การคาดการณ์ตลาดเหล็กของจีนในเดือนมกราคม 2023

การคาดการณ์ตลาดเหล็กของจีนในเดือนมกราคม 2023
ผลผลิตเหล็กดิบ (crude steel) ของจีน คาดว่าจะยังคงต่ำในเดือนมกราคม 2023 นอกจากนี้ สินค้าคงคลังเหล็กก่อนเทศกาลตรุษจีนในปี 2023 เทียบเท่ากับในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ในปี 2022 และสินค้าคงคลังโดยรวมทั้งหมดไม่ได้อยู่ในระดับสูง
ผลผลิตต่ำ + สินค้าคงคลังต่ำ หมายความว่าอุปทานเหล็กโดยรวมในเดือนมกราคมคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ ในด้านอุปสงค์ ความต้องการของตลาดเหล็กในประเทศก่อนเทศกาลตรุษจีน ถูกจำกัดโดยความต้องการที่ต่ำตามฤดูกาล และการแพร่ระบาดของโรคระบาดที่สูงมาก
ในระยะกลางถึงระยะยาว จะมีการเติบโตอย่างมั่นคงกลับไปสู่เส้นทางสายหลักและความคาดหวังของตลาดจะแข็งแกร่งขึ้น
การประชุมของ Political Bureau meeting of the Central Committee ในวันที่ 7 ธันวาคม และการประชุม Central Economic Work Conference ในวันที่ 16 ธันวาคม ได้วางวาระของการเติบโตอย่างมั่นคงไว้ในวาระของการประชุมระดับสูง
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม Central Committee and the State Council ได้ออกโครงร่างแผนยุทธศาสตร์เพื่อขยายอุปสงค์ภายในประเทศ (2022-2035)
การแถลงนโยบายบ่อยครั้งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะรักษาเสถียรภาพการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งให้กับความคาดหวังของตลาด สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2023 โดยในปี 2023 เศรษฐกิจของจีนจะเข้าสู่วงจรการฟื้นตัว
โดยรวมแล้ว ราคาเหล็กในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน จาก 1) ไม่ได้ผลักดันให้โรงงานเหล็กเพิ่มการผลิต 2) ไม่ได้กระตุ้นให้ผู้ใช้ซื้อล่วงหน้า 3) ไม่ได้ผลักดันการเติบโตจากความเต็มใจซื้อของเทรคดเดอร์
ณ สิ้นเดือนธันวาคม ตลาดเหล็กในประเทศยังคงมีรูปแบบการผลิตน้อยและมีสินค้าคงคลังน้อย
ในเดือนธันวาคม ด้วยการผ่อนคลายโดยรวมของการควบคุมการแพร่ระบาดในจีน ความต้องการในภาคใต้ได้รับผลกระทบจากการที่มีการแพร่ระบาดสูงสุด และทำให้การทำธุรกรรมลดลงอย่างรวดเร็ว
คาดว่าราคาตลาดเหล็กในประเทศส่วนใหญ่จะทรงตัวก่อนเทศกาลตรุษจีน
แหล่งที่มา : Steelhome
ไขปม “เหล็ก” แพงสวนโควิด
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กชี้ความต้องการเหล็กโลกสูงขึ้นสวน “โควิด-19” เหตุจีนฟื้นตัว ทำให้ปริมาณผลิตตามไม่ทัน ส่งผลราคาเหล็กทั่วโลกพุ่ง เชียร์รัฐหนุนใช้สินค้าเหล็ก “Made in Thailand” ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ
นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปี 2564 นี้ อุตสาหกรรมเหล็กโลกในภาพรวมมีการปรับตัวในทิศทางบวก โดยทั้งโลกมีผลิตเหล็กปริมาณเฉลี่ยกว่า 150 ล้านตันต่อเดือน เพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 โดยทวีปเอเชียมีการผลิตเหล็กเพิ่มขึ้น 10.1% แต่ทวีปอเมริกาเหนือ สหภาพยุโรป มีการผลิตเหล็กถดถอย -7.1% และ -3.7% ตามลำดับ

แม้การผลิตเหล็กของโลกมีปริมาณมากขึ้น แต่ก็ไม่เพียงต่อความต้องการใช้เหล็กที่ปรับตัวขึ้นมากกว่า โดยคาดว่าทั้งปี 2564 ความต้องการใช้เหล็กของโลกจะเพิ่มเป็น 1,874 ล้านตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนซึ่งผลิตและใช้เหล็กมากที่สุดราว 55% ของโลก ในปี 2563 จีนต้องนำเข้าสินค้าเหล็กจากประเทศต่างๆมากถึง 18.3 ล้านตัน เพิ่มเป็น 6 เท่าจากปี 2562 โดยสินค้าเหล็กที่จีนนำเข้าสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ เหล็กแผ่นรีดร้อน 9.9 ล้านตัน เหล็กแผ่นรีดเย็น 3.8 ล้านตัน เหล็กแผ่นเคลือบ 2.4 ล้านตัน ส่งผลให้สินค้าเหล็กดังกล่าวที่จีนแย่งซื้อในตลาดโลกขาดแคลนและราคาสูงขึ้นมาตลอด โดยในปีนี้จีนยังมีความต้องการใช้เหล็กเพิ่มต่อเนื่อง อย่างไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าทั้งปี 2564 จะมีความต้องการใช้เหล็กราว 1,025 ล้านตัน
จีนฟื้นหนุนตลาดเหล็กคึกคัก
เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งรัฐบาลจีนตั้งเป้าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ปี 2564 เติบโต 6.0% แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจของจีนสามารถเติบโตได้ถึง 8.2% – 9.5% เพราะจากข้อมูลดัชนีทางเศรษฐกิจ การลงทุนของจีนช่วงต้นปี 2564 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล เช่น การลงทุนในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเขตเมืองเติบโต 38.3% การลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องเติบโต 34.1% การผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น 89.9% เป็นเฉลี่ยเดือนละ 1.93 ล้านคัน การลงทุนในระบบรางเพิ่มขึ้น 52.9% การลงทุนในระบบถนนเพิ่มขึ้น 30.7% การลงทุนในด้านการบินพลเรือน เพิ่มขึ้น 84.5% เป็นต้น ส่งผลให้จีนผลิตเหล็กไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้
แม้จีนได้เร่งเพิ่มการผลิตเหล็กในช่วงต้นปีนี้ แต่โรงงานเหล็กในจีนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนครถังซาน ซึ่งถือเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมเหล็กที่มีกำลังการผลิตเหล็กดิบมากกว่า 144 ล้านตัน จำเป็นต้องลดการผลิตลงราว 50% ระหว่างช่วงฉุกเฉิน มี.ค.-มิ.ย. และบางโรงงานต้องลดการผลิตไปจนถึงสิ้นปี 2564 ตามมาตรการของรัฐบาลจีนในการควบคุมและลดมลภาวะทางอากาศ ซึ่งจะทำให้ภาวะปริมาณเหล็กไม่พอเพียงต่อความต้องการของจีนทวีความรุนแรง มีแนวโน้มยืดเยื้อไปถึงสิ้นไตรมาสที่ 3 ทำให้ราคาสินค้าเหล็กในทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เช่น ประเทศจีน ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนเมื่อกลางปี 2563 ต่ำสุดอยู่ที่ตันละ 420 ดอลลาร์ แต่ขณะนี้ราคาเสนอขายสูงขึ้นเป็น 2.2 เท่า ระหว่าง 910-925 ดอลลาร์ต่อตัน หรือในสหรัฐอเมริกา ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนขึ้นสูงสุดในโลกถึงกว่า 1,400 ดอลลาร์ต่อตัน เป็นต้น
นายนาวา กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดในปี 2563 ซึ่งการบริโภคสินค้าลดเหลือ 16.5 ล้านตัน โดยมีอัตราการบริโภคเหล็กของคนไทย 248 กก.ต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 229 กก.ต่อคนต่อปี แต่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียที่ 299 กก.ต่อคนต่อปี โดยรัฐบาลไทยสามารถดูแลปัญหาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่ออุตสาหกรรมก่อสร้างได้ดี ประกอบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ และอื่นๆเริ่มฟื้นตัว
ดังนั้น ปี 2564 ตลาดเหล็กของไทยจึงฟื้นและปรับตัวตามตลาดโลกด้วย คาดว่าปริมาณความต้องการใช้เหล็กของไทยจะเพิ่มขึ้น 5-7% เป็น 17.3-17.7 ล้านตัน ทั้งนี้ การใช้เหล็กภายในประเทศไทยจะเป็นภาคการก่อสร้างมากสุด 57% ตามด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์ 22% อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล 9% อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า 8% และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลหะ 5%
ผู้ผลิตเหล็กไทยชี้รัฐมาถูกทาง
นายนาวา กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท.มั่นใจว่านโยบายที่รัฐบาลได้ขับเคลื่อนมาแล้ว หากสามารถผลักดันให้หน่วยราชการปฏิบัติได้ผลจริงจะส่งผลบวกอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่
1.การส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตในประเทศที่ได้ขึ้นทะเบียน “Made in Thailand” กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรี 1 ก.ย.2563 และกฎกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เรื่องกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ.2563 ให้สามารถดำเนินการได้อย่างจริงจัง จากงบประมาณรายจ่ายปีละกว่า 3.3 ล้านล้านบาท สามารถจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่ผลิตในประเทศได้หลายแสนล้านบาท ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัยโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า อุตสาหกรรมเหล็กมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทย ทั้งในส่วนของการผลิต มูลค่าจีดีพี มูลค่าและจำนวนการจ้างงาน โดยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอื่นๆในห่วงโซ่อุปทาน หากส่งเสริมการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศไทยมากขึ้นจะช่วยสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนทำให้จีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้นได้อีก 0.66% ถึง 0.75% จากการเติบโตปกติ
2.การออกมาตรการทางกฎหมายการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า ซึ่ง พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ ฉบับที่ 2 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ พ.ย.2562 และใช้เวลาอีกปีกว่าจึงเพิ่งมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ และประกาศกรมการค้าต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว เมื่อ มี.ค. 2564 โดยหวังให้กระทรวงพาณิชย์จะสามารถบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว และนำไปปฏิบัติได้ผลอย่างจริงจังและทันต่อเหตุการณ์
และ 3. ขอให้รัฐบาลพิจารณาขยายผลให้โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public Private Partnership : PPP) ต่างๆ เช่น โครงการรถไฟฟ้า โครงการทางด่วน โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เป็นต้น ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกันอีกนับล้านล้านบาท ส่งเสริมการใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศไทยด้วยเช่นกัน เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงานและการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศไทย.
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.thairath.co.th/business/market/2074216
I STEEL THAI แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซครบวงจรสำหรับธุรกิจค้าปลีกเหล็กแห่งแรกของประเทศไทย
บริษัท ไอ สตีล ไทย จำกัด และเว็บไซต์ www.isteelthai.com ก่อตั้งขึ้นในเดือนกันยายน 2561 โดยมีจุดประสงค์เพื่อจัดทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซตัวกลางสำหรับคนขายและคนซื้อเหล็ก โดยทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ของบุคคลที่ 3 ซึ่งสร้างขึ้นโดยบริษัทในเครือ Ouyeel International ของบริษัท Baosteel โดยมีเป้าหมายในการก่อตั้งเพื่อตอบสนองความต้องการเปลี่ยนแปลงและยกระดับองค์กรในอนาคต

Chien Yuan Tai ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอ สตีล ไทย จำกัด
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในธุรกิจค้าปลีกเหล็กในประเทศไทย Chien Yuan Tai ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอ สตีล ไทย จำกัด จึงมีความมั่นใจในการก่อตั้งบริษัทที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัลสมัยใหม่ เขากล่าวว่า “คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกันมานาน และได้ทำการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ผมจึงมองว่าธุรกิจเหล็กควรจะต้องมีโอกาสทำการซื้อขายบนออนไลน์ได้เช่นเดียวกัน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อทำให้การค้าขายเหล็กในประเทศไทยนั้นสะดวกขึ้น โดยการนำคนขายมาเจอกับคนซื้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งต่อรองราคาได้ง่ายขึ้นและเป็นธรรมมากขึ้นผ่านการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์แบบ one-stop service ของเรา”
แพลตฟอร์ม ไอ สตีล ไทย ให้บริการครบวงจรครอบคลุมตั้งแต่การซื้อขายเหล็ก ซึ่งรวมถึงการประมูลเหล็กและการบริการค้นหาสินค้าชนิดพิเศษ รวมทั้งการบริการด้านการขนส่ง การชำระเงิน และการดำเนินการเอกสารต่างๆ โดยต้องการยกระดับการทำธุรกิจในแวดวงค้าปลีกเหล็กสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่
โดยแพลตฟอร์มออนไลน์นี้ดำเนินการภายใต้รูปแบบ B2B (Business-to-Business) หรือการทำธุรกิจการค้าระหว่างหน่วยงานธุรกิจกับหน่วยธุรกิจ โดยบริษัทฯ จะจัดหาคนซื้อเข้ามาใช้งานแพลตฟอร์ม ดังนั้น สินค้าที่นำมาขายออนไลน์จะต้องดีและมีคุณภาพ ซึ่งลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ก่อนทำการสั่งซื้อ
ผู้ก่อตั้งได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “การใช้งานแพลตฟอร์มของเรานั้นง่ายและเชื่อถือได้สำหรับทั้งคนซื้อและคนขาย ผู้ที่จะใช้งานจะต้องทำการสมัครสมาชิกก่อนเข้าใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ของเรา และทุกบริษัทที่ลงทะเบียนกับเว็บไซต์ของเราต้องมีใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20) เครื่องหมายรับรองการจดทะเบียนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (DBD Verification) รวมทั้งเอกสารทางการเงิน และเอกสารสำคัญที่จำเป็นอื่นๆ ด้วยเช่นกัน”
ทั้งนี้ บริษัท ไอ สตีล ไทย จำกัด ดำเนินการธุรกิจออนไลน์โดยยึดหลัก 3Cs ได้แก่ Complex Customer และ Cash ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดย Complex ให้ความสำคัญกับการมอบการบริการสู่ตลาดที่ซับซ้อน ตลอดจนแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและกินเวลายาวนาน เช่น การขนส่ง และการจัดการเอกสารต่างๆ สำหรับธุรกิจเหล็กขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ในขณะที่ Customer มุ่งเน้นการให้บริการผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ โดย ไอ สตีล ไทย มุ่งมั่นต้องการให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ที่ดีทุกครั้งที่เข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มของบริษัทฯ ส่วน Cash หมายถึงบริการทางการเงินที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ โดยมีช่องทางให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย เพื่อรองรับทั้งอุตสาหกรรมเหล็กขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ อีกทั้งยังรองรับการชำระเงินสดหรือสินเชื่อ ด้วยระบบที่มีความมั่นคงและมีความเป็นระเบียบ มีสภาพคล่องทางการเงินทางธุรกิจโดยธนาคารชั้นนำในประเทศไทย

Chien Yuan Tai ผู้ก่อตั้งบริษัท ไอ สตีล ไทย จำกัด
โดย Chien Yuan Tai ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “หลัก 3Cs เป็นเป้าหมายที่เราต้องการจะบรรลุให้ได้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างคอมเพล็กซ์อุตสาหกรรมโดยการนำเสนอทางออกแบบครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเหล็ก เราเชื่อว่าหัวใจหลักของการบริการที่ดีเกิดจากความพึงพอใจของลูกค้า เราจึงได้ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก ลูกค้าคือศูนย์กลางของธุรกิจเรา นอกเหนือจากนี้ เรายังให้บริการทางการเงินผ่านการรวมตัวกันของอุตสาหกรรมเหล็กและการจัดหาเงินทุนเพื่อให้เกิดกระแสเงินสดที่ดี และส่งเสริมการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการเงินของทั้งอุตสาหกรรมอีกด้วย”
จากข้อมูลของ ไอ สตีล ไทย ประเทศไทยใช้เหล็กอยู่ที่ 17 ล้านตันต่อปี โดยบริษัทฯ ได้ตั้งเป้าที่จะปันส่วนการใช้เหล็กของทั้งประเทศที่ 10% ของตลาดทั้งหมด หรือประมาณ 1.7 ล้านตันต่อปี ภายในระยะเวลา 3 ปีนอกจากนี้ แพลตฟอร์มออนไลน์ของ ไอ สตีล ไทย ยังรองรับการระบายสินค้าค้างสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าของสินค้าในตลาดด้วยการบริการที่ครบวงจร
Chien Yuan Tai กล่าวว่า “ตอนนี้มีบริษัทค้าเหล็กที่ใช้งานบนแพลตฟอร์มของเราประมาณ 50 ราย และเราเริ่มมีสินค้าขายอยู่ในออนไลน์ รวมทั้งมีคนสนใจเยี่ยมชมเว็บไซต์อยู่ที่ประมาณ 50-85 คนต่อวัน อีกทั้งยังมีการซื้อขายเหล็กต่อวันอยู่ที่ประมาณ 200-400 ตันอีกด้วย”
ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ไอ สตีล ไทย ได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าซึ่งมีผลประกอบการการซื้อขายที่น่าพอใจ และยังมีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
ผู้ก่อตั้งจึงได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของ ไอ สตีล ไทย ในปี 2561 ในฐานะแพลตฟอร์ม one-stop service โดยเล่าว่า “เมื่อปลายปี 2561 มีบริษัทรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งติดต่อเรามาเพื่อให้ช่วยตามหาเหล็ก โดยปกติแล้ว การสั่งเหล็กต้องสั่งล่วงหน้า 75-90 วันเพื่อให้ผู้ผลิตทำการผลิตเหล็ก แต่เราสามารถช่วยหาเหล็กตามรายละเอียดที่ลูกค้าต้องการ และส่งสินค้าให้ลูกค้าผ่านทางเครื่องบินมาถึงประเทศไทยได้ภายใน 7 วัน”
“ผมอยากเชิญชวนให้ทุกคนลองใช้แพลตฟอร์มของเราดูก่อน แพลตฟอร์มนี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้การทำงานง่ายและสะดวกขึ้น ผมหวังว่าทุกคนในธุรกิจค้าปลีกเหล็กจะเปิดใจกว้าง และเต็มใจที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเหล็ก เพื่อที่จะเติบโตไปสู่อนาคตได้โดยดี และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการแบ่งปันผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมเหล็กร่วมกัน” Chien Yuan Tai กล่าวสรุปถึงอนาคตธุรกิจเหล็กในแง่บวกอย่างมั่นใจ
สั่งซื้อเหล็กหรือระบายสินค้าในสต็อกได้สะดวกยิ่งขึ้นเพียงปลายนิ้ว ที่เว็บไซต์ https://www.isteelthai.com
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.posttoday.com/economy/news/581717
อาถรรพ์.. “ทางสามแพร่ง”
ตามความเชื่อของคนโบราณทั้งไทยและต่างประเทศ ต่างบอกกันว่า ทางสามแพร่งนั้นเป็นตำแหน่งไม่ดี อัปมงคล สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อ แต่เป็นความจริงตามหลักการพื้นฐาน เนื่องจากการสร้างบ้านในตำแหน่งทางสามแพร่งอยู่ในพื้นที่ล่อแหลมต่อการเกิดอุบัติเหตุ เกิดความวุ่นวาย ก่อให้เกิดเสียงรบกวน แสงไฟสาดส่องเข้าบ้านในยามค่ำคืน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางสามแพร่งดังกล่าว จะหมายถึงเฉพาะบ้านที่อยู่ติดถนนใหญ่ หรือเป็นเส้นทางหลักที่มีรถสัญจร ยิ่งมีรถปริมาณมาก ขับเร็วมาก ยิ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่ดี ผู้อยู่อาศัยจะรู้สึกไม่สบายใจ ว้าวุ่นกังวลใจอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้จะรบกวนต่อการใช้ชีวิต ส่งผลให้ชีวิตไม่เป็นสุขได้ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แย่เสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตความเป็นอยู่เดิมของบ้านที่ติดกับทางสามแพร่งนั้นเป็นอย่างไร
ถ้าเป็นบ้านก็จะทำให้สมาชิกในครอบครัวเจอเรื่องร้ายต่างๆนานา เป็นร้านค้าหรือสำนักงานก็จะทำให้การไม่เจริญรุ่งเรื่อง ล้มละลาย ถึงขั้นปิดกิจการกันได้ แต่ถ้าหากสังเกตบ้าน ร้านค้า หรือ อาคารที่ตรงกับทางสามแพร่งนั้นแล้วก็ไม่ได้มีบ้าน ร้านค้าหรือกิจการจะอยู่บริเวณทางสามแพร่งแล้วไม่ดีไม่เจริญรุ่งเรืองหรือมีปัญหาต่างๆนานาทุกร้าน ยังมีบ้าน ร้านค้าหรือกิจการที่เจริญรุ่งเรืองในบริเวณทางสามแพร่งหลายแห่ง ซึ่งหากพิจารณาฮวงจุ้ยที่ตรงกับทางสามแพร่งนั้นเป็นทำเลไม่ดีจริงแล้ว บ้าน อาคาร ร้านค้า กิจการต่างๆที่ตรงทางสามแพร่งนั้นจะต้องมีปัญหา ไม่เจริญรุ่งเรื่องกันหมดทุกที่ถึงจะบอกได้ว่าฮวงจุ้ยตรงทางสามแพร่งไม่ดีแน่นอน
ความเป็นจริงแล้วทางสามแพร่งนั้น เปรียบเสมือนช่องลมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นช่องบีบให้อากาศหรือลมนั้นเข้ามาสะสมได้มากเป็นพิเศษ และส่วนถนนด้านที่มีรถยนต์วิ่งเข้าหาบ้านหรืออาคารตรงทางสามแพร่งก็จะรับพลังงานรุนแรงเป็นพิเศษอีกด้วยเนื่องจากรถยนต์เวลาวิ่งเข้ามาก็จะลากกระแสพลังงานมาด้วย สังเกตได้เมื่อรถยนต์วิ่งผ่านเราใกล้ๆนั้นเราจะรู้สึกถึงแรงลมที่รถวิ่งผ่านไปโดยลมเหล่านี้ก็เป็นพลังงาน ดังนั้นบริเวณทางสามแพร่งจะได้กระแสพลังงานสะสมจากที่รถยนต์วิ่งแล้วลากเข้ามาหาตัวบ้านหรืออาคารบริเวณนั้นเป็นพิเศษ จึงสรุปได้ว่าบ้านและอาคารที่อยู่ตรงทางสามแพร่งมีโอกาสได้รับพลังงานมากและรุนแรงเป็นพิเศษ แต่ว่าการรับพลังที่มากนั้นไม่ได้แปลว่าต้องร้ายเสมอไป
ดังนั้นก็แปลว่าบ้านหรืออาคารใดๆ ที่อยู่ในตรงทางสามแพร่งก็จะมีช่วงจังหวะเวลาราวๆทุก ๒๐ ปีที่ทางสามแพร่งนั้นเป็นพลังงานในองศาทิศทางที่ดีหรือร้ายสลับกันไปได้ ซึ่งซินแสบางคนบอกว่าทางสามแพร่งนั้นไม่ดีนั้นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการคำนวณทิศทางว่าเป็นพลังงานจากทิศดีหรือทิศร้ายในแต่ละช่วงยุคสมัยนั้นเอง หรือแม้ว่าคำนวณว่าทิศทางสามแพร่งนั้นเป็นองศาทิศทางที่ดีแต่พอช่วงยุคสมัยหรือราวๆทุกรอบ ๒๐ปีเปลี่ยนไปทิศทางนั้นอาจเป็นทิศร้ายจึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ซินแสบางคนไม่ชอบทางสามแพร่งเป็นพิเศษ
.jpg)
แต่สำหรับซินแสบางคนก็จะมีมุมมองต่างๆ กันเนื่องจาก ทางสามแพร่งนั้นหากอยู่ในทิศทางที่ดีแล้วก็ส่งผลให้เกิดความเจริญรุ่งเรื่องเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่องที่พลังผ่านมาอย่างรุนแรงเป็นพิเศษยิ่งกระตุ้นพลังที่ดีมากดังนั้นสำหรับมุมมองของซินแส บางคนอาจเลือกทำเลบ้าน ร้านค้า หรืออาคารต่างๆในตรงกับทางสามแพร่งในทิศทางองศาที่ดีเพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรื่องถึงที่สุด แต่ทั้งนี้ซินแสก็ควรจะต้องบอกช่วงระยะเวลาที่ดีของฮวงจุ้ยที่ตรงทางสามแพร่งนี้ว่ามีระยะเวลาที่ดีนานแค่ไหนให้กับผู้ที่ต้องการใช้สถานที่นั้นให้รู้
แต่ทั้งนี้ กรณีทางสามแพร่งในโครงการบ้านจัดสรร ไม่สามารถนำทฤษฎีทางสามแพร่งมาใช้ในหลักฮวงจุ้ยได้ทั้งหมด เนื่องจากลักษณะการอยู่อาศัยภายในโครงการบ้านจัดสรร จำกัดพื้นที่ความเป็นส่วนตัวไว้แล้ว ผู้ที่เข้ามาภายในโครงการบ้านโดยหลักจะเป็นผู้อยู่อาศัย หากเป็นโครงการบ้านขนาดใหญ่ตั้งแต่ ๑๐๐ยูนิตเป็นต้นไป และตำแหน่งทางสามแพร่งตั้งอยู่ตั้งแต่ต้นทางของโครงการ ตรงส่วนนี้อาจมีผลกระทบได้ แต่หากเป็นโครงการขนาดเล็กหรือทางสามแพร่งที่อยู่ท้ายโครงการ ตำแหน่งดังกล่าวจะไม่นับว่าเป็นจุดอัปมงคลแต่อย่างใด เนื่องจากโดยปกติแต่ละวันค่อนข้างมีรถผ่านเข้าออกน้อยมาก หรือหากผ่านเข้ามาก็จะขับกันอย่างช้าๆ เท่านั้น แม้ว่าทางสามแพร่งภายในโครงการบ้านจะไม่ได้มีผลใดกับฮวงจุ้ย แต่เชื่อได้ว่าบางท่านก็ยังอาจมีความกังวลใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
แก้เคล็ดทางสามแพร่ง ซึ่งมีวิธีการไม่ยากเลย
๑.ทำกำแพงบ้าน กำแพงบ้านในตำแหน่งดังกล่าว ควรออกแบบให้เป็นกำแพงที่สามารถปกปิดได้ เหมาะกับลักษณะแบบกำแพงปูนด้านล่างปิดทึบ ด้านบนสลับด้วยวัสดุอื่นๆ เพื่อความสวยงาม ติดไฟไว้ตามเสากำแพงเพื่อให้แสงสว่างยามค่ำคืน
๒.ตำแหน่งประตูรั้ว ประตูรั้วบ้านควรจะต้องอยู่ในตำแหน่งเยื้องจากทางที่พุ่งเข้ามา อาจต้องคำนวณดูว่า บ้านด้านใดกินพื้นที่ทางสามแพ่งมากกว่ากัน ให้เลือกทางที่กินพื้นที่น้อยที่สุดเพื่อเป็นการหลบมุม และไม่ควรเปิดประตูทิ้งไว้ เปิดเฉพาะช่วงเวลาเข้าออกเท่านั้น
๓.เสริมรั้วต้นไม้ ต้นไม้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาฮวงจุ้ยได้ เพราะต้นไม้นับเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นควบคู่กับกำแพงบ้าน ซึ่งในทางฮวงจุ้ยเชื่อว่าจะช่วยลดพลังงานที่ไม่ดีให้เบาลงได้ ไม่แนะนำให้กระจกอยู่ตรงกับประตู เพราะจะทำให้โชคที่กำลังจะเข้ามาสู้ร้านเราสะท้อนออกไปหมด หากนำหลักความจริงเข้ามาวิเคราะห์ ต้นไม้ช่วยในการกรองฝุ่น แสงสาดส่องจากรถยนต์ บดบังตัวบ้านได้อย่างดี ควรเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะกับการทำรั้ว เช่น ต้นโมก ต้นแก้ว ต้นชา หรือไม้ยืนต้นอื่นๆ
๔.จัดสวนหน้าบ้าน พื้นที่หน้าบ้านควรใช้เป็นพื้นที่ว่างสำหรับการจัดสวน ตำแหน่งบ้านร่นระยะเข้าไป หลักการดังกล่าวไม่เพียงแก้ฮวงจุ้ยได้ แต่ยังเหมาะกับการเสริมฮวงจุ้ยให้กับบ้านทั่วไปอีกด้วย บ้านที่ดีควรมีพื้นที่สวนหน้าบ้าน ไม่ควรให้บ้านอยู่ชิด ติดรั้วมากจนเกินไป
๕.ทำทางเท้า หากเป็นโครงการบ้านจัดสรร โดยทั่วไปนิยมทำทางเท้าไว้ให้แล้ว แต่หากไม่มี เจ้าของบ้านสามารถทำเป็นทางเท้าเพิ่มเติมได้เช่นกันครับ อาจนำกระถางต้นไม้มาประดับตกแต่งให้แลดูสวยงาม มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

เรื่องราวของฮวงจุ้ยนั้น เป็นข้อมูลที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น การจะบอกได้ว่าแบบไหนดี แบบไหนไม่ดี จำเป็นต้องดูตามความเหมาะสมของสถานที่นั้นๆ สำหรับบ้านภายในโครงการจัดสรรที่เป็นทางสามแพร่ง สามารถซื้อขาย หรืออยู่อาศัยได้เป็นปกติ
ขอแถมเคล็ดอีกนิด หลักฮวงจุ้ยแนะนำว่าให้ วางกระจกเอาไว้ทั้งสองฝั่งซ้ายขวาเหมือนเป็นการเพิ่มโชคสองชั้นเพิ่มลูกค้าเป็นดับเบิ้ลนั่นเอง และที่สำคัญกระจกที่แตกร้าวไม่ควรใช้ต่อเพราะเป็นความเชื่อของโบราณที่ว่า เมื่อเราส่องกระจกที่แตก ชีวิตเราก็จะแตกร้าวเหมือนกระจก แถมอีกนิดว่ากระจกที่นำมาติดควรเห็นทั้งตัวไม่ควรเห็นแค่หน้าถึงลำคอ ไม่เช่นนั้นจะเป็นดังคำที่กล่าวว่า “กระจกตัดคอ” ส่วนในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นสามรถเลือกได้ตามศรัทธาแต่มีข้อห้ามอยู่ว่า ห้ามวางไว้ใต้คานใต้บันได
จะว่าไปแล้วจุดดังกล่าวยังมีข้อดีกว่าแปลนที่มีบ้านเคียงข้างอยู่ติดกันอย่างแออัด ทั้งทางด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง แต่หากเป็นทางแยก พื้นที่หน้าบ้านจะโปร่งโล่ง สามารถรับลมได้ดีกว่าอีกด้วย และบางโครงการตำแหน่งดังกล่าวขายยาก ทางโครงการจึงมักลดราคา ผู้อยู่อาศัยสามารถสร้างบ้านในราคาต่ำกว่าปกติ เรียกได้ว่าเป็นโอกาสซื้อที่ดินถูกสำหรับผู้รู้เลย

.jpg)
ขอขอบพระคุณทางเจ้าของภาพ และที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://horoscope.sanook.com
ความเชื่อโบราณเรื่องพิธียกเสาเอก
การจะสร้างบ้านสักหลังหนึ่งนั้น ขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่งนั้นที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ในบ้านเราให้ความสำคัญกันมาก ก็คือขั้นตอนของพิธียกเสาเอก โดยเจ้าของบ้านส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า
การทำพิธียกเสาเอกจะทำให้งานก่อสร้างมีความราบรื่นไม่มีปัญหาและอุปสรรคและ เมื่อได้เข้าอยู่บ้านหลังที่สร้างแล้วจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเป็นความเชื่อและเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมา และจากประสบการณ์การก่อสร้างบ้านของผู้เขียนเองที่ผ่านมาเป็นสิบปีก็พบว่าบ้านทุกหลังที่มีการก่อสร้าง มักจะทำพิธียกเสาเอกเพื่อเป็นสิริมงคลต่อการอยู่อาศัย
แต่พิธีการ และขั้นตอนอาจแตกต่างกันในรายละเอียด บ้านบางหลังจะทำพิธียกเสาเอก โดยพระอาจารย์ที่เคารพนับถือ บางหลังทำพิธีโดยพราหมณ์ และบางหลังทำพิธีโดยผู้ใหญ่หรือบุคคลที่เคารพนับถือ ดังนั้นหากท่านกำลังจะสร้างบ้าน
โดยเลือกแบบบ้านและบริษัทรับสร้างบ้านที่มีคุณภาพแล้ว ก่อนที่ท่านลงมือก่อสร้างถ้าท่านเชื่อเรื่องโชคลาง ก็คงจะเตรียมหาฤกษ์หาเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นในการสร้างบ้าน แม้จะดูเหมือนหลงงมงายแต่ถ้าทำแล้วเกิดความสบายใจ และไม่เดือดร้อนใคร ก็น่าจะเตรียมให้พร้อมก่อนลงมือก่อสร้าง แต่ทั้งนี้ต้องดูความสะดวกความเหมาะสม ของการก่อสร้างร่วมกับบริษัทรับสร้างบ้านที่ท่านเลือกด้วย

การกำหนดฤกษ์เสาเอก
การกำหนดฤกษ์เสาเอกนั้น ส่วนใหญ่ก็คงต้องให้ผู้ที่เรานับถือ เช่น พระอาจารย์ พราหมณ์ หรือผู้ใหญ่ที่เรานับถือ ดูฤกษ์ดูยามในการทำพิธียกเสาเอกให้ โดยท่านเหล่านั้นก็จะหาวันและเวลาที่เป็นมงคลให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เราสะดวกที่จะสร้างด้วย
ถ้าหากไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกในการตามหาพระอาจารย์ทั้งหลายมาให้ฤกษ์ให้ยาม คุณอาจจะหาฤกษ์ด้วยตนเองก็ได้ โดยอาจจะดูจากปฏิทิน 100 ปี หรือหาซื้อหนังสือโหราศาสตร์ ประเภทสรุปรวมฤกษ์ประจำทั้งปี ซึ่งหนังสือพวกนี้จะออกวางตลาดตอนปลายปีทุกปี ลองอ่านและหาฤกษ์ด้วยตนเองได้
การทำพิธียกเสาเอกกับขั้นตอนการสร้างบ้าน ในสมัยโบราณ การก่อสร้างบ้านส่วนใหญ่เป็นการสร้างบ้านไม้ เสาบ้านก็เป็นเสาไม้ ดังนั้นฤกษ์ลงเสาเอกก็คือ ฤกษ์เวลาที่เรานำเสาหลักของบ้านหย่อนลงสู่หลุมที่เตรียมเอาไว้ จัดเสาให้ตั้งตรง และเอาไม้ค้ำยันค้ำไว้ เอาดินกลบหลุมทั้งหมด
แต่ในปัจจุบัน ขั้นตอน และวิธีการก่อสร้างได้เปลี่ยนไป อาคารปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วแต่เป็นอาคารโครงสร้าง อนกรีตเสริมเหล็ก ต้องมีการตอกเสาเข็ม ต้องมีการเทฐานราก ทำตอม่อ แล้วจึงจะขึ้นเสาโผล่พื้นดินได้ ดังนั้นก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจว่าพิธียกเสาเอกกับการสร้างในปัจจุบันที่เป็นโครงสร้างคอนกรีตนั้น เขาทำกันในช่วงไหนของการก่อสร้าง
ซึ่งจากประสบการณ์ในการก่อสร้างที่ผ่านมา พิธียกเสาเอก จะทำกันได้ใน 3 ลักษณะดังนี้
1. ยึดเวลาที่ตอก (เจาะ) เสาเข็มต้นแรก หรือเวลาที่ตอก (เจาะ) เสาเข็มต้นที่กำหนดให้เป็นเสาเอก (น่าจะเรียกว่า “ฤกษ์” เข็มเอก)
2. ยึดเวลาที่ยกเสาเหล็กเสริม เทคอนกรีตฐานราก (จะเทคอนกรีตฐานรากพร้อมกับการตั้งเหล็กเสาต้นที่เป็นเสาเอก)
3. ยึดเวลาที่มีการเทคอนกรีตหล่อเสาอาคารจริงๆ (ซึ่งอาจจะตั้งหลังจากเริ่มทำการก่อสร้างแล้วเป็นเดือน) แต่ในที่นี้เราจะกล่าวถึงเฉพาะการเตรียมการ เตรียมของใช้และขั้นตอนในการยกเสาเอกแบบ ที่ยึดเวลาที่ยกเสาเหล็กเสริมขึ้นตั้งและเทคอนกรีตฐานราก ซึ่งเป็นลักษณะที่การสร้างบ้านในส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้กัน
การเตรียมการหน้างานในพิธียกเสาเอก
การเตรียมหน้างานก่อสร้างให้พร้อมก่อนการทำพิธียกเสาเอกถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าฤกษ์ ในพิธียกเสาเอก เป็นฤกษ์เวลาที่แน่นอน เช่นบางหลังกำหนดที่เวลา 9.09 น. ดังนั้นการเตรียมการหน้างานที่ไม่พร้อมอาจทำให้เกิดปัญหาขลุกขลัก ทำให้เกิดความผิดพลาดไม่ตรงกัน ฤกษ์ที่กำหนดไว้ เกิดความไม่สบายใจได้ ดังนั้นการเตรียมการหน้างานให้มีความพร้อมนั้นจะต้องจัดเตรียมงานดังนี้
1. การเตรียมพื้นที่ โดยรอบของบริเวณที่จะทำพิธีให้เรียบร้อย เพื่อสะดวกในการทำพิธี
2. ขุดหลุมฐานรากที่จะทำพิธี ให้มีขนาดความลึกและความกว้างตามแบบ
3. ปรับพื้นที่ก้นหลุมให้เรียบร้อย เก็บเศษปูนเศษไม้ให้หมด ปรับระดับให้เรียบด้วยทรายหยาบ
4. เตรียมผูกเหล็กเสริมฐานรากไว้ด้านบน พร้อมที่จะยกลงตอนทำพิธี
5. เตรียมผูกเหล็กเสาที่จะทำการยกเสาเอกวางพาดไว้ ตรงปากหลุมโดยยกหัวเสาให้สูงขึ้นกว่าโคนเสา
6. เตรียมคอนกรีตให้พร้อมเพื่อเตรียมเทหลังจากที่ยกเสาเหล็กขึ้นตั้งแล้ว
การเตรียมของใช้ในพิธียกเสาเอก การเตรียมของใช้ในพิธียกเสาเอกนั้นมีอยู่หลายตำราด้วยกัน แล้วแต่ผู้ที่เรานับถือที่จะดำเนินการทำพิธีให้เป็นผู้กำหนด แต่ในที่นี้เราจะอ้างอิงจาก “ศาสนพิธี” ในหนังสือพุทธศาสตร์ ปีที่ 43 อันดับที่ 1/2543 โดยการเตรียมของใช้ในพิธียกเสาเอกมีดังนี้
1. จัดโต๊ะหมู่บูชา 1 ชุด พร้อมเครื่องสักการะ (ถ้าประสงค์)
2. จตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระ 1 ชุด (กรณีนิมนต์พระมาประพรมน้ำมนต์ที่หลุม และเจริญชัยมงคลคาถา)
3. เครื่องบูชาฤกษ์หรือสังเวยเทวดา (จัดย่อส่วนก็ได้ ดูพิธีวางศิลาฤกษ์)
4. ใบทอง นาก เงิน อย่างละ 3 ใบ
5. ทอง เงิน อย่างละ 9 เหรียญ
6. ทรายเสก 1 ขัน
7. น้ำมนต์ 1 ขัน (พร้อมกำหญ้าคา 1 กำ)
8. ด้ายสายสิญจน์ 1 ม้วนเล็ก
9. ทองคำเปลว 3 แผ่น
10. ผ้าแพรสีแดง ห่มเสา หรือผ้าขาวม้า 1 ผืน
11. หน่อกล้วย อ้อย อย่างละ 1 หน่อ
12. ไม้มงคล 9 ชนิด ได้แก่ กันเกรา ทรงบาดาล ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ ขนุน สักทอง ทองหลาง ไผ่สีสุก พยุง
13. แผ่นทอง นาก เงิน อย่างละ 1 แผ่น
14. ข้าวตอกดอกไม้ 1 ขัน
ลำดับพิธีในการยกเสาเอก
การทำพิธียกเสาเอกก็มีหลายตำรา แล้วแต่ผู้ดำเนินพิธี แต่ในที่นี้เราก็จะอ้างอิงจาก “ศาสนพิธี” ในหนังสือพุทธศาสตร์ ปีที่ 43 อันดับที่ 1/2543 เช่นกัน โดยลำดับพิธีขอบงการยกเสาเอกมีดังนี้
1. วางสายสิญจน์ เริ่มจากโต๊ะบูชาไปโต๊ะสังเวยขวา บริเวณสถานที่ก่อสร้างเข้าสู่เสาเอก (ก่อนเวลาฤกษ์พอสมควร)
2. จุดเทียนธูปที่โต๊ะหมู่บูชา อธิษฐานเพื่อเกิดสิริมงคล กราบพระ
3. จุดเทียนธูปที่โต๊ะสังเวย บูชาเทวดาให้คุ้มครอง
4. กล่าวสังเวยเทวดา
5. โปรยดอกไม้มงคล 9 ชนิด ลงในหลุมเสาเอก (ถ้ามี)
6. วางแผ่นทอง นาก เงินในหลุมเสาเอก (ถ้ามี)
7. นำใบทอง นาก เงิน และเหรียญทอง เงิน ลงก้นหลุมแล้วนิมนต์พระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์โปรยทรายเสกที่หลุมเสา
8. เจิมและปิดทองเสาเอก
9. ผูกหน่อกล้วย อ้อย และผ้าสีแดงหรือผ้าขาวม้าที่เสาเอก
10. ถือด้ายสายสิญจน์ พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธี
11. ช่วยกันยกเสาเอก จนตั้งเรียบร้อย (ขณะยกเสานั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา) (ถ้ามี)
12. โปรยข้าวตอกดอกไม้ลงหลุมเสาเอก พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธีเสร็จพิธี
– ถ้ายกเสาเอกในเดือนอ้าย ยี่ สาม เสาเอก อยู่ทิศอีสาน
– ถ้ายกเสาเอกในเดือน 4 – 5 – 6 เสาเอก อยู่ทิศอาคเนย์
– ถ้ายกเสาเอกในเดือน 7 – 8 – 9 เสาเอก อยู่ทิศหรดี
– ถ้ายกเสาเอกในเดือน 10 – 11 – 12 เสาเอก อยู่ทิศพายัพ
13. เมื่อธูปที่โต๊ะสังเวยไหม้หมดดอก ให้ลาเครื่องสังเวยได้ว่า “เสสัง มังคะลัง ยาจามิ”
14. หน่อกล้วย อ้อย เมื่อช่างเอาลงจากเสาแล้ว ให้นำไปปลูกไว้ในที่ต้องการ เพื่อเสี่ยงทายว่าจะงอกงามเพียงใด
– ถ้าจัดโต๊ะสังเวยไม่ได้ จะจัดเป็นสำรับบูชาพระภูมิเจ้าที่ธรรมดาก็ได้ และสิ่งประกอบอื่นๆ ก็เลือกเอาเท่าที่จำเป็นและหาได้ง่าย
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก www.89homebuilder.com (NewDesign V.1)