โดย saweang | มี.ค. 6, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
งานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อน ย่อมมาพร้อมกับวิธีการก่อสร้างที่จะขาดไปไม่ได้คือ “การเชื่อม” ในแง่หนึ่ง การเชื่อมเป็นเทคนิคด้านงานก่อสร้างที่ทำกันอยู่ทั่วไป เหมือนเป็นทักษะพื้นฐานที่ต้องติดตัวช่างก่อสร้าง การเชื่อมก็เป็นทักษะที่มีระดับความชำนาญหลายระดับ และต้องได้รับการฝึกฝนในระยะเวลาหนึ่ง เพราะในงานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กใดๆ เรามักจะพบปัญหาจากการเชื่อมอยู่เสมอ ไม่มากก็น้อย

โดยหลักการทั่วไป คุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ดี จะขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่างด้วยกัน คือการควบคุมความสมดุลระหว่างกำลังไฟ และความเร็วในการลากผ่านการเชื่อม โดยทั้งหมดจะต้องคำนึงถึงความหนาของเหล็กที่ใช้ และวัตถุประสงค์ของการใช้งานต่อไป
เมื่อเป็นฝีมือคน จึงเป็นเรื่องท้าทายในการควบคุมปัจจัยทั้งสองให้สอดคล้องกันเพื่อให้ได้งานเชื่อมที่มีคุณภาพในตอนท้าย เพราะหากไม่แล้ว งานเชื่อมที่ด้อยคุณภาพก็อาจนำมาซึ่งความไม่สม่ำเสมอของรอยต่อ มีส่วนเว้าแหว่งที่เชื่อมไม่ติด ความเปราะของรอยเชื่อม อันจะทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักของงานโครงสร้าง ไม่ตรงตามที่วิศวกรคำนวณ และอาจนำมาซึ่งการพังทลายของโครงสร้างได้
รอยเชื่อมที่มีคุณภาพนั้น จะเป็นที่เข้าใจกันว่าตะเข็บต้องมีลักษณะสม่ำเสมอ ลากยาว และเป็นเนื้อเดียว (ภาษาช่างเรียกเหมือนเป็นเกล็ดปลา) แต่นอกจากนั้นก็จะขึ้นอยู่กับการใช้งาน และหน้าที่การรับน้ำหนักของแต่ละจุด ที่จะต้องผ่านการออกแบบการเชื่อม ที่สัมพันธ์กับการคำนวณจากวิศวกร

โดยจะมีจุดบกพร่องและปัญหาที่จะเกิดอยู่บ้างในระหว่างการเชื่อม ที่จะก่อให้เกิดงานที่ไม่ได้คุณภาพ ยกตัวอย่างเช่นอย่างแรกคือฟองอากาศ (Porosity)ที่อาจเกิดจากการเชื่อมที่ไม่ชำนาญ และความไม่สมดุลของกำลังไฟและกระบวนการเชื่อม ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความเปราะฟองอากาศเพียงเล็กน้อยอาจไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างมาก แต่นั่นย่อมขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของฟองอากาศในแต่ละชิ้นงาน โดยป้องกันได้ด้วยหลายเทคนิควิธี คืออาจรักษาระยะอาร์คให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อป้องกันเปลวดับ และรักษาโลหะไม่ให้เย็นตัว รวมถึงเป็นการรักษาอัตราความเร็วของแก๊สให้สม่ำเสมอที่สุด
ข้อบกพร่องที่อาจเป็นปัญหาต่อมาคือ Slag หรือโลหะแปลกปลอมที่ฝังในรอยเชื่อม ซึ่งอาจเกิดจากทั้งความสกปรกของชิ้นงาน ความไม่เรียบร้อย รวมไปถึงสนิมในบริเวณรอยต่อที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการทาสีกันสนิม หาก Slag เปราะและหลุดจากรอยต่อนั้นๆ
วิธีการป้องกันปัญหาหรือข้อบกพร่องที่จะเกิดจากการเชื่อม รวมถึงการเพิ่มคุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด หนีไม่พ้นการทำความสะอาดชิ้นงานให้ปราศจากน้ำมัน และเศษสิ่งสกปรกก่อนทำงานเชื่อม ก็จะทำให้ได้คุณภาพงานเชื่อมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/
โดย saweang | ก.พ. 28, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ขบวนการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า
การผลิตเหล็กและเหล็กกล้าประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
- การแต่งแร่และการถลุง
- การหลอมและการปรุงส่วนผสม
- การหล่อ
- การแปรรูป เช่น การรีด การตีขึ้นรูป
ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านขั้นตอนที่ 4 แล้ว สามารถนำไปผ่านขบวนต่างๆ ของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตามประเภทของการใช้งาน เช่น วัสดุก่อสร้าง ท่อ คอนเทนเนอร์ ถังความดัน ชิ้นส่วนยานยนต์ ไฟฟ้าและเครื่องจักรกล เป็นต้น
ในประเทศไทย การผลิตเหล็กและเหล็กกล้าจะเริ่มจากขั้นกลาง คือ การหลอมและการหล่อ

1. การแต่งแร่และการถลุง
การแต่งแร่ คือ การแปรสภาพสินแร่ให้ได้ขนาดและคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการถลุง เช่น การบดแร่ให้ละเอียดเพื่อแยกเหล็กจากมลทินแล้ว อาจแยกโดยอาศัยความถ่วงเฉพาะที่ต่างกัน (Float) หรือใช้การแยกด้วยแม่เหล็ก (Magnetic separation) ซึ่งแร่ที่ได้จะละเอียดเกินไป ต้องทำให้เป็นก้อน (Agglomeration) ก่อนป้อนเข้าเตาถลุง
การถลุงเหล็ก คือ การแปรสภาพแร่เหล็กให้มีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น (%เหล็กเพิ่มขึ้น) โดยการขจัดสิ่งเจือปนต่างๆ ออกจากแร่เหล็ก
2. การหลอมและการปรุงส่วนผสม
การหลอมเหล็ก คือ การให้ความร้อนแก่ เหล็กถลุง (Pig iron) เหล็กพรุน หรือเศษเหล็ก ทำให้เหล็กหลอมเหลวที่อุณหภูมิสูง (ประมาณ 1600 °C)
สำหรับการผลิตเหล็กกล้า ในขั้นตอนการหลอมนี้ จะมีการปรับปรุงส่วนผสมทางเคมีของเหล็กโดยการทำออกซิเดชั่นเพื่อลดปริมาณคาร์บอนและฟอสฟอรัส การเติมสารประกอบต่างๆ เพื่อลดปริมาณสารเจือปนและทำให้ผลิตภัณฑ์เหล็กมีคุณสมบัติตามที่ต้องการ .ในขั้นตอนนี้ สิ่งเจือปนซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารประกอบออกไซด์ ซิลิเกตของธาตุต่างๆ จะแยกตัวจากน้ำโลหะ ซึ่งเราเรียกสิ่งเจือปนที่แยกออกมานี้ว่า Slag
3. การหล่อ
การหล่อเหล็ก คือ การนำเหล็กหลอมเหลวที่ได้ปรุงแต่งส่วนผสมแล้วเทลงในแบบเพื่อให้เกิดการแข็งตัวตามรูปร่างที่ต้องการ
การหล่อสามารถแบ่งได้แบ่ง 2 แบบ
- Ingot casting คือ การหล่อแบบที่น้ำเหล็กกล้าถูกเทลงสู่แบบหล่อที่ไม่เคลื่อนไหว (Stationary mold) เพื่อหล่อเป็นแท่งโลหะ (Ingot)
- การหล่อแบบต่อเนื่อง (Continuous casting) คือ การที่น้ำเหล็กหลอมเหลวได้ไหลผ่านแบบหล่อ (Mold) อย่างต่อเนื่องและแข็งตัวเป็น “ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จ” คือ Billet, Bloom หรือ Slab ซึ่งสามารถตัดและนำไปผ่านขบวนการแปรรูปต่อไป
ปัจจุบัน การหล่อแบบต่อเนื่องเป็นที่นิยม เนื่องจากนำมาสู่การเพิ่มสัดส่วนผลผลิตที่ได้รับ (Yield), ปรับปรุงคุณภาพ, เพิ่มความสามารถในการผลิตและประสิทธิภาพของการลงทุน
4. การแปรรูป
การแปรรูป คือ การแปรรูปเหล็กกล้าที่ได้หลอมเพื่อให้ได้รูปร่างและขนาดที่ต้องการ นอกจากนี้ยังเป็นการปรับปรุงคุณสมบัติเชิงของผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าอีกด้วย การแปรรูปประกอบด้วยการแปรรูปร้อนและการแปรรูปเย็น
สำหรับเหล็กแผ่นเมื่อผ่านการรีดร้อนแล้วสามารถนำไปใช้งานบางอย่างได้โดยตรง แต่สำหรับเหล็กแผ่นบางจะถูกลดขนาดด้วยการรีดเย็นต่อ เพื่อให้ได้ความหนาตามที่ต้องการและด้วยเหตุผลอื่นๆ ดังนี้
- เพื่อปรับปรุงคุณภาพผิว
- เพื่อให้ได้คุณสมบัติเชิงกลที่ต้องการ
- เพื่อให้ได้ความหนาที่ต่ำกว่าเหล็กแผ่นรีดร้อน
- เพื่อควบคุมให้ความคลาดเคลื่อนของความหนาต่ำ
เนื่องจากการรีดร้อนจะประหยัดกว่าการรีดเย็น ดังนั้นในการผลิตเหล็กแผ่นบางจึงเริ่มจากการรีดร้อนให้ได้ขนาดค่าหนึ่งก่อน จากนั้นจึงทำการรีดเย็นต่อ
ที่มา : สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย
โดย saweang | ก.พ. 6, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ทำไงดี ! ประตูเหล็กขึ้นสนิม มีวิธีแก้ไขไหม
ปัจจุบันประตูรั้วบ้านมีให้เลือกหลากหลายวัสดุ ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องความแข็งแรงทนทาน ประตูรั้วมีความให้เลือกทั้งแบบประตูรั้วไม้ หรือ ประตูรั้วเหล็ก โดยแต่ละแบบมีการออกแบบสวยงาม ทันสมัย แถมยังสร้างอณาเขตให้พื้นที่ความเป็นเจ้าของ อีกทั้งยังช่วยให้บ้านดูสวยงาม และยังเป็นด่านแรกที่ผู้คนผ่านไปมาพบเห็น แน่นอนว่าประตูรั่วบ้านต้องเผชิญแสงแดด ฝน ลม เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่จะเกิดความเสียหาย ชำรุด ยิ่งเป็นประตูรั้วเหล็กสิ่งที่พบบ่อยเลย คงหนีไม่พ้นสนิม ที่เกาะตามเหล็กทำให้ประตูรั้วไม่สวยงาม
ปัญหาประตูเหล็กขึ้นสนิม สร้างความกังวลใจให้กับเจ้าของบ้านอย่างมาก เพราะนอกจากประตูรั้วจะเสียหายแล้ว ยังสร้างภาพลักษณ์ให้บ้านดูไม่สวยงาม ประตูเหล็กขึ้นสนิมถึงแม้จะเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีดูแลรักษา วันนี้พี่เข้มาพร้อมกับ ประตูเหล็กขึ้นสนิม ดูแลอย่างไร? ประตูเหล็กบางชนิดมีราคาค่อนข้างสูง จะเปลี่ยนใหม่ก็คงเสียงบประมาณเพิ่ม ดูแล แก้ไขได้ง่ายๆ ก็ได้ประตูเหล็กเหมือนใหม่อีกครั้ง
ก่อนลงมือทำความสะอาด รักษาประตูเหล็กสนิมขึ้น จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเหล็กกับสนิมเป็นของคู่กัน ดังนั้นต้องหมั่นดูแลทำความสะอาดให้บ่อย เพื่อไม่ให้สนิมกลับมาใหม่ ที่สำคัญยังไม่เปลืองงบประมาณ

วิธีซ่อมประตูเหล็กสนิมกินเล็กน้อย
– เมื่อเกิดสนิมเล็กน้อยไม่มาก จนถึงขั้นทำให้เกิดรูโหว่ ให้ทำการขัดสีสนิมออกให้หมด โดยการขูดออก ใช้กระดาษทราย หรือ แปรงลวดทองเหลือขัดออก ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งสนิท
– เมื่อทาสีออกหมดแล้วให้ทำการทาสีรองพื้นกันสนิมให้ทั่ว แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ให้ทาด้วยกัน 2 รอบ
– หลังจากที่ทารองพื้นกันสนิมแล้ว ให้ทาสีน้ำมันทับลงไป ในกรณีที่ต้องการทำความสะอาดทั้งหมด ควรทำความสะอาดฝุ่นผงเสียก่อน
วิธีซ่อมประตูเหล็กสนิมกินจนเกิดรูโหว่
– หากต้องการกยุดสนิมในระยะยาว ให้เลือกใช้น้ำยาเคมีประเภท Rust Converter เพื่อเปลี่ยนสนิมเหล็กให้กลายเป็นสารแมกเนไทต์ ซึ่งสารดังกล่าวมีความแข็งแรง ช่วยสร้างชั้นฟิล์มขึ้นมาปกป้องผิวเหล็ก และลอกสีเก่าออก
– หลังจากนั้นใช้แปลงลวดทองเหลือง หรือ กระดาษทราย ขัดสีออกให้หมด สามารล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าได้ หลังจากนั้นทิ้งไว้ให้แห้ง
– หลังจากทำความสะอาดให้ออกอย่างหมดจดแล้ว ให้ทำการตัดเหล็กที่มีขนาดใหญ่กว่ารู แล้วใช้แผ่นเหล็กช่วยปิดรูโหว่ของประตูรั้ว
– เมื่อปิดรูสนิทแล้ว ให้ทำการทาสีน้ำมันทับลงไปที่แผ่นเหล็ก ให้เป็นสีเดียวกัน
การดูแลรักษาประตูเหล็กไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำตามวิธีข้างต้นได้แบบง่ายๆ ในกรณีที่มีคราบสีติดอยู่แนะนำเลือกใช้ น้ำยาจระเข้ ขจัดคราบสี ความหนืดของน้ำยา สามารถขจัดคราบสีบนพื้นผิวใน เพียงทำความสะอาดสิ่งสกปรกให้หมดก่อนที่จะลงน้ำยาจระเข้ ขจัดคราบสี ทิ้งไว้ 3-4 นาที โดยใช้แปรงทาสี ไม่ต้องผสมน้ำ ทาแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เป็นอันเรียบร้อย ใช้งานง่าย ควรจัดเก็บให้พ้นแสงแดด และอุณหภูมิไม่เกิน 40 °C เพียงเท่านี้ประตูเหล็กบ้านก็จะกลับมาสวยอีกครั้ง

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.jorakay.co.th/
โดย saweang | ก.พ. 6, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
 |
| เหล็กเอชบีม (H-Beam) |
เหล็กเอชบีม (H-Beam) เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปร้อน เกรด SS400 ความยาวมาตรฐาน 6 M. เหมาะสำหรับงานโครงสร้างเสา คาน และโครงตึกขนาดใหญ่
 |
| เหล็กไอบีม (I-Beam) |
เหล็กไอบีม (I-Beam) เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปร้อน เกรด SS400 ความยาวมาตรฐาน 6 M.เหมาะสำหรับงานทำเสา คาน และรางเครน ที่ต้องการรับน้ำหนักมาก
 |
| เหล็กตัวซี (Light Lip Channel) |
เหล็กตัวซี (Light Lip Channel) เป็นเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็น ความยาวมาตรฐาน 6 M. มีหน้าตัดเป็นรูปตัวซี เหมาะสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป งานบันได การทำโครงหลังคา แปต่างๆ
 |
| เหล็กฉาก (Equal Angle) |
เหล็กฉาก (Equal Angle) เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปร้อน ความยาวมาตรฐาน 6 M. เหมาะสำหรับงาน โครงสร้างบ้าน, หลังคาโรงงาน งานโครงสร้างขนาดเล็กโดยทั่วไป เสาส่งไฟฟ้าและ วิทยุ
 |
| เหล็ก (Cut-Beam) |
เหล็ก (Cut-Beam) เป็นการนำเหล็ก H-Beam มาตัดกลางที่เอว (Web) ซึ่งจะทำให้ได้เหล็ก Cut-Beam 2 ตัวที่เท่ากัน ซึ่งนิยมนำไปใช้ในงานโครงหลังคาประเภทโครงถัก (Truss) เพื่อเป็นการลดงานของ ผู้ออกแบบ และผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่จากเดิมจะใช้เป็นเหล็กฉาก 2 ตัวมาเชื่อม หรือ ขันน็อตร่วมกับ Gusset plate เพื่อยึดติดกัน
 |
| เหล็กพืด (Sheet Pile) |
เหล็กพืด (Sheet Pile) เป็นแผ่นเหล็กลอนรูปต่างๆ มีความยาวตามกำหนดใช้ตอกในแนวดิ่ง สำหรับป้องกันแรงดันน้ำ และแรงดันดิน ที่กระทำตามความลึกของการขุด เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวของดิน
 |
| เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange) |
เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange) เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปร้อน เกรด SS400 ความยาวมาตรฐาน 6 M.เหมาะสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป และงานเชื่อม มีรูปทรงลักษณะเดียวกับ ไอบีม แต่มีขนาดบางกว่า
 |
| เหล็กแผ่นลาย (Checkerd Plate) |
เหล็กแผ่นลาย (Checkerd Plate) มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผิวเป็นลวดลายนูน เพื่อป้องกันการลื่นและน้ำขังเหมาะสำหรับการใช้ปูพื้นทางเดินและบันได พื้นรถบรรทุก ฯลฯ มีหลายขนาดและความหนา
 |
| เหล็กแผ่นดำ (Plate) |
เหล็กแผ่นดำ (Plate) มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผิวเรียบ นิยมใช้สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป การปูพื้น การเชื่อมต่อโครงสร้างยานยนต์ งานต่อเรือ สะพานเหล็ก ฯลฯ มีหลายขนาดและความหนา
โดย saweang | ม.ค. 27, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
บ้านถือว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจเพื่อการใช้เวลาอยู่ร่วมกันภายในครอบครัว และเป็นสถานที่คลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน แน่นอนว่าการตกแต่งบ้านจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้บ้านน่าอยู่ อีกทั้งเวลาที่เรามองไปรอบๆ แล้วจะเกิดความรู้สึกสบายตาสบายใจอย่างการ “ทาสีบ้านโทนเย็น” นอกจากจะสวยงามดูมีรสนิยมแล้ว ยังสามารถทำให้อุณหภูมิภายในห้องลดลงอีกด้วย วันนี้เรามีไอเดียการตกแต่งบ้านด้วยการ ทาสีบ้านโทนเย็น มาฝาก รับรองว่าคุณผู้อ่านสามารถนำไปเป็น reference ในการทาสีบ้านหรือตกแต่งบ้านได้แน่นอน
สีโทนเย็น #สีเขียวเหลือง

เพิ่มสีสันคัลเลอร์ฟูลด้วยสีคลายร้อนแห่งความสนุกสนานอย่าง “สีเขียวเหลือง” ที่จะช่วยเนรมิตบรรยากาศในบ้านของคุณให้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความคลาสสิคในยุค 80 ผสมผสานกับสไตล์วินเทจเบาๆ เป็นสีที่มองแล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สามารถช่วยเพิ่มพลังในการทำสิ่งต่างๆ ในแต่ละวัน อีกทั้งยังทำให้บ้านดูสว่างขึ้น อาจเลือกทาสีบ้านเป็นสีเขียวใช้เฟอร์นิเจอร์สีเหลือง หรือทาสีเหลืองแต่ใช้เฟอร์นิเจอร์สีเขียว อาจจะนำรูปภาพศิลปะในโทนเขียวเหลืองมาตกแต่งเพิ่มก็ดูเข้ากัน




สีโทนเย็น #สีเขียว

“สีเขียว” เปรียบเสมือนสีของธรรมชาติที่แท้จริง มองแล้วทำให้รู้สึกสบายตาสบายใจ สัมผัสถึงกลิ่นอายของต้นไม้ใบไม้ จึงเหมาะสำหรับห้องที่ต้องใช้เวลาอยู่ด้วยเป็นเวลานานๆ อย่างห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น เป็นการ ทาสีบ้านโทนเย็น ที่แสดงถึงความอบอุ่นภายในครอบครัว อาจจะใช้เป็นสีเขียวสดหรือสีเขียวเข้มเพื่อเพิ่มความสดใสให้กับบ้าน นำมาตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีขาว สีเทา หรือเลือกเป็นสีเขียวอ่อน ก็ช่วยให้ดูน่ามองมากยิ่งขึ้น




สีโทนเย็น #สีน้ำเงิน

ใครที่ชื่นชอบความสงบ สุขุม นุ่มลึก ลองเปลี่ยนมาทาสีบ้านโทนเย็น ด้วย “สีน้ำเงิน” เป็นสีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำแบบใคร โดยเฉพาะห้องทำงานสามารถช่วยให้คุณเกิดไอเดียความคิดสร้างสรรค์ หรือจะใช้สีน้ำเงินในห้องนอน หรือส่วนของ outdoor ก็ให้อารมณ์เท่ดูแปลกตา อาจเลือกเฟอร์นิเจอร์สีขาวในสไตล์โมเดิร์น แต่ถ้าใครเน้นความหรูหราแนะนำว่าให้เลือกเป็นโซฟาผ้ากำมะหยี่ หรือโต๊ะสีสันสดใสก็ดูเข้ากัน




สีโทนเย็น – สีม่วงน้ำเงิน

มาเปลี่ยนบรรยากาศของบ้านให้ดูน่าค้นหากับ “สีม่วงน้ำเงิน” ซึ่งเป็นสีที่หลายๆ คนอาจไม่กล้าที่จะนำมาใช้ทาสีบ้านกันเท่าไหร่ แต่อยากบอกว่าสีนี้กำลังเป็นสีที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะแสดงถึงความมีเสน่ห์ เซ็กซี่ ของรสนิยมเจ้าของบ้าน สามารถแต่งได้หลายสไตล์ทั้ง Modern, Contemporary หรือ Vintage สีม่วงน้ำเงินเหมาะสำหรับการตกแต่งในห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นห้องที่ใช้สำหรับการพบปะสังสรรค์เพิ่มความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น




สีโทนเย็น #สีขาว

การทาสีบ้านโทนเย็นอย่าง “สีขาว” เป็นสีที่แสดงถึงความสงบ สบาย ดูสะอาดตา เหมาะสำหรับทุกๆ ห้องภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว การตกแต่งบ้านด้วยโทนสีขาวไม่จำเป็นต้องใช้เฟอร์นิเจอร์สีขาวเสมอไป แนะนำว่าควรเลือกเป็นเฟอร์นิเจอร์สีไม้หรือสีเทา เพื่อเป็นการเพิ่มมิติให้ดีไซน์ของตัวบ้าน หรือถ้าชอบแนวสดใสอาจจะใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์สีแดงสดก็ดูโมเดิร์นไปอีกแบบ




สีโทนเย็น #สีฟ้า

ปิดท้ายกันด้วยสีคลายร้อนอย่าง “สีฟ้า” เป็นอีกหนึ่งสีที่บ้านส่วนใหญ่เลือกใช้ เปรียบเสมือนการนำเอาทะเลมาไว้ภายในบ้าน ได้อารมณ์เย็นสบาย เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศให้บ้านสดใสที่มีชีวิตชีวา แต่ถ้าอยากสัมผัสกลิ่นอายของบ้านพักตากอากาศให้มากขึ้น ลองหยิบคอลเลกชั่นกรอบรูปของคุณมาตกแต่ง เพิ่มเติมด้วยเก้าอี้หวายสักตัว รับรองว่าได้ฟีลวินเทจ ผสมผสานกับทาสีบ้านโทนเย็นและเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างลงตัว




การทาสีบ้านโทนเย็นนั้นนอกจากจะช่วยสร้างอารมณ์และบรรยากาศที่ร่มรื่นผ่อนคลายแล้ว ยังสามารถทำให้สมาชิกที่อยู่ในบ้านมีรอยยิ้มอีกด้วย เพียงเลือกใช้โทนสีที่คุณชอบและเหมาะสมกับบ้านของคุณ คราวนี้อยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ใช้สีเป็นตัวช่วยในการสื่อสาร รับรองว่าคุณจะต้องมีความสุขในการแต่งบ้านอย่างแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจากCR : pinterest.com & https://www.central.co.th/e-shopping/cool-paint-colors/