โดย saweang | ธ.ค. 6, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
หากเราตัดสินใจว่าจะก่อสร้างบ้านใหม่สักหนึ่งหลัง สิ่งที่เราต้องเตรียมพร้อมก่อนคือ การรวบรวมข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่จำนวนสมาชิกในบ้าน ความต้องการในด้านต่างๆ (ทั้งความต้องการของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน สไตล์บ้าน และแนวคิดเรื่องบ้าน) งบประมาณที่ตั้งไว้ การกำหนดช่วงเวลาที่บ้านจะสร้างเสร็จ จำนวนชั้นของบ้าน และการเลือกวิธีการให้ได้แบบบ้านที่เราต้องการ เพื่อให้เห็นภาพรวมของบ้านทั้งหลังเบื้องต้นก่อนการดำเนินการในส่วนอื่นๆ
1. จำนวนสมาชิกในบ้านมีกี่คน มีใครบ้าง อาศัยอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวเดี่ยว (มีเพียงสามีภรรยา หรือมีพ่อแม่ลูก) หรือแบบครอบครัวใหญ่ (มีคุณปู่คุณย่า/คุณตาคุณยาย และมีลูกหลานด้วย) มีผู้สูงอายุและเด็กหรือไม่ เพื่อกำหนดหรือคาดคะเนจำนวนห้องนอน ห้องน้ำ และห้องอื่นๆ ที่ต้องมี ให้สอดคล้องกับจำนวนผู้อยู่อาศัยในบ้าน
ภาพ: สมาชิกในบ้านมีกี่คน มีใครบ้าง (เป็นครอบครัวเดี่ยวหรือครอบครัวใหญ่ มีผู้สูงอายุและเด็กหรือไม่)
2. ความต้องการในด้านต่างๆ ซึ่งความต้องการนี้แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ ความต้องการส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคน ความต้องการเรื่องสไตล์บ้าน และแนวคิดเรื่องบ้านที่เราต้องการ
– ความต้องการส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน รวบรวมข้อมูลว่าแต่ละคนมีความชอบ ความต้องการ งานอดิเรกเป็นอย่างไร อาจเป็นการพูดคุยกัน สอบถามโดยตรง รวมถึงสังเกตพฤติกรรมที่แต่ละคนทำเป็นประจำ เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล ตัวอย่างเช่น ลูกชายชอบเล่นกีฬาเล่นดนตรี (ต้องเตรียมพื้นที่ภายนอกสำหรับการเล่นกีฬา และห้องเก็บเสียงขณะลูกชายเล่นดนตรีเพื่อไม่ให้รบกวนคนในบ้านและเพื่อนบ้าน) ลูกสาวชอบสัตว์เลี้ยง (มีพื้นที่เพียงพอสำหรับสัตว์เลี้ยงจะวิ่งเล่น) พ่อแม่ผู้สูงวัยชอบปลูกต้นไม้และนับถือพุทธศาสนา (มีพื้นที่สวนที่เอื้อต่อการปลูกต้นไม้ และมีห้องพระ) เจ้าของบ้านชอบดูหนังที่บ้าน (มีโฮมเธียเตอร์ที่สามารถเก็บเสียงได้ดีเพื่อให้ดูหนังได้อย่างเต็มที่) ภรรยาชอบอ่านหนังสือ (ออกแบบห้องอ่านหนังสือหรือห้องทำงานให้เงียบเพื่อให้มีสมาธิ)
ภาพ: ตัวอย่างความชอบ ความต้องการ งานอดิเรกของแต่ละคนในบ้าน
– ความต้องการเรื่องสไตล์บ้าน ซึ่งเป็นภาพรวมของบ้านหนึ่งหลังว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายสไตล์ ( เช่น บ้านสไตล์โมเดิร์นที่เรียบง่ายแต่มีรายละเอียดบางส่วนที่น่าสนใจ บ้านสไตล์คลาสสิกที่ดูหรูหรา บ้านสไตล์ไทยประยุกต์ที่คงไว้ซึ่งความเป็นไทยแต่เข้ากับยุคสมัย บ้านสไตล์เนเชอรัลที่ดูใกล้ชิดธรรมชาติ บ้านสไตล์ร่วมสมัยที่บรรยากาศโดยรวมดูอบอุ่นเป็นกันเอง และบ้านสไตล์โคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะตะวันตกผสานรวมกับวิถีชีวิตแบบไทยอย่างลงตัว เป็นต้น) ซึ่งเราสามารถหาตัวอย่างภาพบ้านหรือสถานที่ที่ชอบต่างๆ (เช่น จากนิตยสาร จากหนังสือแบบบ้าน หรือจากอินเทอร์เน็ต รวมถึงสถานที่ที่ไปพักผ่อนท่องเที่ยวแล้วชอบ) ทั้งภาพรวมภายนอกของตัวบ้าน การตกแต่งภายใน บรรยากาศ สเปซ และองค์ประกอบต่างๆ ที่ชอบนำมาพูดคุยและสรุปเพื่อหาแนวทางของบ้านที่ดีที่สุดร่วมกัน
ภาพ: สไตล์บ้านที่เราต้องการ
– แนวคิดเรื่องบ้าน ที่เราต้องการ ปัจจุบันที่เราคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น รวมถึงภูมิอากาศบ้านเราที่ร้อนชื้นฝนตกชุก ประกอบกับสังคมเมืองในปัจจุบันที่มีที่ดินที่จำกัด มีมลภาวะทางอากาศ และในหลายปีที่ผ่านมาก็มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น ทำให้มีแนวคิดเรื่องบ้านออกมามากมายให้เราได้เห็นตัวอย่างกัน เช่น บ้านประหยัดพลังงาน บ้านสุขภาพดี บ้านเพื่อผู้สูงอายุ บ้านสามวัย บ้านรับมือกับภัยธรรมชาติ บ้านขนาดเล็ก เป็นต้น ซึ่งเราควรสรุปออกมาว่าบ้านที่เราจะก่อสร้างจะมีแนวคิดอะไรบ้าง
ภาพ: แนวคิดเรื่องบ้านที่ต้องการ เช่น บ้านประหยัดพลังงาน บ้านสุขภาพดี บ้านเพื่อผู้สูงอายุ บ้านสามวัย บ้านรับมือกับภัยธรรมชาติ บ้านขนาดเล็ก เป็นต้น
3. งบประมาณในการก่อสร้างบ้าน หนึ่งหลัง การตั้งงบประมาณไว้จะช่วยให้ง่ายต่อการตัดสินใจว่าจะสร้างบ้านแบบไหน วิธีไหน พื้นที่บ้านที่เหมาะสมควรจะมีขนาดเท่าไร รวมถึงวัสดุที่เราจะเลือกใช้เป็นอย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์เราได้อย่างดีที่สุดและไม่มีปัญหางบประมาณบานปลายในภายหลัง โดยงบประมาณที่เราต้องตั้งไว้นั้น นอกจากจะมีค่าก่อสร้างบ้าน ยังมีค่างานตกแต่งภายในและค่าเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงค่าสิ่งก่อสร้างรอบบริเวณบ้านและงานสวนอีกด้วย
ภาพ: งบประมาณในการก่อสร้างบ้านหนึ่งหลัง แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ค่าก่อสร้างบ้าน ค่างานตกแต่งภายในและเฟอร์นิเจอร์ ค่าสิ่งก่อสร้างรอบบริเวณบ้านและงานสวน
4. การกำหนดช่วงเวลาที่บ้านจะสร้างเสร็จ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนล่วงหน้า จัดสรรเวลา และเตรียมตัวในแต่ละขั้นตอนอย่างคร่าวๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น การถมที่ดินที่ต้องรอเวลาให้ดินแน่นพอที่จะก่อสร้างได้ การรวบรวมข้อมูลต่างๆ ระยะเวลาที่จะได้แบบบ้านแบบก่อสร้างไม่ควรเกินเดือนไหน การยื่นขออนุญาต การหาผู้รับเหมาที่ว่างในเวลาที่เราจะก่อสร้างให้เสร็จทันกำหนด รวมถึงการเตรียมงบประมาณให้พร้อมจ่ายในแต่ละงวดงานก่อสร้าง
ภาพ: การจะมีบ้านหนึ่งหลังนั้นมีหลายขั้นตอน ซึ่งเราควรกำหนดช่วงเวลาที่บ้านจะสร้างเสร็จเอาไว้ เพื่อจะได้วางแผน จัดสรรเวลา และเตรียมตัวในแต่ละขั้นตอนอย่างคร่าวๆ
5. จำนวนชั้นของบ้านที่เราจะสร้าง จำนวนชั้นของบ้านที่เราจะสร้างได้นั้น จะขึ้นอยู่กับขนาดของที่ดิน ขนาดพื้นที่บ้านที่เราต้องการ และจำนวนสมาชิกในบ้านแล้ว อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่อาจมีข้อจำกัดเรื่องกฎหมายซึ่งกำหนดการใช้สอยของที่ดินที่เราถือครองว่าสามารถก่อสร้างเป็นอาคารประเภทใดได้บ้าง สูงไม่เกินกี่เมตร ต้องมีพื้นที่ไม่เกินกี่ตารางเมตร ต้องเว้นที่ว่างและระยะถอยร่นต่างๆ เท่าไร (ตัวอย่างเช่น ในกฎกระทรวงฉบับที่ 36 (พ.ศ. 2535) กำหนดพื้นที่บางส่วนในท้องที่ตำบลหัวหินและตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายในบริเวณแนวเขตตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงนี้ เป็นบริเวณห้ามก่อสร้างอาคารใดๆ เว้นแต่อาคารเดี่ยวชั้นเดียวที่มีความสูงไม่เกิน 6 เมตร พื้นที่อาคารรวมกันไม่เกิน 75 ตารางเมตร โดยอาคารแต่ละหลังตั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 4 เมตร ห่างเขตที่ดินของผู้อื่นไม่น้อยกว่า 2 เมตร มีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของที่ดินที่ขออนุญาตก่อสร้างอาคารนั้น และต้องห่างจากชายฝั่งทะเลไม่น้อยกว่า 20 เมตร หรือห่างจากคันขอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่าโดยรอบไม่น้อยกว่า 12 เมตร เป็นต้น) เจ้าของบ้านจึงควรตรวจสอบเบื้องต้นว่าสามารถสร้างอาคารพักอาศัยได้สูงสุดกี่เมตร
ภาพ: จำนวนชั้นของบ้านที่เราต้องการจะสร้าง จะขึ้นอยู่กับสมาชิกในบ้าน ความต้องการเรื่องพื้นที่ใช้สอย ขนาดที่ดินและข้อกำหนดกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินที่เราถือครอง
6. การเลือกวิธีการให้ได้แบบบ้านที่เราต้องการ การจะสร้างบ้านสักหนึ่งหลังเราจะต้องมีแบบบ้านหรือแบบก่อสร้าง ซึ่งจะมี 4 วิธีให้เลือก คือ การหาแบบบ้านฟรีมาจ้างผู้รับเหมาให้ก่อสร้างบ้าน การว่าจ้างสถาปนิกจัดทำแบบและเราหาผู้รับเหมามาก่อสร้างให้ การจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน การสร้างบ้านสำเร็จรูป ซึ่งในแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน จึงควรศึกษาเพื่อตัดสินใจเลือกวิธีการให้ได้แบบบ้านที่เหมาะสมและตอบโจทย์เรา ทั้งในเรื่องของงบประมาณ ความเฉพาะตัวของรูปร่างและขนาดที่ดิน (เช่น หน้าแคบแต่ลึก) รวมถึงความสนิทสนมของคนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบ้านอีกด้วย
ภาพ: วิธีการให้ได้แบบบ้านหรือแบบก่อสร้าง ที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน จ้างสถาปนิก นำแบบบ้านฟรีมาก่อสร้างบ้าน หรือเลือกสร้างบ้านสำเร็จรูป
เมื่อเราเตรียมพร้อมแล้วเรื่องความต้องการ งบประมาณ การวางแผนต่างๆ และเลือกวิธีการให้ได้แบบบ้านแล้ว ก็สามารถเริ่มขั้นตอนการจัดหาหรือจัดจ้างทำแบบบ้านหรือแบบก่อสร้างตามโจทย์และวิธีที่เราเลือกได้เลย
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.scgbuildingmaterials.com
โดย saweang | พ.ย. 28, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
แผ่นโพลีคาร์บอเนต (แผ่นตัน)
วัสดุประเภทเดียวกับโพลีคาร์บอเนตแผ่นกลวง แต่มาในรูปแบบของแผ่นตันจึงทำให้เกิดแผ่นใสที่โปร่ง มองเห็นทะลุได้ มีข้อดีมากกว่าแผ่นหลังคาอะครีลิค แต่ทนทานกว่าซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่มากกว่าเช่นกัน
ข้อเด่น
ทนทาน
มีความยืดหยุ่นสูง
สามารถดัดโค้งได้
ไม่ลามและติดไฟ
เป็นฉนวนแต่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า
ข้อด้อย
ราคาสูง
มีน้ำหนักที่มาก
ถ้าใช้ความหนาที่น้อย(2-3 mm) อาจตกท้องช้างเกิดเป็นน้ำขังได้
หลังคากระจก
วัสดุดั้งเดิมสำหรับการทำหลังคาโปร่งแสง มีหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นกระจกธรรมดา กระจกสี หรือกระจกขุ่นพ่นทรายที่ให้แสงนวลตา แต่ด้วยเป็นกระจกที่แม้จะแข็งแรงแต่ก็มีความเปราะด้วยเช่นกัน จึงต้องมีการเพิ่มคุณสมบัติลดการแตกเปราะด้วยการอบ Tempered หรือสอดฟิล์มนิรภัย Laminated จึงทำให้การใช้กระจกเป็นวัสดุมุงหลังคานั้นมีราคาที่สูงตามมา
ข้อเด่น
สวยงานออกแบบได้หลากหลาย
สามารถป้องกันความร้อนได้ด้วยการติดฟิลม์กันความร้อน
มีคุณสมบัติให้เลือกได้หลากหลาย
ข้อด้อย
ราคาสูง
มีน้ำหนักมาก
เปลืองค่าโครงสร้าง
หากใช้เป็นหลังคาอาจจะต้องใช้กระจกประเภท Tempered, Laminated หรือ Tempered Laminated เพื่อความปลอดภัย
แผ่นหลังคาไฟเบอร์กลาส
แผ่นหลังคายอดฮิตที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง แม้จะเป็นวัสดุธรรมดาที่หาได้ทั่วไป แต่หากจัดวางอย่างถูกต้องโดยผ่านการออกแบบที่ดีก็ทำให้หลังคาของบ้านดูดีได้เหมือนกัน ข้อดีที่สุดของหลังคาประเภทนี้คือติดตั้งร่วมกับหลังคามาตรฐานเช่นกระเบื้องลอนคู่ได้ทันที ปัจจุบันแผ่นหลังคาไฟเบอร์กลาสนั้นมีโปรไฟล์หน้าลอนที่หลากหลายมากขึ้นสามารถนำไปประยุกต์เข้ากับพื้นหลังคาเดิมได้โดยสะดวก
ข้อเด่น
ราคาย่อมเยาว์
สามารถติดตั้งร่วมกับแผ่นหลังคามาตรฐานได้
น้ำหนักเบา
ข้อด้อย
โปร่งแสงแต่ไม่โปร่งใส
อายุการใช้งานสั้น
เมื่อใช้งานไปซักพักจะเกิดรอยเป็นเส้นๆจากการถูกความร้อนของแสงแดด
และทั้งหมดนี้ก็คือวัสดุมุง หลังคาโปร่งแสง (และโปร่งใส)ที่เรานำมาแนะนำกัน จะเห็นได้ว่าแต่ละวัสดุนั้นก็ต่างมีทั้งข้อเด่นข้อด้อยที่แตกต่างกันไป จึงอยากให้ลองมองถึงการใช้งานรวมไปถึงอายุของวัสดุที่เหมาะสมต่อเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและสร้างความสวยงามน่าอยู่ให้กับบ้านครับ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.baanlaesuan.com/89665/maintenance/skyroof/2
เรื่อง วุฒิกร สุทธิอาภา
โดย saweang | พ.ย. 26, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
5 วิธีกำจัดสนิม และน่าลองทำเองได้
เมื่อวัสดุโลหะโดนน้ำ และเราปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นเพียงไม่กี่วัน กระบวนการแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ก็จะเกิดขึ้น และผลก็คือการเกิดสนิม แต่เมื่อเครื่องมือเครื่องใช้ของเรามีสนิม ก็ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเลิกใช้ หรือโยนทิ้งเสมอไป หากรู้วิธีที่ถูกต้องในการขจัดสนิม ดังต่อไปนี้
1.เบกกิ้งโซดา : ให้นำเอาอุปกรณ์โลหะที่ขึ้นสนิม นั้น ไปล้างน้ำ แล้วสะบัดให้แห้ง จากนั้นให้โรยเบกกิ้งโซดาลงไป เบกกิ้งโซดาจะติดอยู่กับบริเวณที่มีความชื้น ต้องแน่ใจว่า เบกกิ้งโซดา ปิดคลุมบริเวณที่เป็นสนิม ไว้ทั้งหมดแล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยก่อนจะใช้แปรงขัดคราบสนิม นั้นออก ล้างด้วยน้ำเปล่า แล้วเช็ดให้แห้ง วิธีการนี้ ได้ผลดีกับวัสดุจำพวกกระทะ แหวนและโลหะบาง ๆ เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายมากเพราะใช้ของที่มีอยู่ในครัวเรือน แต่ก็มีข้อเสียคือ หลังโรยเบกกิ้งโซดาแล้ว ต้องทิ้งไว้นาน และต้องออกแรงขัด
2.น้ำส้มสายชู : นำอุปกรณ์ที่เป็นสนิม ไปแช่ในน้ำส้มสายชู แล้วทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นนำขึ้นมาขัดด้วยแปรง ในกรณีที่วัสดุมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถนำลงไปแช่ได้ ให้ใช้ผ้าขี้ริ้วจุ่มลงในน้ำส้มสายชู จากนั้นเอามาห่อจุดที่เป็นสนิม วิธีการนี้เป็นวิธีง่าย ๆ แต่ต้องแช่ทิ้งไว้นานข้ามคืนจึงจะให้ผลที่ดี
3.มันฝรั่งและน้ำยาล้างจาน : ฟังดูเหมือนไม่น่าเชื่อว่าของพวกนี้จะใช้ขจัดสนิมได้ แต่จริง ๆ แล้ว สามารถใช้ได้ดีเสียด้วย ให้ผ่าครึ่งมันฝรั่ง จากนั้นก็นำน้ำยาล้างจานทาลงไป ให้ใช้มันฝรั่งเสมือนเป็นอุปกรณ์ในการขัด วิธีนี้ให้ผลดีกับการขจัดสนิมในบริเวณที่ไม่มากนัก บนพื้นผิวที่ขัดง่าย เช่นพวกเครื่องครัว แต่วิธีนี้ ค่อนข้างจะทำให้เลอะเทอะ ควรทำในอ่างน้ำ หรือบริเวณนอกบ้านที่ทำความสะอาดง่าย
4.กรดซิตริก : วิธีการคือ ให้นำน้ำร้อนใส่ลงในถ้วย แล้วใส้กรดซิตริกใส่ลงไป 2-3 ช้อนโต๊ะ แล้วนำอุปกรณ์ที่เลอะสนิม ลงไปแช่ทิ้งไว้ทั้งคืน พอตอนเช้าให้ใช้แปรงขัดออกแล้วล้างด้วยน้ำเปล่า เช็ดให้แห้ง แต่ทั้งนี้กรดซิตริกนี้ อาจจะหาซื้อได้ไม่ง่ายนัก ต้องเลือกซื้อจากร้านจำหน่ายสินค้าเพื่อการดูแลสุขภาพ หรือตามร้านค้าออนไลน์
5.มะนาวและเกลือ : ให้นำเกลือไปทาให้ทั่วบริเวณที่มีสนิม จากนั้นให้ผ่ามะนาว และบีบน้ำลงไป ทิ้งไว้สักพักหนึ่ง แล้วจึงขัดออก ถ้าหากขัดแล้ว ยังมีสนิม หลงเหลืออยู่ ก็ให้ทำซ้ำอีก โดยทิ้งไว้ให้นานขึ้นอาจจะเป็น 1-2 ชั่วโมง เมื่อขัดสนิมออกแล้วก็ให้ล้างและเช็ดให้แห้ง วิธีนี้ใช้กับเครื่องครัว เช่นมีด ได้ดี และเพื่อความปลอดภัย ควรสวมถุงมือ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.sanook.com/home/13733/
โดย admin_sale | พ.ย. 22, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ทาสีกันสนิม ทับลงไปบนสีเก่าได้ หากสีเก่ายังอยู่ในสภาพที่ดีนะครับ แต่ก็ต้องทำความสะอาดพื้นผิวเสียก่อน โดยใช้ผ้าเช็ดคราบสิ่งสกปรกหรือคราบไขมันต่างๆออกให้หมด สีกันสนิมที่ทาลงไปใหม่จะได้ยึดเกาะกับพื้นผิวเดิมได้ดีครับ
สนิมเล็กน้อย ให้ขัดสนิมออก ทาสีรองพื้นกันสนิม และทาสีน้ำมันทับ
การซ่อมแซมประตูที่สนิมกินจนเกิดรูโหว่ ควรหยุดสนิมในระยะยาว โดยใช้น้ำยาเคมีประเภท Rust Converter
การทาสีกันสนิม แต่หากพื้นผิวเก่าขึ้นสนิม ต้องทำความสะอาดพื้นผิวมากกว่าการเอาผ้ามาเช็ดทำความสะอาดก่อนที่จะทา ” สีกันสนิม ” ซึ่งการจะเอาสนิมออกได้ ทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือ ใช้กระดาษทรายขัดออก ทางเลือกถัดมาคือใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดคราบสนิม ซึ่งง่ายและมีประสิทธิภาพสูง แต่ถ้าพื้นผิวของงานมีพื้นที่มาก จะต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดหลายลิตร ลิตรละหลายร้อย ในขณะที่กระดาษทรายแผ่นละ 10 กว่าบาทเท่านั้นเอง แบบไหนจะคุ้มกว่ากัน
ถ้ามีสนิมขึ้นในพื้นที่มากควรใช้กระดาษทรายขัดเหล็กที่เป็นแผ่นสีดำๆ เรียกว่ากระดาษทรายน้ำ ซึ่งขัดได้ทั้งแบบแห้งและใช้น้ำ โดยเลือกเบอร์ที่หยาบสักหน่อย ประมาณ 80-100 แต่ถ้าพื้นผิวงานเดิมมีสนิมไม่มาก อาจเลือกเบอร์ 120-150 ก็ยังไหว การขัดในที่นี้คือการขัดเอาสะเก็ดสนิมออกให้หมด และพื้นผิวบางส่วนที่ถูกสนิมกัดกินเยอะ ก็จะกลายเป็นหลุมลงไปบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าขัดออกจนเกลี้ยงเกลาได้ก็จะดี แต่อย่างน้อยที่สุดสะเก็ดสนิมต้องหลุดออกหมด ขัดสนิมออกแล้ว ใช้มือลูบดูจะต้องไม่มีสะดุดสะเก็ดสนิม เพื่อให้สีที่ทาทับลงไปยึดเกาะได้ดี ทาสีได้ทั่ว สนิมก็จะกลับมาได้ยากแล้วครับ
ทาสีกันสนิม ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะของสีน้ำมันกับพื้นผิวเหล็ก และยังป้องกันพื้นผิวเหล็กไม่ให้ทำปฏิกริยากับอากาศจนเกิดสนิมขึ้นง่ายๆได้อีกด้วย ถ้าเป็นไปได้ ควรจะทาสีกันสนิม 2 ครั้ง จึงจะทาสีน้ำมันชั้นนอกตามที่เราเลือกอีก 2 ครั้งนะครับ
โครงหลังคามีสนิมอยู่พอสมควร
จากที่เห็น ไม่มีการลงสีพื้น สีกันสนิมใดๆ แต่ใช้สีทาทับเนื้อเหล็กไปเลย สีบางๆแบบนี้ ทารอบเดียวแน่นอน
งานนี้เลือกใช้กระดาษทรายเบอร์ 120 เป็นหลัก และเบอร์ 150 สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวสีเดิม
ขัดทำความสะอาดพื้นผิวแล้ว
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาด เอาฝุ่นละอองจากการขัดออกให้หมด
สะเก็ดสนิมที่กำลังจะหลุดล่อนอยู่แล้ว ถูกขัดออกจนหมด พร้อมทาสีใหม่
ข้างกระป๋องสีป้องกันสนิม บอกรายละเอียดของการผสมตัวทำละลายไว้เรียบร้อยแล้ว ทำตามได้ทันที
ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก www.baanlaesuan.com บ้านนายช่าง
โดย saweang | พ.ย. 21, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การสร้างบ้าน ในปัจจุบันนี้หากหลายๆท่านสังเกตุเห็นจะพบว่านอกจากไม้และคอนกรีตแล้ว เหล็ก ยังถือเป็นอีกวัสดุหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้สร้างบ้าน เนื่องจากเหล็กมีหลายขนาดและรูปแบบประกอบกับความทนทานจึงสามารถนำมาประกอบสร้างได้รวดเร็วและประหยัดเวลาอีกทั้งยังได้ความสวยงามดูทันสมัยอีกด้วย วันนี้เราจึงมีเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ที่กำลังจะสร้างบ้านโครงเหล็กมาฝากกัน
. 1. ประหยัดเงิน การสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็ก สามารถช่วยลดงบประมาณก่อสร้างได้ เพราะบ้านสร้างเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงลดต้นทุนค่าแรงในการก่อสร้างเสาและคานประมาณ 5% ของต้นทุนการก่อสร้างรวม
. 2. น้ำหนักเบา หากมองภายนอกอาจทำให้ใครหลายคนคิดว่าโครงสร้างเหล็ก ต้องหนักแน่นอน แต่ในความจริงแล้ว วัสดุประเภทนี้มีน้ำหนักเบากว่าโครงสร้างคอนกรีตเกือบ 4 เท่า แถมยังช่วยประหยัดค่าเสาเข็มและฐานราก นอกจากนี้การสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กยังไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาเรื่องอาคารทรุดอีกด้วย
. 3. ผสมกับงานคอนกรีต แม้คอนกรีต และเหล็ก จะเป็นวัสดุที่มีการขยายตัวต่างกัน แต่เมื่อถูกนำมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างบ้าน ร่วมกันก็ไม่มีปัญหา เพียงใช้ปูนผสมกับกาวสลัดลงบนพื้นผิวโครงสร้างเหล็ก เพื่อทำให้เหล็กมีผิวขรุขระเหมือนคอนกรีต สามารถยึดเกาะได้ดีกว่าผิวเรียบลื่น และทำให้ขยายตัวได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น จากนั้นเสริมด้วยตะแกรงลวด แล้วจึงฉาบปูนทับ
4. สนิมและความชื้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสนิมและเหล็กเป็นของที่เกิดมาคู่กัน แต่คุณเจ้าของบ้านสามารถป้องกันไม่ให้เกิดสนิมขึ้นได้ ด้วยการทาสีป้องกันสนิมและการกัดกร่อนกับโครงสร้างทั่วไป สำหรับโครงสร้างที่สัมผัสดินและความชื้นให้ใช้สี Coal Tar Epoxy ที่มีส่วนผสมของถ่าน น้ำมัน และเรซิ่น ทาทับ เพื่อเป็นการรักษาผิวเหล็ก
. 5. การเชื่อมเหล็ก นอกจากจะต้องใช้เวลานานแล้ว การเชื่อมเหล็กยังทำให้มีโอกาสเกิดสนิมที่บริเวณเชื่อมอีกด้วย ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการเปลี่ยนมาใช้การขันสลักเกลียวและน็อตเข้ากับรูที่เจาะมาแล้ว ซึ่งทำให้สร้างบ้านได้อย่างรวดเร็ว และลดปัญหาการเกิดสนิมได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.nhconcept.com