โดย saweang | มี.ค. 17, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นกู้ สร้างบ้านของตัวเองสักหลัง แต่ยังงงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะยื่นกู้ได้ จะกู้เดี่ยว หรือ ยื่นกู้ร่วมดี ? ลองแวะมาชมกระทู้ รีวิวกู้บ้าน ธอส. ชั้นเดียว งบสร้างบ้าน 780,000 บาทรวมตกแต่งและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านทั้งหมด ของคุณสมาชิกหมายเลข 4884036 จากกระทู้พันทิปกันค่ะ
รีวิวกู้บ้าน ธอส. งบสร้างบ้าน 780,000 บาท
(ก่อนลงมือสร้างกำหนดงบที่ 680,000 บาทค่ะแต่งบบานปลายนิดหน่อยค่ะ)
เจ้าของกระทู้ อายุ 23 ปี ส่วนแฟน 31 ปีค่ะ อยู่บ้านเช่ากับแฟนที่ภูเก็ตค่ะ เลือกหาที่ใกล้ที่ทำงานที่สุด ก็ไม่ได้คิดอยากมีบ้านอะไรมากมาย จนแต่งงานได้ 4 เดือน เจ้าของกระทู้ ตั้งท้อง ก็เริ่มคิด ว่าไม่อยากให้ลูกต้องมาอยู่ในห้องเช่าแบบนี้ เลยคุยกับแฟนว่าอยากสร้างบ้าน บนที่ดินที่แม่ยกไว้ให้ ที่พังงาที่ดิน กว้าง 6 ยาว 20 ค่ะ
เราสองคนไม่มีภาระอะไร ตอนแรก จะกู้ร่วมกับแฟน เพราะคิดว่าเงินเดือนเรามันน้อยนิด แต่ธนาคารบอกว่าเรากู้คนเดียวผ่าน เพราะเรายื่นกู้ไปแค่ 9 แสน และตกลงค่าก่อสร้างกับผู้รับเหมาที่ 670,000 บาทถ้วนค่ะ
เงินเดือนเรารวม เซอร์วิสชาร์จ 13,000 บาท แต่เรามีเงินที่ได้จากงาน ประมาณเดือนละ 4,000 บาท ธนาคารไม่รวมให้นะคะ เพราะไม่ได้เข้าในสลิป ส่วนเงินเดือนแฟน 15,000 บาทค่ะ
เอาล่ะ !! เริ่มแรก หาแบบบ้านที่ชอบเข้าไปดูหน้าเพจที่รับเขียนแบบบ้านได้เลยคะ ชอบอันไหน ก็ให้เขาปรับให้เหมาะกับที่ดินของเรา ของเจ้าของกระทู้ เอาแบบที่ชอบ ไปให้ ช่างอบต.เขียนให้ค่ะ เพิ่มนู้นนิดนี่หน่อยค่ะ
ค่าเขียนแบบและใบ boq 4,000 บาทคะ เมื่อได้แบบแล้ว ก็ขอใบอนุญาตสร้างบ้าน ที่เทศบาลหรืออบต.ได้เลยค่ะ
ของเจ้าของกระทู้ ช่างอบต.เขียนพร้อมขออนุญาตให้เรียบร้อยค่ะ
เมื่อเอกสารพร้อมก็เข้าไปธนาคารกันค่ะ เอาเอกสารไปยื่นกัน
เอกสารที่ใช้ยื่นกู้
1.ทะเบียนบ้านฉบับจริง
2.บัตรประชาชน
3.สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน
4.สเตทเม้นท์ ย้อนหลัง 6 เดือน
5.โฉนดที่ดิน สำเนาและเอาตัวจริงไปด้วยนะคะ
6.ใบรับรองเงินเดือน
7.แบบบ้าน
8.ใบอนุญาตปลูกสร้าง
ถ้ายื่นกู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้ส่งเอกสารก่อนสร้างได้เลยค่ะ
มีให้เลือก 2 แบบ
1. รับเงินงวดแรก 20% ตอนเซ็นสัญญา ดอกเบี้ยเพิ่ม 50 สตางค์ ตลอดการสร้างบ้าน และดอกเบี้ยจะปรับเป็นปกติเมื่อสร้างบ้านเสร็จแล้วค่ะ
2. สร้างบ้านไป 20% แล้วเรียกเบิกงวดค่ะ ดอกเบี้ยตามโปรโมชั่นที่เราเลือกเลยค่ะ
เจ้าของกระทู้เลือกแบบที่ 1 ค่ะ (พลาดมาก)
ขอเตือนว่า สุดท้ายเราควรต้องมี เงินสำรอง 20% ของราคาบ้านค่ะ เพราะต่อให้เอาเงินมา 20% เพื่อสร้างงวดแรก แต่งวด 2 เขาจะหักกับเงินที่เราเอาไป และต้องออกเงินจ่ายงวดที่ 2 เองค่ะ
ลุ้นนนไปค่ะ รอเสียงโทรศัพท์วนไป
3 วัน ผ่านไป ธนาคารแจ้งว่า พรุ่งนี้บริษัทประเมินฯ จะเข้าไปประเมินที่ดินที่จะทำการปลูกสร้างนะตอนนั้นใจดีมาก แต่ยังดีใจไม่สุดค่ะ เพราะยังกลัวๆ จะไม่ผ่านอยู่
เมื่อประเมินเสร็จ ประมาณ 4 วัน ธนาคารนัดทำสัญญาคะ ธนาคารให้เงินมาก้อนแรก 120,000 บาทค่ะ
ทำการเคลียร์พื้นที่ ล้มต้นไม้ที่จะยกไม่ต้องถมดินค่ะ เพราะดินสูงกว่าถนนค่ะ
เมื่อเคลียร์พื้นที่แล้ว งวดแรกให้ผู้รับเหมา 140,000 บาทถ้วนค่ะ ก็ลงเสาค่ะ เริ่มทำฐานราก
เมื่อการก่อสร้างดำเนินไปได้ 20% แล้ว ก็เรียกงวดค่ะ แล้วจะรู้ได้ไงว่าไป20% แล้ว ก็ดูจากใบงวดงานที่ธนาคารให้มาเลย
เมื่อผู้รับเหมา ทำฐานราก และก่ออิฐขึ้นทั้งหมดแล้ว ตามในภาพด้านบน ก็เรียกงวด ก็เอาให้ผู้รับเหมา 240,000 บาท
ไปซื้อของ และดำเนินการ โครงหลังคา มุงหลังคาใส่วงกบประตูหน้าต่าง และฉาบผนังค่ะ ต่อค่ะ
เมื่อบ้านดำเนินมาถึง การมุงหลังคา ฉาบผนัง เทพื้น แล้ว ก็ทำการเรียกรับเงินงวดที่ 3 คะ พอรับเงินมาปุ๊บ ก็ให้ผู้รับเหมา เพื่อดำเนินการตีฝ้าภายในและภายนอก ปูกระเบื้องพื้น ทำเคาน์เตอร์ ใส่ประตูหน้าต่างค่ะ
แต่….. ทุกอย่างหยุดชะงักที่การตีฝ้าด้านนอกและด้านในคะ ชะงักไปเกือบๆ 2 เดือน มีปัญหาไม่นิดหน่อยเลยค่ะ ตอนนั้นเครียดมาก เพราะดอกเบี้ยเพิ่มมา 0.05% ตลอดจนการสร้างเสร็จ เราอยากให้บ้านเสร็จไวไว กินไม่ได้นอนไม่หลับ จนต้องตัดสินใจเอาว่ะ คงต้องยอมให้เกินจากที่ตั้งงบไว้
…เจ้าของกระทู้ตัดสินใจ เปลี่ยนผู้รับเหมา คะ เพื่อให้บ้านดำเนินต่อไป และบานปลายไม่มาก และ เจ้าของกระทู้ต้องเอาทองไปจำนำ เพื่อมา ใส่ครอบข้างหลังคา ค่าของ + ค่าแรง ประมาณ 20,000 บาทค่าหน้าต่าง – ประตู ทั้งบ้าน 45,000 บาท ดีที่แม่ให้ทุนมาทำก่อนบ้างค่ะ
ไม่เป็นไร เจ้าของกระทู้คิดว่าเป็นบทเรียนและเป็นประสงค์ของเจ้าที่ทดสอบเราค่ะ
ทาสีเอง
เรากับแฟน ช่วยกันทาสีคะทั้งหลัง ประหยัดไปได้เยอะเลยค่ะ
เมื่อเปลี่ยนผู้รับเหมา จ้างแค่ค่าแรง ซื้อของให้ก็เหนื่อยขึ้นเยอะมาก เพราะต้องวิ่งซื้อของเองทั้งหมด จิปาถะเยอะมาก
เราไม่มีรถยนต์นะคะ มีแต่มอเตอร์ไซค์ ของชิ้นใหญ่ก็ให้ร้านส่ง ชิ้นเล็กๆ ก็ หิ้วของสองคน แต่ผ่านไปด้วยดีค่ะ
เสร็จแล้วค่ะบ้านหลังน้อยๆ ของเราสามคน พ่อแม่ลูก
ในส่วนของห้องอาบน้ำ ห้องอาบน้ำและห้องส้วมแยกคนละห้องค่ะ
กระเบื้องผนังได้จากไทวัสดุ กล่องละ189 บาท
กระจกแขวนสั่งจากร้านจีนในลาซาด้า 990 บาท
เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า สินค้าตัวโชว์ลดราคา จาก 3,990 บาทลดเหลือ 1,700 บาท ค่ะ
เจ้าของกระทู้มิได้งกเด้ออ แต่save สุดๆ 555
ติดตั้งผ้าม่าน
กำลังติดตั้งผ้าม่านทั้งหลังค่ะ อยากบอกว่า มันถูกมากก ผ้าม่านกับรางได้จาก shopee ค่ะ ผ้าม่านกัน UV หน้าต่าง ผืนละ140 บาท ส่วนรางคู่ 300 บาท เป็นรางคู่นะคะ อนาคตจะใส่เป็นม่านโปร่งด้วยค่ะ แต่งบตอนนี้ ในแค่ม่านทึบไปก่อน
รูปพรีเวดดิ้งติดบนหัวนอน
รูปพรีเวดดิ้ง ติดหัวนอนไว้ เตือนสติเวลาทะเลาะกัน
มุมหน้าห้องน้ำ พรมหน้าห้องน้ำ ใช้หินแทนผ้า เพราะซับน้ำและแห้งไวมากกค่ะ
มุมหน้าบ้านค่ะ
มุมข้างบ้านค่ะ …. บ้านเราเป็นบ้านยกสูงกว่าถนนน่ะคะเนื่องจากหลังบ้านเป็นคลองเล็กๆ ถ้าน้ำทะเลขึ้นสูง ก็จะมีน้ำมีปลาที่ใต้ถุนบ้านและหลังบ้านค่ะ ฟินฟุดๆ เลยค่ะ
นับเป็นบ้านหลังเล็กๆ แต่อบอุ่นและน่าภูมิใจ ที่สามารถก่อร่างสร้างบ้านสักหลังเป็นของตัวเองได้สำเร็จด้วยตัวเองในวัยเพียง 20 – 30 ปี เท่านั้น Decor.MThai ขอชื่นชมในความมุมานะฝ่าฟันอุปสรรคของครอบครัวนี้ ใครที่ผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาจะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าความรู้สึกเมื่อได้เข้าไปอยู่ในบ้านที่เราสร้างเสร็จมันจะฟินขนาดไหนเนอะ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com/home-design/71274.html
โดย saweang | มี.ค. 10, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็ก เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทกับการนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันมากที่สุด และเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยเหล็กจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือเหล็ก (iron) และ เหล็กกล้า (steel) ซึ่งทั้งสองประเภทนี้ มีคุณสมบัติที่ต่างกันหลายประการ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะถูกเรียกอย่างเหมารวมกันว่า “เหล็ก” นั่นเอง
ลักษณะทั่วไปของเหล็กและเหล็กกล้า
เหล็ก จะมีสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ คือ Fe มักพบได้มากในธรรมชาติ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสีแดงอมน้ำตาล เมื่อนำเข้าใกล้กับแม่เหล็ก จะดูดติดกัน ส่วนพื้นที่ที่ค้นพบเหล็กได้มากที่สุด ก็คือ ตามชั้นหินใต้ดินที่อยู่บริเวณที่ราบสูงและภูเขา โดยจะอยู่ในรูปของสินแร่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ต้องใช้วิธีถลุงออกมา เพื่อให้ได้เป็นแร่เหล็กบริสุทธิ์และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
เหล็กกล้า เป็นโลหะผสม ที่มีการผสมระหว่าง เหล็ก ซิลิคอน แมงกานีส คาร์บอนและธาตุอื่นๆ อีกเล็กน้อย ทำให้มีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นสูง ทั้งมีความทนทาน แข็งแรง และสามารถต้านทานต่อแรงกระแทกและภาวะทางธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญคือเหล็กกล้าไม่สามารถค้นพบได้ตามธรรมชาติเหมือนกับเหล็ก เนื่องจากเป็นเหล็กที่สร้างขึ้นมาโดยการประยุกต์ของมนุษย์ แต่ในปัจจุบันก็มีการนำเหล็กกล้ามาใช้งานอย่างแพร่หลาย เพราะมีต้นทุนต่ำ จึงช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างมาก และมีคุณสมบัติที่โดดเด่นไม่แพ้เหล็ก
ประเภทของเหล็กแบ่งได้อย่างไรบ้าง?
สำหรับประเภทของเหล็กนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
เหล็กหล่อ
เหล็กหล่อ เป็นเหล็กที่ใช้วิธีการขึ้นรูปด้วยการหล่อขึ้นมา ซึ่งจะมีปริมาณของธาตุคาร์บอนประมาณ 1.7-2% จึงทำให้เหล็กมีความแข็ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปราะ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เหล็กหล่อ สามารถขึ้นรูปได้แค่วิธีการหล่อวิธีเดียวเท่านั้น ไม่สามารถขึ้นรูปด้วยการรีดหรือวิธีการอื่นๆ ได้ นอกจากนี้เหล็กหล่อ ก็สามารถแบ่งย่อยๆ ได้ดังนี้
เหล็กหล่อเทา เป็นเหล็กหล่อที่มีโครงสร้างคาร์บอนในรูปของกราฟไฟต์ เพราะมีคาร์บอนและซิลิคอนเป็นส่วนประกอบสูงมาก
เหล็กหล่อขาว เป็นเหล็กที่มีความแข็งแรงทนทานสูง สามารถทนต่อการเสียดสีได้ดี แต่จะเปราะจึงแตกหักได้ง่าย โดยเหล็กหล่อประเภทนี้ จะมีปริมาณของซิลิคอนต่ำกว่าเหล็กหล่อเทา ทั้งมีคาร์บอนอยู่ในรูปของคาร์ไบด์ของเหล็กหรือที่เรียกกว่า ซีเมนไตต์
เหล็กหล่อกราฟไฟต์กลม เป็นเหล็กที่มีโครงสร้างเป็นกราฟไฟต์ ซึ่งจะมีส่วนผสมของแมกนีเซียมหรือซีเรียมอยู่ในน้ำเหล็ก ทำให้เกิดรูปร่างกราฟไฟต์ทรงกลมขึ้นมา ทั้งยังได้คุณสมบัติทางกลในทางที่ดีและโดดเด่นยิ่งขึ้น เหล็กหล่อกราฟไฟต์จึงได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายและถูกนำมาใช้งานในอุตสาหกรรมมากขึ้น
เหล็กหล่ออบเหนียว เป็นเหล็กที่ผ่านกระบวนการอบเพื่อให้ได้คาร์บอนในโครงสร้างคาร์ไบด์แตกตัวมารวมกับกราฟไฟต์เม็ดกลม และกลายเป็นเฟอร์ไรด์หรือเพิร์ลไลต์ ซึ่งก็จะมีคุณสมบัติที่เหนียวแน่นกว่าเหล็กหล่อขาวเป็นอย่างมาก ทั้งได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานที่สุด
เหล็กหล่อโลหะผสม เป็นประเภทของเหล็กที่มีการเติมธาตุผสมเข้าไปหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งก็จะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการทนต่อความร้อนและการต้านทานต่อแรงเสียดสีที่เกิดขึ้น เหล็กหล่อประเภทนี้จึงนิยมใช้ในงานที่ต้องสัมผัสกับความร้อน
เหล็กกล้า
เหล็กกล้า เป็นเหล็กที่มีความเหนียวแน่นมากกว่าเหล็กหล่อ ทั้งสามารถขึ้นรูปด้วยวิธีทางกลได้ จึงทำให้เหล็กชนิดนี้ นิยมถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายและกว้างขวางมากขึ้น ตัวอย่างเหล็กกล้าที่มักจะพบได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน คือ เหล็กแผ่น เหล็กโครงรถยนต์หรือเหล็กเส้น เป็นต้น นอกจากนี้คาร์บอนก็สามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มย่อยๆ ดังนี้
เหล็กกล้าคาร์บอน จะมีส่วนผสมหลักเป็นคาร์บอนและมีส่วนผสมอื่นๆ ปนอยู่บ้างเล็กน้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจะมีธาตุอะไรติดมาในขั้นตอนการถลุงบ้าง ดังนั้นเหล็กกล้าคาร์บอน จึงสามารถแบ่งเป็นย่อยๆ ได้อีก ตามปริมาณธาตุที่ผสมดังนี้
เหล็กคาร์บอนต่ำ มีคาร์บอนต่ำกว่า 0.2% และมีความแข็งแรงต่ำมาก จึงนำมารีดเป็นแผ่นได้ง่าย เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่น เป็นต้น
เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง จะมีคาร์บอนอยู่ประมาณ 0.2-0.5% มีความแข็งแรงสูงขึ้นมาหน่อย สามารถนำมาใช้เป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลได้
เหล็กกล้าคาร์บอนสูง มีคาร์บอนสูงกว่า 0.5% มีความแข็งแรงสูงมาก นิยมนำมาอบชุบความร้อนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งมากขึ้น และสามารถต้านทานต่อการสึกหรอได้ดี จึงนิยมนำมาทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่ต้องการผิวแข็ง
เหล็กกล้าผสม เป็นเหล็ก ที่มีการผสมธาตุอื่นๆ เข้าไปโดยเจาะจง เพื่อให้คุณสมบัติของเหล็ก เป็นไปตามที่ต้องการ โดยเหล็กประเภทนี้มักจะมีความสามารถในการต้านทานต่อการกัดกร่อนและสามารถนำไฟฟ้าได้ รวมถึงมีคุณสมบัติทางแม่เหล็กอีกด้วย ซึ่งก็จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เหล็กกล้าผสมต่ำและเหล็กกล้าผสมสูง นั่นเอง โดยเหล็กกล้าผสมต่ำ จะเป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมด้วยธาตุอื่นๆ น้อยกว่า 10% และเหล็กกล้าผสมสูง จะเป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมด้วยธาตุอื่นๆ มากกว่า 10%
เหล็ก เป็นแร่ธาตุที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการนำมาใช้งานในหลายๆ ด้าน แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง คือมีน้ำหนักมาก ทำให้เคลื่อนย้ายได้ไม่ค่อยสะดวกมากนัก อย่างไรก็ตาม เหล็ก ก็ยังคงเป็นที่นิยมและมีการนำมาใช้งานในอุตสาหกรรมหรือการผลิตเครื่องจักรกลต่างๆ รวมทั้งใช้ในการสร้างบ้านด้วย เพราะเป็นโลหะที่มีความแข็งแรงและทนทานมาก
โดย saweang | มี.ค. 6, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
งานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อน ย่อมมาพร้อมกับวิธีการก่อสร้างที่จะขาดไปไม่ได้คือ “การเชื่อม” ในแง่หนึ่ง การเชื่อมเป็นเทคนิคด้านงานก่อสร้างที่ทำกันอยู่ทั่วไป เหมือนเป็นทักษะพื้นฐานที่ต้องติดตัวช่างก่อสร้าง การเชื่อมก็เป็นทักษะที่มีระดับความชำนาญหลายระดับ และต้องได้รับการฝึกฝนในระยะเวลาหนึ่ง เพราะในงานก่อสร้างอาคารโครงสร้างเหล็กใดๆ เรามักจะพบปัญหาจากการเชื่อมอยู่เสมอ ไม่มากก็น้อย
โดยหลักการทั่วไป คุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ดี จะขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่างด้วยกัน คือการควบคุมความสมดุลระหว่างกำลังไฟ และความเร็วในการลากผ่านการเชื่อม โดยทั้งหมดจะต้องคำนึงถึงความหนาของเหล็กที่ใช้ และวัตถุประสงค์ของการใช้งานต่อไป
เมื่อเป็นฝีมือคน จึงเป็นเรื่องท้าทายในการควบคุมปัจจัยทั้งสองให้สอดคล้องกันเพื่อให้ได้งานเชื่อมที่มีคุณภาพในตอนท้าย เพราะหากไม่แล้ว งานเชื่อมที่ด้อยคุณภาพก็อาจนำมาซึ่งความไม่สม่ำเสมอของรอยต่อ มีส่วนเว้าแหว่งที่เชื่อมไม่ติด ความเปราะของรอยเชื่อม อันจะทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักของงานโครงสร้าง ไม่ตรงตามที่วิศวกรคำนวณ และอาจนำมาซึ่งการพังทลายของโครงสร้างได้
รอยเชื่อมที่มีคุณภาพนั้น จะเป็นที่เข้าใจกันว่าตะเข็บต้องมีลักษณะสม่ำเสมอ ลากยาว และเป็นเนื้อเดียว (ภาษาช่างเรียกเหมือนเป็นเกล็ดปลา) แต่นอกจากนั้นก็จะขึ้นอยู่กับการใช้งาน และหน้าที่การรับน้ำหนักของแต่ละจุด ที่จะต้องผ่านการออกแบบการเชื่อม ที่สัมพันธ์กับการคำนวณจากวิศวกร
โดยจะมีจุดบกพร่องและปัญหาที่จะเกิดอยู่บ้างในระหว่างการเชื่อม ที่จะก่อให้เกิดงานที่ไม่ได้คุณภาพ ยกตัวอย่างเช่นอย่างแรกคือฟองอากาศ (Porosity)ที่อาจเกิดจากการเชื่อมที่ไม่ชำนาญ และความไม่สมดุลของกำลังไฟและกระบวนการเชื่อม ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความเปราะฟองอากาศเพียงเล็กน้อยอาจไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างมาก แต่นั่นย่อมขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของฟองอากาศในแต่ละชิ้นงาน โดยป้องกันได้ด้วยหลายเทคนิควิธี คืออาจรักษาระยะอาร์คให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อป้องกันเปลวดับ และรักษาโลหะไม่ให้เย็นตัว รวมถึงเป็นการรักษาอัตราความเร็วของแก๊สให้สม่ำเสมอที่สุด
ข้อบกพร่องที่อาจเป็นปัญหาต่อมาคือ Slag หรือโลหะแปลกปลอมที่ฝังในรอยเชื่อม ซึ่งอาจเกิดจากทั้งความสกปรกของชิ้นงาน ความไม่เรียบร้อย รวมไปถึงสนิมในบริเวณรอยต่อที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการทาสีกันสนิม หาก Slag เปราะและหลุดจากรอยต่อนั้นๆ
วิธีการป้องกันปัญหาหรือข้อบกพร่องที่จะเกิดจากการเชื่อม รวมถึงการเพิ่มคุณภาพการเชื่อมเหล็กที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด หนีไม่พ้นการทำความสะอาดชิ้นงานให้ปราศจากน้ำมัน และเศษสิ่งสกปรกก่อนทำงานเชื่อม ก็จะทำให้ได้คุณภาพงานเชื่อมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com/th/community/blog/
โดย saweang | มี.ค. 6, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สำหรับเจ้าของบ้าน มีจินตนาการในใจว่าอยากจะมีบ้านสักหลังไว้อยู่อาศัย จะมองหาใครที่ให้คำตอบได้ว่าสิ่งที่มีอยู่ในใจนั้นมันเรียกว่าบ้านแบบไหน เป็นบ้านเหล็กหรือบ้านปูนดีกว่ากัน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าบ้านที่ต้องการนั้นมีขั้นตอนการออกแบบก่อสร้างยังไงบ้าง วันนี้ SYS จะขอมาแจกแจงขั้นตอนทั่วไปของงานออกแบบ ว่าเจ้าของบ้านควรทำอย่างไรบ้างเพื่อให้แบบที่มีในใจนั้นเป็นจริง
แรกสุด SYS แนะนำให้เจ้าของบ้านทุกท่านปรึกษา สถาปนิก ผู้ที่จะสามารถเปลี่ยนความต้องการของเจ้าของบ้านไปก่อร่างผ่านไอเดียให้เป็นจริงขึ้นมาในรูปแบบต่างๆ ได้ สถาปนิกจะเป็นผู้ที่จัดวางพื้นที่ใช้สอย รู้จักการเลือกใช้วัสดุ และการสร้างสรรค์หน้าตาของบ้าน จะเปลี่ยนความต้องการต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม ผ่านการแก้ปัญหาต่างๆ ตามสถานที่ตั้งและการเลือกวัสดุให้เหมาะสม ผ่านการใช้แบบทางสถาปัตยกรรมแสดงภาพให้เห็น และแบบก่อสร้างที่สถาปนิกจะนำไปสื่อสารกับวิศวกรและผู้รับเหมาก่อสร้างต่อไป
ในจุดนี้เองที่เจ้าของบ้านละสถาปนิกจะตกลงกันว่า จะเลือกใช้โครงสร้างปูนหรือเหล็กสำหรับบ้าน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความต้องการเป็นหลัก เช่น อาจเลือกใช้ปูนเพราะไม่กังวลเรื่องเวลาการก่อสร้าง รูปร่างโครงสร้างเป็นแบบเดิมๆ ไม่มีอะไรที่หวือหวา และคุ้นเคยกับบ้านปูนเป็นทุนเดิม ในขณะที่อาจเลือกใช้บ้านเหล็กเพราะต้องการการก่อสร้างที่รวดเร็ว เป็นระบบ ควบคุมมาตรฐานการก่อสร้างได้ง่าย ตอบโจทย์โครงสร้างในรูปแบบแปลกใหม่ได้ หรือเป็นที่ดินที่ค่อนข้างแคบ และต้องการสร้างผลกระทบต่อที่ตั้งให้น้อยที่สุด
เมื่อตัดสินใจเรื่องโครงสร้างได้แล้ว ในที่นี้ หากเจ้าของบ้านเลือกใช้บ้านโครงสร้างเหล็ก ผู้ที่จะคำนวณเพื่อยืนยันความแข็งแรง และออกแบบโครงสร้างโดยละเอียดอีกครั้ง จะเป็นหน้าที่ของวิศวกรโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดชนิดเหล็ก ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก H-Beam หรือเหล็กรูปแบบอื่นๆ กำหนดขนาดเหล็ก กำหนดรอยต่อของโครงสร้าง
ในจุดนี้ วิศวกรและสถาปนิก รวมถึงเจ้าของบ้าน จะตกลงกันเพื่อให้รูปแบบโครงสร้างนั้นไม่เบียดบังพื้นที่ใช้สอยหรือรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่จะตรงตามความต้องการของเจ้าของบ้าน รวมถึงจะแข็งแรงมากพอโดยไม่พังทลาย แต่มากกว่านั้น วิศวกรก็สามารถแนะนำเหล็กที่จะส่งเสริมไอเดียการออกแบบพื้นที่ รวมถึงอาจช่วยประหยัดงบประมาณลงได้ด้วย
เช่น เหล็กกำลังสูง SM520 ซึ่งจะช่วยให้โครงสร้างมีขนาดเล็กลง ตอบโจทย์เรื่องโครงสร้างเพรียวบาง ในขณะที่สามารถรับแรงได้เท่ากันเมื่อเทียบกับเหล็กเกรดปกติ เมื่อคำนวณโดยรวม ก็จะช่วยลดงบประมาณทั้งค่าเหล็กโครงสร้างที่น้ำหนักลดลง และในส่วนอื่นๆ เช่นค่าแรง ค่าขนส่ง รวมถึงลดภาระของเสาเข็มลงได้ด้วย
หรืออาจเป็นเหล็กประเภท Customized Length เหล็กผลิตความยาวพิเศษ โดยเฉพาะความยาวที่มากกว่า 6 เมตรขึ้นไป โดยอาจถูกเลือกใช้ในส่วนที่ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างช่วงเสากว้างพิเศษ ทั้งนี้การเลือกใช้เหล็ก Customized Length ก็จะช่วยลดการต่อโครงสร้างเหล็ก ซึ่งช่วยเพิ่มมาตรฐานด้านความแข็งแรง และไม่เกิดรอยต่อที่ไม่สวยงามด้วย
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com
โดย saweang | มี.ค. 6, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
รู้จัก SM520… ดีกว่า แข็งแรงกว่า คุ้มกว่า!
SM520 คือเหล็ก HIGH STRENGTH STEEL ที่มีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าเหล็กเกรดทั่วไป คำถามคือแล้วมันดีกว่าอย่างไร เรามีคำตอบครับ
.
1. SM520 สามารถช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า
เพราะนอกจากจะใช้น้ำหนักโครงสร้างที่ลดลงแล้ว ยังลดค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทำระบบป้องกันไฟที่ตัวเหล็ก ทำให้ประหยัดได้สูงสุดถึง 20%
.
2. เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากกว่า
สามารถออกแบบใช้คานขนาดเล็กลง : ทำให้ระยะพื้นถึงฝ้าเพิ่มมากขึ้น อาคารจึงดูโปร่งโล่ง กว้างมากขึ้น
สามารถออกแบบใช้เสาขนาดเล็กลง : ทำให้มีขนาดพื้นที่ใช้สอยอาคารมากขึ้น
.
3. เวลาก่อสร้างน้อยกว่า : ด้วยขนาดที่เล็กลง ทำให้ใช้เวลาในการเชื่อมน้อยลง การติดตั้งก็สามารถทำได้เร็วขึ้น กว่าเหล็กเกรดปกติที่มีน้ำหนักมากกว่า ต่อเนื่องไปถึงเรื่องการยกติดตั้ง ที่จะใช้กำลังของเครนที่ยกน้อยลง ส่วนเรื่องการขนส่งก็สะดวกกว่าเพราะใช้เหล็กที่เล็กกว่า
.
4. ออกแบบได้หลากหลายกว่า : ด้วยความสามารถของ SM520 ที่แข็งแรงกว่า สามารถออกแบบอาคารให้มีความท้าทายและตอบโจทย์ผู้ออกแบบได้ลงตัว
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.facebook.com/syssteel/posts/1558518804181714/