โดย admin_sale | ก.ค. 14, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
การไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าหลอดและท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลี…..ต้องโปร่งใสเป็นธรรมกับท
กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามที่กรมการค้าต่างประเทศได้เปิดไต่สวนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับการนำเข้าสินค้าหลอดและท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลี นั้น กรมฯ ได้ดำเนินการไต่สวนตามกระบวนการภายใต้พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด รอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
โดยในกระบวนการ ไต่สวนได้เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเข้าร่วมเพื่อแสดงข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อประกอบการพิจารณาใช้มาตรการ นอกจากนี้ กรมฯ ได้ส่งข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาวินิจฉัย เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายได้แสดงความเห็น และได้จัดให้มีการประชุมเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแถลงการณ์ด้วยวาจาเพื่อแสดงความคิดเห็นหรือข้อโต้แย้ง เพื่อรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงมาประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน
ดังนั้น การที่มีผู้มีส่วนได้เสียแสดงความกังวลเกี่ยวกับการยกเว้นหรือไม่ยกเว้น โดยการกำหนดให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในอัตราร้อยละ 0 กับเหล็กท่อบางชนิด เนื่องจากจะทำให้เกิดการผูกขาดการค้าและส่งผลเสียต่อผู้บริโภคและประโยชน์สาธารณะนั้น กรมการค้าต่างประเทศไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด โดยได้นำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดเสนอคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน
รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2560 คณะกรรมการพิจารณาการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) ได้มีมติให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากสินค้าหลอดและท่อทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐเกาหลีในอัตราร้อยละ 3.22 ถึง 66.01 ของราคา ซี ไอ เอฟ โดยกำหนดให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในอัตราร้อยละ 0 สำหรับสินค้าท่อเหล็กบางชนิด เพื่อประโยชน์สาธารณะ เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้วพบว่าอุตสาหกรรมภายใน ยังไม่สามารถผลิตและขายในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งการพิจารณาอยู่บนข้อมูลข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ เป็นธรรมและโปร่งใส
Cr : RYT 9
โดย admin_sale | ก.ค. 12, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
มอ. เตรียมความพร้อมผู้ผลิตเหล็กไทย รองรับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟสแรก คาดยอดใช้เหล็กสูงหลายแสนตัน
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจกลุ่มผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างในโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน (ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา) โดยเฉพาะเหล็กข้ออ้อยที่มีแนวโน้มต้องเป็นไปตามมาตรฐานต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ผลิตเหล็กในการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องตามข้อกำหนดโครงการ ส่งเสริมการใช้วัสดุที่ผลิตได้ในประเทศตามนโยบายรัฐบาล คาดยอดใช้เหล็กในโครงการเฟสแรกสูงหลายแสนตัน
นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล เลขาธิการ สมอ. เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทย โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน (ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา) ซึ่งในการดำเนินการโครงการดังกล่าว กระทรวงคมนาคมเห็นควรให้เลือกใช้วัสดุก่อสร้างหลักที่สามารถจัดหาได้ภายในประเทศให้มากที่สุด เนื่องจากเป็นโครงการที่ก่อสร้างในประเทศไทย
โดยเบื้องต้นจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการจัดหาวัสดุก่อสร้างหลักจากตลาดภายในประเทศ พบว่ามีเหล็กบางส่วน คือ เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย ยังไม่ชัดเจนว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานใด แต่มีแนวโน้มต้องเป็นไปตามมาตรฐานต่างประเทศ รวมถึงโครงการของรัฐบาลอีกหลายโครงการ ซึ่งมีความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในกลุ่มเหล็กอีกหลายรายการที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (มาตรฐานบังคับ)
ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้โครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน ใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตได้ในประเทศ และเพื่อให้การควบคุมการทำผลิตภัณฑ์ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ตามอำนาจหน้าที่ของ สมอ. ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจอันจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นการส่งเสริมนโยบาย Ease of Doing Business ของรัฐบาล สมอ. จึงได้เชิญสมาคม/องค์กรภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเหล็กในประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือและทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน และรายละเอียดเกี่ยวกับเหล็กที่ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างสำหรับงานโยธาในโครงการดังกล่าว รวมทั้งการขออนุญาตทำตามมาตรา 20 และการขออนุญาตทำแตกต่างจากมาตรฐานตามมาตรา 20 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม 230 อาคาร สมอ. เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทยสามารถผลิตเหล็กให้ได้ตามข้อกำหนดของโครงการ รองรับการดำเนินการก่อสร้างโครงการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย – จีน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างเฟสแรก ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา ระยะทาง 252 กิโลเมตร คาดว่าต้องใช้ปริมาณเหล็กสูงถึงหลายแสนตัน นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กของไทยและส่งเสริมให้ใช้วัสดุที่ผลิตได้ภายในประเทศตามนโยบายรัฐบาล
Cr: RYT 9
โดย admin_sale | ก.ค. 12, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
โรงงานผลิตเหล็กจีนแห่งแรก ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนถ่านหินแล้ว
รายงานข่าวกล่าวว่า โรงงานผลิตเหล็ก วิสคอร์น กิจการในเครือเป่าอู่สตีลกรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น ได้พัฒนาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยการร่วมมือกับ เอเชียคลีนแคปิตอล เพื่อลงทุน ออกแบบ ติดตั้งระบบทั้งหมด
กำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ของโรงงานฯ ในปีแรก คาดว่าจะอยู่ที่ราว 13 กิกะวัตต์ ซึ่งโครงการพลังงานนี้ สามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอนได้ถึง 220,000 ตัน ตลอดชีพ โดยการติดตั้งระบบพลังงานรับแสงฯ ไว้ที่ดาดฟ้าโรงงาน เพื่อจ่ายไฟฟ้าโดยตรง
หวัง หลง ผู้จัดการโครงการของเอเชีย คลีน แคปิตอล กล่าวกับพิเพิลเดลีว่า ด้วยกำลังผลิตเวลานี้ ยังนับเป็นสัดส่วนเพียง 18 เปอร์เซนต์ ของศักยภาพกำลังผลิตทั้งหมดซึ่งอยู่ที่ราว 120 เมกะวัตต์
อู่ฮั่น อยู่ทางตอนกลางของจีน มีฝนชุก และมีแดดน้อย แต่ระบบที่ติดตั้งโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ high-efficiency modules สามารถแก้ปัญหานี้ได้
พลังงานแสงอาทิตย์ สามารถติดตั้งได้กับหลังคาทุกชนิดตราบเท่าที่โครงสร้างรองรับน้ำหนักได้ ซึ่งรวมถึงที่พักอาศัย และเอเชีย คลีน แคปิตอล ได้ทำงานให้กับโรงงานอีกหลายแห่งทางตะวันออกของจีน โดยโครงการของวิสคอร์น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมผลิตเหล็กจีน
Cr : MGR Online
โดย admin_sale | ก.ค. 12, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
สมอ.แก้ไขมาตรฐานเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนและเย็นให้สอดคล้องเทคโนโลยีการผลิตและการใช้งาน มีผลใช้บังคับ 27 พ.ย.นี้
นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการแก้ไขมาตรฐานเหล็ก 2 มาตรฐาน เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป และเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นสำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิต และการใช้งานในปัจจุบัน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 27 พ.ย.นี้

สำหรับเหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนสำหรับงานโครงสร้างทั่วไปประกาศใช้ครั้งแรกเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าคาร์บอนรีดร้อน แผ่นม้วน แผ่นแถบ แผ่นหนา และแผ่นบาง สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป มาตรฐานเลขที่ มอก.1479-2541 ส่วนเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นสำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป ประกาศใช้ครั้งแรกเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าคาร์บอนรีดเย็น แผ่นม้วน แผ่นแถบ และแผ่นตัด สำหรับงานทั่วไปและงานขึ้นรูป มาตรฐานเลขที่ มอก. 2012-2543 โดยมาตรฐานทั้ง 2 เรื่อง เป็นมาตรฐานบังคับ
ต่อมา สมอ.ได้แก้ไขปรับปรุงมาตรฐานให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิตและความก้าวหน้าทางวิชาการ ตลอดจนการใช้งานในปัจจุบัน เมื่อนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) พิจารณาแล้ว กมอ. มีมติเห็นชอบและให้ สมอ.ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ซึ่ง สมอ.ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 และตรา พ.ร.ฎ.กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป และผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็น สำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.60 เป็นต้นไป
เมื่อมาตรฐานใหม่ทั้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าทรงแบนรีดร้อนสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป มอก. 1479-2558 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นสำหรับงานทั่วไปและงานดึงขึ้นรูป มอก. 2012-2558 มีผลบังคับให้ใบอนุญาตทำหรือนำเข้าตาม มอก.1479-2541 และ มอก.2012-2543 จะสิ้นอายุ และผู้ทำ ผู้นำเข้า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องขอรับใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตให้ทำตาม มอก.1479-2541 จำนวน 35 ราย อนุญาตให้นำเข้าจำนวน 125 ราย และมีผู้ได้รับอนุญาตให้ทำตาม มอก. 2012-2543 จำนวน 28 ราย อนุญาตให้นำเข้า จำนวน 153 ราย ดังนั้นหากผู้ประกอบการต้องการรักษาสิทธิ์ในการผ่อนผันเพื่อประกอบกิจการตามใบอนุญาตเดิมจะต้องยื่นคำขอกับ สมอ.ก่อนวันที่ 26 พ.ย.60 เท่านั้น ซึ่งสามารถผ่อนผันให้ดำเนินการตามใบอนุญาตเดิมได้ไม่เกิน 1 ปี
เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า สมอ.ได้ตรวจติดตามผู้ทำ ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญด้านการตรวจสอบและกำกับติดตามการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ สมอ. และเป็นมาตรการหนึ่งของกระทรวงอุตสาหกรรมในการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และปกป้องผู้ประกอบการที่ดีที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมทั้งสร้างความเข้าใจในการจำหน่ายสินค้าที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานแก่ผู้จำหน่ายในท้องตลาด จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อ และอย่าได้หลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เมื่อใช้แล้วอาจเกิดอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นได้
Cr : RYT 9
โดย admin_sale | ก.ค. 12, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ธปท.ชี้ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจวิ่ง ฟองสบู่อสังหาเล็กๆ “กนง.” จ่อปรับจีดีพี
แบงก์ชาติชี้ส่งออกครึ่งปีหลังแผ่ว แต่มีแรงส่งเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเข้าสู่เศรษฐกิจ เชื่อหนุนลงทุนเอกชนฟื้น เผย 5 ก.ค. ประชุม กนง. พิจารณาประมาณการ ศก.ปี 2560 ใหม่ “สมคิด” ห่วงฟองสบู่ ด้าน ธปท.ยันไม่เห็นสัญญาณ ด้าน สศค. เตรียมปรับจีดีพีเดือนหน้า
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปี 2560 นี้ ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง จะขยายตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรกแม้ว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ประเมินสถานการณ์ การส่งออกจะขยายตัวแผ่วลงเมื่อเทียบกับ 5 เดือนแรกปีนี้ แต่จะมีปัจจัยภายในประเทศสนับสนุนในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะด้านการลงทุนภาครัฐ ที่เป็นโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เริ่มเดินหน้า จะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนเข้าระบบมากขึ้น จึงหวังว่าจะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นตาม โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง
“5 เดือนที่ผ่านมา การส่งออกถือว่าดีเกินคาด อีกตัวที่ดีก็คือ การท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเร็วกว่าที่เราคาดไว้ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนก็ยังเป็นไปตามคาด ขณะที่ตัวที่ไม่ค่อยดี ก็จะมีการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเฉพาะในเดือน พ.ค.จะมีการลงทุนภาครัฐด้วยที่ไม่ค่อยดี อย่างไรก็ดี เรามองว่าการส่งออกครึ่งปีหลังจะแผ่วลง เพราะฐานปีที่แล้วสูงด้วย แต่ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจในประเทศจะเข้มแข็งกว่าครึ่งปีแรก” นายดอนกล่าว
นายดอนกล่าวยืนยันว่า ในขณะนี้ ธปท.ยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวม ซึ่งก็มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และที่ผ่านมา ธปท.ก็ส่งสัญญาณเตือนทั้งเรื่องตราสารหนี้ที่ไม่มีเรตติ้ง และเรื่องสหกรณ์ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าภาคอสังหาฯ มีการผลิตที่เกินความต้องการ (โอเวอร์ซัพพลาย) ในบางทำเลและราคาที่ขึ้นแรง อาทิ ตามแนวรถไฟฟ้า เป็นต้น แต่ดูแล้วตลาดยังรองรับได้ และยังไม่น่ากังวล
“ก็อาจจะมีฟองเล็ก ๆ แต่ถ้าแตก ก็ไม่ได้กระทบเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ ภาคอสังหาฯก็ระบบทุนผ่านตราสารหนี้ด้วย ไม่ได้ระดมทุนผ่านธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทเงินทุนเท่านั้น เหมือนตอนปี 2540” นายดอนกล่าว
สำหรับทิศทางค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้น พ.ค. แข็งค่า 5.4% ถือว่าเป็นระดับกลาง ๆ ของภูมิภาค รวมทั้ง ธปท.ยังคงมาตรการลดการออกพันธบัตรระยะสั้นเช่นเดิม และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงวงเงิน
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 5 ก.ค.นี้ จะมีการพิจารณาประมาณการอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2560 ด้วย
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และตนได้เดินทางมา ธปท. เพื่อรับฟังรายงานภาวะเศรษฐกิจ และได้มีการสอบถามถึงโอกาสเกิดฟองสบู่ภาคอสังหาฯ ซึ่งได้รับการยืนยันว่า ยังไม่มีสัญญาณ รวมถึงสอบถามถึงสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่ง ธปท.ชี้แจงว่า เงินบาทไม่ได้แข็งค่าเกินไปจนกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่แข็งค่าในทิศทางเดียวกับภูมิภาค
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในเดือน ก.ค.จะมีการทบทวนตัวเลขอัตราขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ ปี 2560 ใหม่ จากเดิมประมาณการว่าจะขยายตัว 3.6% เนื่องจากขณะนี้การส่งออกขยายและการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากการนำเข้าสินค้าทุนหมวดวัตถุดิบ
Cr : ประชาชาติธุรกิจ
โดย admin_sale | ก.ค. 12, 2017 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
‘เนคเทค’ มุ่งยกระดับ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในอนาคต
“เนคเทค”ดึงยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ชูบทบาทอุตสาหกรรมในอนาคต เร่งขับเคลื่อนแผน 4 ปี จับตา 29 มิ.ย.นี้เตรียมเปิดตัว”ฟาร์ม เทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมด้านการเกษตร”
ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติหรือ”เนคเทค” เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้างานวิจัยและพัฒนาของเนคเทคว่า เวลาที่เนคเทคทำการศึกษา วิจัยและพัฒนา จะต้องดูว่านโยบายของประเทศเป็นอย่างไร และกระแสโลกเป็นอย่างไร ต้องยึดนโยบายประเทศเป็นตัวตั้งก่อน โดยแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี ระหว่างปี2560-2564 จะประกาศชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่สำคัญ (อาหารและเกษตร,สุขภาพและการแพทย์,ผลิตและบริการ ,พลังงานและสิ่งแวดล้อม ,การเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต ) ที่ขณะนี้มีความคืบหน้า โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเกษตร ที่การศึกษาและวิจัยแบ่งเป็น2 เรื่องใหญ่ๆ คือเรื่องบูรณาการข้อมูลจากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยทำระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri-Map-Online)ระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกบนสมาร์ทโฟน (Agri-Map Mobile) ที่ทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการบูรณาการข้อมูลทั้งหมด เช่น แหล่งบ่อน้ำบาดาลอยู่ที่ไหน ในประเทศว่าปลูกข้าวกี่ไร่ บางแห่งไม่เหมาะต่อการปลูกข้าว เราอาจจะถามระบบต่อได้ว่าถ้าไม่เหมาะกับการปลูกข้าวแล้วควรปลูกอะไร ระบบ Agri-Map จะแนะนำได้ว่าควรปลูก เป็นต้น
นอกจากนี้วันที่ 29 มิถุนายน2560 นี้ เนคเทคจะเปิดตัว ” NECTEC FAARM series : ฟาร์ม เทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมด้านการเกษตร” เป็นระบบที่เกี่ยวกับการเกษตรสมัยใหม่ หรือ Smart Farm เป็นการกำหนดเทคโนโลยีด้านเครื่องมือการเกษตร มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการเกษตร เช่นผู้ผลิต เซ็นเซอร์ วัดอุณหภูมิ ที่สามารถนำเทคโนโลยีในไทยโดย เนคเทค นำไปพัฒนาผลิตเพื่อจำหน่ายให้ภาคเกษตรได้
ส่วนอุตสาหกรรมสุขภาพ และการแพทย์ เนคเทคมีแพลทฟร์อม ULIFE ที่จะช่วยเก็บข้อมูลตลอดช่วงชีวิต ยกตัวอย่าง เช่น แม่ตั้งครรภ์ลูก ก็ต้องมีการตรวจสุขภาพเด็ก บันทึกว่ามีพัฒนาการอย่างไรบ้าง โดยผ่านแอฟบลิเคชั่น Z-BABY โหลดแอฟฯในโทรศัพท์ เพื่อดูแลสุขภาพครรภ์เป็นระยะด้วยตัวเอง หลังจากนั้นพอลูกคลอดออกมาก็จะมีแอฟบลิเคชั่น KID DAIRY เป็นแอฟบลิเคชั่น สำหรับติดตามพัฒนาการเติบโตของเด็ก และการให้วัคซีน ติดตามพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี รวมถึงแอฟบลิเคชั่นMOOM MAE เพื่อบันทึกการให้นมบุตรด้วยตัวเอง โดยบันทึกข้อมูลผ่านแอฟฯ จากเดิมบันทึกลงกระดาษ
“ทั้ง3แอฟฯนี้เนคเทคเปิดมาตั้งแต่ปี2558ถึงปัจจุบันเสียงตอบรับออกมาดีดูจากยอดใช้แอฟฯและข้อมูลที่ได้จากแอฟฯเหล่านี้ โดยส่วนหนึ่งของข้อมูลนี้กระทรวงสาธารณะสุขสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลดูแลสุขภาพเด็กได้
สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ สิ่งที่เนคเทคทำคือ แฟลตฟอร์ม IoT ที่ชื่อว่า NETPIE โดยแฟลตฟอร์มนี้สามารถใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรมไม่ว่า จะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น
ภาคอุตสาหกรรมจะมีเครื่องจักรระบบเดิม แต่ยังใช้งานได้ มีเรื่องของพลังงาน มีเรื่องประสิทธิภาพประสิทธิผลจากกระบวนการผลิต 3 เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่เกิดขึ้นกับทุกโรงงาน เราจะทำอย่างไรให้มีระบบที่ฉลาดขึ้นโดยที่ไม่ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ โดยประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด วิธีการคือ เราต้องติดเซ็นเซอร์ที่เครื่องจักรเดิม เช่น เซ็นเซอร์วัดกระแสไฟฟ้า เซ็นเซอร์วัดการไหลของระบบหล่อเย็นเครื่องจักร พอเราติดเซ็นเซอร์ไว้ เราจะได้ข้อมูลที่วิ่งผ่าน NETPIE แสดงผลบนหน้าจอหรือในคอมพิวเตอร์ของเรา เมื่อเรารู้ข้อมูลจะสามารถวางแผนการดูแลเครื่องจักรได้ ถ้าเครื่องจักรเก่า ก็จะได้วางแผนบำรุงรักษาเครื่องจักรได้ หรือ ถ้าใช้ไฟฟ้ามาก ก็จะสั่งการให้เครื่องจักรชะลอการใช้งาน เพื่อวางแผนบำรุงรักษาเครื่องจักรให้ดีขึ้นและลดการใช้พลังงาน ทำให้กระบวนการทำงานโดยรวมดีขึ้น
ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวอีกว่าในส่วนของพลังงานและสิ่งแวดล้อม เมื่อเร็วๆนี้เนคเทคได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)ในการติดตั้งระบบดูแลสุขภาพเขื่อน 14 แห่งทั่วประเทศ พร้อมกับติดตั้งระบบผู้เชี่ยวชาญ เพราะ1 เขื่อนจะต้องรู้ว่ามีความแข็งแรงแค่ไหน ถ้าเกิดแผ่นดินไหว ภัยธรรมชาติ จะต้องรู้ว่าสุขภาพเขื่อนเป็นอย่างไร จะต้องดูแลอย่างไร โดยติดเซ็นเซอร์เพื่อดูแลความแข็งแรงของเขื่อน ข้อมูลตรงนี้จะถูกนำไปประมวลผลเพื่อวิเคราะห์ว่าสุขภาของเขื่อนเป็นอย่างไร และนำเข้าสู่ระบบผู้เชี่ยวชาญ (EXPERT SYSTEM:ES) เพื่อให้คำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษา
Cr : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ