โดย saweang | มี.ค. 6, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
งานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อน ย่อมมาพร้อมกับวิธีการก่อสร้างที่จะขาดไปไม่ได้คือ “การเชื่อม” ในแง่หนึ่ง การเชื่อมเป็นเทคนิคด้านงานก่อสร้างที่ทำกันอยู่ทั่วไป เหมือนเป็นทักษะพื้นฐานที่ต้องติดตัวช่างก่อสร้าง การเชื่อมก็เป็นทักษะที่มีระดับความชำนาญหลายระดับ และต้องได้รับการฝึกฝนในระยะเวลาหนึ่ง เพราะในงานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กใดๆ เรามักจะพบปัญหาจากการเชื่อมอยู่เสมอ ไม่มากก็น้อย
โดยหลักการทั่วไป คุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ดี จะขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่างด้วยกัน คือการควบคุมความสมดุลระหว่างกำลังไฟ และความเร็วในการลากผ่านการเชื่อม โดยทั้งหมดจะต้องคำนึงถึงความหนาของเหล็กที่ใช้ และวัตถุประสงค์ของการใช้งานต่อไป
เมื่อเป็นฝีมือคน จึงเป็นเรื่องท้าทายในการควบคุมปัจจัยทั้งสองให้สอดคล้องกันเพื่อให้ได้งานเชื่อมที่มีคุณภาพในตอนท้าย เพราะหากไม่แล้ว งานเชื่อมที่ด้อยคุณภาพก็อาจนำมาซึ่งความไม่สม่ำเสมอของรอยต่อ มีส่วนเว้าแหว่งที่เชื่อมไม่ติด ความเปราะของรอยเชื่อม อันจะทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักของงานโครงสร้าง ไม่ตรงตามที่วิศวกรคำนวณ และอาจนำมาซึ่งการพังทลายของโครงสร้างได้
รอยเชื่อมที่มีคุณภาพนั้น จะเป็นที่เข้าใจกันว่าตะเข็บต้องมีลักษณะสม่ำเสมอ ลากยาว และเป็นเนื้อเดียว (ภาษาช่างเรียกเหมือนเป็นเกล็ดปลา) แต่นอกจากนั้นก็จะขึ้นอยู่กับการใช้งาน และหน้าที่การรับน้ำหนักของแต่ละจุด ที่จะต้องผ่านการออกแบบการเชื่อม ที่สัมพันธ์กับการคำนวณจากวิศวกร
โดยจะมีจุดบกพร่องและปัญหาที่จะเกิดอยู่บ้างในระหว่างการเชื่อม ที่จะก่อให้เกิดงานที่ไม่ได้คุณภาพ ยกตัวอย่างเช่นอย่างแรกคือฟองอากาศ (Porosity)ที่อาจเกิดจากการเชื่อมที่ไม่ชำนาญ และความไม่สมดุลของกำลังไฟและกระบวนการเชื่อม ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความเปราะฟองอากาศเพียงเล็กน้อยอาจไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างมาก แต่นั่นย่อมขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของฟองอากาศในแต่ละชิ้นงาน โดยป้องกันได้ด้วยหลายเทคนิควิธี คืออาจรักษาระยะอาร์คให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อป้องกันเปลวดับ และรักษาโลหะไม่ให้เย็นตัว รวมถึงเป็นการรักษาอัตราความเร็วของแก๊สให้สม่ำเสมอที่สุด
ข้อบกพร่องที่อาจเป็นปัญหาต่อมาคือ Slag หรือโลหะแปลกปลอมที่ฝังในรอยเชื่อม ซึ่งอาจเกิดจากทั้งความสกปรกของชิ้นงาน ความไม่เรียบร้อย รวมไปถึงสนิมในบริเวณรอยต่อที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการทาสีกันสนิม หาก Slag เปราะและหลุดจากรอยต่อนั้นๆ
วิธีการป้องกันปัญหาหรือข้อบกพร่องที่จะเกิดจากการเชื่อม รวมถึงการเพิ่มคุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด หนีไม่พ้นการทำความสะอาดชิ้นงานให้ปราศจากน้ำมัน และเศษสิ่งสกปรกก่อนทำงานเชื่อม ก็จะทำให้ได้คุณภาพงานเชื่อมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/
โดย saweang | มี.ค. 3, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การอบชุบโลหะด้วยความร้อน มีกรรมวิธีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การอบอุ่น การชุบแข็ง การทำเทมเพอร์ การชุบแข็งผิว หรือการชุบแข็งโดยการตกตะกอน เป็นต้น แต่ละวิธีจะมีประโยชน์และการใช้งานที่แตกต่างกัน จะเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับสมบัติสุดท้ายของโลหะที่เราต้องการ
เหล็กกล้าคาร์บอนมีสมบัติเด่นอย่างหนึ่งคือ สามารถเปลี่ยนแปลงระบบผลึกของตนเองได้เมื่อได้รับความร้อนหรือทำให้เย็นลง ซึ่งเราเรียกว่า สภาพอัญรูป (allotropy) จากสมบัติที่ดีในข้อนี้ทำให้เหล็กกล้าสามารถปรับปรุงสมบัติทางกลโดยกระบวนการทางความร้อน (heat treatment) ได้อย่างกว้างขวาง
Ø กรรมวิธีการอบชุบเหล็กกล้าที่สำคัญๆ อาจจำแนกได้ดังต่อไปนี้
Ø การอบอ่อน (annealing)
Ø การอบปรกปกติ (normalizing)
Ø การชุบแข็ง (hardening หรือ quenching)
Ø การทำเทมเพอร์ (tempering)
Ø การชุบแข็งออสเทมเพอริง (austempering)
Ø การชุบแข็งมาร์เทมเพอริง (martempering)
Ø การชุบแข็งที่ผิว (surface hardening หรือ case hardening)
Ø การอบอ่อน (Annealing)
กระบวนการการอบอ่อน (annealing) เป็นการให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนถึงอุณหภูมิออสเทไนไทซิงแล้วปล่อยให้เย็นตัวอัตราการเย็นที่ช้าๆ วัตถุประสงค์ของการอบอ่อนทำเพื่อปรับปรุงสมบัติของเหล็กกล้าที่ผ่านการขึ้นรูปต่างๆ เช่น ชิ้นงานหล่อ การขึ้นรูปเย็น การขึ้นรูปร้อน ฯลฯ
v การอบปรกติ (Normalizing)
การอบปรกติ (normalizing) เป็นการให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนถึงอุณหภูมิออสเทไนไทซิงแล้วอบแช่ทิ้งไว้ จากนั้นปล่อยให้เย็นตัวในอากาศจนถึงอุณหภูมิห้อง ความแตกต่างระหว่างการอบปรกติกับการอบอ่อนจะอยู่ที่อุณหภูมิออสเทไนไทซิง และอัตราการเย็นตัว
การทำการอบปรกติจึงเหมาะกับการปรับปรุงโครงสร้างและการกระจายตัวของเกรนก่อนการชุบแข็ง ปรกติแล้วกระบวนการนี้จะทำกับเหล็กกล้าที่ผ่านการหล่อขึ้นรูปมาและเหล็กที่ผ่านการขึ้นรูปร้อน ซึ่งเกรนที่ได้จะหยาบและไม่สม่ำเสมอ โครงสร้างไม่เป็นเนื้อเดียวกันสำหรับชิ้นงานหล่อ
v การอบชุบแข็ง (Quenching)
การชุบแข็ง (quenching or hardening) เป็นการทำให้เหล็กล้าเย็นตัวอย่างรวดเร็ว (rapid cooling) เพื่อเปลี่ยนสภาพไปเป็นโครงสร้างที่เราต้องการ กระบวนการชุบแข็งนี้จะทำให้เหล็กมีความแข็งเพิ่มขึ้นขณะเดียวกันความเหนียวจะลดลง ดังนั้น ตัวแปรที่มีส่วนอย่างมากในการควบคุมอัตราการเย็นตัว คือ สารชุบ (quenching media) ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะกับชนิดของเหล็ก
สารชุบเป็นตัวกลางผ่านความร้อนจากชิ้นงานให้หมดไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น สมบัติของสารชุบต้องให้อัตราการเย็นตัวที่สูงกว่าอัตราการเย็นตัววิกฤต เพื่อป้องกันกันการเปลี่ยนเฟสจากออสเทไนต์ไปเป็นโครงสร้างอื่นที่ไม่ใช่มาร์เทนไซต์
v การทำเทมเพอร์ (Tempering)
โครงสร้างมาร์เทนไซต์ที่ได้จากชุบแข็งมานั้น จะมีสมบัติที่แข็งและเปราะ อีกทั้งอัตราเย็นตัวที่รวดเร็วจะทำให้เกิดความเครียดขึ้นภายใน ส่งผลให้เหล็กขาดความเหนียวไม่ทนต่อแรงกระแทก อาจแตกร้าวภายหลังการใช้งานได้ ดังนั้น จึงต้องมีการนำเหล็กที่ผ่านการชุบแข็งมาทำเทมเพอร์เพื่อคลายความเครียดให้หมดไป
การเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกลขณะทำเทมเพอร์ จะสัมพันธ์กับอุณหภูมิและเวลา ความเค้นตกค้าง (residual stress) เกิดขึ้นจากการชุบแข็งเนื่องจากอัตราการเย็นตัวที่สูง เมื่อนำชิ้นงานมาทำเทมเพอร์ความเค้นดังกล่าวจะลดลงยิ่งอุณหภูมิในการทำเทมเพอร์สูงขึ้นเปอร์เซ็นความเค้นตกค้างก็จะลดลงมากขึ้นด้วย
v การชุบแข็งออสเทมเพอริง
การชุบแข็งแบบออสเทมเพอริง (austempering) เป็นวิธีการหนึ่งในการชุบแข็งแบบเป็นชั้น (step quenching) ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการแตกร้าวหรือบิดงอของชิ้นงานที่มีความหนาบางแตกต่างกันมากๆ ดังนั้น จึงมีการหาวิธีที่ทำให้เหล็กเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็นมาร์เทนไซต์หรือเบไนต์ที่อุณหภูมิสูงโดยไม่ต้องเย็นตัวลงมาถึงอุณหภูมิห้องในทันที วิธีที่นิยมมี 2 วิธี คือออสเทมเพอริงและมาร์เทมเพอริง
v การชุบแข็งมาร์เทมเพอริง
การชุบแข็งมาร์เทมเพอริง (martempering) เป็นการชุบแข็งแบบเป็นขั้นอีกวิธีหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับออสเทมเพอริง คือ ป้องกันปัญหาการแตกร้าวและบิดงอจากอัตรการเย็นตัวอย่างรวดเร็วโครงสร้างที่ได้จากการทำมาร์เทมเพอริงจะป็นโครงสร้างมาร์เทนไซต์
v การชุบแข็งที่ผิว (surface hardening)
การชุบแข็งที่ผิว มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้บริเวณของชิ้นงานเกิดความแข็งขึ้น ส่วนเนื้อเหล็กบริเวณภายในยังคงอ่อนและเหนียวดังเดิม การชุบแข็งที่ผิวทำเพื่อให้เหล็กทนการสึกหรอที่บริเวณผิวดีขึ้น ขณะเดียวกันแกนกลางยังคงอ่อนเหนียว ซึ่งจะช่วยให้เหล็กรับแรงบิดหรือแรงกระแทกได้ดีขึ้น งานที่เหมาะกับการชุบแข็งที่ผิวได้แก่ เพลาข้อเหวี่ยง เฟืองเกียร์ต่างๆ และชิ้นส่วนที่ต้องการความทนทานการเสียดสี
v การอบชุบแข็งโดยวิธีการบ่มแข็งหรือการตกตะกอน
การชุบแข็งโดยการบ่มแข็งหรือการชุบโดยการตกตะกอน (age or precipitation hardening) เป็นกระบวนการที่อาศัยการเปลี่ยนแปลงเฟสที่เกิดขึ้นในสภาวะของแข็งโดยมีการเกิดเฟสของแข็งที่เป็นอนุภาคขนาดเล็กระดับนาโนเมตรที่เกิดขึ้นจากการตกตะกอนและมีแรงยึดเหนี่ยวกับเมทริกซ์ที่มีความอ่อนเหนียว ทำให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
อ้างอิง
ณรงค์ศักดิ์ ธรรมโชติ. (2556). โลหวิทยา. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
โดย saweang | มี.ค. 3, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
วันนี้ผมมีเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยมาให้ผู้อ่าน ที่แวะเวียนเข้ามาได้ลองอ่านกัน นั่นคือเคล็ด(ไม่)ลับ ในการดูเหล็กแต่ละชนิดมาให้อ่านครับ ผมคิดว่าบทความนี้ช่วยได้มากทีเดียวกับคนที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการ ก่อสร้างอย่างผม ทุกคนคงสงสัยว่า เหล็ก มันยากตรงไหน เหล็ก ก็คือเหล็กไม่ใช่เหรอ ใช่ครับ เหล็กก็คือเหล็ก แต่รู้ไหมครับว่าเหล็กเค้าเอาไปทำอะไรตั้งหลายอย่างที่เกี่ยวกับวงการก่อ สร้าง อันนี้ไม่นับเหล็กที่อยู่ในอาหารนะครับ นั่นเค้าเรียกธาตุเหล็ก อันนี้คงไม่เกี่ยวกัน เริ่มนอกเรื่องซะแล้วสิ ฮ่า ๆ …
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเหล็กเค้าเอาไปแปรรูปเป็นเหล็กชนิดต่าง ๆ ที่ผมรู้จักก็ได้แก่ เหล็กรูปพรรณ เหล็กเส้น และลวดเหล็กครับ อ้าวมีแค่ 3 ประเภทเองไหนว่าเยอะไง ใช่ครับถ้ามองแค่นี้มันไม่เยอะครับ แต่ว่าที่แยกย่อยไปอีกละครับ ปวดหัวกันแน่ ๆ ก่อนอื่นผมขอพูดไล่แต่ละประเภทของเหล็กแต่ละกลุ่มก่อนนะครับ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้ที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นแล้วเป็นการแบ่งของผมเอง เพื่อที่จะให้ง่ายในการจดจำ และครั้งนี้ผมก็ขออนุญาตพูดถึงแต่ในส่วนของเหล็กรูปพรรณก่อนนะครับ พูดรวมทั้งหมดคงยาวแน่ ๆ อีกอย่างคือกันคุณผู้อ่านสับสน ซึ่งรวมผมด้วยครับ แหะ ๆ
เหล็กรูปพรรณ ก็คือเหล็กที่เค้าเอามาทำขึ้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ผมขอละไว้นะครับเพราะผมมาพูดถึงชื่อของมันกับจุดสังเกตของเหล็กแต่ละตัวมากกว่า เปรียบเทียบง่าย ๆ คือ ก็เหมือนทองคำนั่นแหละครับ ทองคำตอนแรกมันเป็นแท่ง ๆ ใช่ไหมครับไอ้ว่าจะเอามาใช้เป็นเครื่องประดับ จะเอามันมาคล้องคอตอนมันเป็นแท่ง ๆ ก็ใช่เรื่อง ต้องลำบากไปหาหมอให้วุ่นวายอีกเพราะคอเคล็ด
เค้าเลยแปรรูปทองออกมาให้สวยงามเป็นเส้น ๆ ให้มันง่ายต่อการใช้งานและความสวยงามด้วยซึ่งก็คือทองรูปพรรณ หลักการก็เป็นแบบเดียวกันครับ เอาละครับมาเริ่มกันเลยดีกว่า
เหล็กแผ่น เหล็กแผ่นนี่ให้คิดไว้ก่อนเลยครับว่าเป็น เหล็กแผ่นดำ ซึ่งจริง ๆ มันมีเหล็กแผ่นขาวด้วย แต่โดยส่วนใหญ่ที่เค้าใช้กันคือ เหล็กแผ่นดำครับ แล้วเหล็กแผ่นดำกับเหล็กแผ่นขาวมันต่างกันยังไงละ ผมก็ไม่รู้ครับว่าเค้าเอาไปใช้งานต่างกันหรือเปล่า แต่ที่รู้คือขนาดของมันที่มีต่างกันครับ
เหล็กแผ่นดำจะมีขนาดตั้งแต่ 4×8 ฟุต เรื่อยไปจนถึง 5×20 ฟุตครับในปัจจุบันมีขนาดกี่ฟุตแล้วผมก็ไม่ทราบครับแต่มันไม่หยุดแค่ 5×20 ฟุตแน่นอนครับ ส่วนเหล็กแผ่นขาวมีขนาดเดียวที่ 4×8 ฟุตครับ แล้วทั้ง 2 แบบมีหลายความหนาเหมือนกันครับ สำหรับเหล็กแผ่นขาวทั่วไปเค้าจะเรียกกันแบบเจาะจงไปเลยครับว่าเหล็กแผ่นขาว แต่ที่มีปัญหาบ่อย ๆ นั่นคือเหล็กแผ่นดำ โดยที่ผมได้ยินคนส่วนใหญ่เค้าเรียก ๆ กันก็มีดังนี้ เหล็กแผ่น, PLATE บางครั้งเค้าก็เขียนกันแค่ว่า P L อันนี้ให้ไปดูที่ขนาดให้ชัวร์ครับว่าเค้าจะเอาเหล็กอะไรกันแน่
ผมเคยเห็นบางครั้งนะครับเค้าเขียนมาว่าเหล็กแผ่น แต่ขนาดที่ต้องการกลับระบุมาว่าจะเอาเหล็กแบนซะงั้น อ้อผมลืมเหล็กแผ่นอีกตัวไปครับ นั่นคือเหล็กแผ่นลาย แต่ที่เห็นส่วนใหญ่ว่าถ้าหากว่าเค้าจะเอาเหล็กแผ่นลายเค้าจะระบุมาเลยว่าเป็นเหล็กแผ่นลายหรือ Checkered Plate ครับ สำหรับเหล็กแผ่นโดยหลัก ๆ ก็มีเท่านี้แหละครับ ก็ให้ระวังเรื่องเหล็กแผ่นดำแค่นั้นที่คนส่วนใหญ่มักมีชื่อเรียกที่แปลกออกไป
เหล็กแบน ตัวนี้ต้องบอกก่อนนะครับว่ามันไม่ใช่เหล็กแผ่น มันเหมือนกันก็จริงแต่เหล็กแบนตัวนี้มันออกจะยาวมากกว่าที่จะเป็นแผ่นนะครับ เพราะโดยปกติแล้วมันมีความยาวที่ 6 เมตร ความกว้างกับความหนาก็แล้วแต่จะสั่งครับ ยกตัวอย่างนะครับ เหล็กแบนหน้ากว้างที่ 25 มม. หนาที่ 3 มม. แล้วยาวที่ 6 เมตร นึกภาพออกไหมครับว่าที่จริงมันยาวมากกว่าที่จะแผ่กว้างออกไปเป็นแผ่น ถ้านึกไม่ออกก็ดูรูปเลยครับ (แล้วจะอธิบายทำไมให้มันยืดยาวเนี่ย..)
ส่วนชื่อที่เรียกกันก็มี เหล็กแบน , Flat Bars บางครั้งจะเห็นเขียนย่อ ๆ ว่า F/B ก็ให้เข้าใจตามนี้นะครับว่าทั้งหมดนี้คือเหล็กแบน
เหล็กโครงสร้างรูปตัวซี (Lip Channel) เหล็กตัวนี้ไม่มีอะไรมากครับ ที่เห็นส่วนใหญ่เรียกกันก็คือเหล็กตัวซี หรือเขียนย่อ ๆ ว่า C ซึ่งก็เหมือนเดิมครับให้เราไปสังเกตที่ขนาดเอาว่าเค้าต้องการเหล็กอะไรกัน แน่ครับ เพราะมันจะไปสับสนกันระหว่างตัวเหล็กรางน้ำครับดูรูปเปรียบเทียบกันเลยดี กว่าครับ
เหล็กตัวซี เหล็กรางน้ำ
เห็น ไหมครับด้วยความที่ลักษณะมันคล้าย ๆ กันบางคนก็สับสนเหมือนกันซึ่งผมเองก็เป็นครับ มีจุดสังเกตตรงนี้ครับเห็นส่วนที่ยื่นเข้าไปตรงเหล็กตัวซีนั่นไหมครับ ตรงนั้นแหละครับคือจุดสังเกตที่ดีที่สุด อย่างนี้นะครับ เหล็กตัวซีจะมีขนาดที่ HxAxC ซึ่งจะต่างกับเหล็กรางน้ำที่มีขนาดที่ HxB เท่านั้น แค่นี้ละครับจุดสังเกตเล็ก ๆ น้อยที่ผมนำมาฝากกัน ไหน ๆ ก็พูดมาถึงเหล็กรางน้ำตัวต่อไปก็เหล็กรางน้ำเลยแล้วกันครับ
เหล็กรางน้ำ ตัวนี้ได้ปวดหัวกันแน่ ๆ ครับ ซึ่งผมเองก็ยังปวดหัวอยู่จนถึงทุกวันนี้ ตัวเหล็กรางน้ำอย่างที่บอกข้างต้นว่ามันคล้าย ๆ กับเหล็กตัวซีแล้วมันมีอีกตัวครับที่เหมือนกันยังกับแกะ แต่เมื่อเรารู้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเหล็กตัวซีแล้ว ดังนั้นก็ตัดตัวนี้ออกไป สำหรับเหล็กอีกตัวที่ผมจะพูดถึงก็คือเหล็กรางครับ เห็นไหมครับเรียกคล้ายกันขนาดนี้ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นเหล็กตัวไหน เริ่มกันเลยดีกว่ากับเหล็กรางน้ำครับตัวเหล็กรางน้ำเองส่วนใหญ่เค้าเรียกกัน ว่าเหล็กรางน้ำนั่นแหละครับภาษาอังกฤษก็คือ CHANNEL ขนาดของมันก็คือ HxB t1 t2 ครับ ดูภาพประกอบเลยก่อนดีกว่ากันสับสน อธิบายดังนี้นะครับ ตัว t1 กับ t2 ก็คือความหนาครับ โดยทั้งสองตัวนี้จะมีความหนาไม่เท่ากันนะครับ
Channel
ที่ นี้เรามาอธิบายตัวเหล็กราง ซึ่งก็มีหลายชื่อครับอันได้แก่ เหล็กรางบาง เหล็กรางพับ หรือเหล็กรางครับ ภาษาอังกฤษเค้าให้ชื่อว่า LIGHT CHANNEL ซึ่งเหมือนเป็นมาตรฐานครับเพราะผมสังเกตจากบริษัทเกือบทุกบริษัทเค้าเรียก ภาษาไทยต่างไปแต่ภาษาอังกฤษมักจะใช้ชื่อนี้ครับ โดยขนาดระบุกันก็คือ HxBxC t1 ครับ ถึงตรงนี้คงสงสัยว่าทำไมมีความหนาเดียวละ อธิบายแบบนี้ครับว่าเหล็กตัวนี้เหมือนเหล็กแผ่นแล้วพับขึ้นรูปครับ ก็เลยมีความหนาเดียว ดูรูปประกอบกันเลยดีกว่า
Light Channel
จาก ที่มองรูปแล้วทุกคนคงสงสัยเหมือนผมใช่ไหมครับว่าทำไมมีตัว xC ด้วย อธิบายแบบนี้ครับเห็นตัวที่มันยื่นขึ้นไปไหมครับ ไอ้ตรงตัว H นั่นแหละครับ คือว่าทั้งสองด้านนั้นบางครั้งมันมีขนาดไม่เท่ากันครับเค้าจึงกำหนดมาเป็น ขนาด HxBxC ไงละครับ จุดสังเกตก็มีเท่านี้ละครับ มาที่ตัวต่อไปกันเลยดีกว่า
เหล็กไอบีม เหล็กไวด์แฟรงค์ และเหล็กเอชบีม ทำไมผมถึงเอาทั้งสามตัวมาพูดรวมกันเลยนั้นเพราะว่าเป็นแบบนี้ครับทั้งสามตัว มีลักษณะคล้ายกันหมดทุกตัวครับ ยกตัวอย่างเหล็กไอบีมกับเหล็กเอชบีมนะครับ ถ้าเราให้ตัวไอมันล้มตะแคงไปด้านข้างมันกลายเป็นตัวอะไรครับ ที่คิดนะถูกแล้วครับมันก็กลายเป็นตัวเอช ซึ่งเหมือนกันกับตัวเอชนั่นแหละครับถ้าเราจับมันตั้งขึ้นมันก็กลายเป็นตัวไอ ไปเลย ซึ่งก็เหมือนกันกับเหล็กไวด์แฟรงค์ เพราะถ้าเราจับตั้งก็เป็นตัวไอ
จับมันนอนมันก็เป็นตัวเอช แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะดูยังไงได้ละว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ผมแนะนำแบบนี้ครับให้คุณไปหาตารางเหล็กออกมากางเลยครับ กางทั้งสามตัวเลยครับว่ามันแตกต่างยังไง มันแตกต่างแน่นอนครับ จากการที่ผมเองได้ลองมองตารางเหล็กเปรียบเทียบครับ
สรุปจุดสังเกตของผมดังนี้ครับ ตัวแรกเหล็กเอชบีมจะมีขนาด HxB เท่ากันครับอย่างเช่น 100×100 150×150 จะเป็นแบบนี้เสมอ
เหล็กเอชบีม ถ้ามันเป็น 100×50 หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ขนาด HxB ไม่เท่ากัน มันจะไม่ใช่เหล็กเอชบีม อย่างแน่นอนครับ ผมขอฟันธง! ขอสังเกตของเหล็กตัวต่อไปครับ เหล็กไอบีม ถ้าใครได้กางตารางเหล็กออกมาดูแล้วก็จะเห็นความแตกต่างดังนี้ครับ อย่างแรกเหล็กไอบีมในบางขนาดจะมีหลายความหนา
และโดยปกติเหล็กไอบีมที่ขนาดเดียวกันกับเหล็กไวด์แฟรงค์ความหนาของแต่ละด้าน จะหนากว่าเหล็กไวด์แฟรงค์ เช่น ขนาดที่ 150×75 เหล็กไอบีมจะมีความหนาแต่ละด้านที่ 5.5 กับ 9.5 ในขณะที่เหล็กไวด์แฟรงค์จะหนาแค่ 5.0 กับ 7.0 เท่านั้น ผมขอสรุปข้อสังเกตของผมเองให้มองง่าย ๆ ดังนี้ เหล็กเอชบีมให้ดูขนาดที่ HxB จะมีขนาดทั้งสองด้านเท่ากันเสมอ เหล็กไอบีมจะมีความหนามากกว่าเหล็กไวด์แฟรงค์ และมีความหนาอยู่หลายความหนา เอาเป็นว่าผมแนะนำให้ดูที่ตารางเหล็กเพื่อความชัวร์และถูกต้องครับ
เหล็กกล่อง ในตัวนี้ผมหมายถึงเหล็กแป๊บนะครับ ไม่ว่าจะเป็นแป๊บเหล็กสี่เหลี่ยม(เหล็กแป๊บ) หรือแป๊บเหล็กสี่เหลี่ยมแบน(แป๊บแบน) ลักษณะของมันนั้นถ้าเรามองพื้นที่หน้าตัดก็เหมือนกับกล่อง กล่องหนึ่งที่แค่มันกลวงตรงกลางแล้วลักษณะจะยาวเท่านั้นเองครับ ข้อแตกต่างระหว่าง 2 ตัวนี้คือ ถ้าขนาดกว้างกับสูง (DxD) เท่ากันก็จะเป็นเหล็กแป๊บสี่เหลี่ยม ถ้าขนาดกว้างกับสูง (DxB) ไม่เท่ากันก็จะเป็นเหล็กแป๊บแบนครับ ข้อสังเกตุของเหล็กสองตัวนี้ก็มีเท่านี้ครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนมากมายนักแล้วมันก็ไม่เหมือนกับชาวบ้านเค้าด้วย
เหล็กฉาก เหล็กตัวนี้ก็ไม่มีอะไรมากมายครับแค่ผมจะบอกว่าในบางคน(ครั้ง) เค้าจะเขียนมาว่าเหล็กรูปพรรณ L ซึ่งมันก็คือเหล็กฉากนั่นแหละครับ สั้น ๆ ง่าย ๆ เพราะว่าเหล็กตัวนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
มาถึงเหล็กตัวสุดท้ายที่ผมจะแนะนำคือ ท่อเหล็กดำ และ ท่อเหล็กอาบสังกะสี สองตัวนี้เป็นท่อเหมือนกันแต่คุณสมบัติของมันต่างกันครับ สำหรับการใช้งานนั้นผมก็ไม่ทราบนะครับว่าใช้งานต่างกันด้วยหรือเปล่า
ข้อสังเกตของเหล็กตัวแรกคือ ท่อเหล็กดำนั้นจะมีหลายความหนาใน 1 ขนาด เช่น ที่ขนาด 1 นิ้ว ก็จะมีความหนาตั้งแต่ 1.2 1.4 1.7 2.0 2.3 2.5 มม. เรื่อยไป ซึ่งก็แล้วแต่ผู้ผลิตเองว่ามีถึงความหนาที่เท่าใด
ส่วนท่อเหล็กอาบสังกะสี(Galvanized Steel Pipes) หรือ ที่เรียก ๆ กันก็คือ ท่อ GSP โดยท่อชนิดนี้จะมีความหนาเดียวใน 1 ขนาด เช่น ขนาด 1 นิ้ว ความหนาก็คือ 2.6 มม. ในชั้น BS-S
อธิบายเพิ่มเติมตรงนี้ว่า ท่อ GSP นั้นจะแบ่งเป็นชั้นการเคลือบ 3 ชั้นคือ BS-S(คาดเหลือง), BS-M(คาดน้ำเงิน), BS-H(คาดแดง) ซึ่งความหนาในแต่ละชั้นก็จะต่างกันไปเช่น ขนาด 1 นิ้ว หนาที่ 2.6 มม.ที่ BS-S หนา 3.2 มม.ที่ BS-M และหนา 4.0 มม.ที่ BS-H หลักการสังเกตก็มีเท่านี้แหละครับ สำหรับการสังเกตเหล็กแต่ละตัวและชื่อที่เรียกต่าง ๆ กันจากประสบการณ์ที่ผมพบมาก็มีเท่านี้แหละครับ ส่วนเหล็กที่ผมไม่ได้กล่าวถึงก็คงไม่มีอะไรลึกซึ้งซับซ้อนมากเท่าไหร่ จากที่ผมรวบรวมข้อมูลมาให้ท่านผู้อ่านได้รู้กัน คงมีประโยชน์บ้างสำหรับผู้ที่ต้องใช้มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเช่น เดียวกับผม แล้วคอยพบกันคราวต่อไปกับ “เหล็กเส้นและลวดเหล็ก” ที่ผมจะเอามาให้อ่านในคราวต่อไปครับ
โดย: ระพีพัฒน์
โดย saweang | ก.พ. 7, 2020 | ข่าวสาร , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ศรษฐกิจแบบนี้ อะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัดใช่ไหมคะ? ยิ่งหากมีโครงการสร้างหรือ รีโนเวทบ้าน ในฝัน คงต้องเตรียมเงินไว้ประมาณหนึ่งเลย เราจึงรวบรวมทิปส์ วิธีคิด กลยุทธ์บางอย่างในการลดค่าใช้จ่ายมาฝากกัน โดยเราจะควบคุมค่าใช้จ่ายกันอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่การตัดทุกอย่างจนผลลัพธ์คือได้บ้านที่ไม่มีมาตรฐาน แต่เราจะพยายามหาวิธีทดแทนหรือหาทางประหยัดขึ้นเล็กๆ น้อยๆ ถ้าอยากรู้แล้วว่าคนใช้เงินเป็นเค้ามีวิธีบริหารเงินสำหรับการรีโนเวทบ้านอย่างไร ก็มาดูกันเลยดีกว่า
8 สิ่งควรทำเมื่อคิดจะ รีโนเวทบ้าน
จัดเก็บและจัดการก่อนตัดสินใจรีโนเวท
ห้องบางห้องแค่จัดเก็บ ก็เพิ่มพื้นที่ได้มากขึ้นด้วยเฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆ ก็อาจจะดูแปลกตาและได้ผลเทียบเท่ากับการรีโนเวท เช่น ห้องน้ำหรือห้องครัว เพราะข้าวของที่มากมายก่ายกองอาจทำให้ลำบากต่อการทำความสะอาด ทำให้ห้องโทรมกว่าความเป็นจริง ลองเริ่มด้วยการเปลี่ยนตู้หรือลิ้นชัก จัดของให้เป็นหมวดหมู่และทำความสะอาดใหญ่ซักครั้งสิ แล้วคุณอาจจะพบผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อเลยล่ะ
เลือกเก็บวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่
คุณสามารถประหยัดเงินก้อนใหญ่ด้วยการใช้วัสดุรีไซเคิล ลองเช็กวัสดุอุปกรณ์ในบ้าน เช่น ระบบไฟ ประตู หน้าต่างหรือไม้ที่สามารถนำมาใช้ใหม่ โดยสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์มาดัดแปลงฟังก์ชั่นการใช้งานที่แตกต่างออกไปจากเดิม นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังสามารถลดการทิ้งขยะ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย
ปรึกษาผู้รับเหมา
ถามผู้รับเหมาเกี่ยวกับวัสดุที่พวกเขามี หรือเหลือใช้จากการทำงานโปรเจ็กต์อื่น เพราะวัสดุเหล่านี้คุณอาจซื้อต่อได้ในราคาที่ถูกอย่างเหลือเชื่อเลยล่ะ
เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน
เลือกอุปกรณ์ที่จะช่วยประหยัดไฟและให้แสงสว่างมาก เช่น ไฟเพดาน ออกแบบในการวางแต่ละจุดอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อลดอุปกรณ์และค่าแรงในการเดินสายไฟและหุ้มฉนวน
ลงมือทำเองในบางส่วน
สเกลงานเล็กๆ บางอย่างก็ไม่ต้องพึ่งผู้รับเหมาเสมอไป เราสามารถแบ่งมาทำเองได้ภายในครอบครัว เช่น การทาสี หรือติดตั้ง ตกแต่งอะไรเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะวิธี D.I.Y. มากมายที่มีอยู่ในเว็บของเรา ลองหาอ่านและนำไปใช้กันได้เต็มที่เลยนะคะ
สร้างใหม่อาจประหยัดกว่ารีโนเวท
ในบางกรณี การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดแล้วสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่อาจประหยัดกว่าการรีโนเวท เพราะวัสดุทุกอย่างมีอายุขัยของมัน การรีโนเวทอาจดูเหมือนใช้จ่ายน้อยในตอนแรก แต่ปัญหาและค่าบำรุงรักษาในอนาคตคือสิ่งที่ควรจะกังวล เพราะมันจะไม่จบแค่การแก้ครั้งเดียว แต่หมายถึงตลอดไป
หลีกเลี่ยงการย้ายท่อ
ระบบน้ำภายในบ้าน หากต้องการประหยัด การหลีกเลี่ยงไม่ย้ายบางส่วนหรือยุ่งกับมันคือทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะวงจรทุกอย่างที่ออกแบบมาครบแล้วอาจจะต้องรื้อใหม่ทั้งหมดจากการต้องการเปลี่ยนแค่เพียงจุดเดียว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายต่อการใช้งานในชีวิตจริงด้วยนะคะ หากจำเป็นต้องเปลี่ยนจริงๆ ก็ต้องยอมลงทุน ซื้อความสะดวกสบายต่อการอยู่อาศัยในระยะยาว
คำนึงถึงขนาดมาตรฐาน
หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบเฉพาะ พรีเมี่ยม เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เลือกใช้วัสดุที่มีมาตรฐานในขนาดที่เป็นมาตรฐาน เช่น ประตู หน้าต่าง เพราะนอกจากวัสดุรูปแบบเฉพาะจะมีราคาแพงแล้ว การหาอะไหล่ยังยุ่งยากและต้องสั่งทำอีกด้วย
ที่มาจาก www.kidspot.com.au
โดย saweang | ก.พ. 7, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สิ่งที่ขาดไม่ได้ในบ้านคือห้องนอน เพราะเป็นที่ที่ใช้พักผ่อนให้เรามีแรงในการทำงานวันถัดไป ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ห้องนอนที่ดีจะส่งเสริมพลังงานดี ทำให้เรามีภูมิต้านทานที่แข็งแรง ตื่นนอนมาสดใส มีแรงไปทำงาน และแน่นอนเมื่อเราไปทำงานด้วยความรู้สึกที่ดีแล้ว หน้าที่ต่างๆ ก็จะสำเร็จลุล่วงได้ไม่ยาก ส่งผลให้เงินทองไหลมาเทมา
แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณพบว่าหลังจากนอนแล้ว ร่างกายยังอ่อนเพลีย เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ่อยๆ หรือมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายจนเป็นอุปสรรคในการทำงาน การจัดห้องให้ตรงตามฮวงจุ้ยห้องนอนอย่างที่เรารวบรวมไว้ข้างล่างนี้สามารถช่วยคุณได้แน่นอน
ฮวงจุ้ยห้องนอนกับทิศทางของเตียง
อันดับแรกที่จะพูดถึง ฮวงจุ้ยห้องนอน คือ เรื่องของทิศทางห้องนอนและเตียงนอน โดยตำแหน่งของห้องนอนนั้นไม่ควรมีห้องน้ำอยู่ด้านบนห้องหรืออยู่เหนือตำแหน่งเตียง เพราะห้องน้ำถือเป็นที่ระบายสิ่งสกปรก ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้วผู้อาศัยจะได้รับพลังงานลบ เหมือนได้รับของเสียจากห้องน้ำอยู่เป็นประจำ
ส่วนการจัดประตูห้องนอนก็ควรใช้หลักเดียวกัน นั่นคือห้ามอยู่ตรงกับประตูห้องน้ำเด็ดขาด เนื่องจากพลังงานที่แย่จากห้องน้ำจะเข้ามาชนกับประตูห้องนอน นอกจากนี้หลังกำแพงห้องนอนยังไม่ควรเป็นห้องน้ำ ห้องครัว ห้องเก็บของ หรือเป็นระเบียงที่มีคนเดินผ่าน เพราะสิ่งเหล่านี้มีพลังงานด้านลบ ส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด และผู้อาศัยมักเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง โดยเฉพาะถ้าหลังห้องนอนเป็นระเบียงทางเดิน จะทำให้เป็นคนที่หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิในการทำงาน
ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอน ควรวางเตียงไว้ทิศไหน?
ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้ว เชื่อว่าการวางเตียงในแต่ละทิศนั้นจะส่งผลต่อการดำรงชีวิตของผู้อยู่อาศัย โดยแต่ละทิศจะให้คุณที่ต่างกันออกไป ดังนี้
ทิศเหนือ จะช่วยในเรื่องของความสามารถในการรับรู้ตามสัญชาตญาณ
ทิศใต้ จะช่วยให้เป็นคนมีชื่อเสียงที่ดี มีหน้ามีตา มีเกียรติในสังคม
ทิศตะวันออก จะช่วยทำให้นอนหลับสนิท มีความสงบในการพักผ่อน
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะเสริมการทำงานที่ดี โดยเฉพาะการทำงานเกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัย หรือการทดลองต่างๆ
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะช่วยทำให้เป็นคนที่มีความขยันพากเพียร มีความอดทนในการทำงานมากขึ้น
ทิศตะวันตก ส่งเสริมให้มีลูกดก เหมาะสำหรับคู่สามีภรรยาที่ต้องการมีลูก
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่งเสริมการมีบริวาร มีเพื่อนฝูงและคนรู้จักมาก
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะช่วยในเรื่องของความรักทำให้ราบรื่นและสมหวัง
ฮวงจุ้ยห้องนอนกับเรื่องโชคลาภ เงินทอง และ สุขภาพ
นอกจากทิศทางของห้องนอนและเตียงนอนที่ได้กล่าวมาข้างต้น ยังมีการจัดตำแหน่งเตียงที่ช่วยเสริมเรื่องโชคลาภ เงินทอง และ สุขภาพ ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนอีกด้วย โดยสามารถแบ่งฮวงจุ้ยห้องนอนเป็นข้อควรทำ และ ข้อควรหลีกเลี่ยง
ข้อควรทำ (ฮวงจุ้ยห้องนอนที่ดี) เฮงๆ รวยๆ
• ควรจัดหัวเตียงนอนให้เยื้องจากประตู ในเชิงฮวงจุ้ยจะทำให้ได้รับแต่พลังงานดี โชคลาภ ทำงานราบรื่น อุปสรรคน้อย ในเชิงจิตวิทยาการจัดเตียงนอนเช่นนี้ จะทำให้รู้สึกปลอดภัยเพราะเห็นว่าใครเข้าออกจากห้องนอนบ้าง
• หัวเตียงควรติดกำแพง หรือไม่ควรปล่อยให้หัวเตียงมีพื้นที่ว่างมากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ฝันไม่ดีบ่อย ร่างกายอ่อนแอ นอกจากนี้ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้ว กำแพงยังเป็นตัวเสริมพลังงานที่ดีอีกด้วย
• ความสูงของเตียงนอน ในปัจจุบันเตียงนอนส่วนใหญ่มักสูงจากพื้นประมาณ 2 ฟุตกว่า ซึ่งถือว่าเป็นความสูงในระดับพอดี ตกลงมาไม่เป็นอันตราย ส่วนเตียงที่ติดกับพื้น มีโอกาสรับฝุ่นมาก และป่วยเป็นโรคง่าย ถือว่าไม่ดีตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอน
• ชนิดฟูก ให้คำนึงถึงความสบายเป็นหลักมากกว่าราคา เพราะถ้าเลือกฟูกที่หลับสบายแล้ว จะทำให้นอนอย่างมีประสิทธิภาพ และมีพลังงานฮวงจุ้ยที่ดีเต็มเปี่ยม ส่งเสริมให้มีสุขภาพแข็งแรง
ข้อควรหลีกเลี่ยง (ฮวงจุ้ยห้องนอนไม่ดี) ทรัพย์อาจจางหาย
• เตียงนอน ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้วไม่ควรวางตรงกับประตูห้อง โดยเฉพาะการหันหัวเตียงหรือท้ายเตียงไปตรงกับประตู เนื่องจากประตูเปรียบเสมือนปากทางพลัง ทั้งพลังงานร้ายและพลังงานดีที่จะพุ่งเข้าชนขอบประตู ทำให้ป่วยบ่อย เหนื่อยง่าย หรือเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ่อยๆ
• คานบ้านไม่ควรตรงกับเตียงนอน เพราะตามหลักฮวงจุ้ยนั้นเชื่อว่าผู้อยู่อาศัยจะรู้สึกเหมือนถูกกดทับ กดดัน ตลอดเวลาที่นอนหลับพักผ่อน
• ห้ามวางหัวเตียงตรงกับที่ประตูเปิด เพราะจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อชีวิตประจำวัน มักมีอุปสรรคและป่วยง่าย
• ไม่ควรวางเตียงนอนไว้ที่โล่งๆ โดยเฉพาะเตียงที่มีพื้นที่โล่งทั้ง 4 ด้าน เพราะจะทำให้เราเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก
• ไม่ควรวางเตียงไว้ระหว่างหน้าต่างกับประตู เพราะตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้วการวางแบบนี้จะทำให้เราถูกดูดพลังงานไปในขณะนอนหลับพักผ่อน ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ สุขภาพอ่อนแอ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรแก้ไขด้วยการให้ติดม่านที่หน้าต่าง
การตกแต่งและสีห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอน
มาถึงเรื่องการตกแต่งและสีของห้องนอนกันบ้าง ว่าเราควรจัดห้องและทาสีอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดี มีเงินทองไหลมาเทมา และมีความสุขตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนที่ดี
• ห้องนอนสีม่วงอ่อน ห้องนอนสีนี้เป็นแหล่งการรับจิตวิญญาณที่ดี เป็นสีแห่งความสำเร็จและความปรารถนาดี รวมทั้งมีหน้าที่การงานที่ดีตามมาด้วย
• ห้องสีครีม เป็นห้องที่ช่วยในการฟื้นฟูสุขภาพและความมั่นคงทางอารมณ์ทำให้สุขภาพของคุณแข็งแรงเหมาะแก่สำหรับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ ที่จะทำให้แข็งแรงเร็ววันเร็วคืน
• ห้องนอนสีชมพู เป็นสีที่เรียบง่ายเหมาะแก่การเยียวยาความยากจนให้หมดไป จึงทำให้สีนี้เป็นสีมงคลตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งจะทำให้ร่ำรวย เงินทอง รวมถึงช่วยเรื่องการเรียนให้ดีมากขึ้น
• ห้องสีเขียว ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้วสีเขียวเป็นสีแห่งการเจริญเติบโตเหมือนใบไม้ผลิในฤดูฝน เมื่อคุณนอนอยู่หรือว่าจะอาศัยภายในห้องนี้จะมีสุขภาพดีและมีความเจริญรุ่งเรืองมีโชคลาภและความมั่งคั่งในหน้าที่การงานและเงินทองไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่อง
• ห้องสีชมพูอมส้ม สีนี้เป็นสีที่ดึงดูดและมีเสน่ห์ทางเพศ จะเด่นเรื่องความรักความสัมพันธ์ เหมาะสำหรับคนโสดที่ต้องการหาคู่เป็นอย่างยิ่ง
• ห้องสีม่วง เป็นสีแห่งความสำเร็จตามหลักฮวงจุ้ย นอกจากนี้ยังส่งเสริมผู้อยู่อาศัยให้มีหน้าที่การงานดี สุขภาพแข็งแรง มีความรุ่งเรือง รวมถึงโชคลาภและความมั่งคั่งทางการเงิน
ฮวงจุ้ยห้องนอนกับสีของปีนักษัตรทั้ง 12
นอกจากสีห้องจะมีความหมายตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอน รู้หรือไม่ว่าแต่ละปีนักษัตรนั้นจะมีสีที่เหมาะสมหรือถูกโฉลกไม่เหมือนกัน ซึ่งทางเราก็รวบรวมสีที่เหมาะของปีนักษัตรทั้ง 12 มาให้ทุกคนได้อ่านกันแล้ว ดังนี้
• ปีหนู สีที่ถูกโฉลกและการทาห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีขาว สีฟ้า สีเทา และสีดำ
• ปีวัว สีที่ถูกโฉลกสำหรับการตกแต่งห้องของคุณ ได้แก่ สีม่วง สีเหลือง สีส้ม และสีน้ำตาล
• ปีเสือ สีที่ถูกโฉลก แก่การทาห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีดำ สีเขียว สีเหลืองอมเขียว และสีฟ้า
• ปีกระต่าย สีที่ถูกโฉลกสำหรับการทาห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีเหลืองอมเขียว สีดำ สีฟ้า และสีเขียว
• ปีมังกร สีที่ถูกโฉลกกับการตกแต่งห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีส้ม สีม่วง สีเหลือง สีแดง
• ปีงู สีที่ถูกโฉลกในการทาห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีเหลืองอมเขียว สีม่วง สีแดง และสีส้ม
• ปีม้า สีที่ถูกโฉลกในการตกแต่งห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีม่วง
• ปีแพะ เหมาะแก่สีโทนเข้ม ได้แก่ สีม่วง สีส้ม สีแดง และ สีน้ำตาล
• ปีลิง สีที่ถูกโฉลกสำหรับการทาห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีน้ำตาล สีเหลือง สีทอง สีเงิน และสีขาว
• ปีไก่ สีที่ถูกโฉลกในการแต่งห้องนอนของคุณได้แก่ สีทอง สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีขาว
• ปีจอ สีที่ควรตกแต่งห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีส้ม สีม่วง สีเหลือง และ สีน้ำตาล
• ปีหมู สีที่เหมาะสมแก่การตกแต่งห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีทอง สีเงิน สีฟ้า สีดำ และสีเทา
ของตกแต่งห้องเสริมมงคลและความร่ำรวยตามฮวงจุ้ยห้องนอน
แน่นอนว่าของตกแต่งห้องนอนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะสวยงามแล้วตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนของพวกนี้ยังนำความสุข พลังงานที่ดี และเงินทองให้กับผู้อยู่อาศัยอีกด้วย ซึ่งของตกแต่งที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนได้แก่ของ 3 สิ่งนี้
• โมบาย เพิ่มพลังงานในห้อง ช่วยเรื่องโชคลาภ รวมถึงเรื่องการเงินซึ่งจะหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น
• หินมงคล ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามงคล หากนำมาไว้ในห้องนอนนอกจากจะสวยงามแล้ว ยังเพิ่มพูนโชคลาภให้เงินทองไหลมาเทมาอีกด้วย
• คริสตัล ให้นำลูกคริสตัลหรือแบบแท่งก็ได้มาตั้งไว้ในห้องนอน ช่วยเพิ่มพลังงานภายในห้อง นอกจากนี้หากใครทำธุรกิจจะช่วยเสริมให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.estopolis.com/