โดย saweang | มี.ค. 17, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สำหรับงานช่าง งานซ่อมแซ่ม ก่อสร้างหรือต่อเติมแล้ว ปูนเป็นวัสดุสำคัญในการยึดติดก่อให้เป็นรูปร่าง เป็นรากฐานของบ้านเลยทีเดียว แต่ปูนก็มีหลากหลายประเภท ดังนั้นการใช้งานต่าง ๆ ควรใช้ตามชนิดและคุณสมบัติของปูน ให้เหมาะกับประเภทของงานที่ต้องการจึงจะได้ประสิทธิภาพและประโยชน์ที่แท้จริงของปูนนั้นๆ แล้วเราจะ เลือกซื้อปูน อย่างไร เรามีคำตอบค่ะ

ปูนที่ใช้ในงานช่างและการก่อสร้าง สามารถแบ่งออกได้ 5 ประเภท ใหญ่ๆ ได้แก่
1. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา ใช้ในงานช่างทั่วไป ใช้หล่อทำพื้น เทคาน หรือเสา ใช้ทำ คอนกรีตเสริมเหล็ก
2. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง เป็นการพัฒนาคุณสมบัติของปูนให้สามารถทนทานต่อการกัดกร่อนของบริเวณที่มีเกลือซัลเฟต ใช้ทำงานโครงสร้างขนาดใหญ่อย่าง ตอม่อสะพาน เขื่อน เป็นต้น
3. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ แบบ High-early Strength ใช้สำหรับงานที่ต้องการความเร็วหรืองานเร่งด่วนเป็นพิเศษ เช่นการทำพื้นผิวถนน ทำเสาเข็ม เป็นต้น
4. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ความร้อนต่ำ เป็นปูนที่ออกแบบมาให้เกิดความร้อนในการแข็งตัวน้อย ซึ่งจะส่งผลให้คอนกรีตไม่แตกร้าวง่าย
5. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์แบบทนเกลือซัลเฟตได้สูง ใช้สำหรับก่อสร้างในบริเวณที่มีสภาพดินเค็ม หรืออยู่บริเวณใกล้ทะเล เพราะจะทนต่อการกัดกร่อนของเกลือได้ดี
นอกจากชนิดของปูนแยกตามคุณสมบัติต่าง ๆ ของปูนแล้ว เรายังมีชนิดของปูนแยกตามการใช้งานอีก ได้แก่
ปูนฉาบสำเร็จ
ปูนชนิดนี้จะมีการผสมทรายละเอียดลงไปแล้ว เมื่อจะใช้งานก็สามารถผสมน้ำลงไปแล้วใช้งานได้ทันที
ปูนฉาบผิวบาง
เป็นปูนที่ใช้สำหรับแต่งคอนกรีตให้มีความเรียบเสมอสวยขึ้น มีเนื้อสัมผัสของปูนเป็นพิเศษ เน้นใช้สำหรับตกแต่ง
ปูนฉาบละเอียด
เป็นปูนที่ใช้กับงานละเอียดประเภทงานแต่งหน้าและงานประณีตศิลป์ต่าง ๆ ให้ออกมาสวยงาม เช่น การทำบันไดและส่วนต่าง ๆ ของโบสถ์ เป็นต้น
ปูนกาว
จะเป็นปูนที่มีส่วนผสมของเนื้อกาวอยู่ในซีเมนต์ ใช้สำหรับการยึดเกาะ ติด กับวัสดุอื่น เช่น กระเบื้องกับผนัง จะเหนียวทนยึดติดได้ดี
ปูนเกร๊าท์
ใช้สำหรับงานซ่อมเอนกประสงค์ เป็นปูนที่ใช้ซ่อมแซมงานต่าง ๆ โดยเฉพาะรอยร้าว หรือรอยแตก ตามผนัง ขอบซีเมนต์ ใช้โดยการผสมกับน้ำแล้วทาในบริเวณที่ต้องการ
รู้งี้แล้ว เลือกซื้อปูนครั้งหน้า อย่าลืมเลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งานนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/diy/64757.html
โดย saweang | มี.ค. 17, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เครื่องมือหรืออุปกรณ์คิดค้นคำนวณวัสดุก่อสร้าง ก็เพื่อช่วยให้ช่างก่อสร้างสามารถประเมินจำนวนวัสดุก่อสร้างที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ หากตัวคุณเองอยากจะเป็นช่างก่อมือใหม่ ก็ต้องประเมินหาเสียก่อนว่าต้องใช้ก้อนอิฐปริมาณเท่าไหร่ในการก่อกำแพง เป็นการประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และเซฟพลังงานในการก่อไปได้มาก นอกจากนี้การคำนวณวัสดุก่อสร้างยังถือเป็นเรื่องจำเป็น ที่เจ้าของบ้านมักจะหลงลืมที่จะคำนวณหรือประเมินเปรียบเทียบเสียก่อนกลายเป็นช่องทางให้ผู้รับเหมาก่อสร้างบางรายฉวยโอกาสนี้ในการโกงวัสดุก่อสร้างได้โดยสะดวก Decor.MThai จึงนำ วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง มาฝากกัน
วิธีคำนวณอิฐก่อกำแพง

ถ้าคุณต้องการก่อกำแพงหนา 5 นิ้ว ขนาด 30 ฟุต x 40 ฟุต = กำแพงมีปริมาตร 1,200 ตารางฟุต จากนั้นให้หาปริมาตรของอิฐ ยกตัวอย่างเช่น อิฐ 1 ก้อน มีขนาดสูง 3 นิ้ว และยาว 8 นิ้ว ให้คำนวณโดยแปลงเป็นหน่วยวัดเดียวกันกับกำแพงที่เราต้องการก่อ โดยแปลงหน่วยนิ้วให้เป็นฟุตเสียก่อนดังนี้ 3/12 x 8/12 = อิฐ 1 ก้อน จะ,มีปริมาตร 0.16666 ตร.ฟุต
วิธีคำนวณหาจำนวนก้อนอิฐที่ต้องสำหรับก่อกำแพงคือ
หารปริมาตรของกำแพงด้วยปริมาตรของอิฐ 1200/0.1666 = เราต้องใช้อิฐ 7202.881 ก้อน หรือปัดขึ้นเป็น 7203 ก้อนนั่นเอง
จากนั้นสิ่งที่ต้องนำมาคำนวณด้วยคือ ความหนาแน่นของปูนที่เราใช้สำหรับเชื่อมอิฐแต่ละก้อน
หากปูนหนาแน่น 1/2 นิ้ว = 5%
หากปูนหนาแน่น 1 นิ้ว = 10%
ถ้าคุณใช้ปูน 1/2 นิ้วในการก่อ คุณก็สามารถหัก 1% ออกจากจำนวนอิฐทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องใช้ได้
สูตรง่ายๆ ก็คือ
1- คำนวณหาพื้นที่กำแพงที่ต้องการก่อ สูตรคือ ความสูงของกำแพง x ความกว้างของกำแพง x ความหนาของกำแพง
2- จากนั้นให้นำ ความยาว ความกว้างและความหนาของก้อนอิฐ มาคูณกัน สูตรคือ ความยาวก้อนอิฐ x ความกว้างก้อนอิฐ x ความหนาของก้อนอิฐ
3- สุดท้ายคุณต้องรู้ความหนาแน่นของปูนที่จะใช้ในการก่อ
จากนั้นมาหักจำนวนอิฐที่เราไม่ต้องการใช้ จากเดิมที่เราต้องใช้อิฐทั้งหมดจำนวน 7203 ก้อนนั้น ให้คำนวณโดย 7203 x 10/100 = 720.3 ตีกลมๆ คือ มีอิฐจำนวน 720 ก้อนที่เราไม่จำเป็นต้องใช้จากอิฐทั้งหมด 7203 ก้อน ก็ให้นำไปลบ ตามสูตร 7203 – 720 = เราจำเป็นต้องใช้อิฐทั้งหมดเป็นจำนวน 6483 ก้อน เพื่อก่อกำแพงขนาด 30 ฟุต x 40 ฟุต ด้วยความหนา 5 นิ้ว
วิธีนี้ใช้เพื่อคำนวณหาอิฐสำหรับการก่ออิฐชั้นเดียวเท่านั้น หากจะก่อ 2 ชั้น ก็ให้คูณ 2 เข้าไป จะได้ 6483 x 2= 12,966 ก้อนนั่นเองค่ะ
ที่มาจาก engineeringdiscoveries.com ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/home-idea
โดย saweang | มี.ค. 17, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
วิธีผสมปูนก่ออิฐ ไม่ว่าจะเป็นอิฐมอญ หรือ อิฐบล็อกก็ใช้สูตรนี้สำหรับงานช่างเล็กๆ น้อยๆ หรือใครจะถนัดงานใหญ่ก่อร่างสร้างบ้านก็ตามสะดวก มือใหม่หัดทำก็สามารถเอาสูตรนี้ไปลองทำดูด้วยตัวเองกันได้ พร้อมเผยวิธีสังเกตว่า ปูนที่ผสมมานั้นใช้ได้จริงหรือไม่ กันจ้า
วิธีผสมปูนก่ออิฐ

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
– ปูนซีเมนต์ สำหรับงานก่อหรืองานฉาบ (วิธีเลือกซื้อ สามารถอ่านได้จากฉลากข้างถุงเลยจ้าว่าสำหรับใช้งานอะไร )
– ทรายหยาบ
– น้ำ
– กระบะผสมปูน หรือ ถังปูน (เลือกขนาดภาชนะผสมได้ตามปริมาณการใช้งาน)
– จอบ
– เกรียงเหล็กปลายแหลม

อัตราส่วนผสม และวิธีผสมปูนก่ออิฐ
ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน : ทรายหยาบ 3 ส่วน ค่อยๆ ใส่น้ำแล้วใช้จอบคลุกผสมให้เข้ากันในกระบะผสมปูน หรือ ใช้เกรียงเหล็กปลายแหลมตักคนผสมให้เข้ากันในถังปูน (ใช้ภาชนะใหญ่หรือเล็กเลือกตามปริมาณปูนที่ต้องการใช้งาน) ระวังอย่าให้เหลวเกิน เพราะจะทำให้ผนังอิฐที่เราก่อยุบตัวจนล้มได้
วิธีสังเกตว่าผสมปูนได้ที่แล้วหรือไม่นั้น สังเกตได้โดยใช้จอบตักปูนที่ผสมแล้วขึ้นมา ถ้าเนื้อปูนติดเป็นก้อนขึ้นมา แสดงว่าใช้ได้แล้ว แต่ถ้าปูนเหลวก็จะตักไม่ได้หรือตักได้มันก็จะติดขึ้นมาน้อยเพราะมันจะไหลออก ต้องผสมใหม่ ถ้าผสมได้ที่เป็นก้อนแล้ว ก็สามารถนำไปใช้งานได้เลย
อนึ่ง สูตรผสมปูนนี้ไม่เหมาะกับงานก่ออิฐสำเร็จรูปหรืออิฐมวลเบา เนื่องจากปูนสำหรับก่ออิฐมวลเบาไม่ต้องใช้ทรายมาเป็นส่วนผสม ต้องผสมอีกสูตรจ้า
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com
โดย saweang | มี.ค. 11, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
บันได เป็นหนึ่งในองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญ เพราะนอกจากบันไดจะใช้เป็นทางสัญจรทางตั้งที่เชื่อมต่อระหว่างชั้นต่างๆ ของบ้านเข้าด้วยกันแล้ว บันไดยังเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่สามารถแสดงออกด้านความงาม และความประทับใจให้แก่ผู้อยู่อาศัย และผู้ที่มาเยี่ยมเยือน การออกแบบ หรือสร้างบันไดสักตัว โครงสร้างของบันไดเป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึงถึง จากนั้นจึงค่อยเลือกรูปทรงของบันไดให้เข้ากับพื้นที่ที่มีอยู่ เช่น บันไดทางตรง บันไดหักฉาก บันไดหักกลับ หรือบันไดเวียน เป็นต้น จากนั้นจึงเลือกวัสดุปิดผิวต่างๆ ให้บันไดมีความสวยงาม
โครงสร้างของบันได โดยทั่วไปนั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ บันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็ก โดยที่บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็กจะมีลักษณะการก่อสร้างที่ใกล้เคียงกันจึงขออธิบายรวมอยู่ในหัวข้อเดียวกัน
1. บันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก
บันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: คอนกรีตเสริมเหล็ก”) มักเป็นบันไดทึบคือไม่สามารถมองลอดลูกตั้ง (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: ลูกตั้งลูกนอน”) ไปได้ การก่อสร้างจะต้องมีการทำไม้แบบ และผูกเหล็กเสริม ก่อนที่จะเทคอนกรีต การก่อสร้างจึงใช้เวลามาก บันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแบ่งเป็น 4 รูปแบบหลักๆ คือ
1.1 บันไดท้องเรียบ – เป็นบันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีท้องบันไดเรียบ เป็นบันไดแบบพื้นฐานที่สร้างง่ายที่สุด ช่างทั่วไปมีความชำนาญในการสร้าง
ภาพ: บันไดท้องเรียบ
1.2 บันไดพับผ้า – เป็นบันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีท้องบันไดเป็นหยักไปตามขั้นบันได เป็นบันไดที่มีความสวยงามมากกว่าบันไดท้องเรียบ แต่ต้องแลกมาด้วยการก่อสร้างที่ยากขึ้น เนื่องจากจะช่างจะต้องตีไม้แบบเป็นหยักที่ท้องบันได
ภาพ: บันไดพับผ้า
1.3 บันไดพับผ้าแบบมีแม่บันได – ลักษณะเหมือนบันไดพับผ้า แต่จะมีแม่บันไดทำหน้าที่เป็นคานช่วยรับน้ำหนัก ซึ่งอาจจะอยู่กลาง หรือริมบันไดก็ได้ บันไดพับผ้าแบบมีแม่บันไดนี้ (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: แม่บันได”) สามารถลดความหนาของลูกตั้งและลูกนอน (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: ลูกตั้งลูกนอน”) บันไดให้บางมากขึ้นได้ เนื่องจากมีแม่บันไดรับน้ำหนักแล้ว
ภาพ: บันไดพับผ้าแบบมีแม่บันได
1.4 บันไดลอย – เป็นบันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่ยื่นเฉพาะลูกนอนบันไดออกมาจากผนัง เหมือนขั้นบันไดแต่ละขั้นลอยได้ ซึ่งจริงๆ แล้วจะมีแม่บันไดคอนกรีตเสริมเหล็กซ่อนอยู่ในผนัง
ภาพ: บันไดลอย
2. บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็ก
บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็ก เป็นโครงสร้างบันไดที่เกิดจากการประกอบกันของชิ้นส่วนรับแรงต่างๆ ที่ทำจากไม้หรือเหล็ก โดยโครงสร้างของบันไดประกอบไปด้วย
1. แม่บันได (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: แม่บันได”) เป็นโครงสร้างหลัก ทำหน้าที่เหมือนคานรับน้ำหนัก
2. ลูกนอนบันได เป็นส่วนของพื้นที่ไว้เหยียบ
3. ลูกตั้งบันได เป็นส่วนที่ปิดระหว่างลูกนอนบันไดแต่ละขั้น
4. พุกบันได ทำหน้าที่ยึดลูกนอนบันไดเข้ากับแม่บันได
ภาพ: ส่วนประกอบบันไดโครงสร้างไม้และโครงสร้างเหล็ก
บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็ก จะต้องประกอบไปด้วยส่วนประกอบอย่างน้อย 2 ส่วน คือ แม่บันได และลูกนอนบันได สำหรับในส่วนของลูกตั้งบันได จะมีหรือไม่มีก็ได้ ซึ่งหากไม่มีลูกตั้งก็จะเป็นบันไดแบบโปร่ง
บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็ก (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: โครงสร้างเหล็ก”) สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ ตามลักษณะแม่บันได
2.1 แม่บันไดขนาบข้างขั้นบันได – เป็นบันไดที่มีแม่บันไดอยู่ขนาบข้างขั้นบันไดทั้งสองฝั่ง โดยที่ลูกนอนบันไดยึดติดโดยตรงกับแม่บันได หากเป็นบันไดไม้จะใช้สลักหรือตะปูยึด ส่วนบันไดเหล็กจะใช้การเชื่อมหรือยึดด้วยสกรู
ภาพ: แม่บันไดขนาบข้างบันได
ภาพ: แม่บันไดขนาบข้างบันได (บันไดแบบทึบ)
2.2 แม่บันไดอยู่ใต้ขั้นบันได – เป็นบันไดที่มีแม่บันไดอยู่ใต้ขั้นบันได โดยที่บันไดจะมีพุกบันไดทำหน้าที่ยึดลูกนอนที่วางขนานกับพื้น ให้เข้ากับแม่บันไดที่วางเอียง แม่บันไดที่วางใต้ขั้นบันไดนี้มีได้ตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป อาจวางตรงกึ่งกลางบันได หรือวางสองข้างของบันไดก็ได้
ภาพ: แม่บันไดอยู่ใต้ขั้นบันได (บันไดแบบโปร่ง แม่บันไดกลาง)
ภาพ: แม่บันไดอยู่ใต้ขั้นบันได (บันไดแบบโปร่ง แม่บันไดริม)
ภาพ: แม่บันไดอยู่ใต้ขั้นบันได (บันไดแบบทึบ แม่บันไดริม)
จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของบันไดมีหลากหลายรูปแบบ สามารถเลือกใช้ได้ตามความชอบ และงบประมาณที่มีอยู่ โดยโครงสร้างของบันไดในแต่ละรูปแบบนั้นก็มีการออกแบบรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งควรที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ทั้งสถาปนิก และวิศวกร เพื่อที่จะได้บันไดที่มีทั้งความแข็งแรง และความสวยงามไปในตัว
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.scgbuildingmaterials.com/
โดย saweang | มี.ค. 10, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การผลิตเหล็กกล้า
จากเหล็กถลุงสามารถนำไปผลิตเป็นเหล็กชนิดอื่นๆ ได้ เช่น เหล็กกล้า เหล็กกล้าผสม เหล็กหล่อเทา (gray cast iron) เหล็กพืด (wrought iron) เหล็กตีให้แผ่ได้ (malleable iron) เหล็กนอดุลาร์ (nodular) ประมาณร้อยละ ๘๕-๙๐ ของเหล็กถลุงที่ผลิตได้จะนำไปเปลี่ยนสภาพเป็นเหล็กกล้า ปัจจุบันนี้การแปรรูปเหล็กถลุงเป็นเหล็กชนิดอื่นร้อยละ ๙๐ จะกระทำต่อเนื่องหลังจากที่ได้เหล็กถลุงจากเตา โดยนำเหล็กถลุงที่ยังหลอมละลายใส่รถเบ้า (ladle car) ไปเทใส่เตาที่จะแปรรูป ขณะที่ยังเป็นของเหลวส่วนที่ส่งไปแปรรูปไม่ทัน จะหลอมรวมตัวเป็นแท่งเอาไปใช้งานต่ออีกครั้งหนึ่ง ความแตกต่างของเหล็กแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอน และรูปของคาร์บอนที่อยู่ในเหล็ก เช่น อยู่ในรูปของแกรไฟต์ในเหล็กหล่อเทา หรืออยู่ในรูปของสารประกอบเหล็กและคาร์บอน เป็นต้น
เหล็กกล้าเป็นเหล็กที่ใช้มากที่สุด เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอน ระหว่างร้อยละ ๐.๑-๑.๔ มักจะเรียกเหล็กกล้าว่า เหล็กกล้าคาร์บอน (carbon steel) เหล็กกล้ามีคุณสมบัติเด่นคือสามารถชุบเพิ่มความแข็ง หรือเปลี่ยนคุณสมบัติทางกายภาพอื่นๆ ได้ เหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำจะเพิ่ม หรือลดความแข็งได้ไม่ดีเท่าเหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนสูง เหล็กกล้าแบ่งออกตามปริมาณคาร์บอนในเนื้อเหล็ก ๓ ชนิด คือ เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (low carbon steel) มีคาร์บอนในเหล็กไม่เกินร้อยละ ๐.๓๐ เหล็กกล้า คาร์บอนปานกลาง (medium carbon steel) มีคาร์บอนในเหล็กร้อยละ ๐.๓๐-๐.๗๐ และเหล็กกล้าคาร์บอนสูง (high carbon steel) มีคาร์บอนร้อยละ ๐.๗๐-๑.๔๐
การผลิตเหล็กกล้าจากเหล็กถลุงส่วนใหญ่เป็นการลดสารเจือปน และคาร์บอนในเหล็กถลุงให้ได้ปริมาณตามต้องการ ด้วยการเพิ่มออกซิเจนให้กับคาร์บอน และสารเจือปนโดยอาศัยปฏิกิริยาจากความร้อนและออกซิเจน ซึ่งมีหลายวิธี เช่น ใช้เตาออกซิเจน (basic oxygen furnace หรือ BOF) เตาไฟฟ้า (electric furnace) เตาโอเพนฮาร์ท (open-hearth) และวิธีเบสเซเมอร์ (Bessemer converter) ปัจจุบันนี้ เลิกใช้วิธีเบสเซเมอร์แล้ว เตาส่วนใหญ่ที่ใช้ผลิตเหล็กกล้าเป็นเตาสามชนิดแรกและมีอัตรากำลังผลิตร้อยละ ๖๐, ๒๕ และ ๑๕ ตามลำดับ
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน
ดัดแปลงจากหลักการของเซอร์เฮนรี เบสเซเมอร์ ผู้ค้นพบวิธีทำเหล็กกล้า ด้วยการพ่นอากาศเข้าไปในเตาที่มีเหล็กถลุงหลอมละลายอยู่โดยพ่นจากด้านล่างของเตาเบสเซเมอร์ และพยายามที่จะใช้ก๊าซออกซิเจนแทนอากาศแต่ไม่ประสบผลสำเร็จในขณะนั้น เนื่องจากเทคโนโลยีของการผลิตออกซิเจนไม่อำนวย เตาออกซิเจนที่ใช้ปัจจุบันได้ดัดแปลงการพ่นออกซิเจนเข้าทางด้านบนของเตาแทน การทำงานของเตาเริ่มด้วยการเติมเศษเหล็กลงเตา แล้วเติมเหล็กถลุงเหลวที่ได้จากเตาถลุงแบบพ่นลม (อัตราส่วนเหล็กกับเหล็กถลุง ๓๕/๖๕) เมื่อตั้งเตาตรงแล้วหย่อนท่อออกซิเจนที่มีน้ำหล่อเย็นลงในเตา เริ่มพ่นออกซิเจนอุณหภูมิในเตาจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดเดือดของเหล็กประมาณ ๑,๖๕๐ เซลเซียส คาร์บอน แมงกานีส และซิลิกา จะได้รับการเติมออกซิเจนกลายเป็นออกไซด์ เมื่อเติมหินปูนและแร่ฟันม้า (feldspar) ลงในเตา เพื่อให้แยกเอาสิ่งเจือปน เช่น ฟอสฟอรัส และกำมะถันออกในรูปของตะกรัน (slag) แล้ว จะเอียงเตาเพื่อนำเหล็กมาทดสอบหาคุณสมบัติเมื่อได้คุณสมบัติตามต้องการจะเทเหล็กออกจากเตา การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจนใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ ๔๕ นาที ผลิตเหล็กกล้าได้ครั้งละ ๑๘๐-๒๕๐ ตันต่อเตา เหล็ก ๑ ตัน ใช้ออกซิเจนประมาณ ๕๐ ลูกบาศก์เมตร

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้าแบบอินไดเรกต์อาร์ก
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้า
เหล็กที่ใช้ทำเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้า มักจะเป็นเศษเหล็กกล้าปนกับเหล็กถลุง บางครั้งอาจใช้เหล็กถลุงที่หลอมละลายจากเตาถลุงแบบพ่นลม เดิมเตาไฟฟ้าเป็นแบบอินไดเรกต์อาร์ก (indirect arc furnace) ความร้อนที่ใช้ในการหลอมละลายได้จากอาร์กที่เกิดขึ้นระหว่างขั้วไฟฟ้าที่ทำด้วยถ่าน (graphite electrode) ขั้วทั้งสองวางอยู่ในแนวราบ เตาชนิดนี้มีประสิทธิภาพต่ำ จึงมีการพัฒนาเตาไฟฟ้าหลอมเหล็กขึ้นใหม่ โดยใช้ขั้วที่ทำด้วยถ่านแกรไฟต์วางอยู่ในแนวดิ่ง และให้เหล็กที่อยู่ในเตาทำหน้าที่เป็นอีกขั้วหนึ่งในขณะที่ทำงานจะต้องให้ขั้วที่เป็นแท่งถ่านอยู่ห่างจากเศษเหล็กหรือผิวของเหล็กที่หลอมละลายพอควร เพื่อที่จะให้เกิดอาร์กพอเหมาะ เตาชนิดหลังนี้เรียกว่า เตาไดเรกต์อาร์ก (direct arc furnace) เป็นเตาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าชนิดแรก ภายในบุด้วยอิฐทนไฟ เตามีความจุ ๑๐๐-๒๗๐ ตัน เจาะเอาเหล็กที่ละลายออกทุก ๆ ๒-๓ ชั่วโมง สำหรับเตาที่เจาะเหล็กซึ่งหลอมละลายออกครั้งละ ๑๑๐ ตัน ต้องใช้พลังไฟฟ้า ๕๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ชั่วโมง
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาโอเพนฮาร์ท
เตาโอเพนฮาร์ทมีลักษณะคล้ายกระทะ หรืออ่างเก็บน้ำ ใช้เปลวไฟที่ได้จากการเผาน้ำมันเตา หรือก๊าซบางชนิดพ่นบนผิวหน้าของเหล็กถลุงเหลวที่อยู่ในเตาโดยพ่นเปลวไฟจนเหล็กใกล้จุดเดือด (ใช้เวลา ๖-๗ ชั่วโมง) หลังจากนั้นเติมฟลักซ์ (fluxing agents) แล้วพ่นเปลวไฟต่อไปอีก ๓-๔ ชั่วโมง จึงเทน้ำเหล็กออก รวมเวลาที่ใช้ในการทำเหล็กกล้าประมาณ ๑๐ ชั่วโมง เตาชนิดนี้มีขนาดความจุของเตา ๕๐-๕๐๐ ตัน
ในประเทศไทยยังไม่มีการถลุงเหล็กจากแร่เหล็กเพียงแต่มีโครงการผลิตเหล็กจากแร่เหล็ก โดยวิธีลดออกซิเจนโดยตรง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการหาเงินมาลงทุน การผลิตเหล็กกล้าในประเทศเป็นการนำเศษเหล็กมาหลอมในเตาไฟฟ้า นำเหล็กที่ได้มาทำเหล็กก่อสร้าง เช่น เหล็กที่ใช้เสริมคอนกรีตเป็นเหล็กเส้นกลม หรือเหล็กฉาก