โดย saweang | ต.ค. 30, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ปัญหาเรื่องสนิมกินรั้วหรือวัสดุที่เป็นเหล็ก ถือเป็นเรื่องอมตะทุกยุคทุกสมัยของเหล็ก แม้ว่าจะทาสีที่มีสารป้องกันสนิมไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อผ่านกาลเวลาเมื่อสีลอกหรือหลุดร่อนก็ถึงคราวของสนิมที่จะมาเกาะกิน ดังนั้นเมื่อใดที่เราสังเกตเห็นสนิมแล้วละก็ ให้รีบกำจัดออกไปเสีย ก่อนที่เจ้าสนิมจะกัดกินไปเรื่อยๆ จดหมดผุกร่อน หมดสภาพ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสนิมกันเถอะ
สนิม (rust) เป็นโลหะส่วนที่มีการเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เนื่องจากได้รับปฏิกิริยาเคมีที่มีอากาศ น้ำ หรือความร้อนเป็นตัวการสำคัญทำให้โลหะมีคุณสมบัติแตกต่างไปจากเดิม เช่น สีที่เปลี่ยนไป มีความแข็งแรงลดลง และทำให้เกิดการผุกร่อน ตัวอย่างที่เราพบเห็นอยู่บ่อยๆ ได้แก่ เหล็ก
ปัจจัยในการเกิดสนิมในเหล็กกล้า
เนื่องจากเหล็กเป็นวัสดุนำไฟฟ้าอยู่แล้ว ยังมีสามปัจจัยที่เหลือคือ
- ขั้วบวก
- ขั้วลบ
- สารอีเลคโทรไลท์ ซึ่งสื่อนำประจุไฟฟ้า เช่น ออกซิเยน และ ความชื้น
โดยมีสูตรทางเคมีดังนี้
Fe + H2O + O2 = Fe2O3H2O
(เหล็ก+น้ำ+ออกซิเยนต์=สนิม)
อธิบายง่ายๆว่า สนิม คือผลลัพ ของกระบวนการทางเคมีและไฟฟ้าระหว่างเหล็กและสิ่งแวดล้อม เมื่อผิวเหล็ก ความชื้น และ ออกซิเยนต์ ได้มาบรรจบกัน

ปฏิกิริยาออกซิเดชันเกิดขึ้นเมื่อพื้นผิวส่วนหนึ่งของเหล็กทำหน้าที่เป็นแอโนด ดังสมการ
Fe(s) Fe2+(aq) + 2e–
ออกซิเจนถูกรีดิวซ์ที่ผิวอีกส่วนหนึ่งของเหล็กซึ่งทำหน้าที่เป็นแคโทด เมื่อมีน้ำอยู่ด้วย ดังสมการ
2O2 (g) + 4H2O(l) + 8e– 8OH–(aq)
และมีปฏิกิริยาต่อเนื่องต่อไปคือ
4Fe2+(aq) + 8OH–(aq) 4Fe(OH)2 (aq)
4Fe(OH)2 (aq) + O2 (g) 2Fe2O3.2H2O(s) + H2O(l)
Fe2O3.2H2O คือสนิมเหล็ก
ประเภทของสนิม
1. สนิมทั่วไป
a. Flash rust (เกิดบนผิวเหล็กเปลือย)
b. Brush rust (เกิดบนผิวเหล็กที่มีการทาสีแล้ว)
2. สนิม Galvanic
เมื่อโลหะสองชนิดสัมผัสกัน โลหะที่ไวต่อการเกิดสนิมมากกว่า ซึ่งจะมีประจุเป็นลบ (anode) จะขึ้นสนิมก่อนโลหะที่มีประจุเป็นบวก (cathode)
3. สนิมหลุม
เมื่อเกิดสนิมปริมาณมากรวมอยู่ในพื้นที่แคบ
4. สนิมตามรอยแยก
เมื่อเกิดสนิมขึ้นในช่องแคบระหว่าง ชิ้นส่วนเล็กๆ เช่นระหว่าง เกลียวกับหัวหมุด
วิธีการป้องกันเหล็กไม่ให้เกิดสนิมมีอยู่หลายวิธี เช่น การเคลือบผิวเหล็ก เพื่อป้องกันมิให้เนื้อเหล็กสัมผัสกับน้ำและอากาศโดยตรง อาจทำได้หลายวิธี เช่น การทาสี การชุบด้วยโลหะ อาทิ ดีบุก สังกะสี วิธีนี้มักใช้กับชิ้นงานขนาดเล็กหรือกลาง อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของวิธีนี้คือ ผิวเคลือบชนิดนี้ สามารถหลุดออกได้ง่าย ทั้งทางกายภาพและเคมีซึ่งจะทำให้เนื้อเหล็กมีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศและเกิดสนิมขึ้น ยิ่งกว่านั้นผิวเคลือบบางชนิด เช่น ดีบุก ยังสามารถเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเกิดสนิมให้เร็วขึ้นอีกด้วย
วิธีต่อมาคือการทำเป็นเหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel) โดยการเติมธาตุอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดชั้นฟิล์มบางๆ ขึ้นบนผิวเหล็ก เช่น โครเมียม นิกเกิล ธาตุเหล่านี้จะสร้างฟิล์มบางๆ ที่ติดแน่นบนผิวเหล็ก ช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อเหล็กสัมผัสกับบรรยากาศโดยตรง ผิวเคลือบชนิดนี้มีความคงทนทั้งทางกายภาพและเคมี เหล็กกล้าไร้สนิมมีหลายเกรด แต่ละเกรดก็จะมีส่วนผสมที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานแต่ละประเภท
ส่วนวิธีสุดท้ายคือ การใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อให้เหล็กมีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่าบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจะทำให้เหล็กไม่เกิดการสูญเสียอิเลกตรอนและกลายเป็นสนิม วิธีนี้สามารถป้องกันการเกิดสนิมได้ในทุกสภาพแวดล้อม แต่มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องอาศัยแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้าซึ่งไม่สะดวกกับการโยกย้ายไปมา จึงเหมาะสมสำหรับโครงสร้างใหญ่ๆ ที่ต้องใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดสนิมอย่างรุนแรง เช่น ท่อที่ฝังอยู่ใต้ดิน ท่อส่งน้ำมันใต้ทะเล เป็นต้น
แม้ปัจจุบันจะมีสารเคลือบสนิมแต่ก็ยังคงต้องหมั่นดูแลบ้านและเครื่องมือต่างๆที่เป็นเหล็กปราศจากสนิม ให้สามารถใช้งานได้ดีต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก https://scimath.org/
โดย admin_sale | พ.ค. 29, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ความสะอาดของผิวเหล็กเสริมที่ใช้เสริมคอนกรีตเป็นสิ่งจำเป็นมาก เนื่องจากจะเกี่ยวข้องกับการเกาะยึดระหว่างคอนกรีตกับเหล็กเสริมโดยตรง ดังนั้นก่อนเทคอนกรีตจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีกำจัดสิ่งสกปรกต่างๆ อาทิเช่น ฝุ่น สนิมขุม กรด ด่าง น้ำมันหรือสารอื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สูญเสียการเกาะยึดให้หมดสิ้นไป การต่อเหล็กเสริม
การต่อเหล็กเสริมในงานคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าโดยปกติแล้วจะไม่ยอมให้มีการต่อเหล็กเสริมก็ตาม แต่ถ้าแสดงไว้ในแบบก็สามารถต่อได้ การต่อเหล็กเสริมนี่อาจต่อได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมกันโดยทั่วไปได้แก่วิธีต่อทาบ โดยจะต้องให้ระยะทาบไม่น้อยกว่า 50 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยของเหล็กเส้นทั้งสองที่ต่อกันสำหรับเหล็กเส้นกลมผิวเรียบ และไม่น้อยกว่า 40 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยของเหล็กเส้นทั้งสองที่ต่อกันสำหรับเหล็กข้ออ้อย และควรหลีกเลี่ยงการต่อเหล็กเสริม ณ จุดที่จะเกิดหน่วยแรงสูงสุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับเหล็กเสริมที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโตกว่า 25 มิลลิเมตร ไม่ควรต่อด้วยวิธีต่อทาบ
การต่อเหล็กเสริมด้วยวิธีต่อทาบสำหรับเหล็กข้ออ้อยเสริมคอนกรีตที่มีแรงอัด 200 กิโลกรัม ต่อ ตร.เซนติเมตรหรือสูงกว่า จะต้องให้ระยะทาบไม่น้อยกว่า 20, 24 และ 30 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กที่มีกำลังจุดคลากเท่ากับ 3500, 4200 และ 5200 กิโลกรัม ต่อ ตร.เซนติเมตร ตามลำดับ แต่จะต้อง ไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร และจะต้องเพิ่มระยะทาบอีก 1 ใน 3 จากค่าที่ให้ไว้ข้างต้น ถ้าแรงอัดของคอนกรีตมีค่าต่ำกว่า 200 กิโลกรัม ต่อ ตร.เซนติเมตร
การต่อเหล็กเสริมด้วยวิธีต่อทาบสำหรับเหล็กข้ออ้อยที่ใช้รับแรงดึงของคอนกรีต ระยะทาบจะต้องไม่น้อยกว่า 24, 30 และ 36 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กที่มีกำลังจุดคลากเท่ากับ 2800, 3500 และ 4200 กิโลกรัม ต่อ ตร.เซนติเมตร ตามลำดับ แต่จะต้องไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร
สำหรับเหล็กเสริมชนิดเส้นกลมผิวเรียบ ระยะทาบที่ใช้จะเป็น 2 เท่า ของค่าที่กำหนดไว้ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานของเหล็กข้ออ้อย
เหล็กเสริมที่ทำหน้าที่รับแรงอัดแต่เพียงอย่างเดียว การต่ออาจใช้วิธียันหน้าตัดของปลายเหล็กทั้ง 2 เส้น เข้าด้วยกัน แล้วยึดด้วยปลอกเชื่อมหรือปลอกยึดแบบใดๆ ก็ได้
การต่อเหล็กเสริมพื้นไม่ควรต่อในแนวเดียวกัน หรือในบริเวณใกล้ๆ กันเพราะจะทำให้เกิดจุดอ่อนขึ้นได้ เหล็กเสริมทุกเส้นที่ต่อกันจะต้องผูกมัดด้วยลวดเหล็กอย่างแน่นหนา โดยใช้ลวดเหล็กสองเส้นคู่ผูกแบบสาแหรกบิดเกลียวพอแน่นพับปลายไว้ด้านในและควรงอปลายเหล็กเสริมทุกเส้นที่ต่อกัน และหากต้องการต่อด้วยวิธีเชื่อมก็สามารถที่จะกระทำได้ แต่จะต้องเป็นการเชื่อมที่มีประสิทธิภาพ
ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มเหล็กเสริม
ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มเหล็กเสริม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและความแข็งแรงของโครงสร้าง เพราะความหนาของคอนกรีตที่หุ้มถ้าถูกต้องแล้วก็จะสามารถป้องกันการเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเหล็กเสริมได้ ความเสียหายดังกล่าวได้แก่ เหล็กเสริมไหม้ไฟหรือเกิดสนิม เป็นต้น มาตรฐานความหนาของคอนกรีตที่หุ้มเหล็กเสริมของอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก มีดังต่อไปนี้คือ
1. สำหรับพื้นและผนังที่ผิวคอนกรีตไม่ได้สัมผัสกับดินหรือถูกแดดฝนโดยตรง ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มในด้านนั้นต้องไม่น้อยกว่า 1.5 เซนติเมตร หรือไม่น้อยกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเสริมที่ใหญ่ที่สุด และจะต้องเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 0.5 เซนติเมตร สำหรับพื้นหรือผนังที่ต้องการขัดตกแต่งผิวส่วนพื้นและผนังที่ต้องสัมผัสกับน้ำ ดินชื้น หรือภูมิอากาศภายนอกโดยตรง จะต้องให้ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มไม่น้อยกว่า 2.5 เซนติเมตร
2. สำหรับคาน ควานหนาของคอนกรีตที่หุ้มเหล็กเสริมต้องไม่น้อยกว่า 2.5 เซนติเมตร หรือไม่น้อยกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเสริมที่ใหญ่ที่สุด หรือหุ้มเหล็กปลอกไม่น้อยกว่า 1.5 เซนติเมตร และจะต้องเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 1.5 เซนติเมตร สำหรับคานที่ต้องสัมผัสกับภูมิอากาศภายนอกโดยตรง
3. สำหรับเสาสี่เหลี่ยมขนาดเล็กกว่า 20 เซนติเมตร ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มจะต้องไม่น้อยกว่า 2.5 เซนติเมตร ส่วนเสาสี่เหลี่ยมขนาดโตกว่า 20 เซนติเมตร ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มจะต้องไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร หรือหุ้มปลอกไม่น้อยกว่า 1.5 เซนติเมตร และจะต้องเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 1.5 เซนติเมตร สำหรับคานที่ต้องสัมผัสกับภูมิอากาศอากาศด้านนอกโดยตรง
4. สำหรับเสาเข็ม คอนกรีตที่หุ้มจะต้องไม่น้อยกว่า 4 เซนติเมตร
5. สำหรับฐานรากเนื่องจากต้องสัมผัสกับดินชื้นหรือน้ำโดยตรง ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มจึงไม่ควรน้อยกว่า 5 เซนติเมตร
6. สำหรับงานคอนกรีตในทะเลซึ่งต้องสัมผัสกับกรดเกลือโดยตรง ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มจะต้องไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร
คานคอดินสำหรับผนังคอนกรีต
ในการหล่อผนังคอนกรีต เพื่อที่จะป้องกันการทรุดตัวอันเกิดจากน้ำหนักของตัวผนังเอง ซึ่งทำให้ผนังเกิดการแตกร้าว จะกระทำได้โดยการใช้คานคอดินเป็นตัวรองรับ และเพื่อที่จะทำให้มีการกระจายน้ำหนักที่ดี คานคอดินดังกล่าว จะต้องมีความกว้างมากกว่าความหนาของผนังคอนกรีต
บนดินที่มีความสามารถในการรับน้ำหนักได้ดี วิธีปฏิบัติโดยทั่วๆ ไป การกำหนดขนาดของคานคอดินก็คือ ความลึกของคานคอดินอย่างน้อยจะต้องเท่ากับความหนาของผนังคอนกรีต ส่วนความกว้างจะเป็นสองเท่าของความหนาของผนัง ดังตัวอย่างเช่น ถ้าผนังคอนกรีตหนา 8 นิ้ว ก็คือจะมีงานคอดินลึกอย่างต่ำ 8 นิ้ว กว้าง 16 นิ้ว
ในประเทศหนาว คานคอดินจะต้องวางอยู่ในตำแหน่งซึ่งต่ำกว่าระดับที่น้ำแข็งตัว (frost line) ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามสถานที่ ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นมาก ระดับดังกล่าวนี้อาจจะลึกถึง 1.00 ถึง 1.20 เมตรก็มี คานคอดินควรจะวางอยู่บนพื้นดินที่มีสภาพเดียวกันหมด ถ้าเป็นไปไม่ได้เช่นบนพื้นที่ดังกล่าวอาจจะมีทั้งดินและหิน ก็อาจจะแก้ไขได้โดยการขุดให้ลึกลงไปอีกไม่ต่ำกว่า 8 นิ้ว แล้วใช้ดินถมหรือทรายถมอัดให้แน่น
ถ้าดินที่รองรับคานคอดินเป็นดินแข็งและแน่น การสร้างแบบก็ไม่จำเป็น เพียงแต่ขุดลงไปเป็นร่องเท่ากับขนาดของคาน แล้วเทคอนกรีตลงในร่องดังกล่าวได้เลย แต่ถ้าเป็นดินร่วนก็จำเป็นที่จะต้องขุดร่องให้มีขนาดกว้างกว่าขนาดของคาน แล้วใช้ไม้วางลงไปกั้นทำแบบตามขนาดของคาน จากนั้นจะต้องมีการค้ำยันแบบเป็นอย่างดีก่อนการเทคอนกรีต
Cr: http://www.thecontender-movie.com
โดย admin_sale | พ.ค. 29, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็กเสริมคอนกรีต
เหล็กเสริม (reinforcement) คือ เหล็กที่ใช้สำหรับเสริมคอนกรีตซึ่งปกติจะเป็นเหล็กกล้าชนิดท่อน ชนิดเส้น หรือชนิดตะแกรง ฝังในลักษณะที่ทำให้เหล็กและคอนกรีตร่วมก้นต้านทานต่อแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคอนกรีตได้
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า คอนกรีตมีคุณสมบัติในการับแรงอัดได้สูง แต่จะเปราะบางและอ่อนแอต่อการรับแรงดึง ดังนั้นในการนำเอาเหล็กซึ่งมีคุณสมบัติในการรับแรงอัดแระแรงดึงสูง ทั้งยังมี สัมประสิทธิ์ในการยึดหดตัวเท่าๆ กับคอนกรีตมาใช้ร่วมกัน จึงเหมาะต่อการนำเอามาออกแบบเพราะจะทำให้ได้โครงสร้างที่แข็งแรง ทั้งนี้เนื่องจากการที่วัสดุทั้งสองช่วยกันรับและถ่ายแรงร่วมกัน
กล่าวคือ เหล็กจะทำหน้าที่ในการรับแรงดึง (โดยทั่วไปให้พิจารณาเฉพาะความสามารถในการรับแรงดึง) ขณะที่คอนกรีตจะทำหน้าที่ในการรับแรงอัด ก็จะทำให้คอนกรีตที่ใช้เหล็กเสริม หรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า คอนกรีตเสริมเหล็ก (reinforced concrete) สามารถรับแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดี หรือมีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง การเสริมเหล็กในจุดที่เกิดแรงเฉือน อาทิเช่น เหล็กคอม้า (bent up bar) หรือเหล็กปลอก (stirrup) ก็สามารถป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับโครงสร้างได้ นอกจากนั้นการใช้เหล็กเสริม ยังสามารถช่วยลดขนาดของเสาหรือคานลงได้ โดยไม่ทำให้ความแข็งแรงลดลงแต่อย่างใด ถ้าขนาดที่ใช้เหมาะสม เหล็กเสริมที่ถูกดัดงอในลักษณะต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้
สำหรับงานคอนกรีตที่ต้องการเหล็กเสริม ในการกำหนด ชนิด ปริมาณ และตำแหน่งของเหล็กเสริมจะขึ้นอยู่กับการออกแบบของวิศวกร ผู้ทำการก่อสร้างจะต้องทำตามข้อกำหนด และรูปแบบที่วิศวกรกำหนดมาให้ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามโดยมิได้รับความเห็นชอบจากวิศวกรผู้ออกแบบ จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะอาจจะทำให้เกิดการสูญเสียทั้งกับชีวิตและทรัพย์สินขึ้นได้
เหล็กเสริม
เหล็กเสริมที่นิยมนำมาใช้กับงานคอนกรีตเสริมเหล็ก จะเป็นเหล็กกล้าผสม (mild steel) จำแนกออกได้เป็น 5 ชนิดได้แก่
เหล็กเส้นกลม คือ เหล็กเส้นที่มีพื้นที่ภาคตัดขวางเป็นรูปกลม มีผิวเรียบเกลี้ยง เหล็กเส้นกลมตามมาตรฐาน มอก. 20-2527 ทำจากเหล็กแท่งเล็ก (billet) เหล็กเส้นใหญ่ (bloom) หรือ เหล็กแท่งหล่อ (ingot) โดยตรง ด้วยกรรมวิธีรีดร้อนโดยไม่เคยมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นมาก่อน มีขนาด 6, 9, 12, 15, 19, 22, 25, 28 และ 34 มิลลิเมตร ความยาว 10 หรือ 12 เมตร มีชั้นคุณภาพเดียว ใช้สัญลักษณ์ SR 24 ชื่อขนาดใช้สัญลักษณ์ RB แล้วตามด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นนั้นๆ
เหล็กทุกเส้นจะต้องมีชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตและชื่อขนาดหล่อเป็นตัวนูนติดกับผิวเหล็ก ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตจะต้องห่างจากชื่อ ขนาดไม่น้อยกว่า 50 มิลลิเมตร ตัวอย่างเช่น เหล็กเส้นกลมขนาด 12 มิลลิเมตร ของบริษัทเหล็กสยาม จำกัด ดังนั้น เหล็กเส้นกลมขนาดนี้ทุกเส้นจะมีตัวอักษรว่า บลส. ตราช้าง และ RB 12 หล่อเป็นตัวนูนติดกับผิวของเหล็กเส้นทุกเส้น เหล็กเส้นชนิดนี้นิยมใช้กันมากที่สุดกับงานก่อสร้างขนาดเล็กและขนาดกลาง
เหล็กรีดซ้ำ (Re-rolled Round Bar)
เหล็กเส้นกลมอีกชนิดหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้กับงานก่อสร้างขนาดเล็ก และขนาดกลางด้วยเช่นกัน ก็คือ เหล็กรีดซ้ำ เหล็กเส้นกลมชนิดนี้ ตามมาตรฐาน มอก. 211-2527 ทำจากเศษเหล็กที่ได้จากเข็มพืด (sheet pile) เหล็กแผ่นต่อเรือ (ship plate) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ หรือเหล็กที่คัดออกระหว่างการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้วนำมารีดเป็นเส้นกลมด้วยกรรมวิธีรีดร้อน มีขนาด 6, 8, 9, 10, 12 และ 15 มิลลิเมตร ความยาว 10 หรือ 12 เมตร มีชั้นคุณภาพเดียว ใช้สัญลักษณ์ SRR 24 ชื่อขนาดใช้สัญลักษณ์ R แล้วตามด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นนั้นๆ เหล็กทุกเส้นจะมีชื่อ หรือเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตและชื่อขนาด หล่อเป็นตัวนูนติดกับผิวเหล็กเช่นเดียวกับเหล็กเส้นกลมด้วยเช่นกัน
เหล็กข้ออ้อย คือ เหล็กเส้นที่มีพื้นที่ภาคตัดขวางเป็นรูปกลม มีบั้ง (transverse ribs) และอาจมีครีบ (longitudinal ribs) ที่ผิว เพื่อเสริมกำลังยึดระหว่างเหล็กเส้นกับเนื้อคอนกรีต เหล็กข้ออ้อยตามมาตรฐาน มอก. 24-2527 ทำจากเหล็กชนิดเดียวกัน และด้วยกรรมวิธีเดียวกันกับเหล็กเส้นกลม มีขนาด 10, 12, 16, 20, 22, 25, 28 และ 32 มิลลิเมตร ความยาว 10 หรือ 12 เมตร มี 3 ชั้นคุณภาพ ใช้สัญลักษณ์ SD 30, SD 40 และ SD 50 ชื่อขนาดใช้สัญลักษณ์ DB แล้วตามด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นนั้นๆ เหล็กทุกเส้นจะมีชื่อเรียกหรือเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตและชื่อขนาด หล่อเป็นตัวนูนติดกับผิวเหล็กเช่นเดียวกับเหล็กเส้นกลม และเหล็กรีดซ้ำ เหล็กเส้นชนิดนี้เนื่องจากให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างเหล็กกับเนื้อคอนกรีตได้ดีกว่า 2 แบบแรก จึงนิยมนำไปใช้กับงานก่อสร้างที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ
Cr: http://www.thecontender-movie.com