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

3. ขนาดของโครงสร้าง
นอกจากข้อดีของโครงสร้างเหล็กในด้านการรับแรงสั่นสะเทือนแล้ว อาคารที่มีเสาเป็นโครงสร้างเหล็กโดยทั่วไปจะสามารถรับแรงได้มากกว่าโครงสร้างคอนกรีตในกรณีที่เสานั้นๆมีขนาดที่เท่ากัน ซึ่งในทางกลับกัน เสาที่จะใช้หากเป็นเสาเหล็กรูปพรรณรีดร้อนก็มีโอกาสจะได้เสาที่มีขนาดที่เล็กกว่าเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก เนื่องจากกำลังรับแรงของตัววัสดุนั่นเอง

4. ความรวดเร็วในการก่อสร้าง
โครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อนสามารถก่อสร้างได้เร็วกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กโดยประมาณ 2 – 3 เท่า เหมาะกับการก่อสร้างที่มีเรื่องเวลาเข้ามาเป็นปัจจัยหรืออาคารสาธารณะที่มีเรื่องขอระยะเวลาในการเช่าที่ดิน เนื่องจากโครงสร้างเหล็กสามารถติดตั้งและรื้อถอนง่าย ใช้แรงงานน้อยเพราะมีขั้นตอนในการใช้เครื่องจักรมาทำงานแทนแรงงานคน จึงใช้เวลาก่อสร้างเร็วขึ้น
5. จำนวนแรงงานช่าง
การก่อสร้างอาคารแต่ละหลังนั้น การเลือกใช้ชนิดของโครงสร้างมีผลโดยตรงต่อจำนวนแรงงานที่ใช้ เนื่องจากหากคุณเลือกสร้างอาคารด้วยโครงสร้างคอนกรีตอาจต้องเสียงบประมาณเรื่องค่าแรงงานมากกว่าการก่อสร้างด้วยโครงสร้างเหล็ก เนื่องจากโครงสร้างคอนกรีตมีขั้นตอนการก่อสร้างมากกว่า ทำให้ต้องใช้จำนวนของช่างมากกว่านั่นเอง ดังนั้นการเลือกใช้โครงสร้างเหล็กจึงทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ ยิ่งถ้าได้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญงานเหล็กก็จะทำให้งานดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพเรียบร้อย
6. ความแข็งแรงต้านทานภัยธรรมชาติ
สถานการณ์แผ่นดินไหวเริ่มใกล้ตัวเรามากกว่าอดีตที่ผ่านมา โครงสร้างที่สามารถออกแบบให้เหมาะและง่ายต่อการก่อสร้างและสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้ดีคือโครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อน เนื่องจากเหล็กรูปพรรณรีดร้อนมีความยืดหยุ่นและรับการบิดได้มากกว่าโครงสร้างคอนกรีต เช่นสะพานเหล็กและสะพานแขวนต่างๆ ที่เวลาถูกพายุหรือเกิดแผ่นดินไหว ถึงจะมีแกว่งตัวก็ยังคืนตัวและแข็งแรงดังเดิม

7. มลพิษที่เกิดจากการก่อสร้าง
งานก่อสร้างคอนกรีตถือเป็นการก่อสร้างแบบระบบเปียก หรือ Wet Process เนื่องจากในกระบวนการจะมีเรื่องของน้ำปูน ฝุ่นผงและเศษปูนที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการ บ่อยครั้งที่พบปัญหามลพิษที่กระทบพื้นที่รอบข้าง ส่วนงานเหล็กรูปพรรณรีดร้อนนั้นถือเป็นงานระบบแห้ง หรือ Dry Process ทำให้มีมลพิษที่เกิดจากการก่อสร้างน้อยจึงลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพและรบกวนบริเวณรอบพื้นที่ก่อสร้างได้ดีกว่า

8. การตรวจเช็คคุณภาพโครงสร้าง
งานเหล็กรูปพรรณรีดร้อนสามารถตรวจเช็คคุณภาพงานได้ง่ายกว่าเพราะปราศจากสิ่งที่ปกคลุม อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบคุณภาพของเหล็กได้ตั้งแต่โรงงานที่ผลิต โดยเฉพาะงานโครงสร้างเหล็กที่เป็นชิ้นส่วนประกอบมาจากโรงงานยิ่งสามารถไว้ใจและตรวจสอบคุณภาพได้ง่ายกว่างานโครงสร้างคอนกรีต ที่ต้องมีการตรวจสอบ สัดส่วนการผสมคอนกรีตในงานลักษณะต่างๆให้เหมาะสม และมีโอกาสไม่ได้มาตรฐานมากกว่างานเหล็ก
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com