โดย saweang | ก.ค. 23, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเหล็กหรือบ้านปูนย่อมมีเสน่ห์ในตัวเอง แต่มีหลายคนยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับการก่อสร้างว่าควรจะเลือกใช้โครงสร้างชนิดใดดีระหว่างโครงสร้างเหล็กที่สามารถก่อสร้างได้รวดเร็วหรือโครงสร้างคอนกรีตที่มีการก่อสร้างอยู่ทั่วไป ซึ่งการเลือกใช้เหล็กหรือคอนกรีตในการสร้างอาคารนั้น นอกจากเรื่องของความชอบส่วนตัวแล้ว ยังมีข้อพิจารณาอื่นๆ อีก เพื่อให้ชนิดของโครงสร้างที่ใช้เหมาะกับอาคารและฟังก์ชั่นภายในอาคารให้มากที่สุด
1. โครงสร้างช่วงพาดกว้าง (Long span)
หากคุณต้องการ Space ภายในอาคารที่สามารถสร้างความต่อเนื่องสำหรับกิจกรรมต่างๆ ได้ เช่น โถงสำหรับจัดนิทรรศการหรือบ้านที่มีแปลนแบบ open plan การเลือกใช้โครงสร้างเหล็กจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการเรื่องของการใช้พื้นที่ได้ดีกว่าโครงสร้างคอนกรีต เนื่องโครงสร้างเหล็กสามารถก่อสร้างให้มีช่วงพาดระหว่างเสาได้กว้างกว่าโครงสร้างคอนกรีตได้หลายเท่าโดยคานจะมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปและอาจจะไม่ต้องมีเสามาคั่นกลางเพื่อรับน้ำหนัก
2. โครงสร้างยื่นจากตัวอาคาร (Cantilever structure)
หนึ่งในเสน่ห์ของงานสถาปัตยกรรมคือรูปทรงของอาคาร บ่อยครั้งที่โครงสร้างอาคารจำเป็นต้องยื่นออกไปจากเสาที่รับน้ำหนักไปมากเพื่อให้ห้องเหมือนลอยอยู่ในอากาศ ทำให้โครงสร้างในส่วนนี้จำเป็นต้องใช้โครงสร้างยื่น (Cantilever structure) ที่ทำจากเหล็กเพราะด้วยคุณสมบัติที่เบาและแข็งแรงจึงทำให้เหมาะสำหรับทำโครงสร้างอาคารที่มีดีไซน์ได้ง่ายหรือสะดวกกว่าทำด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก
3. ขนาดของโครงสร้าง
นอกจากข้อดีของโครงสร้างเหล็กในด้านการรับแรงสั่นสะเทือนแล้ว อาคารที่มีเสาเป็นโครงสร้างเหล็กโดยทั่วไปจะสามารถรับแรงได้มากกว่าโครงสร้างคอนกรีตในกรณีที่เสานั้นๆมีขนาดที่เท่ากัน ซึ่งในทางกลับกัน เสาที่จะใช้หากเป็นเสาเหล็กรูปพรรณรีดร้อนก็มีโอกาสจะได้เสาที่มีขนาดที่เล็กกว่าเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก เนื่องจากกำลังรับแรงของตัววัสดุนั่นเอง
4. ความรวดเร็วในการก่อสร้าง
โครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อนสามารถก่อสร้างได้เร็วกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กโดยประมาณ 2 – 3 เท่า เหมาะกับการก่อสร้างที่มีเรื่องเวลาเข้ามาเป็นปัจจัยหรืออาคารสาธารณะที่มีเรื่องขอระยะเวลาในการเช่าที่ดิน เนื่องจากโครงสร้างเหล็กสามารถติดตั้งและรื้อถอนง่าย ใช้แรงงานน้อยเพราะมีขั้นตอนในการใช้เครื่องจักรมาทำงานแทนแรงงานคน จึงใช้เวลาก่อสร้างเร็วขึ้น
5. จำนวนแรงงานช่าง
การก่อสร้างอาคารแต่ละหลังนั้น การเลือกใช้ชนิดของโครงสร้างมีผลโดยตรงต่อจำนวนแรงงานที่ใช้ เนื่องจากหากคุณเลือกสร้างอาคารด้วยโครงสร้างคอนกรีตอาจต้องเสียงบประมาณเรื่องค่าแรงงานมากกว่าการก่อสร้างด้วยโครงสร้างเหล็ก เนื่องจากโครงสร้างคอนกรีตมีขั้นตอนการก่อสร้างมากกว่า ทำให้ต้องใช้จำนวนของช่างมากกว่านั่นเอง ดังนั้นการเลือกใช้โครงสร้างเหล็กจึงทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ ยิ่งถ้าได้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญงานเหล็กก็จะทำให้งานดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพเรียบร้อย
6. ความแข็งแรงต้านทานภัยธรรมชาติ
สถานการณ์แผ่นดินไหวเริ่มใกล้ตัวเรามากกว่าอดีตที่ผ่านมา โครงสร้างที่สามารถออกแบบให้เหมาะและง่ายต่อการก่อสร้างและสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้ดีคือโครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อน เนื่องจากเหล็กรูปพรรณรีดร้อนมีความยืดหยุ่นและรับการบิดได้มากกว่าโครงสร้างคอนกรีต เช่นสะพานเหล็กและสะพานแขวนต่างๆ ที่เวลาถูกพายุหรือเกิดแผ่นดินไหว ถึงจะมีแกว่งตัวก็ยังคืนตัวและแข็งแรงดังเดิม
7. มลพิษที่เกิดจากการก่อสร้าง
งานก่อสร้างคอนกรีตถือเป็นการก่อสร้างแบบระบบเปียก หรือ Wet Process เนื่องจากในกระบวนการจะมีเรื่องของน้ำปูน ฝุ่นผงและเศษปูนที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการ บ่อยครั้งที่พบปัญหามลพิษที่กระทบพื้นที่รอบข้าง ส่วนงานเหล็กรูปพรรณรีดร้อนนั้นถือเป็นงานระบบแห้ง หรือ Dry Process ทำให้มีมลพิษที่เกิดจากการก่อสร้างน้อยจึงลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพและรบกวนบริเวณรอบพื้นที่ก่อสร้างได้ดีกว่า
8. การตรวจเช็คคุณภาพโครงสร้าง
งานเหล็กรูปพรรณรีดร้อนสามารถตรวจเช็คคุณภาพงานได้ง่ายกว่าเพราะปราศจากสิ่งที่ปกคลุม อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบคุณภาพของเหล็กได้ตั้งแต่โรงงานที่ผลิต โดยเฉพาะงานโครงสร้างเหล็กที่เป็นชิ้นส่วนประกอบมาจากโรงงานยิ่งสามารถไว้ใจและตรวจสอบคุณภาพได้ง่ายกว่างานโครงสร้างคอนกรีต ที่ต้องมีการตรวจสอบ สัดส่วนการผสมคอนกรีตในงานลักษณะต่างๆให้เหมาะสม และมีโอกาสไม่ได้มาตรฐานมากกว่างานเหล็ก
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com
โดย saweang | มิ.ย. 1, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็กคือ ทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปเพื่อการใช้งาน และถือได้ว่าเป็นวัสดุที่ใช้ได้ทั้งงานก่อสร้าง งานที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับวัตถุและสิ่งของต่างๆ มาอย่างแพร่หลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างที่กล่าวมาขั้นต้นนั้น การนำแร่ธาตุจากธรรมชาติมาแปรรูปเพื่อใช้งาน จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เป็นรูปแบบเหมือนกันในการแปรรูปเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานของผู้บริโภค
คุณสมบัติของเหล็ก
คุณสมบัติของเหล็กที่ผ่านการแปรรูปแล้วที่สามารถนำไปใช้ในงานได้หลักๆ คือความทนทานทั้งต่อการใช้งานและสภาพแวดล้อม พร้อมทั้งต้องมีความยืดหยุ่นที่ดี สามารถนำไฟฟ้าและนำความร้อนได้ หลังจากนั้นในกระบวนการเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับงานนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของวิศวกรผู้ควบคุมงาน ที่ต้องคิดและคำนวณดูปัจจัยในเรื่องต่างๆ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานมากที่สุด ซึ่งคุณสมบัติของเหล็กก็มีดังนี้
1. สภาพยืดหยุ่น (Elasticity)
เป็นคุณสมบัติที่ของแข็งหรือเหล็กสามารถเปลี่ยนรูปร่างรูปทรงได้ เมื่อมีแรงกระทำที่พอดี สามารถแบ่งออกได้อีก 2 ประเภท
สภาพยืดหยุ่น (elasticity) คือ คุณสมบัติที่วัตถุหรือของแข็งเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเมื่อได้รับแรงกระทำที่เพียงพอและสามารถคืนกลับสู่สภาพปกติได้เมื่อไม่มีแรงมากระทำ
สภาพพลาสติก (plasticity) คือ คุณสมบัติที่วัตถุเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปอย่างถาวรเมื่อได้รับแรงกระทำที่เพียงพอ โดยที่พื้นผิวภายนอกไม่แตกหักหรือฉีกขาด
2. ความเค้น (Stress)
เป็นคุณสมบัติทางฟิสิกส์ สามารถอธิบายได้ว่า เป็นความเข้มข้นของแรงกระทำระหว่างอนุภาคภายในของวัตถุหรือของแข็งชิ้นนั้นๆ ต่อแรงภายนอกที่กระทำเพิ่มเข้าไป โดยในกระบวนการทดสอบมาตรฐานของเหล็กนั้น จะใช้การวัดความเข้มข้นของแรงกระทำภายในเฉลี่ยต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิวภายใน
3. ความเครียด (Strain)
เป็นคุณสมบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัตถุเมื่อได้รับแรงภายนอกมากระทำ หรือกล่าวง่ายๆ คือ อัตราส่วนของรูปร่างที่เปลี่ยนไปต่อรูปร่างเดิม การวัดและคำนวณหาความเครียดสามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ แบบเส้นตรง (แรงที่มีกระทำมีละกษณะเป็นแรงกด แรงดึง) และแบบเฉือน (แรงที่มีกระทำเป็นแรงแบบเฉือน)
4. การดึงเป็นเส้น (Ductile)
เป็นคุณสมบัติของวัตถุหรือเหล็กที่สามารถทำให้เพิ่มความยาว ขึ้นรูป หรือดึงออกมาเป็นเส้นได้โดยง่าย ถึงแม้ว่าจะได้รับแรงกระทำเข้าไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งเหล็กที่มีคุณสมบัติเหล่านี้จะมีคุณสมบัติความยืดหยุ่นแบบพลาสติก ที่เป็นการแปรรูปอย่างถาวรสามารถคืนสภาพเดิมได้ยาก ตัวอย่างของเหล็กและโลหะแปรรูปที่มีคุณสมบัตินี้คือ ตะกั่ว และทองแดง เป็นต้น
5. ความเปราะ (Brittle)
เป็นคุณสมบัติของวัตถุทุกชนิดที่จะมีขีดกำจัดของความยืดหยุ่นเป็นของตนเอง เมื่อวัตถุชิ้นนั้นๆ ได้รับแรงกระทำที่มากเกิดขีดจำกัดก็จะทำให้เกิดการเปราะแตกได้ ซึ่งวัตถุที่มีความเปราะสูงไม่ได้หมายความว่าเป็นวัตถุที่ไม่ทนทาน ยกตัวอย่างเช่น แก้วหรือเซรามิกที่มีความเปราะสูงแต่สามารถทนแรงดึงได้มากกว่าโลหะบางชนิด ดังนั้นคุณสมบัติข้อนี้นั้นใช้เป็นตัวเลือกที่ใช้ในการพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน
การเลือกใช้เหล็กให้ตรงกับการใช้งานควรเลือกอย่างไร
ในการเลือกใช้งานของเหล็กแปรรูปนั้น เนื่องจากประเภทของเหล็กมีความหลายหลายมาก อาจทำให้เกิดความสับสนและการเลือกใช้งานที่ผิดรูปแบบ ส่งผลต่อเนื่องไปยังความแข็งแรง ความทนทานและความปลอดภัยของผู้บริโภค ทำให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมีการกำหนดมาตรฐาน มอก.เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วประเทศไทย ซึ่งได้มีการทำป้ายระบุรายละเอียดต่างๆ ไว้ ได้แก่ บริษัทผู้ผลิต, ประเภทของเหล็ก, ขนาดทั้งเรื่องของความยาว ความกว้างหน้าตัด, วัน เดือน ปีที่ผลิต และที่สำคัญคือ มีการระบุเครื่องหมายมอก.ที่แสดงให้เห็นว่าวัสดุชนิดนี้ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว
เหล็กกับภัยพิบัติจากธรรมชาติครั้งใหญ่
ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผ่นดินไหวหรือวาตภัย โครงสร้างของอาคารบ้านเรือนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาคารเหล่านั้นต้องได้รับแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินที่รุนแรงหรือต้องทนทานต่อการสั่นไหวจากลม ซึ่งจะอาศัยคุณสมบัติความแข็งแรงอย่างเดียวไปเพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการเสริมคุณสมบัติความเหนียวและความทนทานเข้าไปด้วย ดังนั้นในโครงสร้างอาคารและบ้านเรืองจึงจำเป็นต้องมีการเสริมเหล็ก เพื่อเสริมสร้างคุณสมบัติที่คอนกรีตอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ อีกทั้งการเสริมเหล็กยังเอื้อต่อการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมให้มีความหลายหลากมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การสร้างโครงสร้างให้ยื่นออกไปเพื่อเป็นการรองรับแรงสั่นสะเทือน หรือการโค้งการดัดต่างๆ เพื่อให้เกิดสะพานเกิดรูปร่างที่สวยงามแตกต่างและการรับน้ำหนักที่มากขึ้น
เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ หรือการเสริมเหล็ก
เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐาน ในการออกแบบก่อสร้างอาคารบ้านเรือนที่มีความทนทานต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เพราะโครงสร้างที่มีการเสริมเหล็กเข้าไปจะช่วยเพิ่มคุณสมบัติของคอนกรีตที่มีเพียงความทนทานให้เพิ่มความเหนียวและความยืดหยุ่นเข้ามา
คอนกรีตเสริมเหล็ก
คอนกรีตเสริมเหล็กถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการออกแบบและก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เช่น ใช้เป็นพื้นหรือฐานของอาคาร ใช้เป็นบันได และคานรับน้ำหนัก เป็นต้น ที่มีคุณสมบัติทางกลในเรื่องของการรับน้ำหนัก ซึ่งทำหน้าที่หลักในการรับแรงดึงและแรงอัดเท่านั้น
ประเภทของเหล็กแปรรูปที่ใช้เป็นเหล็กเสริมในคอนกรีตนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ เหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย ที่เป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมของคาร์บอนต่ำทำให้เหล็กเหล็กหนาแน่นละเอียดมากกว่าเหล็กประเภทอื่นๆ และเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานก่อนนำเหล็กเหล่านี้ออกมาใช้ ทางผู้ผลิตจะต้องทำการทดสอบคุณสมบัติของเหล็กกล้าทั้งคุณสมบัติทางกายภาพ และคุณสมบัติทางกลของเหล็กก่อนเสมอ
จึงสามารถสรุปได้แล้วว่าเหล็กนั้นถือว่าเป็นวัสดุแปรรูปจากธรรมชาติที่มีความสำคัญมากในสังคมปัจจุบัน ทั้งช่วยในเรื่องเพิ่มความแข็งแรง ป้องกันอันตรายจากภัยพิบัติและสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ส่วนในเรื่องของการเลือกใช้งานให้เหมาะสมนั้นควรอยู่ในดุลพินิจของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ใช้งาน
ขอบคุณข้อมูลhttps://www.chi.co.th/article/article-2010/
โดย saweang | พ.ค. 28, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
หน้าตาคล้ายกัน แต่การใช้งานนั้นอาจแตกต่างกันในรายละเอียด มาดูกันว่า เหล็ก H-Beam และ I-Beam นั้นใช้งานต่างกันอย่างไรด้วย H-Beam
นั้นมีขนาดหน้าตัดให้เลือกใช้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ขนาด H100x50 mm. จนถึงขนาดใหญ่สุด H900x300 mm.ทำให้ H-Beam
นั้นถูกเลือกใช้ในงานที่หลากหลาย ทั้งโครงสร้างของอาคาร, โครงสร้างของโรงงาน หรืองานโครการขนาดใหญ่ เช่น โรงจอดเครื่องบิน (Hangar)แต่สำหรับเหล็ก I-Beam นั้นถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในงานที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า
เช่น รางเลื่อนของเครนในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะความหนาของ Flange (ปีกที่ยื่นออกมา) ที่มากและมีลักษณะ Taper (เรียวที่ปลาย) ไม่เหมือนกับ H Beam ที่ความหนาของ Flange จะเท่ากันตลอด
ส่งผลให้โดยทั่วไป I-Beam จะสามารถรับแรงกระแทกได้ดี แต่ก็จะมีน้ำหนักที่มากกว่า H-Beam ในขนาดหน้าตัดที่เท่ากัน
เช่น H 300x150x6.5×9 mm. น้ำหนัก 36.7 kg/m
I 300x150x8x13 mm. น้ำหนัก 48.3 kg/m
ซึ่ง I-Beam จะมีน้ำหนักมากกว่าถึง 32 %
เห็นอย่างนี้แล้ว ในครั้งต่อไปเราอาจจะต้องพิจารณาการเลือกใช้ระหว่าง H-Beam กับ I-Beam ให้ถูกกับประเภทการใช้งาน เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนในการก่อสร้างได้อีกทางหนึ่ง
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/VSCh20180412200502110/
โดย saweang | มี.ค. 17, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นกู้ สร้างบ้านของตัวเองสักหลัง แต่ยังงงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะยื่นกู้ได้ จะกู้เดี่ยว หรือ ยื่นกู้ร่วมดี ? ลองแวะมาชมกระทู้ รีวิวกู้บ้าน ธอส. ชั้นเดียว งบสร้างบ้าน 780,000 บาทรวมตกแต่งและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านทั้งหมด ของคุณสมาชิกหมายเลข 4884036 จากกระทู้พันทิปกันค่ะ
รีวิวกู้บ้าน ธอส. งบสร้างบ้าน 780,000 บาท
(ก่อนลงมือสร้างกำหนดงบที่ 680,000 บาทค่ะแต่งบบานปลายนิดหน่อยค่ะ)
เจ้าของกระทู้ อายุ 23 ปี ส่วนแฟน 31 ปีค่ะ อยู่บ้านเช่ากับแฟนที่ภูเก็ตค่ะ เลือกหาที่ใกล้ที่ทำงานที่สุด ก็ไม่ได้คิดอยากมีบ้านอะไรมากมาย จนแต่งงานได้ 4 เดือน เจ้าของกระทู้ ตั้งท้อง ก็เริ่มคิด ว่าไม่อยากให้ลูกต้องมาอยู่ในห้องเช่าแบบนี้ เลยคุยกับแฟนว่าอยากสร้างบ้าน บนที่ดินที่แม่ยกไว้ให้ ที่พังงาที่ดิน กว้าง 6 ยาว 20 ค่ะ
เราสองคนไม่มีภาระอะไร ตอนแรก จะกู้ร่วมกับแฟน เพราะคิดว่าเงินเดือนเรามันน้อยนิด แต่ธนาคารบอกว่าเรากู้คนเดียวผ่าน เพราะเรายื่นกู้ไปแค่ 9 แสน และตกลงค่าก่อสร้างกับผู้รับเหมาที่ 670,000 บาทถ้วนค่ะ
เงินเดือนเรารวม เซอร์วิสชาร์จ 13,000 บาท แต่เรามีเงินที่ได้จากงาน ประมาณเดือนละ 4,000 บาท ธนาคารไม่รวมให้นะคะ เพราะไม่ได้เข้าในสลิป ส่วนเงินเดือนแฟน 15,000 บาทค่ะ
เอาล่ะ !! เริ่มแรก หาแบบบ้านที่ชอบเข้าไปดูหน้าเพจที่รับเขียนแบบบ้านได้เลยคะ ชอบอันไหน ก็ให้เขาปรับให้เหมาะกับที่ดินของเรา ของเจ้าของกระทู้ เอาแบบที่ชอบ ไปให้ ช่างอบต.เขียนให้ค่ะ เพิ่มนู้นนิดนี่หน่อยค่ะ
ค่าเขียนแบบและใบ boq 4,000 บาทคะ เมื่อได้แบบแล้ว ก็ขอใบอนุญาตสร้างบ้าน ที่เทศบาลหรืออบต.ได้เลยค่ะ
ของเจ้าของกระทู้ ช่างอบต.เขียนพร้อมขออนุญาตให้เรียบร้อยค่ะ
เมื่อเอกสารพร้อมก็เข้าไปธนาคารกันค่ะ เอาเอกสารไปยื่นกัน
เอกสารที่ใช้ยื่นกู้
1.ทะเบียนบ้านฉบับจริง
2.บัตรประชาชน
3.สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน
4.สเตทเม้นท์ ย้อนหลัง 6 เดือน
5.โฉนดที่ดิน สำเนาและเอาตัวจริงไปด้วยนะคะ
6.ใบรับรองเงินเดือน
7.แบบบ้าน
8.ใบอนุญาตปลูกสร้าง
ถ้ายื่นกู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้ส่งเอกสารก่อนสร้างได้เลยค่ะ
มีให้เลือก 2 แบบ
1. รับเงินงวดแรก 20% ตอนเซ็นสัญญา ดอกเบี้ยเพิ่ม 50 สตางค์ ตลอดการสร้างบ้าน และดอกเบี้ยจะปรับเป็นปกติเมื่อสร้างบ้านเสร็จแล้วค่ะ
2. สร้างบ้านไป 20% แล้วเรียกเบิกงวดค่ะ ดอกเบี้ยตามโปรโมชั่นที่เราเลือกเลยค่ะ
เจ้าของกระทู้เลือกแบบที่ 1 ค่ะ (พลาดมาก)
ขอเตือนว่า สุดท้ายเราควรต้องมี เงินสำรอง 20% ของราคาบ้านค่ะ เพราะต่อให้เอาเงินมา 20% เพื่อสร้างงวดแรก แต่งวด 2 เขาจะหักกับเงินที่เราเอาไป และต้องออกเงินจ่ายงวดที่ 2 เองค่ะ
ลุ้นนนไปค่ะ รอเสียงโทรศัพท์วนไป
3 วัน ผ่านไป ธนาคารแจ้งว่า พรุ่งนี้บริษัทประเมินฯ จะเข้าไปประเมินที่ดินที่จะทำการปลูกสร้างนะตอนนั้นใจดีมาก แต่ยังดีใจไม่สุดค่ะ เพราะยังกลัวๆ จะไม่ผ่านอยู่
เมื่อประเมินเสร็จ ประมาณ 4 วัน ธนาคารนัดทำสัญญาคะ ธนาคารให้เงินมาก้อนแรก 120,000 บาทค่ะ
ทำการเคลียร์พื้นที่ ล้มต้นไม้ที่จะยกไม่ต้องถมดินค่ะ เพราะดินสูงกว่าถนนค่ะ
เมื่อเคลียร์พื้นที่แล้ว งวดแรกให้ผู้รับเหมา 140,000 บาทถ้วนค่ะ ก็ลงเสาค่ะ เริ่มทำฐานราก
เมื่อการก่อสร้างดำเนินไปได้ 20% แล้ว ก็เรียกงวดค่ะ แล้วจะรู้ได้ไงว่าไป20% แล้ว ก็ดูจากใบงวดงานที่ธนาคารให้มาเลย
เมื่อผู้รับเหมา ทำฐานราก และก่ออิฐขึ้นทั้งหมดแล้ว ตามในภาพด้านบน ก็เรียกงวด ก็เอาให้ผู้รับเหมา 240,000 บาท
ไปซื้อของ และดำเนินการ โครงหลังคา มุงหลังคาใส่วงกบประตูหน้าต่าง และฉาบผนังค่ะ ต่อค่ะ
เมื่อบ้านดำเนินมาถึง การมุงหลังคา ฉาบผนัง เทพื้น แล้ว ก็ทำการเรียกรับเงินงวดที่ 3 คะ พอรับเงินมาปุ๊บ ก็ให้ผู้รับเหมา เพื่อดำเนินการตีฝ้าภายในและภายนอก ปูกระเบื้องพื้น ทำเคาน์เตอร์ ใส่ประตูหน้าต่างค่ะ
แต่….. ทุกอย่างหยุดชะงักที่การตีฝ้าด้านนอกและด้านในคะ ชะงักไปเกือบๆ 2 เดือน มีปัญหาไม่นิดหน่อยเลยค่ะ ตอนนั้นเครียดมาก เพราะดอกเบี้ยเพิ่มมา 0.05% ตลอดจนการสร้างเสร็จ เราอยากให้บ้านเสร็จไวไว กินไม่ได้นอนไม่หลับ จนต้องตัดสินใจเอาว่ะ คงต้องยอมให้เกินจากที่ตั้งงบไว้
…เจ้าของกระทู้ตัดสินใจ เปลี่ยนผู้รับเหมา คะ เพื่อให้บ้านดำเนินต่อไป และบานปลายไม่มาก และ เจ้าของกระทู้ต้องเอาทองไปจำนำ เพื่อมา ใส่ครอบข้างหลังคา ค่าของ + ค่าแรง ประมาณ 20,000 บาทค่าหน้าต่าง – ประตู ทั้งบ้าน 45,000 บาท ดีที่แม่ให้ทุนมาทำก่อนบ้างค่ะ
ไม่เป็นไร เจ้าของกระทู้คิดว่าเป็นบทเรียนและเป็นประสงค์ของเจ้าที่ทดสอบเราค่ะ
ทาสีเอง
เรากับแฟน ช่วยกันทาสีคะทั้งหลัง ประหยัดไปได้เยอะเลยค่ะ
เมื่อเปลี่ยนผู้รับเหมา จ้างแค่ค่าแรง ซื้อของให้ก็เหนื่อยขึ้นเยอะมาก เพราะต้องวิ่งซื้อของเองทั้งหมด จิปาถะเยอะมาก
เราไม่มีรถยนต์นะคะ มีแต่มอเตอร์ไซค์ ของชิ้นใหญ่ก็ให้ร้านส่ง ชิ้นเล็กๆ ก็ หิ้วของสองคน แต่ผ่านไปด้วยดีค่ะ
เสร็จแล้วค่ะบ้านหลังน้อยๆ ของเราสามคน พ่อแม่ลูก
ในส่วนของห้องอาบน้ำ ห้องอาบน้ำและห้องส้วมแยกคนละห้องค่ะ
กระเบื้องผนังได้จากไทวัสดุ กล่องละ189 บาท
กระจกแขวนสั่งจากร้านจีนในลาซาด้า 990 บาท
เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า สินค้าตัวโชว์ลดราคา จาก 3,990 บาทลดเหลือ 1,700 บาท ค่ะ
เจ้าของกระทู้มิได้งกเด้ออ แต่save สุดๆ 555
ติดตั้งผ้าม่าน
กำลังติดตั้งผ้าม่านทั้งหลังค่ะ อยากบอกว่า มันถูกมากก ผ้าม่านกับรางได้จาก shopee ค่ะ ผ้าม่านกัน UV หน้าต่าง ผืนละ140 บาท ส่วนรางคู่ 300 บาท เป็นรางคู่นะคะ อนาคตจะใส่เป็นม่านโปร่งด้วยค่ะ แต่งบตอนนี้ ในแค่ม่านทึบไปก่อน
รูปพรีเวดดิ้งติดบนหัวนอน
รูปพรีเวดดิ้ง ติดหัวนอนไว้ เตือนสติเวลาทะเลาะกัน
มุมหน้าห้องน้ำ พรมหน้าห้องน้ำ ใช้หินแทนผ้า เพราะซับน้ำและแห้งไวมากกค่ะ
มุมหน้าบ้านค่ะ
มุมข้างบ้านค่ะ …. บ้านเราเป็นบ้านยกสูงกว่าถนนน่ะคะเนื่องจากหลังบ้านเป็นคลองเล็กๆ ถ้าน้ำทะเลขึ้นสูง ก็จะมีน้ำมีปลาที่ใต้ถุนบ้านและหลังบ้านค่ะ ฟินฟุดๆ เลยค่ะ
นับเป็นบ้านหลังเล็กๆ แต่อบอุ่นและน่าภูมิใจ ที่สามารถก่อร่างสร้างบ้านสักหลังเป็นของตัวเองได้สำเร็จด้วยตัวเองในวัยเพียง 20 – 30 ปี เท่านั้น Decor.MThai ขอชื่นชมในความมุมานะฝ่าฟันอุปสรรคของครอบครัวนี้ ใครที่ผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาจะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าความรู้สึกเมื่อได้เข้าไปอยู่ในบ้านที่เราสร้างเสร็จมันจะฟินขนาดไหนเนอะ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/home-design/71274.html
โดย saweang | มี.ค. 10, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็ก เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทกับการนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันมากที่สุด และเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยเหล็กจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือเหล็ก (iron) และ เหล็กกล้า (steel) ซึ่งทั้งสองประเภทนี้ มีคุณสมบัติที่ต่างกันหลายประการ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะถูกเรียกอย่างเหมารวมกันว่า “เหล็ก” นั่นเอง
ลักษณะทั่วไปของเหล็กและเหล็กกล้า
เหล็ก จะมีสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ คือ Fe มักพบได้มากในธรรมชาติ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสีแดงอมน้ำตาล เมื่อนำเข้าใกล้กับแม่เหล็ก จะดูดติดกัน ส่วนพื้นที่ที่ค้นพบเหล็กได้มากที่สุด ก็คือ ตามชั้นหินใต้ดินที่อยู่บริเวณที่ราบสูงและภูเขา โดยจะอยู่ในรูปของสินแร่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ต้องใช้วิธีถลุงออกมา เพื่อให้ได้เป็นแร่เหล็กบริสุทธิ์และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
เหล็กกล้า เป็นโลหะผสม ที่มีการผสมระหว่าง เหล็ก ซิลิคอน แมงกานีส คาร์บอนและธาตุอื่นๆ อีกเล็กน้อย ทำให้มีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นสูง ทั้งมีความทนทาน แข็งแรง และสามารถต้านทานต่อแรงกระแทกและภาวะทางธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญคือเหล็กกล้าไม่สามารถค้นพบได้ตามธรรมชาติเหมือนกับเหล็ก เนื่องจากเป็นเหล็กที่สร้างขึ้นมาโดยการประยุกต์ของมนุษย์ แต่ในปัจจุบันก็มีการนำเหล็กกล้ามาใช้งานอย่างแพร่หลาย เพราะมีต้นทุนต่ำ จึงช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างมาก และมีคุณสมบัติที่โดดเด่นไม่แพ้เหล็ก
ประเภทของเหล็กแบ่งได้อย่างไรบ้าง?
สำหรับประเภทของเหล็กนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
เหล็กหล่อ
เหล็กหล่อ เป็นเหล็กที่ใช้วิธีการขึ้นรูปด้วยการหล่อขึ้นมา ซึ่งจะมีปริมาณของธาตุคาร์บอนประมาณ 1.7-2% จึงทำให้เหล็กมีความแข็ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปราะ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เหล็กหล่อ สามารถขึ้นรูปได้แค่วิธีการหล่อวิธีเดียวเท่านั้น ไม่สามารถขึ้นรูปด้วยการรีดหรือวิธีการอื่นๆ ได้ นอกจากนี้เหล็กหล่อ ก็สามารถแบ่งย่อยๆ ได้ดังนี้
เหล็กหล่อเทา เป็นเหล็กหล่อที่มีโครงสร้างคาร์บอนในรูปของกราฟไฟต์ เพราะมีคาร์บอนและซิลิคอนเป็นส่วนประกอบสูงมาก
เหล็กหล่อขาว เป็นเหล็กที่มีความแข็งแรงทนทานสูง สามารถทนต่อการเสียดสีได้ดี แต่จะเปราะจึงแตกหักได้ง่าย โดยเหล็กหล่อประเภทนี้ จะมีปริมาณของซิลิคอนต่ำกว่าเหล็กหล่อเทา ทั้งมีคาร์บอนอยู่ในรูปของคาร์ไบด์ของเหล็กหรือที่เรียกกว่า ซีเมนไตต์
เหล็กหล่อกราฟไฟต์กลม เป็นเหล็กที่มีโครงสร้างเป็นกราฟไฟต์ ซึ่งจะมีส่วนผสมของแมกนีเซียมหรือซีเรียมอยู่ในน้ำเหล็ก ทำให้เกิดรูปร่างกราฟไฟต์ทรงกลมขึ้นมา ทั้งยังได้คุณสมบัติทางกลในทางที่ดีและโดดเด่นยิ่งขึ้น เหล็กหล่อกราฟไฟต์จึงได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายและถูกนำมาใช้งานในอุตสาหกรรมมากขึ้น
เหล็กหล่ออบเหนียว เป็นเหล็กที่ผ่านกระบวนการอบเพื่อให้ได้คาร์บอนในโครงสร้างคาร์ไบด์แตกตัวมารวมกับกราฟไฟต์เม็ดกลม และกลายเป็นเฟอร์ไรด์หรือเพิร์ลไลต์ ซึ่งก็จะมีคุณสมบัติที่เหนียวแน่นกว่าเหล็กหล่อขาวเป็นอย่างมาก ทั้งได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานที่สุด
เหล็กหล่อโลหะผสม เป็นประเภทของเหล็กที่มีการเติมธาตุผสมเข้าไปหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งก็จะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการทนต่อความร้อนและการต้านทานต่อแรงเสียดสีที่เกิดขึ้น เหล็กหล่อประเภทนี้จึงนิยมใช้ในงานที่ต้องสัมผัสกับความร้อน
เหล็กกล้า
เหล็กกล้า เป็นเหล็กที่มีความเหนียวแน่นมากกว่าเหล็กหล่อ ทั้งสามารถขึ้นรูปด้วยวิธีทางกลได้ จึงทำให้เหล็กชนิดนี้ นิยมถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายและกว้างขวางมากขึ้น ตัวอย่างเหล็กกล้าที่มักจะพบได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน คือ เหล็กแผ่น เหล็กโครงรถยนต์หรือเหล็กเส้น เป็นต้น นอกจากนี้คาร์บอนก็สามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มย่อยๆ ดังนี้
เหล็กกล้าคาร์บอน จะมีส่วนผสมหลักเป็นคาร์บอนและมีส่วนผสมอื่นๆ ปนอยู่บ้างเล็กน้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจะมีธาตุอะไรติดมาในขั้นตอนการถลุงบ้าง ดังนั้นเหล็กกล้าคาร์บอน จึงสามารถแบ่งเป็นย่อยๆ ได้อีก ตามปริมาณธาตุที่ผสมดังนี้
เหล็กคาร์บอนต่ำ มีคาร์บอนต่ำกว่า 0.2% และมีความแข็งแรงต่ำมาก จึงนำมารีดเป็นแผ่นได้ง่าย เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่น เป็นต้น
เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง จะมีคาร์บอนอยู่ประมาณ 0.2-0.5% มีความแข็งแรงสูงขึ้นมาหน่อย สามารถนำมาใช้เป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลได้
เหล็กกล้าคาร์บอนสูง มีคาร์บอนสูงกว่า 0.5% มีความแข็งแรงสูงมาก นิยมนำมาอบชุบความร้อนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งมากขึ้น และสามารถต้านทานต่อการสึกหรอได้ดี จึงนิยมนำมาทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่ต้องการผิวแข็ง
เหล็กกล้าผสม เป็นเหล็ก ที่มีการผสมธาตุอื่นๆ เข้าไปโดยเจาะจง เพื่อให้คุณสมบัติของเหล็ก เป็นไปตามที่ต้องการ โดยเหล็กประเภทนี้มักจะมีความสามารถในการต้านทานต่อการกัดกร่อนและสามารถนำไฟฟ้าได้ รวมถึงมีคุณสมบัติทางแม่เหล็กอีกด้วย ซึ่งก็จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เหล็กกล้าผสมต่ำและเหล็กกล้าผสมสูง นั่นเอง โดยเหล็กกล้าผสมต่ำ จะเป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมด้วยธาตุอื่นๆ น้อยกว่า 10% และเหล็กกล้าผสมสูง จะเป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมด้วยธาตุอื่นๆ มากกว่า 10%
เหล็ก เป็นแร่ธาตุที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการนำมาใช้งานในหลายๆ ด้าน แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง คือมีน้ำหนักมาก ทำให้เคลื่อนย้ายได้ไม่ค่อยสะดวกมากนัก อย่างไรก็ตาม เหล็ก ก็ยังคงเป็นที่นิยมและมีการนำมาใช้งานในอุตสาหกรรมหรือการผลิตเครื่องจักรกลต่างๆ รวมทั้งใช้ในการสร้างบ้านด้วย เพราะเป็นโลหะที่มีความแข็งแรงและทนทานมาก