โดย saweang | มี.ค. 6, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
งานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อน ย่อมมาพร้อมกับวิธีการก่อสร้างที่จะขาดไปไม่ได้คือ “การเชื่อม” ในแง่หนึ่ง การเชื่อมเป็นเทคนิคด้านงานก่อสร้างที่ทำกันอยู่ทั่วไป เหมือนเป็นทักษะพื้นฐานที่ต้องติดตัวช่างก่อสร้าง การเชื่อมก็เป็นทักษะที่มีระดับความชำนาญหลายระดับ และต้องได้รับการฝึกฝนในระยะเวลาหนึ่ง เพราะในงานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กใดๆ เรามักจะพบปัญหาจากการเชื่อมอยู่เสมอ ไม่มากก็น้อย
โดยหลักการทั่วไป คุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ดี จะขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่างด้วยกัน คือการควบคุมความสมดุลระหว่างกำลังไฟ และความเร็วในการลากผ่านการเชื่อม โดยทั้งหมดจะต้องคำนึงถึงความหนาของเหล็กที่ใช้ และวัตถุประสงค์ของการใช้งานต่อไป
เมื่อเป็นฝีมือคน จึงเป็นเรื่องท้าทายในการควบคุมปัจจัยทั้งสองให้สอดคล้องกันเพื่อให้ได้งานเชื่อมที่มีคุณภาพในตอนท้าย เพราะหากไม่แล้ว งานเชื่อมที่ด้อยคุณภาพก็อาจนำมาซึ่งความไม่สม่ำเสมอของรอยต่อ มีส่วนเว้าแหว่งที่เชื่อมไม่ติด ความเปราะของรอยเชื่อม อันจะทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักของงานโครงสร้าง ไม่ตรงตามที่วิศวกรคำนวณ และอาจนำมาซึ่งการพังทลายของโครงสร้างได้
รอยเชื่อมที่มีคุณภาพนั้น จะเป็นที่เข้าใจกันว่าตะเข็บต้องมีลักษณะสม่ำเสมอ ลากยาว และเป็นเนื้อเดียว (ภาษาช่างเรียกเหมือนเป็นเกล็ดปลา) แต่นอกจากนั้นก็จะขึ้นอยู่กับการใช้งาน และหน้าที่การรับน้ำหนักของแต่ละจุด ที่จะต้องผ่านการออกแบบการเชื่อม ที่สัมพันธ์กับการคำนวณจากวิศวกร
โดยจะมีจุดบกพร่องและปัญหาที่จะเกิดอยู่บ้างในระหว่างการเชื่อม ที่จะก่อให้เกิดงานที่ไม่ได้คุณภาพ ยกตัวอย่างเช่นอย่างแรกคือฟองอากาศ (Porosity)ที่อาจเกิดจากการเชื่อมที่ไม่ชำนาญ และความไม่สมดุลของกำลังไฟและกระบวนการเชื่อม ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความเปราะฟองอากาศเพียงเล็กน้อยอาจไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างมาก แต่นั่นย่อมขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของฟองอากาศในแต่ละชิ้นงาน โดยป้องกันได้ด้วยหลายเทคนิควิธี คืออาจรักษาระยะอาร์คให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อป้องกันเปลวดับ และรักษาโลหะไม่ให้เย็นตัว รวมถึงเป็นการรักษาอัตราความเร็วของแก๊สให้สม่ำเสมอที่สุด
ข้อบกพร่องที่อาจเป็นปัญหาต่อมาคือ Slag หรือโลหะแปลกปลอมที่ฝังในรอยเชื่อม ซึ่งอาจเกิดจากทั้งความสกปรกของชิ้นงาน ความไม่เรียบร้อย รวมไปถึงสนิมในบริเวณรอยต่อที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการทาสีกันสนิม หาก Slag เปราะและหลุดจากรอยต่อนั้นๆ
วิธีการป้องกันปัญหาหรือข้อบกพร่องที่จะเกิดจากการเชื่อม รวมถึงการเพิ่มคุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด หนีไม่พ้นการทำความสะอาดชิ้นงานให้ปราศจากน้ำมัน และเศษสิ่งสกปรกก่อนทำงานเชื่อม ก็จะทำให้ได้คุณภาพงานเชื่อมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/
โดย saweang | พ.ย. 6, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ตะแกรงเหล็กไวร์เมช (Wire Mesh)
ตะแกรงเหล็กไวร์เมช กล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต ทอติดกันเป็นผืน มีขนาดเส้นลวดขนาดต่างๆตั้งแต่ 3 มม.- 6 มม. ผลิตจากลวดเหล็กรีดเย็น (Cold Drawn Steel Wire) อาร์คเชื่อมติดกันด้วยไฟฟ้าทำให้จุดตัดทุกจุดหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ระยะห่างของเส้นลวดหรือที่นิยมเรียกว่า @มีหลายขนาด เช่น 15*15 นิ้ว / 20*20 นิ้ว / 25*25 นิ้ว จะใช้แทนการผูกเหล็กเส้นธรรมดาทั่วไปเป็นอย่างดี ทำให้ประหยัดเวลา ประหยัดเงิน สามารถตัดเป็นแผงและเป็นม้วนได้ตามความต้องการโดยไม่เสียเศษ เงิน และแรงงานได้มากกว่า 80% และมีความสม่ำเสมอของตะแกรงที่แน่นอน ทำให้บริษัทหรือช่างก่อสร้างส่วนใหญ่เลือกใช้ จึงได้รับความนิยมใช้กันมาขึ้นเรื่อยๆ
ประโยชน์ของการเลือกใช้ไวร์เมช
ประหยัด
เพราะตะแกรงเหล็กสามารถผลิตได้ตามขนาดที่ต้องการ จึงทำให้ไม่เสียเศษเหล็ก และเป็นตะแกรงเหล็กที่มีกำลังคลากสูงกว่าเหล็กเส้นทั่วไปสองเท่าจึงทำให้ ประหยัดวัสดุ
ลดขั้นตอนเวลา
ภาระและความสูญเสีย เพราะเป็นตะแกรงเหล็กที่ลดขั้นตอนในการทำงานได้ถึง 50% และใช้งานได้รวดเร็ว เนื่องจากการขนส่งเคลื่อนย้ายสะดวกและรวดเร็ว การตัดและดัดทำให้ลดเวลาในการผูกเหล็กลงได้ถึง 70-90% นำไปใช้ได้ทันทีไม่ต้องเสียเวลาในการผูกเหล็ก
แข็งแรงสม่ำเสมอแน่นอน
เพราะเป็นตะแกรงเหล็กที่ผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ ทุกระยะจุดเชื่อมไม่คลาดเคลื่อนได้มาตรฐาน สม่ำเสมอตลอดผืนและมีความมั่นคงแข็งแรง ไม่บิดงอ ทำให้งานเสริมเหล็กออกมาดี ซึ่งเป็นผลให้โครงสร้างมีความแข็งแรงสม่ำเสมอตลอดทั้งผืน
หน้าที่ของเหล็กไวร์เมช
เหล็กไวร์เมช ที่ใช้แทนการผูกเหล็กสำหรับทำถนนคอนกรีตเหล็ก Wire mesh มีหน้าที่เอาไว้รับแรงกระแทก และแรงกดทับเพราะ ช่วยให้การทำงานไวขึ้น และใช้เป็นทางยาวๆที่ใช้การเอาเหล็กมาผูกและเป็นเหล็กขนาดเล็กอาจจะไม่เหมาะเท่าที่ควรและประสิทธิภาพไม่ดีเท่าเหล็กไวร์เมช หรือตะแกรงไวร์เมช
ลักษณะการใช้งานตะแกรงไวร์เมช
ตะแกรงไวร์เมช เป็นตัวรับและกระจายน้ำหนักเหล็กตะแกรงในงานถนน มีไว้ป้องกันการแตกร้าวเป็นหลักหรือใช้ในการก่อสร้างถนน โดยใช้เหล็ก ส่วนใหญ่เอาไว้รับแรงดึง จากการขยายตัวของพื้นคอนกรีตความแข็งแรงของถนน
คือชั้นคันทางโดยมีคอนกรีตทำหน้าที่กระจายแรง ขณะเดียวกัน ถ้าคันทางรับน้ำหนักไม่ได้แม้คอนกรีตจะกระจายแรงได้ดีเพียงใด มันก็ รับน้ำหนักไม่ไหว ดังนั้น ถ้า คอนกรีตกระจายแรงได้ดี
แต่คันทางรับน้ำหนักไม่ได้ คอนกรีตก็จะแตก ตะแกรงเหล็กไวร์เมช ทั่วไปจะรับแรงดึงได้ มากกว่า เหล็กเส้นกลม ประมาณ 2 เท่า
ไวร์เมช มีลักษณะเด่นในการรับน้ำหนัก จึงเป็นที่นิยมในการปูพื้นเพื่อรองรับคอนกรีตที่เทเป็นพื้นตึกหรืออาคาร และใช้ในการก่อสร้างอาคาร
ปูกำแพงดิน ,ผนังรับแรง ,กำแพงคอนกรีต ที่ต้องการโครงสร้างที่ผสานเชื่อมต่อกันอย่างมั่นคงแข็งแรงมากๆ
-ประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ ได้ตามความต้องการ เช่นโกดังเก็บของ ลานจอดรถ พื้นโรงจอดรถ เป็นต้น
ตะแกรงไวร์เมชหลักๆนั้น มีการใช้งานอยู่ 2 ประเภท คือ
ตะแกรงเหล็กไวร์เมช เพื่อใช้สำหรับในงานเทพื้นคอนกรีต เพื่อรับน้ำหนักหรือรับแรง เหล็กไวร์เมชชนิดนี้ มรการใช้งานทั้ง เหล็กข้ออ้อยและเหล็กเส้นกลม ลักษณะของการใช้งานนี้คือ ใช้รองก่อนทำการเทพื้นคอนกรีต พร้อมกับเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนัก และเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับพื้นของคอนกรีตอีกด้วย
กัลป์วาไนซ์ ไวร์เมช ตะแกรงไวร์เมช ชนิดนนี้ทำมาเพื่อปูบนเพดาน เพื่อวางแผ่นฉนวนกันความร้อน ต่างจากตะแกรงไวร์ชนิดแรก เพราะไวร์เมชชนิดนี้ จะชุบกัลป์วาไนซ์เพื่อป้องกันการเกิดสนิม อีกทั้งยังทำให้มีอายุการใช้งานยาวได้นานยิ่งขึ้น ตะแกรงเหล็กไวร์เมช ที่เอาไว้ปูบนพื้นเพดานนั้น นิยมเรียกกันว่า กัลป์วาไนซ์ไวร์เมช
ในการเลือกใช้งานวายเมทนั้น ท่านต้องทราบขนาดของพื้นที่ของหน้างานก่อน แล้วจึงจะสั่งตะแกงไวร์เมช ตามขนาดของพื้นที่ของหน้างาน และประเภทงานเช่น ถ้าพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักหรือรับแรงมากๆ ก็ควรเลือกใช้งานตะแกรงไวร์เมชที่มีขนาดของลวดที่ใหญ่ และระยะห่างที่ถี่มากขึ้น เพราะถ้าขนาดลวดที่ใหญ่ และระยะห่างที่ถี่ๆ ก็จะทำให้สามารถทนทานและรับน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
ในสมัยก่อนการเทคอนกรีตที่ต้องการรับแรงให้ได้มากขึ้นนั้นต้องนิยมใช้เหล็กเส้นมาวางและผูกต่อกันเป็นตะแกรง แต่เนื่องด้วยวิธีการและการใช้งานที่แสงยุ่งยาก สิ้นเปลืองค่าแรงงาน และเสียเวลาจึงมีการใช้ตะแกรงไวร์เมชแทน เพราะง่ายกว่าวิธีเก่า และยังประหยัดเวลาในการทำงาน
ขอบคุณข้อมูลจากeducationbuilding.wordpress.com
โดย saweang | พ.ย. 1, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
นี่เป็นกระทู้แรกของเรา หากผิดพลาดประการใดต้องขอโทษด้วยค่ะ
บ้านหลังนี้เริ่มจากความฝันของเราตั้งแต่เด็กๆที่อยากจะมีบ้านอยู่กับ แม่ พี่ชาย และน้องสาว ในที่ผืนเดียวกัน เพื่อที่จะได้ช่วยกันดูแลแม่ยามที่แก่เฒ่า และได้ดูแลกันและกันด้วย จนในที่สุดเราก็ได้ที่ผืนนี้มา เนื้อที่400 ตารางวา แบ่งออกเป็น4ส่วน ของแม่ ของพี่ชาย ของน้องสาว และของเรา
จากนั้นก้อสั่งดินมาถม
และเราก็เริ่มหาแบบบ้านที่อยากได้จากอินเตอร์เน็ต และก็ได้แบบบ้านตามรูป
เราอยากจะใช้ประโยชน์จากใต้ถุนบ้าน ไม่อยากจะเว้นว่างไว้ตามแบบ จึงคิดว่าจะทำเป็นที่เก็บของต่างๆ หรืออุปกรณ์ ก่อสร้าง ทำสวน อะไรพวกนี้ จึงลงมือเทพื้นด้วยปูนไว้ก่อน
หลังจากเทพื้นเสร็จแล้ว เราใช้วิธี เอาเสาเข็มมาวางเป็นฐานราก
ใช้เสาเข็ม9เมตร ทั้งหมด 4 ต้น โดยต้นสุดท้าย จะตัดเสาเข็ม และวางห่างกัน เพื่อเอาไว้ทำบันไดทางขึ้นข้างบ้าน
จากนั้นเราเอาตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40ft high cube จำนวน2ตู้มาวาง สาเหตุที่ใช้ตู้สูง เพราะว่าไม่อยากให้เพดานเตี้ย กลัวว่าจะทำให้ดูอึดอัด เนื่องจากตู้ขนาดมาตรฐานจะสูงแค่2.4เมตร แต่แบบhigh cube จะสูง2.7เมตร ซึ่งเราซื้อตู้คอนเทนเนอร์มือสองจากแถวๆบางนาตราด ราคาตู้ใบละ 50,000 บาท
เมื่อวางตู้คอนเทนเนอร์เสร็จ ก็รีบขึ้นหลังคาเลย เพราะที่โล่งๆแดดร้อนมวากกก หลังคาเราใช้เมททัลชีท บุโฟมกันร้อนอย่างหนา เพราะไม่อยากใช้หลังคากระเบื้อง เนื่องจากน้ำหนักจะหนักมาก
เมื่อบ้านมีหลังคาแล้ว จากนั้นเราก็เริ่มเจาะ และตัดผนังตู้คอนเทนเนอร์ด้านในบ้านออก เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง2ตู้ จะทำให้บ้านกว้างขึ้น เจาะช่องสำหรับหน้าต่าง และเราก็เอาผนังเหล็กของตู้ที่ตัดออก ไปทำผนังบ้าน ผนังห้องน้ำและผนังห้องนั่งเล่น ที่ตอนแรกได้วางคอนเทนเนอร์เหลื่อมกันเอาไว้ และเว้นพื้นที่เอาไว้สำหรับ2ห้องนี้
กั้นโครงเหล็ก เพื่อกั้นสัดส่วนระหว่างห้องนอน กับ ห้องรับแขก
เมื่อทำโครงเหล็กเพื่อกำหนดสัดส่วนของห้องต่างๆเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มกรุผนังห้อง วัสดุที่เราเลือกใช้คือสมาร์ทบอร์ทแผ่นเรียบ และติดฉนวนกันร้อนด้วยค่ะ เพื่อป้องกันผนังบ้านร้อน แต่สำหรับห้องครัวเราเลือกใช้สมาร์ทบอร์ทแบบเซาะร่อง เพื่อให้ดูsoftและvintageมากขึ้น รูปนี้คือกรุผนังห้องครัว ช่องที่เจาะไว้ เรากะว่าจะทำหน้าต่างบานกระทุ้งค่ะ เพราะจะติดตั้งเคาน์เตอร์ครัวตรงนั้น ลมและแสงแดดจะได้ส่องเข้ามาถึงตรงอ่างล้างจานได้
ในรูปนี้สุดทางคือห้องน้ำสำหรับแขก ซ้ายมือคือห้องเก็บของ และตรงที่ยืนถ่ายรูปอยู่คือตำแหน่งห้องครัว ซึ่งในขั้นตอนนี้ช่างก็จะเดินท่อน้ำ และสายไฟไปด้วยเลย
ติดตั้งอ่างอาบน้ำในห้องน้ำและปูกระเบื้องห้องน้ำ
พอทำภายในเสร็จเรียบร้อย เราก็เกิดเปลี่ยนใจอยากกรุผนังภายนอกบ้านด้วยไม้เชอร่า อยากได้อารมณ์แบบบ้านเมืองนอกนิดๆ อีกอย่างเรากลัวว่าถ้าผนังตู้คอนเทนเนอร์สัมผัสกับแดดโดยตรงอาจจะร้อนก้อได้ คิดว่าถ้ากรุผนังภายนอก ก็น่าจะทำให้ร้อนน้อยลงได้อีกพอกรุผนังภายนอก และติดประตูหน้าต่างเสร็จก็จะได้หน้าตาประมาณนี้
แต่เราว่ามันดูขาดๆอะไรบางอย่างไป ก็เลยซื้อไม้เชอร่ามาตัดทำเป็นบัวประตู และหน้าต่างค่ะ ดูดีขึ้นมาทันทีเลย
เมื่อตัวบ้านเสร็จ ก็จัดการต่อท่อน้ำดี ท่อน้ำทิ้ง ด้านหลังบ้าน และวางแผ่นพื้นรอบบ้านค่ะ
พอทำมาขั้นตอนนี้ รู้สึกตัวว่าหลังคาบ้านสั้นๆแบบนี้ไม่เหมาะกับเราเลยค่ะ เพราะบ้านหันหน้าทางทิศตะวันออก ช่วงเช้าถึงช่วงสายแดดเข้ามาถึงกลางบ้านเลยค่ะ ก็เลยต้องต่อเติมระเบียงหน้าบ้านทำหลังคายาวออกไป และสำหรับทำเป็นที่จอดรถด้วยค่ะ
ทำระเบียงและที่จอดรถเสร็จหน้าตาเป็นแบบนี้ เริ่มดูเป็นบ้านจริงๆขึ้นมาแล้ว
พอบ้านจะเสร็จ ก้อมีไอเดียค่ะ บ้านเราชอบปิ้งย่าง ก็เลยอยากได้พื้นที่หน้าบ้านนั่งกินปิ้งย่างกัน ก็เลยทำศาลากล้วยไม้ เอาไว้นั่งกินปิ้งย่าง ส่วนนี้ค่าแรงช่าง20,000 ซื้อของอีกประมาณ10,000ค่ะ
มีระแนงแขวนกล้วยไม้
งานจัดสวนก็มา
ระหว่างจัดสวน เราก้อตกแต่งภายในไปด้วย เนื่องจากภายในกรุด้วยสมาร์ทบอร์ด เราจึงติดวอลล์เปเปอร์เพื่อเพิ่มความสวยงาม มาดูห้องนอนกันค่ะ
ห้องรับแขก
บานประตู ตรงหลังคานั่นเป็นช่องserviceระบบไฟค่ะ เปิดขึ้นไปสามารถเข้าไปserviceระบบไฟที่อยู่บนหลังคาตู้ได้ เราให้ช่างเดินไฟส่องสว่างเอาไว้ในนั้นด้วย เวลาขึ้นไปจะได้ไม่ต้องถือไฟฉายค่ะ
หลังที่เห็นในรูปคือบ้านของแม่ ปลูกอยู่ในที่ผืนเดียวกัน
พอบ้านของเราสร้างเสร็จ บ้านของแม่ก็ปลูกไปได้40%
ตอนนี้บ้านปลูกเสร็จแล้ว และได้อาศัยในบ้านหลังนี้มาแล้วเป็นระยะเวลา1ปี มาดูสภาพบ้านกันค่ะ
สุดท้ายนี้สำหรับเพื่อนๆที่อยากจะมีบ้านในฝัน แต่กำลังทุนทรัพย์ไม่เพียงพอ ก็อาจจะลองปลูกบ้านคอนเทนเนอร์แบบนี้ดูก็ได้นะคะ สำหรับเราบ้านหลังใหญ่ๆสวยๆเราก็อยากจะมี แต่กลัวดูแลไม่ไหว อีกอย่างก็ไม่มีเงินสร้างบ้านแพงๆแบบนั้นด้วย พอลองได้อยู่บ้านคอนเทนเนอร์แบบนี้มาแล้ว1ปี ก็รู้สึกว่ามีความสุขเหมือนอยู่บ้านมาตรฐานทั่วๆไปเลยแหละ ไม่ต้องเครียดกับการผ่อนบ้านราคาแพงๆ อยากไปเที่ยวไหน อยากกินอะไร ก็สามารถทำได้ โดยที่ไม่ต้องเครียดเพราะจะต้องเก็บเงินเอาไว้ผ่อนบ้านอย่างเดียว
สรุปค่าใช้จ่ายปลูกบ้านคอนเทนเนอร์ ค่าแรง+ค่าตู้+ค่าอุปกรณ์ก่อสร้าง 500,000บาท
ค่าติดวอลเปเปอร์+ค่าแอร์4ตัว+ค่าผ้าม่าน+ค่าเฟอร์นิเจอร์ 200,000บาท
สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อนๆทุกคนมีความสุขกับการสร้างบ้านในฝันของตัวเองนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจากกระทู้พันทิปpantip.com/topic/37451907
โดย saweang | ต.ค. 31, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
วีวิวการสร้างบ้านด้วยตัวเอง จากกระทู้พันทิป ด้วยงบประมาณ 5 แสนบาท ด้วยโครงสร้างเหล็กกล่อง
เหนื่อยเหมือนกันนะครับ สร้างบ้านเองเนี่ย จ้างลูกน้องคนเดียว เอ้ามาดูกัน รูปเยอะครับ ด้วยประสบการณ์ช่างไฟฟ้าสมัยก่อน จึงได้เรียนรู้วิชาช่างก่อสร้างต่างๆไปในตัว ประมาณว่า จับมาแทบทุกอย่าง และก็มาถึงเวลาที่จะสร้างบ้านเป็นของตัวเองสักที เช่าบ้านคนอื่นอยู่มานานละ เริ่มกันเลยที่ หาชื้อเครื่องมือช่าง
ออกแบบตัวบ้าน งานนี้ โครงสร้างเหล็ก ทั้งหมดครับ ไม่มีงานปูนงานไม้ เสียเวลา
หลังจากได้ที่ดินแล้ว ก็มาพิจารณากันว่า จะเอายังงัย อะไรตรงไหน เริ่มต้มด้วยการถ่างป่า
เอาออกให้เกลี้ยง ขออภัยที่ไม่ได้รักธรรมชาติ 5555+
และก็ถึงวันที่ลงเสาเอก ดูวันที่ในรูปได้ครับ
ทีนี้ก็มาถึงการปรับพื้นที่และเทพื้นล่ะครับ ส่วนนี้ ให้ช่างปูนมาเหมาครับ
ระบบไฟฟ้าและประปา ฝังไปพร้อมกับคานไปเลย งานนี้
เทคานรั้วไปด้วยเลย แน่นอน รั้วเหล็ก ง่ายดีครับ
หลายท่านคงสงสัย เสาล่ะ ทำฐานยังไง
มีกราวเสาด้วยนะครับ 2เล่มต่อ 1เสา
เทพื้นเสร็จละ ตั้งเสาเลยละกันครับ เวลามีน้อย
เริ่มคานชั้นล่างเลยครับ เสื้อชมพูนั่น ผมเองครับ อีกคนคือลูกมือ
ขึ้นโครงสร้างไปเรื่อยๆครับ
ใช้แผ่นพื้นของเฌอร่าครับ หนา 20มิล
แผ่นพื้นหนักมาก หาทางออกแทบไม่ได้ จะยกขึ้นมายังไง จบที่ชื้อรอกไฟฟ้าครับ
ไปเรื่อยๆ
อันนี้เอาเสียวกันเลยทีเดียว โครงหลังคา
เริ่มติดแผ่นฝาครับ หนา 10มิล
เริ่มทำโครงรั้วไปด้วยเลย
โครงหลังคาห้องครัว
ปูกระเบื้องก็ปูเอง ปวดเอวแทบแย่
พื้นระเบียงหน้าประตูชั้นล่าง
ขึ้นชั้นบนกันครับ
ระบบไฟฟ้า มีระบบโซล่าเซลด้วยครับ ใช้งานเฉพาะแสงสว่างเท่านั้น ส่วนนี้ก็ทำเองทั้งหมดครับ
ชั้นสอง
ขอเลขที่บ้านเลยครับ
ย้ายแอร์จากบ้านเช่า
ทำบุญกันหน่อย เอาฤกษ์
ลูกสมุน
โดยรวมแล้ว 95% ครับ ที่เหลือก็ตกแต่งด้านนอก และทาสี แต่งบหมดแล้วครับ 55555
สรุป 500,000บาทถ้วน ทั้งหมดที่เห็นในรูป พื้นคอนกรีต รั้ว ตัวบ้าน ใช้เวลา 75วัน
และเสียเวลาตัวผมไปอีก 1เดือน เนื่องจากตกระเบียงชั้นสอง ซี่โครงหักไป 2ซี่
มีแต่ชาวบ้านนินทาว่า โง่ สร้างบ้านเองไม่จ้างใคร
ต้องขออภัย อยากตอกหน้าถามกลับไปว่า ถ้าจ้าง เงิน 5แสน จะได้บ้านแบบไหน แค่ค่ามือช่างก็เกินแสน อาจจะสองแสนด้วยซ้ำ บ้านสองชั้นเนี่ย
ที่จ้างๆก็มี แค่ เทพื้นและคานรั้วเท่านั้นแหล่ะครับ นอกนั้นลุยเองหมด
อย่างว่า งบน้อย ก็ตามสภาพของเรากันไป อย่างน้อย ก็มีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว สบายใจครับ
ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ pantip.com/topic/36404826
โดย saweang | ต.ค. 30, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
หากจะพูดถึงปัญหาหลักๆ ของงานโครงเหล็ก ทุกอย่าง คงหนีไปพ้นเรื่องการเกิดสนิม สนิมกินรั้วหรือวัสดุที่เป็นเหล็ก ถือเป็นเรื่องอมตะทุกยุคทุกสมัยของเหล็ก แม้ว่าจะทาสีที่มีสารป้องกันสนิมไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อผ่านกาลเวลาเมื่อสีลอกหรือหลุดร่อนก็ถึงคราวของสนิมที่จะมาเกาะกิน ดังนั้นเมื่อใดที่เราสังเกตเห็นสนิมแล้วละก็ ให้รีบกำจัดออกไปเสีย ก่อนที่เจ้าสนิมจะกัดกินไปเรื่อยๆ จดหมดผุกร่อน หมดสภาพ
เหล็กรูปพรรณในบ้านเราในรูปแบบต่างๆ มีให้ทางผู้บริโภคได้เลือกใช้ตามความเหมาะสม ซึ่งมีทั้งเหล็กที่ผลิตในไทย และที่ผลิตจากเมืองนอกตามค่าของใบเซอร์ต่างๆ ที่มี ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานญี่ปุ่น JIS หรือมาตรฐานอเมริกา ASTM ส่วนมาตรฐานของไทยคือ มอก.
ซึ่งเหล็กต่างๆ จะมีการผสมที่แตกต่างกันเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่ที่จะพูดถึงนี้ก็คือ การยืดอายุการใช้งานของเหล็ก กล่าวคือ
ทาสีกันสนิมพลายเมอร์เรทออกไซด์ จะเป็นสีกันสนิมสีแดงและสีเทาที่เราพบเห็นกันได้บ่อยในบ้านเรา ซึ่งกรรมวิธีในการทำก็คือจะเอามาผสมกับส่วนผสมต่างๆ เช่น ทินเนอร์ หรือน้ำมันสน (ข้อควรระวัง : หากใช้สีกันสนิมชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรเลือกใช้ทั้งสีกันสนิมและสีจริง ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีเหมือนหนังเหี่ยวย่นได้ ทำให้เกิดความไม่สวยงามและส่งงานไม่ผ่านกับลูกค้า)
ซึ่งเหล็กต่างๆ จะมีการผสมที่แตกต่างกันเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่ที่จะพูดถึงนี้ก็คือ การยืดอายุการใช้งานของเหล็ก กล่าวคือ
เราใช้สีกันสนิม คุณภาพสูงยิ่ง
ทาสีกันสนิม พลายเมอร์เรทออกไซด์ จะเป็นสีกันสนิมสีแดงและสีเทาที่เราพบเห็นกันได้บ่อยในบ้านเรา ซึ่งกรรมวิธีในการทำก็คือจะเอามาผสมกับส่วนผสมต่างๆ เช่น ทินเนอร์ หรือน้ำมันสน (ข้อควรระวัง : หากใช้สีกันสนิมชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรเลือกใช้ทั้งสีกันสนิมและสีจริง ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีเหมือนหนังเหี่ยวย่นได้ ทำให้เกิดความไม่สวยงามและส่งงานไม่ผ่านกับลูกค้า)
เราใช้อัตราส่วนที่เหมาะสม อย่างชำนาญกว่า
เช็คดูส่วนผสมข้างกระป๋องทั้งสีและน้ำมัน ว่าควรจะใช้เพื่อให้เข้ากันในอัตราส่วนเท่าไหร่บ้าง จากนั้นเราจะมีวัสดุที่ใช้ในการกระทำลงบนชิ้นงาน ซึ่งมีอยู่สองอย่างที่นิยมใช้ในบ้านเรา คือ การพ่นโดยใช้กา ซึ่งอาจจะใช้เครื่องหรือใช้คนก็ได้เช่นกัน
การทาสีอย่างมืออาชีพ ไม่เกิดปัญหาตามมา
การทาโดยใช้แปลงหรือลูกกลิ้งทาสี เป็นวิธีนึงที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งจะต้องมีทักษะฝีมือในการทำงานทั้งสองขั้นตอนนี้
ในอะไหล่ Australian Style ทางบริษัทเราใช้เพลาและฉากรับม้วนเคลือบด้วยกัลวาไนซ์อย่างดี ซึ่งทนต่อการเกิดสนิทได้มากกว่า สนิมนั้นเกิดขึ้นง่ายแต่ก็ดูแลไม่ยากที่จะป้องกันไม่ให้เกิดสนิม คุณผู้อ่านอาจจะนำไปใช้ประโยชน์กับตัวเองได้จริง ทั้งเจ้าของบ้านที่มีรั้วเหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกิดสนิม ก็สามารถลองนำไปใช้งานดูได้นะครับ
ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์https://.dusitshutter.com/