Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
จำหน่ายเหล็กรายใหญ่ | ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม
วิธีผสมปูนก่ออิฐ สำหรับงานก่อหรืองานฉาบอิฐมอญและอิฐบล็อกโดยเฉพาะ

วิธีผสมปูนก่ออิฐ สำหรับงานก่อหรืองานฉาบอิฐมอญและอิฐบล็อกโดยเฉพาะ

 วิธีผสมปูนก่ออิฐ ไม่ว่าจะเป็นอิฐมอญ หรือ อิฐบล็อกก็ใช้สูตรนี้สำหรับงานช่างเล็กๆ น้อยๆ หรือใครจะถนัดงานใหญ่ก่อร่างสร้างบ้านก็ตามสะดวก มือใหม่หัดทำก็สามารถเอาสูตรนี้ไปลองทำดูด้วยตัวเองกันได้ พร้อมเผยวิธีสังเกตว่า ปูนที่ผสมมานั้นใช้ได้จริงหรือไม่ กันจ้า

วิธีผสมปูนก่ออิฐ

วิธีผสมปูนก่ออิฐ
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
– ปูนซีเมนต์ สำหรับงานก่อหรืองานฉาบ (วิธีเลือกซื้อ สามารถอ่านได้จากฉลากข้างถุงเลยจ้าว่าสำหรับใช้งานอะไร )
– ทรายหยาบ
– น้ำ
– กระบะผสมปูน หรือ ถังปูน (เลือกขนาดภาชนะผสมได้ตามปริมาณการใช้งาน)
– จอบ
– เกรียงเหล็กปลายแหลม

 

ปูนก่ออิฐ

อัตราส่วนผสม และวิธีผสมปูนก่ออิฐ
ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน : ทรายหยาบ 3 ส่วน ค่อยๆ ใส่น้ำแล้วใช้จอบคลุกผสมให้เข้ากันในกระบะผสมปูน หรือ ใช้เกรียงเหล็กปลายแหลมตักคนผสมให้เข้ากันในถังปูน (ใช้ภาชนะใหญ่หรือเล็กเลือกตามปริมาณปูนที่ต้องการใช้งาน) ระวังอย่าให้เหลวเกิน เพราะจะทำให้ผนังอิฐที่เราก่อยุบตัวจนล้มได้

วิธีสังเกตว่าผสมปูนได้ที่แล้วหรือไม่นั้น สังเกตได้โดยใช้จอบตักปูนที่ผสมแล้วขึ้นมา ถ้าเนื้อปูนติดเป็นก้อนขึ้นมา แสดงว่าใช้ได้แล้ว แต่ถ้าปูนเหลวก็จะตักไม่ได้หรือตักได้มันก็จะติดขึ้นมาน้อยเพราะมันจะไหลออก ต้องผสมใหม่ ถ้าผสมได้ที่เป็นก้อนแล้ว ก็สามารถนำไปใช้งานได้เลย

อนึ่ง สูตรผสมปูนนี้ไม่เหมาะกับงานก่ออิฐสำเร็จรูปหรืออิฐมวลเบา เนื่องจากปูนสำหรับก่ออิฐมวลเบาไม่ต้องใช้ทรายมาเป็นส่วนผสม ต้องผสมอีกสูตรจ้า

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com

การผลิตเหล็กกล้า

การผลิตเหล็กกล้า

การผลิตเหล็กกล้า

จากเหล็กถลุงสามารถนำไปผลิตเป็นเหล็กชนิดอื่นๆ ได้ เช่น เหล็กกล้า เหล็กกล้าผสม เหล็กหล่อเทา (gray cast iron) เหล็กพืด (wrought iron) เหล็กตีให้แผ่ได้ (malleable iron) เหล็กนอดุลาร์ (nodular) ประมาณร้อยละ ๘๕-๙๐ ของเหล็กถลุงที่ผลิตได้จะนำไปเปลี่ยนสภาพเป็นเหล็กกล้า ปัจจุบันนี้การแปรรูปเหล็กถลุงเป็นเหล็กชนิดอื่นร้อยละ ๙๐ จะกระทำต่อเนื่องหลังจากที่ได้เหล็กถลุงจากเตา โดยนำเหล็กถลุงที่ยังหลอมละลายใส่รถเบ้า (ladle car) ไปเทใส่เตาที่จะแปรรูป ขณะที่ยังเป็นของเหลวส่วนที่ส่งไปแปรรูปไม่ทัน จะหลอมรวมตัวเป็นแท่งเอาไปใช้งานต่ออีกครั้งหนึ่ง ความแตกต่างของเหล็กแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอน และรูปของคาร์บอนที่อยู่ในเหล็ก เช่น อยู่ในรูปของแกรไฟต์ในเหล็กหล่อเทา หรืออยู่ในรูปของสารประกอบเหล็กและคาร์บอน เป็นต้น

เหล็กกล้าเป็นเหล็กที่ใช้มากที่สุด เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอน ระหว่างร้อยละ ๐.๑-๑.๔ มักจะเรียกเหล็กกล้าว่า เหล็กกล้าคาร์บอน (carbon steel) เหล็กกล้ามีคุณสมบัติเด่นคือสามารถชุบเพิ่มความแข็ง หรือเปลี่ยนคุณสมบัติทางกายภาพอื่นๆ ได้ เหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำจะเพิ่ม หรือลดความแข็งได้ไม่ดีเท่าเหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนสูง เหล็กกล้าแบ่งออกตามปริมาณคาร์บอนในเนื้อเหล็ก ๓ ชนิด คือ เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (low carbon steel) มีคาร์บอนในเหล็กไม่เกินร้อยละ ๐.๓๐ เหล็กกล้า คาร์บอนปานกลาง (medium carbon steel) มีคาร์บอนในเหล็กร้อยละ ๐.๓๐-๐.๗๐ และเหล็กกล้าคาร์บอนสูง (high carbon steel) มีคาร์บอนร้อยละ ๐.๗๐-๑.๔๐

การผลิตเหล็กกล้าจากเหล็กถลุงส่วนใหญ่เป็นการลดสารเจือปน และคาร์บอนในเหล็กถลุงให้ได้ปริมาณตามต้องการ ด้วยการเพิ่มออกซิเจนให้กับคาร์บอน และสารเจือปนโดยอาศัยปฏิกิริยาจากความร้อนและออกซิเจน ซึ่งมีหลายวิธี เช่น ใช้เตาออกซิเจน (basic oxygen furnace หรือ BOF) เตาไฟฟ้า (electric furnace) เตาโอเพนฮาร์ท (open-hearth) และวิธีเบสเซเมอร์ (Bessemer converter) ปัจจุบันนี้ เลิกใช้วิธีเบสเซเมอร์แล้ว เตาส่วนใหญ่ที่ใช้ผลิตเหล็กกล้าเป็นเตาสามชนิดแรกและมีอัตรากำลังผลิตร้อยละ ๖๐, ๒๕ และ ๑๕ ตามลำดับ

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน

ดัดแปลงจากหลักการของเซอร์เฮนรี เบสเซเมอร์ ผู้ค้นพบวิธีทำเหล็กกล้า ด้วยการพ่นอากาศเข้าไปในเตาที่มีเหล็กถลุงหลอมละลายอยู่โดยพ่นจากด้านล่างของเตาเบสเซเมอร์ และพยายามที่จะใช้ก๊าซออกซิเจนแทนอากาศแต่ไม่ประสบผลสำเร็จในขณะนั้น เนื่องจากเทคโนโลยีของการผลิตออกซิเจนไม่อำนวย เตาออกซิเจนที่ใช้ปัจจุบันได้ดัดแปลงการพ่นออกซิเจนเข้าทางด้านบนของเตาแทน การทำงานของเตาเริ่มด้วยการเติมเศษเหล็กลงเตา แล้วเติมเหล็กถลุงเหลวที่ได้จากเตาถลุงแบบพ่นลม (อัตราส่วนเหล็กกับเหล็กถลุง ๓๕/๖๕) เมื่อตั้งเตาตรงแล้วหย่อนท่อออกซิเจนที่มีน้ำหล่อเย็นลงในเตา เริ่มพ่นออกซิเจนอุณหภูมิในเตาจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดเดือดของเหล็กประมาณ ๑,๖๕๐ เซลเซียส คาร์บอน แมงกานีส และซิลิกา จะได้รับการเติมออกซิเจนกลายเป็นออกไซด์ เมื่อเติมหินปูนและแร่ฟันม้า (feldspar) ลงในเตา เพื่อให้แยกเอาสิ่งเจือปน เช่น ฟอสฟอรัส และกำมะถันออกในรูปของตะกรัน (slag) แล้ว จะเอียงเตาเพื่อนำเหล็กมาทดสอบหาคุณสมบัติเมื่อได้คุณสมบัติตามต้องการจะเทเหล็กออกจากเตา การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจนใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ ๔๕ นาที ผลิตเหล็กกล้าได้ครั้งละ ๑๘๐-๒๕๐ ตันต่อเตา เหล็ก ๑ ตัน ใช้ออกซิเจนประมาณ ๕๐ ลูกบาศก์เมตร

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้าแบบอินไดเรกต์อาร์ก
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้าแบบอินไดเรกต์อาร์ก

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้า

เหล็กที่ใช้ทำเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้า มักจะเป็นเศษเหล็กกล้าปนกับเหล็กถลุง บางครั้งอาจใช้เหล็กถลุงที่หลอมละลายจากเตาถลุงแบบพ่นลม เดิมเตาไฟฟ้าเป็นแบบอินไดเรกต์อาร์ก (indirect arc furnace) ความร้อนที่ใช้ในการหลอมละลายได้จากอาร์กที่เกิดขึ้นระหว่างขั้วไฟฟ้าที่ทำด้วยถ่าน (graphite electrode) ขั้วทั้งสองวางอยู่ในแนวราบ เตาชนิดนี้มีประสิทธิภาพต่ำ จึงมีการพัฒนาเตาไฟฟ้าหลอมเหล็กขึ้นใหม่ โดยใช้ขั้วที่ทำด้วยถ่านแกรไฟต์วางอยู่ในแนวดิ่ง และให้เหล็กที่อยู่ในเตาทำหน้าที่เป็นอีกขั้วหนึ่งในขณะที่ทำงานจะต้องให้ขั้วที่เป็นแท่งถ่านอยู่ห่างจากเศษเหล็กหรือผิวของเหล็กที่หลอมละลายพอควร เพื่อที่จะให้เกิดอาร์กพอเหมาะ เตาชนิดหลังนี้เรียกว่า เตาไดเรกต์อาร์ก (direct arc furnace) เป็นเตาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าชนิดแรก ภายในบุด้วยอิฐทนไฟ เตามีความจุ ๑๐๐-๒๗๐ ตัน เจาะเอาเหล็กที่ละลายออกทุก ๆ ๒-๓ ชั่วโมง สำหรับเตาที่เจาะเหล็กซึ่งหลอมละลายออกครั้งละ ๑๑๐ ตัน ต้องใช้พลังไฟฟ้า ๕๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ชั่วโมง

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาโอเพนฮาร์ท

เตาโอเพนฮาร์ทมีลักษณะคล้ายกระทะ หรืออ่างเก็บน้ำ ใช้เปลวไฟที่ได้จากการเผาน้ำมันเตา หรือก๊าซบางชนิดพ่นบนผิวหน้าของเหล็กถลุงเหลวที่อยู่ในเตาโดยพ่นเปลวไฟจนเหล็กใกล้จุดเดือด (ใช้เวลา ๖-๗ ชั่วโมง) หลังจากนั้นเติมฟลักซ์ (fluxing agents) แล้วพ่นเปลวไฟต่อไปอีก ๓-๔ ชั่วโมง จึงเทน้ำเหล็กออก รวมเวลาที่ใช้ในการทำเหล็กกล้าประมาณ ๑๐ ชั่วโมง เตาชนิดนี้มีขนาดความจุของเตา ๕๐-๕๐๐ ตัน

ในประเทศไทยยังไม่มีการถลุงเหล็กจากแร่เหล็กเพียงแต่มีโครงการผลิตเหล็กจากแร่เหล็ก โดยวิธีลดออกซิเจนโดยตรง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการหาเงินมาลงทุน การผลิตเหล็กกล้าในประเทศเป็นการนำเศษเหล็กมาหลอมในเตาไฟฟ้า นำเหล็กที่ได้มาทำเหล็กก่อสร้าง เช่น เหล็กที่ใช้เสริมคอนกรีตเป็นเหล็กเส้นกลม หรือเหล็กฉาก

เหล็กเกรด SM520 คืออะไร

เหล็กเกรด SM520 คืออะไร

รู้จัก SM520… ดีกว่า แข็งแรงกว่า คุ้มกว่า!
SM520 คือเหล็ก HIGH STRENGTH STEEL ที่มีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าเหล็กเกรดทั่วไป คำถามคือแล้วมันดีกว่าอย่างไร เรามีคำตอบครับ
.
1. SM520 สามารถช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า
เพราะนอกจากจะใช้น้ำหนักโครงสร้างที่ลดลงแล้ว ยังลดค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทำระบบป้องกันไฟที่ตัวเหล็ก ทำให้ประหยัดได้สูงสุดถึง 20%
.
2. เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากกว่า
สามารถออกแบบใช้คานขนาดเล็กลง : ทำให้ระยะพื้นถึงฝ้าเพิ่มมากขึ้น อาคารจึงดูโปร่งโล่ง กว้างมากขึ้น
สามารถออกแบบใช้เสาขนาดเล็กลง : ทำให้มีขนาดพื้นที่ใช้สอยอาคารมากขึ้น
.
3. เวลาก่อสร้างน้อยกว่า : ด้วยขนาดที่เล็กลง ทำให้ใช้เวลาในการเชื่อมน้อยลง การติดตั้งก็สามารถทำได้เร็วขึ้น กว่าเหล็กเกรดปกติที่มีน้ำหนักมากกว่า ต่อเนื่องไปถึงเรื่องการยกติดตั้ง ที่จะใช้กำลังของเครนที่ยกน้อยลง ส่วนเรื่องการขนส่งก็สะดวกกว่าเพราะใช้เหล็กที่เล็กกว่า
.
4. ออกแบบได้หลากหลายกว่า : ด้วยความสามารถของ SM520 ที่แข็งแรงกว่า สามารถออกแบบอาคารให้มีความท้าทายและตอบโจทย์ผู้ออกแบบได้ลงตัว

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.facebook.com/syssteel/posts/1558518804181714/

งานก่อสร้างบ้านราคาถูกกับชีวิตจริงของคนเขียนแบบ

งานก่อสร้างบ้านราคาถูกกับชีวิตจริงของคนเขียนแบบ

จากการแจกแบบฟรีให้กับสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ที่ต้องการปลูกสร้างบ้านตามแนวความคิดของผมนั้น ทุกท่านต่างถามหารายการวัสดุพร้อมยื่นกู้ธนาคาร และยินดีช่วยเหลือ การแบ่งปันแบบบ้านในครั้งนี้ ดังนั้นผมจึงขอขายในราคาปรกติตามลิงค์นี้ครับผม  https://www.thaidrawing.com/?p=27411 พร้อมชมแบบบ้านแล้วเสร็จ

  1. แบบบ้าน Modern Home Office พร้อมก่อสร้าง
    – แบบสถาปัตยกรรม
    – แบบโครงสร้าง
    – แบบไฟฟ้า
    – แบบประปา
  2. รายการวัสดุ หรือ Boq สำหรับยื่นกู้ธนาคาร
  3. จัดส่งฟรี Ems ทั่วประเทศ

จากรายการข้างต้นไม่ได้หมายความว่าท่านจะดาวน์โหลดแบบบ้านของเราไม่ได้นะครับ ท่านยังสามารถดาวน์โหลดได้ตามปรกติ ตามแบบเดิมที่เคยแจกครับ แต่สิ่งที่ผมขายนั้น สำหรับลูกค้าที่คิดว่าราคานี้เหมาะสมและคุ้มค่ากับเงินของท่านครับ

ด้านหน้าของงานมุงแผ่นหลังงคาบ้าน

รูปด้านหน้าของงานมุงแผ่นหลังงคาบ้าน

Porthongkom-house-farm-2วันนี้ผมได้ตัดสินใจที่จะสร้างบ้านสำหรับตนเองและภรรยาที่อยู่ด้วยกันมาถึง 6 ปีแต่ก็ยังไม่มีบุตร สำหรับบทความนี้ผมจะพูดถึงแนวคิดในการสร้างบ้านราคาถูกด้วยตัวผมเอง จริง ๆ ผมก็ไม่ได้มีเงินทองมากมายอะไร เพราะฉะนั้นการจะสร้างบ้านนั้นผมต้องได้อยู่ในงบประมาณที่มี

  1. ผมได้เลือกแบบบ้านที่ผมได้ออกแบบให้กับอาจารย์ของผมเองเป็นแบบบ้าน Modern Home Office และแบบที่ผมเลือกด้วยเหตุผลดังนี้..
  • มีกันอยู่แค่สองคน เพราะฉะนั้นต้องเป็นแบบห้องนอนเดียว และ 1 ห้องน้ำ
  • เป็นแบบบ้านชั้นเดียว เพราะต้องการความประหยัดในการก่อสร้าง
  • มีสถานที่สำหรับจัดสอนงานเขียนแบบที่ผมจะเปิดสอนหากทำแบบบ้านหลังนี้เสร็จ
  • ไม่ใหญ่มากและไม่เล็กจนเกินไป เน้นแบบอบอุ่น ดูแตกต่างจากเพื่อนบ้าน

สิ่งที่ท่านจะได้รู้และได้เห็นคือวิธีการทำงานในรูปแบบของผมเองที่จะนำมาเผยแพร่ให้ทุกท่านได้ดูเป็นตัวอย่างถึงหลักการณ์สร้างบ้านราคาถูก ซึ่งผมจะพูดตั้งแต่งานถมดิน ไปจนสร้างเสร็จเลยทีเดียวครับ

สิ่งนึงที่ผมคิดไว้อยู่เสมอก็คือ ผมมองที่ตัวเองก่อนครับว่าผมเองนั้นต้องการอะไรบ้างในชีวิต ไม่ต้องเผื่อมาก คนไม่มีลูกอย่างผมจึงไม่ต้องการอะไรมากมายเท่าไรนัก เมื่อเรามองตัวเองแล้วก็ต้องมองสิ่งรอบตัวว่าเรามีอะไรบ้าง มีเงินแค่ไหน มีกำลังในการทำงานแค่ไหน ไม่สนใจเพื่อนบ้านที่มีอาชีพการงานที่ดีกว่า แต่ผมจะมองสิ่งที่ตนเองมี ผมก็ทำไปตามนั้นครับ ซึ่งตอนนี้ผมมีเงินอยู่กับตัวเพียง 100,000 บาทและผมพร้อมที่จะเริ่มสร้างบ้านหลังนี้ และผมจะไม่หยิบยืมเงินหรือกู้ธนาคาร หรือนายทุนใดใด เรียกว่าตามกำลัง และอยู่กับสิ่งที่ตนเองมี

รีวิว แบบบ้าน Modern Home Office กันสักเล็กน้อยครับผม

ด้านหน้าแบบเต็ม ๆด้านหน้าตกแต่งจัดสวนหลังคาบ้านรูปด้านหน้ากำลังตกแต่งด้านหน้าก่อนตกแต่งรูปด้านหน้า Modern Home Officeภาพแบบบ้านโดยรวมครับ ดูหลาย ๆ มุมมอง และดูทรงหลังคาให้ชัดเจน เป็นแบบบ้านเรียบง่ายเน้นการก่อสร้างที่ดูแตกต่างจากชาวบ้านแถวนี้ที่ขึ้นบ้านกันเป็นทรงจั่วเสา 9 ต้น แต่เรื่องราคาค่าก่อสร้างของแบบบ้านชุดนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับแบบบ้านของคนชนบทเลยแม้แต่น้อย ผมเคยถามผู้รับเหมาแถวนี้แล้วนะครับ ค่ายกบ้านพร้อมมุงหลังคาแต่ยังไม่เทคานคอดินอยู่ที่จำนวนเสาครับ 1800-2500 ต่อต้น

เรามาเริ่มกันก่อนเลยดีกว่าครับ โดยก่อนเริ่มเราต้องมีแผนอยู่ในใจไม่ใช่ทำไปคิดไป เราต้องคิดก่อนแล้วค่อยลงมือทำ และแบบบ้านหลังนี้ผมจะใช้สำสำเร็จรูปหน้า 15 ซม. เพื่อช่วยให้ประหยัดค่าแรงในการก่อสร้าง และเวลาในการก่อสร้างอีกด้วยครับ แต่อย่างไรก็ยังคงฐานรากไว้เหมือนเดิม

  1. เริ่มจากแบบบ้านก่อนครับ ผมได้นั่งทำแบบบ้าน เขียนแบบบ้าน และจัดวางระยะต่าง ๆ โดยเริ่มจากการเขียน ผังบริเวณให้กับบ้านว่าจะตั้งบ้านไว้ตรงจุดไหนของที่ดิน ซึ่งที่ดินผมมีทั้งหมด 7 ไร่ในการปลูกสร้างบ้านหลังนี้ เนื่องจาก ผมจะแบ่งพื้นที่ด้านหน้าให้เป็นพื้นที่สำหรับปลูกบ้านส่วนด้านหลังจะเป็นงานสวนทั้งหมด โดยจะปลูกพืชที่สามารถกินและสร้างรายได้ให้กับตนเองเป็นหลัก
    • ดาวน์โหลดแบบบ้านแบบอัปเดทเรื่อย ๆ ฟรี ( หากใครเห็นใจสามารถบริจาคได้ครับที่ ติดต่อเรา 500.- ก็ได้ครับเป็นค่าแบบ ค่าเขียนแบบสำหรับผู้ที่จะนำไปก่อสร้าง ไม่ได้บังคับนะครับตามสบาย และท่านใดที่นำไปสร้างจริง ช่วยส่งรูปมาให้ดูหรือนำมารีวิวบนเว็บด้วยนะครับผมที่ touchourdesign@gmail.com  )- ไฟล์แบบบ้าน สวนพ่อทองคำ ประจำวันที่ 23-1-2556 ( พร้อมโหลด….)
      – ไฟล์แบบบ้าน สวนพ่อทองคำ ประจำวันที่
      * ไม่ใช่สมาชิกจะดาวน์โหลดไม่ได้นะครับ อย่างไรก็สมัครสมาชิกกันก่อนครับผม เสร็จแล้วก็เข้าระบบ แล้วค่อยมากดโหลด
  2. ปรับดิน : บ้านหลังนี้ผมยกพื้นที่ 50 เซนติเมตรและผมจะเทคานหน้า 15 x 50 ซม. วางไว้บนพื้นดิน แล้วเข้าแบบดังนั้นผมจึงยกพื้นดินขั้นมาจากพื้นดินเดิมประมาณ 40 เซนติเมตรเพื่อให้ดูเป็นบ้านยกพื้นสูง แต่ผมไม่สร้างแบบยกพื้นสูงเพราะค่าก่อสร้างจะสูงตามทำให้เงิน 100,000 บาทในการเริ่มต้นสร้างบ้านของผมนั้นไม่เพียงพอกับการสร้างบ้าน ( ไม่ได้หมายความว่า 100,000 บาท ) จะสร้างบ้านเสร็จนะผมจะสร้างไปเรื่อย ๆ ด้วยกำลังของตนเองและเน้นทำเองเพื่อให้ได้บ้านที่ถูกที่สุด และมั่นคงแข็งแรงในแบบฉบับของผมเอง
    • งานปรับดินให้ได้ระดับดินสูงผมใช้รถไถนาของน้องชายครับ เป็นรถไถฟอร์ด ซึ่งผมต้องเริ่มแบบไม่ต้องนำดินเข้ามา เพื่อลดต้นทุนในการทำงาน ผมจ่ายค่าคนขับไป 500 บาท และเติมน้ำมันให้น้องชายไป 20 ลิตรหรือ 600 บาท งานปรับดินผมลงทุนไป 1,100 บาทผมก็ได้พื้นที่พร้อมปลูกบ้าน
    • เนื่องจาก ณ. ตอนนี้เป็นฤดูแล้งดินจะแข็งและร่วนเป็นฝุ่น เมื่อเรานำดินมาปรับถมแล้วไม่บดอัด จะเกิดโพรงและอากาศในดิน เวลาขุดหลุมก็จะลำบากมากเพราะจะขุดเป็นรูปสี่เหลี่ยมไม่ได้ ( นึกถึงตอนเราขุดหินที่กองไว้ ) หรือ จะขุดเพื่อเป็นแบบในการเทฐานรากไม่ได้ ดังนั้น ผมต้องสูบน้ำใส่ครับ เพื่อให้ดินอิ่มตัวและทรุดเพื่อลดช่องว่างหรือโพรงอากาศ ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลา ผมปั้นคันดินเพื่อกักน้ำ และสูบน้ำใส่จนเต็มทิ้งไว้ กะว่าพอดินแห้งหมาด ๆ แล้วจะเริ่มขุดหลุมเพื่อเทฐานรากSoil-for-porthong-house

    เนื่องจากว่าดินนั้นเป็นดินเหนียวเมื่อถูกน้ำเข้าไปทำให้หน้าดินละลายกลายเป็นเนื้อโคลนเหนียวทำให้น้ำไม่สามารถลงไปถึงดินชั้นล่างได้ ผมก็ได้แช่น้ำไว้อย่างนั้น รอสักสองอาทิตย์ก็จะนำรถไถขึ้นไปเหยียบให้แน่นและตอนนี้ก็ต้องรอเวลาครับ ไม่รีบร้อน และระหว่างการรอดินแห้ง ผมจักทำแบบบ้านหลังนี้ให้จบเพื่อทุกท่านจะได้นำไปก่อสร้างได้ครับ…

    ดินสูบน้ำใส่แตกระแหง

หลังจากที่ผมสูบน้ำใส่แล้วปรากฎว่าน้ำไม่สามารถซึมลงไปยังดินเดิมได้เนื่องจากพื้นที่เป็นดินเหนียว ดังนั้นผมจึงหยุดเพื่อให้น้ำชุดแรกแห้งหมาดก่อนปรากฎว่าดินแตกระแหงจึงเป็นการรอคอยที่ดิน เพราะเมื่อหน้าดินแตกระแหงแสดงว่าเป็นการดีถ้าเราสูบน้ำใส่อีกครั้งนึง คราวนี้น้ำต้องไหลลงซึมไปทั่วดินที่เราถมใหม่อย่างแน่นอนครับ ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดีในการทำให้ดินทรุดตัวลงและสามารถขุด ขึ้นรูปโดยง้ายและบดอัดได้ด้วยการนำรถไถขึ้นไปเหยียบครับ ( รถไถหนักไม่ต่ำกว่า 4 ตัน )

หลังจากที่ผมได้ลดน้ำบนพื้นผิวดินไปแล้วกว่า 3 รอบดังนั้นผมจึงเห็นควรแล้วที่จะเริ่มวางผังปักหมุดกันได้แล้ว รายการต่อไปก็คือผมจะต้องไปซื้อเหล็ก RB 9 mm. มาและลวดผูกเหล็กพร้อมทั้งประแจดัดเหล็ก ผมเน้นทำเองเป็นส่วนใหญ่ครับ ค่อย ๆ สร้างไปเรื่อย ๆ และระหว่างนี้ผมก็สั่งทรายหยาบเข้ามาเตรียมพร้อมสำหรับการแทฐานรากไว้ก่อน

ทรายหยาบคิวละ 100 บาท

รายการวัสดุหรือ BOQ สำหรับแบบบ้าน Modern Home Office

  1. ค่าถมดิน 500 บาท
  2. ทรายหยาย 500 บาท ( 5 คิว ) นำรถ 10 ล้อของน้องชายไปบรรทุกมาจากท่าทรายเลย ไม่เสียค่าน้ำมันเนื่องจากเป็นฤดูการตัดอ้อย ท่าทรายอยู่ข้างถนน และทางผ่านพอดี จัดไปครับ

อัปเดทแบบบ้านกันสักเล็กน้อยครับ เป็นการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในบ้านครับ ต่อเติมห้องครัวออกทางหลังบ้านพร้อมห้องน้ำไปอยู่ในห้องครัวเพื่อเหลือพื้นที่ห้องพักผ่อนกว้างขึ้น หลังจากนั้นผมก็ย้ายประตูห้องครัวไปไว้ข้างนอกแทน เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวของเจ้าของบ้านครับ หลังจากปรับแบบบ้านแล้วพรุ่งนี้ไปซื้อเหล็กโครงสร้างกัน

ห้องครัวและห้องน้ำด้านนอกย้าน

ห้องครัวและห้องน้ำด้านนอกบ้าน

ด้านข้าง 4 มุมมองหน้าต่างด้านข้าง

ด้านข้าง 4 มุมมองหน้าต่างด้านข้าง

แปลนพื้นแสดงการต่อเติมแบบบ้าน

แปลนพื้นแสดงการต่อเติมแบบบ้าน

ด้านหลังแสดงการเปิดห้องครัวและกรงกันขโมย

ด้านหลังแสดงการเปิดห้องครัวและกรงกันขโมย

มุมมองเพื่อความสวยงามของบ้าน

มุมมองเพื่อความสวยงามของบ้าน

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.thaidrawing.com/10084.html

ต้นไม้ปลูกในบ้าน ผู้ช่วยฟอกอากาศและดูดซับฝุ่นละออง

ต้นไม้ปลูกในบ้าน ผู้ช่วยฟอกอากาศและดูดซับฝุ่นละออง

ลายคนคงตระหนักถึงฝุ่นละอองที่กระจายอยู่ในอากาศ ไม่เพียงเฉพาะช่วงนี้ที่สภาพอากาศเลวร้ายลง เนื่องจากค่าฝุ่นละออง PM2.5 เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังรวมไปถึงก่อนหน้านี้ พวกเราก็ประสบปัญหากับฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือการเผาไหม้ต่างๆ นอกจากเราจะต้องเผชิญกับฝุ่นละอองเหล่านี้นอกบ้านแล้ว กลับมาบ้านเรายังต้องสัมผัสกับฝุ่นละอองเหล่านี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ วันนี้เราจะมาแนะนำต้นไม้ที่สามารถปลูกในบ้านได้ เพื่อช่วยดูดซับฝุ่นละอองและฟอกอากาศกันค่ะ

ต้นยางอินเดีย (Rubber Plant)

รูปภาพจาก: katrinaleechambers.com

ต้นยางอินเดีย เป็นต้นไม้ที่นิยมนำมาปลูกไว้ในบ้านเป็นไม้ประดับ ด้วยลักษณะใบที่มีความสวยงามโดดเด่น ใบมีรูปร่างกลมมน ผิวใบมันเงา หลังใบมีทั้งที่เป็นสีเขียวและสีแดงเข้ม การดูแลต้นยางอินเดียไม่ยุ่งยาก เพียงแต่ไม่ควรวางต้นยางอินเดียไว้ในตำแหน่งที่โดนแสงแดดจัดเกินไป หรืออุณหภูมิสูงเกินไป เหมาะกับการอยู่ในที่แสงแดดรำไร การรดน้ำไม่ควรรดจนดินชุ่ม รดน้ำอย่างมากวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอ ต้นยางอินเดียช่วยในการดูดซับฝุ่นละอองและรวมถึงสารก่อมะเร็งอย่างสารฟอร์มาดีไฮด์ในอากาศได้อีกด้วย

ตีนตุ๊กแก (English Ivy)

รูปภาพจาก: housebeautiful.com

ต้นตีนตุ๊กแกเป็นต้นไม้อีกหนึ่งชนิดที่สามารถดูดซับฝุ่นละอองได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณสารฟอร์มาดีไฮด์และสารเบนซีนในอากาศ ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง รวมทั้งยังมีสรรพคุณช่วยเกี่ยวกับโรคหอบหืดและโรคหลอดลมอักเสบ รวมถึงอาการแพ้ต่างๆ ได้ ต้นตีนตุ๊กแกเป็นไม่เลื้อยที่สามารถปลูกในบ้านได้โดยการปลูกลงกระถางที่มีโครงหรือเสาแนวตั้งเพื่อให้ต้นเลื้อยขึ้นไป ในการปลูกระยะแรก ควรรดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอเพื่อให้ต้นหยั่งรากแข็งแรงก่อน เมื่อต้นแข็งแรงดีแล้วจะสามารถทนแล้งได้ดี และไม่ต้องการการดูแลมาก

ลิ้นมังกร (Snake Plant)

 

                   ลิ้นมังกรเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากแถบแอฟริกาตะวันตก ถือเป็นต้นไม้ที่มีความทนทานสูง ขยายพันธุ์ได้ง่าย ลักษณะใบตั้งตรง แบน การดูแลไม่ยุ่งยาก เพียงวางไว้ในที่ที่ไม่โดนแสงแดดโดยตรง ไม่ควรรดน้ำบ่อยเกินไป ควรปล่อยให้ดินแห้งบ้าง สำหรับการปลูกในกระถาง สามารถใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มสารอาหารให้ต้นลิ้นมังกรได้ นอกจากจะดูแลง่ายแล้ว ต้นลิ้นมังกรยังเป็นพืชที่แนะนำให้ปลูกในบ้าน เพราะช่วยลดฝุ่นละออง และดูดซับสารพิษในอากาศได้ดี

 

เดหลี (Peace Lily)

รูปภาพจาก: groomandstyle.com

                  เดหลี เป็นพืชที่ช่วยดูดซับฝุ่นละอองเช่นกัน รวมไปถึงสารพิษอย่าง สารฟอร์มาดิไฮด์ เบนซีน อะซิโตน ไตรคลอโรเอทีลีน เป็นต้น ลักษณะใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน มีร่องใบชัดเจน ให้ดอกสีขาวคล้ายดอกหน้าวัว ต้นเดหลีเป็นไม้พุ่มที่ชอบแสงแดดรำไร และต้องการความชื้นสูง ควรฉีดน้ำเพื่อให้ความชื้นบริเวณใบ และควรเช็ดฝุ่นละอองบนผิวหน้าของใบบ่อยๆ ข้อควรระวังคือ ต้นเดหลีเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงและคน ควรปลูกให้ห่างจากมือเด็กๆ และสัตว์เลี้ยงด้วยนะคะ

หมากเหลือง (Butterfly Palm)

รูปภาพจาก: groomandstyle.com

                    นอกจากเรื่องการดูดซับฝุ่นละอองแล้ว ต้นหมากเหลืองยังได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่ช่วยดูดซับสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งสารทูโลอีนและสารไซลีนได้ดีที่สุด ต้นหมากเหลืองสามารถคายไอน้ำออกมาเป็นจำนวนมาก จึงเหมาะกับการปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างแห้ง เป็นพืชที่ค่อนข้างทนกับสภาพอากาศภายในอาคาร แต่จะดีที่สุดหากอยู่ในสภาพอากาศชื้น หากอากาศแห้งเกินไปปลายใบของต้นหมากเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ดังนั้นการดูแลต้นหมากเหลืองจึงต้องรดน้ำและฉีดน้ำที่ใบให้เพียงพอเพื่อให้เกิดความชื้นอยู่เสมอ

จั๋ง (Lady Palm)

                                            รูปภาพจาก: mycityplants.com

              ต้นจั๋งเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลปาล์ม ช่วยดูดซับฝุ่นละอองและสารพิษเช่นกัน ซึ่งต้นปาล์มแต่ละชนิดต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน ต้นจั๋งถือเป็นปาล์มที่มีความทนทานสูง เหมาะกับการนำมาปลูกในบ้าน ต้นจั๋งเป็นพืชที่โตช้า ชอบแดดรำไร และทนต่อโรคแมลงต่างๆ แต่ถ้าหากขาดน้ำนานเกินไป หรืออยู่ในที่อากาศแห้งจะทำให้ปลายใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ายต้นหมากเหลือง จึงต้องคอยดูเรื่องความชิ้นให้เพียงพอ และรดน้ำให้มากขึ้นในฤดูหนาว

ปาล์มไผ่ (Bamboo Palm)

รูปภาพจาก: jaderbomb.com

             ปาล์มไผ่ เป็นปาล์มอีกหนึ่งชนิดที่นิยมนำมาปลูกในบ้าน ลักษณะใบเรียวยาว สีเขียวเป็นมัน ออกใบคู่กันบนก้านคล้ายต้นไผ่ ต้นปาล์มไผ่จัดเป็นพืชที่ช่วยเรื่องฟอกอากาศจากฝุ่นละออง รวมทั้งสารพิษโดยเฉพาะสารฟอร์มาดีไฮด์และสารเบนซีนในอากาศ คายความชื้นสูงเหมาะกับการเพิ่มความชื้นภายในห้อง เป็นพืชโตช้า การดูแลไม่ยุ่งยาก ต้นปาล์มไผ่ชอบที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอแต่ไม่ต้องโดนแดดจัด เมื่อนำมาปลูกในบ้านระยะแรก ใบของต้นปาล์มไผ่ที่ติดมากับต้นแต่แรก จะทยอยแห้งตาย เป็นการปรับตัวของต้นปาล์มไผ่ให้เข้ากับสภาพอากาศใหม่ๆ ให้เด็ดไปที่แห้งทิ้งและรอใบใหม่งอกออกมา

ฟิโลเดนดรอน (Philodendron)

รูปภาพจาก: katrinaleechambers.com

                         ฟิโลเดนดรอน เป็นพืชที่มีด้วยกันหลากหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันออกไป เช่น ฟิโลมรกตแดง ฟิโลใบหัวใจ ฟิโลหูช้าง เป็นต้น เป็นพืชที่ดูแลง่าย โตเร็ว และฟอกอากาศในบ้านจากฝุ่นละอองและสารพิษต่างๆ ได้เป็นอย่างดีตลอดปี ฟิโลเดนดรอนเป็นพืชที่สามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่ที่มีแสงปานกลางไปจนถึงพื้นที่ที่มีแสงน้อย หลีกเลี่ยงการโดนแสงโดยตรง เพราะจะทำให้ใบไหม้และไม่เจริญเติบโต สำหรับการปลูกในบ้าน พยายามฉีดละอองน้ำบริเวณใบเพื่อเพิ่มความชื้นและเช็ดฝุ่นละอองออกจากหน้าใบอยู่เสมอ รดน้ำให้ชื้นแต่ไม่ต้องชุ่มเกินไป ในระหว่างที่ต้นกำลังเติบโต ผสมปุ๋ยกับน้ำและฉีดไปที่ต้นหนึ่งครั้งต่อสองสัปดาห์

เฟิร์นบอสตัน (Boston Fern)

รูปภาพจาก: groomandstyle.com

                   จากการศึกษาพบว่า เฟิร์นบอสตันเป็นพืชที่สามารถกำจัดสารฟอร์มาดิไฮด์ในอากาศได้ดีที่สุด ต้นเฟิร์นบอสตันสามารถสูงได้ถึง 4 ฟุตและก้านใบแผ่ออกคล้ายขนนกยาวได้ถึง 5 ฟุต นิยมปลูกในกระถางแขวนหรือตั้งบนชั้นก็ได้ ต้นเฟิร์นบอสตันชอบสภาพอากาศเย็น ในที่สว่างแต่ห้ามโดนแสงแดดโดยตรง รดน้ำให้ดินชื้นและฉีดพรมให้ทั่วเพื่อให้เฟิร์นบอสตันมีความชุ่มชื้น และเพื่อไม่ให้ใบแห้งเป็นสีน้ำตาล ควรเปลี่ยนกระถางเมื่อต้นและรากขยายใหญ่ขึ้นเพื่อให้ต้นเฟิร์นบอสตันเติบโตได้ต่อไป

               นอกจากต้นไม้เหล่านี้จะมีฟอร์มที่สวยงาม ทำให้นำมาตกแต่งบ้านเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้แล้ว ยังช่วยในการกรองฝุ่นละอองและฟอกสารพิษในอากาศให้บ้านเราได้ดีอีกด้วยนะคะ แต่หากยังรู้สึกว่าฝุ่นละอองในอากาศยังมีปริมาณสูงและส่งผลต่อร่างกายของเราและคนในครอบครัว โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจอยู่แล้ว ควรสวมหน้ากากกรองฝุ่นละออง และใช้เครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน วิธีนี้สามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองได้ดีเลยล่ะค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.officemate.co.th/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า