โดย saweang | มิ.ย. 10, 2020 | ข่าวสาร , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ปัจจุบันกระแสอีคอมเมิชร์กำลังเป็นที่นิยมในหลายๆ ธุรกิจ รวมไปถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ บริษัท ไอ สตีล ไทย จำกัด ได้สร้างแพลตฟอร์มซื้อ-ขายแบบออนไลน์ให้กับอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งเป็นเว็บไซต์ซื้อ-ขายเหล็กแห่งแรกของไทย นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้กับทุกบริษัทที่สนใจ สามารถสมัครเป็นสมาชิกฟรี เพื่อใช้งานบนระบบเว็บไซต์ได้ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป
บริษัท ไอ สตีล ไทย จำกัด และเว็บไซต์ www.isteelthai.com ก่อตั้งขึ้นในเดือนกันยายน 2561 โดยมีจุดประสงค์เพื่อจัดทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซตัวกลางสำหรับคนขายและคนซื้อเหล็ก โดยทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ของบุคคลที่ 3 ซึ่งสร้างขึ้นโดยบริษัทในเครือ Ouyeel International ของบริษัท Baosteel โดยมีเป้าหมายในการก่อตั้งเพื่อตอบสนองความต้องการเปลี่ยนแปลงและยกระดับองค์กรในอนาคต
Chien Yuan Tai ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอ สตีล ไทย จำกัด
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในธุรกิจค้าปลีกเหล็กในประเทศไทย Chien Yuan Tai ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอ สตีล ไทย จำกัด จึงมีความมั่นใจในการก่อตั้งบริษัทที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัลสมัยใหม่ เขากล่าวว่า “คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกันมานาน และได้ทำการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ผมจึงมองว่าธุรกิจเหล็กควรจะต้องมีโอกาสทำการซื้อขายบนออนไลน์ได้เช่นเดียวกัน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อทำให้การค้าขายเหล็กในประเทศไทยนั้นสะดวกขึ้น โดยการนำคนขายมาเจอกับคนซื้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งต่อรองราคาได้ง่ายขึ้นและเป็นธรรมมากขึ้นผ่านการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์แบบ one-stop service ของเรา”
แพลตฟอร์ม ไอ สตีล ไทย ให้บริการครบวงจรครอบคลุมตั้งแต่การซื้อขายเหล็ก ซึ่งรวมถึงการประมูลเหล็กและการบริการค้นหาสินค้าชนิดพิเศษ รวมทั้งการบริการด้านการขนส่ง การชำระเงิน และการดำเนินการเอกสารต่างๆ โดยต้องการยกระดับการทำธุรกิจในแวดวงค้าปลีกเหล็กสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่
โดยแพลตฟอร์มออนไลน์นี้ดำเนินการภายใต้รูปแบบ B2B (Business-to-Business) หรือการทำธุรกิจการค้าระหว่างหน่วยงานธุรกิจกับหน่วยธุรกิจ โดยบริษัทฯ จะจัดหาคนซื้อเข้ามาใช้งานแพลตฟอร์ม ดังนั้น สินค้าที่นำมาขายออนไลน์จะต้องดีและมีคุณภาพ ซึ่งลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ก่อนทำการสั่งซื้อ
ผู้ก่อตั้งได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “การใช้งานแพลตฟอร์มของเรานั้นง่ายและเชื่อถือได้สำหรับทั้งคนซื้อและคนขาย ผู้ที่จะใช้งานจะต้องทำการสมัครสมาชิกก่อนเข้าใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ของเรา และทุกบริษัทที่ลงทะเบียนกับเว็บไซต์ของเราต้องมีใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20) เครื่องหมายรับรองการจดทะเบียนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (DBD Verification) รวมทั้งเอกสารทางการเงิน และเอกสารสำคัญที่จำเป็นอื่นๆ ด้วยเช่นกัน”
ทั้งนี้ บริษัท ไอ สตีล ไทย จำกัด ดำเนินการธุรกิจออนไลน์โดยยึดหลัก 3Cs ได้แก่ Complex Customer และ Cash ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดย Complex ให้ความสำคัญกับการมอบการบริการสู่ตลาดที่ซับซ้อน ตลอดจนแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและกินเวลายาวนาน เช่น การขนส่ง และการจัดการเอกสารต่างๆ สำหรับธุรกิจเหล็กขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ในขณะที่ Customer มุ่งเน้นการให้บริการผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ โดย ไอ สตีล ไทย มุ่งมั่นต้องการให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ที่ดีทุกครั้งที่เข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มของบริษัทฯ ส่วน Cash หมายถึงบริการทางการเงินที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ โดยมีช่องทางให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย เพื่อรองรับทั้งอุตสาหกรรมเหล็กขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ อีกทั้งยังรองรับการชำระเงินสดหรือสินเชื่อ ด้วยระบบที่มีความมั่นคงและมีความเป็นระเบียบ มีสภาพคล่องทางการเงินทางธุรกิจโดยธนาคารชั้นนำในประเทศไทย
Chien Yuan Tai ผู้ก่อตั้งบริษัท ไอ สตีล ไทย จำกัด
โดย Chien Yuan Tai ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “หลัก 3Cs เป็นเป้าหมายที่เราต้องการจะบรรลุให้ได้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างคอมเพล็กซ์อุตสาหกรรมโดยการนำเสนอทางออกแบบครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเหล็ก เราเชื่อว่าหัวใจหลักของการบริการที่ดีเกิดจากความพึงพอใจของลูกค้า เราจึงได้ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก ลูกค้าคือศูนย์กลางของธุรกิจเรา นอกเหนือจากนี้ เรายังให้บริการทางการเงินผ่านการรวมตัวกันของอุตสาหกรรมเหล็กและการจัดหาเงินทุนเพื่อให้เกิดกระแสเงินสดที่ดี และส่งเสริมการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการเงินของทั้งอุตสาหกรรมอีกด้วย”
จากข้อมูลของ ไอ สตีล ไทย ประเทศไทยใช้เหล็กอยู่ที่ 17 ล้านตันต่อปี โดยบริษัทฯ ได้ตั้งเป้าที่จะปันส่วนการใช้เหล็กของทั้งประเทศที่ 10% ของตลาดทั้งหมด หรือประมาณ 1.7 ล้านตันต่อปี ภายในระยะเวลา 3 ปีนอกจากนี้ แพลตฟอร์มออนไลน์ของ ไอ สตีล ไทย ยังรองรับการระบายสินค้าค้างสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าของสินค้าในตลาดด้วยการบริการที่ครบวงจร
Chien Yuan Tai กล่าวว่า “ตอนนี้มีบริษัทค้าเหล็กที่ใช้งานบนแพลตฟอร์มของเราประมาณ 50 ราย และเราเริ่มมีสินค้าขายอยู่ในออนไลน์ รวมทั้งมีคนสนใจเยี่ยมชมเว็บไซต์อยู่ที่ประมาณ 50-85 คนต่อวัน อีกทั้งยังมีการซื้อขายเหล็กต่อวันอยู่ที่ประมาณ 200-400 ตันอีกด้วย”
ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ไอ สตีล ไทย ได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าซึ่งมีผลประกอบการการซื้อขายที่น่าพอใจ และยังมีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
ผู้ก่อตั้งจึงได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของ ไอ สตีล ไทย ในปี 2561 ในฐานะแพลตฟอร์ม one-stop service โดยเล่าว่า “เมื่อปลายปี 2561 มีบริษัทรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งติดต่อเรามาเพื่อให้ช่วยตามหาเหล็ก โดยปกติแล้ว การสั่งเหล็กต้องสั่งล่วงหน้า 75-90 วันเพื่อให้ผู้ผลิตทำการผลิตเหล็ก แต่เราสามารถช่วยหาเหล็กตามรายละเอียดที่ลูกค้าต้องการ และส่งสินค้าให้ลูกค้าผ่านทางเครื่องบินมาถึงประเทศไทยได้ภายใน 7 วัน”
“ผมอยากเชิญชวนให้ทุกคนลองใช้แพลตฟอร์มของเราดูก่อน แพลตฟอร์มนี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้การทำงานง่ายและสะดวกขึ้น ผมหวังว่าทุกคนในธุรกิจค้าปลีกเหล็กจะเปิดใจกว้าง และเต็มใจที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเหล็ก เพื่อที่จะเติบโตไปสู่อนาคตได้โดยดี และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการแบ่งปันผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมเหล็กร่วมกัน” Chien Yuan Tai กล่าวสรุปถึงอนาคตธุรกิจเหล็กในแง่บวกอย่างมั่นใจ
สั่งซื้อเหล็กหรือระบายสินค้าในสต็อกได้สะดวกยิ่งขึ้นเพียงปลายนิ้ว ที่เว็บไซต์ https://www.isteelthai.com
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.posttoday.com/economy/news/581717
โดย saweang | มิ.ย. 8, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
วันก่อนมีโอกาสไปฟังเสวนา “ปลูกบ้านด้วยโครงสร้างปูน หรือโครงสร้างเหล็ก เรื่องไม่เล็กที่ต้องเรียนรู้และตัดสินใจ” ที่ SCG Experience จัด วิทยากร 2 ท่านที่มาให้ความรู้ คุณศักดา ประสานไทย จากฝั่งของบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และคุณสุทธิสร สุทธิไชยากุล จากบริษัท Siam Yamato steel ตัวแทนจากฝั่งบ้านโครงสร้างเหล็ก มาถกกันในหัวข้อที่ว่าความแตกต่างระหว่างบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กกับบ้านโครงสร้างเหล็ก
วิทยากรทั้งสองท่านก็สรุปประเด็นออกมาคล้ายคลึงกับเรื่องที่ AKANEK เคยนำเสนอไปแล้ว โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก กับโครงสร้างเหล็ก อะไรเหมาะกับบ้านคุณ แต่ก็จะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวกับฝั่งของของบ้านโครงสร้างเหล็กที่น่าสนใจ ก็เลยเก็บมาฝากกันเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่กำลังเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบ้านโครงสร้างเหล็กกันอยู่
เหล็กเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกัน
ไม่ว่าคุณจะเลือกสร้างบ้านด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กหรือบ้านโครงสร้างเหล็ก ก็ต้องใช้เหล็กเหมือนกัน คุณศักดา วิทยากรจากฝั่งบ้านโครงสร้างคอนกรีตอธิบายให้ฟังว่า จริงๆ แล้วตัวคอนกรีตแข็งแรงอยู่แล้ว รับแรงอัด แรงกดได้ดี แต่ขาดความยืดหยุ่นตัว บ้านที่สร้างด้วยคอนกรีตอย่างเดียว ถ้าเจอแผ่นดินไหวหนักๆ ลมพายุแรงๆ บ้านก็อาจจะถล่มลงมาได้เพราะรับแรงสั่นไหวไม่ได้ จำเป็นต้องเอาเหล็กที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่นตัวสูงเข้ามาเสริม เพื่อให้ตัวคอนกรีตมีการยืดหยุ่นตัวได้ดีขึ้น (เคยเห็นคุณสมบัติความยืดหยุ่นตัวสูงของเหล็กจากสารคดีที่เกี่ยวกับวิศวกรรมการออกแบบสะพานเหล็กหลายๆ แห่ง เวลาที่มีลมแรงๆ พัดมาสะพานจะมีการบิดตัวหรือแกว่งไปมาจนน่ากลัว แต่สุดท้ายสะพานก็ไม่ได้หักหรือพังถล่มลงมา)
เหล็กที่เราจะเห็นบ่อยๆ ตามงานคอนกรีตทั่วไป คือเหล็กที่ใช้สำหรับการเทพื้นปูน ซึ่งจะเป็นเหล็กเส้น หรือเหล็กข้ออ้อย เห็นกันบ่อยในงานเทพื้นที่คนงานจะนั่งผูกเหล็กตะแกรง วางบนลูกปูนแล้วเทคอนกรีตลงไป
ส่วนเหล็กที่ใช้ในงานโครงสร้างที่เป็นคอนกรีตก็จะใช้เหล็กข้ออ้อยเช่นเดียวกัน โดยจะใช้ในงานหล่อเสาที่จะใส่เหล็กข้ออ้อยลงในแบบหล่อเสาก่อนที่จะเทคอนกรีตตามไป
สำหรับงานโครงสร้างที่เป็นโครงสร้างเหล็กทั้งหมดโดยไม่ใช้คอนกรีตเลย จะใช้เหล็กรูปพรรณ ที่นอกจากจะมีความยืดหยุ่นแล้วยังมีความแข็งแรงสามารถรับน้ำหนักได้มากมีขนาดใหญ่ สิ่งก่อสร้างที่ใช้เหล็กเป็นตัวโครงสร้างรับน้ำหนักก็มีตั้งแต่อาคารสูงอย่างตึก world trade center ของอเมริกา (ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว) สะพาน Golden Gate Bridge สะพานพุทธฯ จนกระทั่งถึงบ้านอยู่อาศัย เหล็กรูปพรรณในงานโครงสร้างพวกนี้ก็มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ตั้งแต่ H Beam, I Beam, cut beam, channel, angle, เป็นต้น
แต่ถ้าตัดให้เหลือเฉพาะงานบ้านแล้ว ก็จะเหลือเหล็กที่ใช้อยู่ 2 ประเภท คือ เหล็ก H beam กับเหล็ก I beam ที่ใช้กับงานเสา-คาน (วิทยากรบอกว่า คนจะสับสนกับการเลือกใช้เหล็ก 2 ประเภทนี้กันมากที่สุด แต่เดี๋ยวค่อยมาดูกันว่า เหล็ก 2 ประเภทนี้ มันใช้งานต่างกันอย่างไร) ในงานวันนั้น นอกจากเหล็กที่ใช้ในงานก่อสร้างบ้านแล้ว วิทยากรที่มาให้ความรู้ยังแนะนำให้รู้จักกับเหล็กชนิดอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย เห็นว่ารู้เอาไว้ไม่เสียหาย ก็เลยถ่ายภาพเก็บมาให้ดูเป็นตัวอย่าง
H beam เหล็กที่มองจากหน้าตัดแล้วจะเป็นรูปตัว เอช ตั้งตะแคง จะใช้ทำเสา คานในงานบ้านพักอาศัย หรืองานก่อสร้างขนาดเล็ก (ปีกเหล็กจะยาวและเป็นเส้นตรง)
I beam มองจากหน้าตัด เหล็กจะเป็นรูปตัว ไอ นอกจากแข็งแรงทนทานแล้ว ยังรับแรงกระแทกได้ดี จึงนิยมนำไปทำเป็นรางวิ่งเครนยกของตามโรงงานอุตสาหกรรม
Cut beam ใช้ในงานโครงหลังคาอาคารขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การประชุม หรืองานก่อสร้างขนาดใหญ่
Channel หน้าตัดเป็นรูปตัวซี ส่วนใหญ่จะใช้กับงานแม่บันได
Angle หน้าตัดจะเป็นรูปตัว แอล ใช้กับงานเสาสัญญาณสูง เช่น เสาสัญญาณโทรศัพท์ เสาวิทยุสื่อสารขนาดใหญ่
Sheet pile เอาไว้ใช้งานกันดินไหล ตามโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยทั่วไป เขาจะใช้มือตักรถแบคโฮลกดเหล็ก sheet pileปักลงไปในดิน เพื่อเป็นการกันดินรอบๆ โครงการไม่ให้สไลด์ออก หรือเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่แล้วเขาก็เอาเหล็กประเภทนี้ไปปักกันดินริมตลิ่งแม่น้ำกันน้ำกัดเซาะ
H beam หรือ I beam ?
เรื่องการนำไปใช้ ทำความเข้าใจก่อนว่า เหล็ก H beam กับ I beam นั้นเขาผลิตขึ้นมาเพื่อการใช้งานที่ต่างกัน H beam จะใช้กับงานเสา งานคานสำหรับโครงสร้างขนาดย่อมๆ เช่น งานบ้าน หรืออาคารขนาดเล็ก เพราะว่าให้ในเรื่องความแข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี แต่อาจจะรับแรงกระแทกได้ไม่มากนัก ต่างกับเหล็ก I beam ที่เขาผลิตขึ้นมาเพื่อให้รับแรงกระแทกหนักๆ โหดๆ อย่างรางเลื่อนตัวเครนยกของหนักๆ ตามโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือโครงสร้างขนาดใหญ่
แล้วถ้าเจ้าของบ้านจะเลือกเหล็ก I beam มาสร้างบ้านจะได้มั้ย? อันนี้ก็ต้องลองถามตัวเองดูว่า จำเป็นมั้ย ที่เราต้องใช้เหล็กที่รับแรงกระแทกหนักๆ โหดๆ มาสร้างบ้าน? มุมของคุณสุทธิสร วิศวกรโยธาที่จับงานเหล็กมานาน เห็นว่า เหล็ก H beam ก็แข็งแรงเพียงพอแล้วสำหรับการสร้างบ้าน เพราะว่าบ้านของเราคงไม่เจอแรงกระแทกหนักๆ อะไรมากมาย แต่ถ้าเจ้าของจะรู้สึกว่าอยากมั่นใจอีกสักนิดว่า บ้านโครงสร้างเหล็กที่สร้างไว้จะคงทน แข็งแรง เกิดแผ่นดินไหว เกิดพายุพัดมาไม่ถล่มลงมาแน่ๆ จะขอเลือกใช้เหล็ก I beam เพื่อความอุ่นใจขึ้นมาอีกนิดก็สามารถทำได้
ด้วยความที่ I beam รับแรงกระแทกหนักๆ ได้ดีกว่า ราคาก็จะแพงกว่าตามไปด้วย ถ้าเจ้าของบ้านที่จะสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กแล้วรู้สึกว่าทำไมราคาเหล็กที่ผู้รับเหมาประเมินมาสูงกว่าที่ตั้งเอาไว้ อาจจะลองสอบถามดูว่า เหล็กที่ใช้เป็นเหล็ก I beam หรือ H beam. เพราะว่าผู้รับเหมาที่ไม่ชำนาญงานโครงสร้างเหล็กอาจจะประเมินราคาด้วยเหล็ก I beam ก็เป็นได้
แพงวัสดุ แต่ลดค่าใช้จ่ายอื่น
คุณศักดาให้ตัวเลขค่าก่อสร้างบ้านกรณีบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (หลังปรับค่าแรง 300บาท)ว่า ตอนนี้ ราคาต่อสร้างบ้าน ตอนนี้จะอยู่ราวๆ 17,000-30,000บ./ตร.ม. แบ่งเป็น 30% (งานโครงสร้างใต้ดิน+งานโครงสร้างบนดิน) กับอีก 70% (งานตกแต่ง ความสวยงาม)
ส่วนบ้านโครงสร้างเหล็ก ค่าวัสดุในส่วนของงานโครงสร้างใต้ดิน+งานโครงสร้างบนดิน เฉลี่ยแล้วจะสูงขึ้นกว่าวัสดุคอนกรีตประมาณ 30% เพราะเหล็กเป็นวัตถุดิบที่มีราคา แต่เจ้าของบ้านก็จะไปประยัดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ เพราะเหล็กเป็นวัสดุก่อสร้างที่ติดตั้งง่าย พึ่งพาแรงงานน้อยลงเพราะเอาเครื่องจักรมาทำงานแทน ใช้เสาเข็มน้อยลงเพราะเหล็กมีน้ำหนักเบา ใช้เวลาก่อสร้างเร็วขึ้นเพราะเป็นการประกอบติดตั้ง เพราะฉะนั้นค่าวัสดุที่เพิ่มขึ้นนี้ ก็อาจจะทำให้ค่าก่อสร้างของบ้านทั้งหลังสูงขึ้นไม่เกิน 10% ก็เป็นไปได้
ตรงนี้เจ้าของบ้านก็ต้องลองเอาไปพิจารณากันเอง คิดเล่นๆ ว่าในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า ถ้าค่าแรงปรับจาก 300 เป็น 500 หรือ 1,000บ. การสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กก็อาจจะคุ้มกว่าบ้านโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กก็ได้ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับบ้านโครงสร้างเหล็กได้ที่นี่ บ้านโครงสร้างเหล็ก ทางเลือกที่เป็นไปได้สำหรับยุคค่าแรงแพง)
หลายคนคุ้นเคยกับการอยู่บ้านโครงสร้างที่เป็นปูน เป็นคอนกรีตมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อราคาบ้านสูงขึั้น จะด้วยช่างหายาก วัสดุแพงขึ้น ค่าแรงแพงขึ้นหรือปัจจัยอื่นๆ แต่ละคนก็ต้องมองหาทางออกที่เหมาะกับตัวเองกัน บ้านโครงสร้างเหล็กก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจจะเก็บไปพิจารณา หรือบ้านไทยนาโน ของอาจารย์ชาติชาย ที่เปลี่ยนแปลงวัสดุก่อสร้าง วิธีก่อสร้าง แนวคิดการก่อสร้างใหม่เพื่อให้ได้บ้านที่มีคุณภาพในราคาที่เจ้าของบ้านจ่ายไหว หรือบ้านknock-down ของบ้านและสวน แต่ไม่ว่าจะเลือกทางเลือกไหน ถ้าเราได้ผู้ออกแบบที่ดี (สถาปนิกและวิศวกร) ได้แบบบ้านที่ดี แข็งแรง ปลอดภัย ได้ผู้รับเหมาที่ชำนาญในงานก่อสร้าง ก่อสร้างได้ถูกต้องตามแบบ และเทคนิคก่อสร้างที่วิศวกรออกแบบมา และสุดท้าย ได้ผู้ตรวจสอบที่ดีเข้ามาช่วยเราตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้างอีกครั้ง เราก็จะได้บ้านที่ให้ทั้งความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย สวยงาม คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://community.akanek.com/th/content/
โดย saweang | มิ.ย. 5, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
Facebook Page ไอออนมิลล์ คนรักเหล็ก ของมิลล์คอน สตีล บริษัทที่ก่อตั้งโดยคุณสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ได้มาอธิบายคำว่า STEEL กับ IRON ว่าแตกต่างกันอย่างไร เพราะหลายคนก็คงจะรู้จักเหล็กกันอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าในคำภาษาอังกฤษนั้นมันแตกต่างในการใช้อย่างไร
คำว่า STEEL คือ
Steel ตามพจนานุกรมเป็นเหล็กกล้าที่เกิดจากโลหะที่ผสมแร่หลายชนิด โดยส่วนมากสารประกอบของเหล็กกล้าจะมี เหล็ก (Fe) , คาร์บอน (C) , แมงกานีส (Mn) , ซิลิคอน (Si) เป็นหลัก และเพราะมาจากการผสมกันของแร่เหล็กหลายชนิด ทำให้เหล็กกล้ามีคุณสมบัติเยอะและแตกต่างจาก Iron เพราะเหล็กกล้าสามารถผสมแร่อื่นให้ม่ีความต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นความทนทาน การกันสนิม ความยืดหยุ่น และความแข็งแรง
คำว่า IRON คือ
ตามพจนานุกรม เป็นเหล็กในกลุ่มโลหะ สามารถเจอได้ตามธรรมชาติ โดยส่วนมากแร่เหล็กจะผสมหรือปนอยู่กับวัตถุจำพวกเห็นเป็นส่วนมาก แต่ก็สามารถพบได้โลหะอื่นได้เช่นกัน โดยการแปลแร่เหล็กเป็นเหล็กกล้าต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน โดยขั้นตอนหลักคือการนำแร่เหล็กมาถลังด้วยความร้อนสูง เพื่อขัดแร่ที่ไม่ต้องการออกจากแร่เหล็ก
ความจริงแล้วยังมีความแตกต่างมากกว่านั้นอีกหลายอย่าง
เหล็กกล้าสามารถปรับคุณสมบัติได้ โดยการปรับคุณสมบัติของเล็กให้ตรงตามสเปคของแต่ละประเทศเพื่อที่จะส่งออกไปได้ถูกต้องตามกฎหมายมีความสำคัญมาก
เหล็กกล้าที่ผ่านคุณสมบัติจะมีความยืดหยุ่น และรับน้ำหนักได้ดีกว่าอีกทั้งยังสามารถรับกับแรงเสียดทานที่จะเกิดขึ้น
เหล็กกล้าขึ้นจะสามารถขึ้นรูปตามการใช้งานได้อย่างเหมาะสม เนื่องด้วยคุณสมบัติความยืดหยุ่นของเหล็กกล้าที่ดีกว่าส่งผลให้ เหล็กกล้าสามารถนำไปขึ้นรูปเพื่อให้ตรงตามการใช้งานได้ดีกว่า
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.millconsteel.com/
โดย saweang | มิ.ย. 4, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ใครว่าสีห้องนอนนั้นไม่สำคัญ เมื่ออยู่บ้านเรามักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอยู่ในห้องนอน เพราะเป็นห้องที่เราใช้พักผ่อนอนหลับพร้อมตื่นรับเช้าวันถัดไป นอกจากการจัดห้องให้ถูกหลักตามฮวงจุ้ยแล้ว การเลือกทาสีห้องนอนจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึง เนื่องจากสีสามารถกำหนดอารมณ์ของห้องแต่ละห้องได้ คนส่วนมากเลือกทาสีห้องนอนจากสีที่ชอบ และอาจมองข้ามเรื่องความหมาย ดังนั้นใครที่กำลังคิดจะทาสีห้องนอนใหม่ หรือกำลังเริ่มแต่งห้องนอน ลองมาดูความหมายของสีต่าง ๆ เพื่อสร้างห้องนอนที่ดีกันค่ะ
ก่อนอื่นเรามาดูข้อควรรู้ในการใช้สีกับห้องนอน
• ไม่ควรใช้สีขาวล้วนกับห้องนอน เพราะสีขาวสะท้อนสีอื่นทุกสีและเก็บพลังไม่อยู่ อาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล หลับไม่สนิท มีภาวะเก็บกดรุนแรง และหายจากการเจ็บป่วยได้ช้า
• สีของห้องนอนควรมีความแตกต่างจากสีของห้องอื่นภายในบ้าน เพราะถ้าเป็นสีเดียวกันหมดจะทำให้พลังนิ่ง ทำให้ชีวิตเป็นไปอย่างไร้จุดมุ่งหมายที่แน่นอน
• สีของห้องนอนควรเป็นสีอ่อนและเย็นตา เช่น สีเขียวอ่อน สีชมพู สีเหลือง สีส้มอ่อน หากห้องนอนตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็ควรเป็นสีชมพู เพื่อช่วยเสริมความรักความสัมพันธ์
• หลีกเลี่ยงการใช้สีเข้มทึบ เช่น สีน้ำตาลดำ สีเขียวเข้ม สีเทาเข้ม เพราะจะทำให้ขาดพลังชีวิต
สีชมพู
ภาพ : pinterest
เป็นสีที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ มีพลังในการรักษา โดยเฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาทางอารมณ์ สร้างความรู้สึกมั่นใจ ความกระปรี้กระเปร่า และความสนุกสนาน ในขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนหวาน อ่อนโยน
สีชมพูอมส้ม
ภาพ : pinterest
เป็นสีที่กระตุ้นเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ความมีเสน่ห์ทางเพศ แรงดึงดูดเหมาะสำหรับคนโสดที่ต้องการหาคู่
สีครีม
ภาพ : pinterest
ส่งเสริมให้สุขภาพแข็งแรง ช่วยในการฟื้นตัว ความมั่นคงทางอารมณ์ เหมาะกับห้องนอนผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กที่มีอารมณ์ที่รุนแรง
สีเทา
ภาพ : pinterest
สีแห่งความสมดุล ทำให้จิตใจสงบและมั่นคง ความหยั่งรู้ ความสมบูรณ์ ช่วยดึงดูดความฉลาดที่ซ่อนไว้ให้ปรากฏขึ้น เป็นสีที่เชื่อมโยงกับการมีไหวพริบปัญญา
สีม่วงอ่อน
ภาพ : pinterest
เป็นสีที่ช่วยในการทำสมาธิ และยังช่วยให้นอนหลับลึกได้เป็นอย่างดี สีแห่งความสำเร็จ ความปรารถนา และการงานที่ดี
สีฟ้า
ภาพ : pinterest
ทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย รู้สึกถึงความสบายเหมือนปล่อยใจให้ลอยล่องไปบนท้องฟ้า และยังเป็นสีที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
สีเขียว
ภาพ : pinterest
สีของธรรมชาติ สีแห่งการเจริญเติบโต สุขภาพดี มีความเจริญรุ่งเรือง การเริ่มต้นใหม่ โชคลาภ และเป็นสีแห่งความมั่งคั่ง มักใช้เป็นสีดึงดูดกระแสการเงินให้เพิ่มมากขึ้นในชีวิต
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74785/-homdec-hom-
โดย saweang | มิ.ย. 2, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การกัดกร่อนในเหล็กหรือ “สนิม” มีสาเหตุมาจากเหล็กเอชบีมไม่ได้เป็นวัสดุที่เสถียรในเชิงเคมีและจะพยายามกลับตัวไปสู่สถานะ ภาพเดิมคือ เหล็กออกไซด์ (Iron Oxide) และแร่เหล็ก (Iron Ore) โดยการขึ้นสนิมเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการทางเคมีและไฟฟ้าระหว่างเหล็กและสิ่งแวดล้อม เมื่อผิวเหล็ก ความชื้น และออกซิเจน มาทำปฏิกิริยากัน เนื่องจากสนิมทำให้ความแข็งแรงของเหล็กลดลง ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการป้องกันรักษาผิวเหล็กเอชบีม ซึ่งทั่วไปนิยมใช้วิธีป้องกันการเกิดสนิมอยู่ 2 วิธี คือ การเคลือบผิวด้วยสี และการชุบเคลือบผิวด้วยสังกะสีแบบจุ่มร้อน
ที่มาภาพ : https://www.hippopx.com/th/rusty-texture-metal-textured-metal-surfaces-iron-sheet-162788
1. การเคลือบผิวด้วยสี เป็นการทาสีเคลือบผิวเหล็กเอชบีมเป็นลักษณะของชั้นฟิล์ม โดยสีจะทำหน้าที่ปกป้องผิวของเหล็กเอชบีมไม่ให้สัมผัสกับความชื้นและเคมีโดยตรง การเคลือบกันสนิม มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้
1.1 การทำความสะอาดพื้นผิวเหล็กเอชบีม คือ การทำความสะอาดคราบน้ำมัน สารเคมี หรือสารปนเปื้อนต่าง ๆ ที่ติดอยู่บนผิวเหล็ก รวมถึงการกำจัดรอยต่าง ๆ และข้อบกพร่องบนพื้นผิว อาทิเช่น รอยเชื่อมที่ไม่เรียบ สแลก (Slag) ที่เหลือจากกระบวนการเชื่อมประกอบ เป็นต้น
1.2 การเตรียมผิวเหล็กเอชบีมให้เป็นไปตามมาตรฐาน The Society for Protective Coatings (SSPC) ที่กำหนดตามความจำเป็นของงาน ได้แก่ การใช้สารละลาย (Solvent Cleaning) การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้แรงคน (Hand tool cleaning) การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ไฟฟ้า (Power Tool Cleaning) การพ่นทราย (Blast Cleaning) เป็นต้น
1.3 การเคลือบสีรองพื้น เพื่อป้องกันผิวของเหล็กเอชบีมไม่ให้สัมผัสกับอากาศหรือความชื้นโดยตรง ทำให้อายุการใช้งานของโครงสร้างเหล็กยาวนาน
1.4 การเคลือบสีกันไฟ เนื่องจากพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และกฏกระทรวงซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้ใช้วัสดุกันไฟ กับโครงสร้างหลักของอาคารเพื่อชะลอการยุบตัวหรือพังทลายของอาคาร อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
1.5 การเคลือบสีทับหน้าเหล็กเอชบีม เพื่อป้องกันความชื้นที่เป็นสาเหตุการเกิดสนิม และเพื่อให้ได้สีตรงตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ สีทับหน้าบางชนิดยังสามารถป้องกันรังสี UV ซึ่งทำให้สีกันไฟและสีรองพื้นเกิดการเสื่อมสภาพ
2. การชุบเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อน (Hot-Dipped Galvanized) เป็นการเคลือบผิวเหล็กเอชบีมด้วยสังกะสี โดยการจุ่มเหล็กลงในอ่างสังกะสีเหลวแล้วยกขึ้น ทำให้ออกซิเจน ความชื้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคลอไรด์ (Chloride) ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนเหล็กได้ดี ไม่สามารถสัมผัสและทำปฏิกิริยากับเหล็กได้ นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันแบบแคโทดิก (Cathodic Protection) กล่าวคือ สังกะสีเป็นโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่าเหล็กจึงเกิดปฏิกิริยาเคมีกัดกร่อนก่อนเหล็กเป็นโลหะที่ มีค่าศักย์ไฟฟ้าสูงกว่า ขั้นตอนวิธีการชุบเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อนมีดังนี้
2.1 การกำจัดสิ่งสกปรก (Soil and Grease Removal – Caustic Cleaning) โดยใช้สารละลายด่างล้างสิ่งสกปรก คราบไขมันต่าง ๆ ตลอดจนถึงเศษดินออกให้สะอาด
2.2 การล้างด้วยน้ำ (Rinsing) ใช้น้ำสะอาดล้างชิ้นงานที่ผ่านการแช่สารละลายด่าง และสารละลายกรดเพื่อกำจัดสภาพด่างและกรดออกจากผิวชิ้นงาน
2.3 การกัดด้วยกรด (Pickling) ใช้สารละลายกรด เช่น กรดซัลฟิวริก กรดไฮโดรคลอริก ทำความสะอาดผิวโลหะ เพื่อกำจัดฟิล์มออกไซด์และสิ่งปนเปื้อนผิวโลหะออกไป
2.4 การแช่น้ำยาประสาน (Fluxing) โดยนำชิ้นงานเหล็กเอชบีมมาแช่ในน้ำยาประสาน (สารละลายซิงค์แอมโมเนียมคลอไรด์ – Zinc Ammonium Chloride Solution) เพื่อปรับความตึงผิวของเหล็ก ให้มีความเหมาะสมกับการเคลือบด้วยสังกะสีหลอม เหลว
2.5 การชุบเคลือบสังกะสี (Galvanizing) นำชิ้นงานเหล็กเอชบีมที่จะชุบเคลือบไปแช่ในอ่างสังกะสีหลอมเหลว (อุณหภูมิประมาณ 435 – 455 °C) สังกะสีจะเคลือบติดกับเนื้อเหล็กหนาขึ้นตามเวลาที่ทำการแช่
การป้องกันสนิมของเหล็กเอชบีมทั้ง 2 วิธี มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นกับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ และการใช้งานเหล็กเอชบีม ปัจจุบัน SYS ได้พัฒนาสินค้าเหล็ก SYS พร้อมระบบป้องกันสนิม เพื่อความสะดวกสบายของผู้ที่จะใช้งานเหล็ก โดยจะมาให้รายละเอียดในบทความตอนต่อไปครับ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.syssteel.com