Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
โครงสร้างเหล็ก Archives - Page 18 of 18 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
เทคนิคการเชื่อม

เทคนิคการเชื่อม

 กรรมวิธีการเชื่อมโลหะด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์  เป็นกรรมวิธีที่อาศัยการอาร์ก ระหว่างปลายลวดเชื่อมกับชิ้นงานหลอมเป็นแนวเชื่อมได้อย่างต่อเนื่องและสมบูรณ์     จะต้องใช้ทักษะจากช่างเชื่อมในการปฏิบัติงาน  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ช่างเชื่อมหรือผู้ปฏิบัติงาน  จำเป็นต้องรู้ถึงเทคนิค ต่าง ๆ  ในการปฏิบัติงานดังนี้

2.1.2.4 ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและหลายครั้งจนเกิดความชำนาญ

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%841

รูปที่  130  แสดงถึงวิธีการเริ่มต้นอาร์กแบบเคาะ

   2.1.2  วิธีขีด  (Scratching)  หรือวิธีเขี่ยลวดเชื่อม  ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติดังนี้

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%842

 

รูปที่  131  แสดงถึงวิธีการเริ่มต้นอาร์กแบบขีด

 

  2.2  การเริ่มต้นและสิ้นสุดแนวเชื่อม
คุณภาพของแนวเชื่อมนั้นไม่ได้ดูตรงส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นการเฉพาะแต่จะต้องดูตลอดทั้งแนว ช่างเชื่อมหลายคนไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากละเลยข้อปฏิบัติการเริ่มต้น  และการสิ้นสุดแนวเชื่อม  จึงควรพิจารณาวิธีปฏิบัติดังนี้

 

 2.2.1  การเริ่มต้นเชื่อม  ควรเตรียมงานให้สะอาด  ปราศจากสิ่งต่าง ๆ เช่น  จาระบี  น้ำมันสนิมเพราะจะทำให้รอยเชื่อมที่ได้ไม่มีคุณภาพตามต้องการ การเริ่มต้นเชื่อมบริเวณจุด     เริ่มต้นของแนวเชื่อมจะเริ่มจากการทำให้เกิดการอาร์ก  เมื่อเกิดการอาร์กขึ้นแล้วให้ยกลวดเชื่อม
ขึ้นประมาณ  2  เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางลวดเชื่อม  ทำมุมเชื่อมตามลักษณะของรอยต่อ           แบบต่าง ๆ   ซึ่งมุมเชื่อมจะแตกต่างกันไป  หลังจากนั้นให้สร้างบ่อหลอมเหลวซึ่งจะกว้างประมาณ  1.5 – 2  เท่า ของเส้นผ่าศูนย์กลางลวดเชื่อม  และต้องให้มีการซึมลึกอย่างสม่ำเสมอ

 

2.2.2  วีธีการเชื่อมเมื่อสิ้นสุดแนวเชื่อม  เมื่อทำการเชื่อมถึงจุดสุดท้ายของแนวเชื่อมจะเป็นแอ่งโลหะปลายแนวเชื่อม  (Crater)  ซึ่งเป็นจุดที่มีความแข็งแรงต่ำสุดของแนวเชื่อมและเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดรอยร้าวขึ้นได้  จึงจำเป็นต้องเติมลวดเชื่อมที่ปลายแอ่งโลหะให้เต็ม โดยให้เดินย้อนกลับเล็กน้อย  แล้วหยุดเติมแอ่งปลายแนวเชื่อมให้เต็ม  ดังแสดงในรูปที่  132

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%843

รูปที่  132  แสดงถึงวิธีการเชื่อมเมื่อสิ้นสุดแนวเชื่อม

  2.3 การต่อแนวเชื่อม   ลวดเชื่อมไฟฟ้าแบบหุ้มฟลักซ์  เมื่อเชื่อมจนปลายลวดเชื่อมเหลือประมาณ   38.10   มม. จะต้องมีการเปลี่ยนลวดเชื่อมใหม่และในการเปลี่ยนลวดเชื่อมใหม่      จะต้องมีการต่อแนวเชื่อม  ซึ่งจะต้องเป็นแนวเดียวกันกับแนวเดิม  และจะต้องมีความแข็งแรงและมีคุณสมบัติเท่ากับแนวเดิมด้วย  ซึ่งวิธีการต่อแนวเชื่อมมีวิธีการปฏิบัติดังนี้
 

2.3.1  ในกรณีที่แอ่งปลายแนวเชื่อมยังร้อนอยู่  ให้เชื่อมต่อได้ทันที  ไม่ต้องเคาะทำความสะอาด  โดยให้เริ่มต้นอาร์กห่างจากแอ่งหลอมเหลวเดิมไปทางด้านหน้าประมาณ  ½  – 1 นิ้ว  ดังแสดงในรูปที่  133  เริ่มอาร์กที่จุด  แล้วจึงถอยหลังกลับไปที่จุด  B  ซึ่งเป็นบ่อหลอมละลายของแนวเชื่อมเดิม  (วิธีนี้ถ้าช่างเชื่อมขาดทักษะจะเกิดสแลกฝังในรอยเชื่อม)
 

2.3.2  ในกรณีที่แอ่งปลายแนวเชื่อมเย็นแล้ว  ให้ทำความสะอาดโดยใช้ค้อนเคาะสแลก (Slag)  ออกและใช้แปรงลวดขัดให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง   หลังจากนั้นให้เริ่มต้นอาร์กห่างจากแอ่งหลอมเหลวเดิมไปทางด้านหน้าประมาณ  ½  นิ้ว – 1 นิ้ว  เช่นเดียวกับข้อ 2.3.1   ดังแสดงในรูปที่  133    เริ่มอาร์กที่จุด   แล้วจึงถอยหลังกลับไปที่จุด  ซึ่งเป็นบ่อหลอมเหลวของ  แนวเชื่อมเดิม

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%844

รูปที่  133  แสดงวิธีการต่อแนวเชื่อม รูปที่  136   แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าเหนือศีรษะ

ข้อสังเกตในการต่อแนวเชื่อม  ไม่ควรเริ่มต้นอาร์กใหม่ข้างแอ่งโลหะ      ปลายแนวเชื่อมเพราะจะทำให้ความร้อนไม่เพียงพอที่จะหลอมเหลวเป็นเนื้อเดียวกันของแนวเชื่อม  และการเติมลวดเชื่อมตรงแนวต่อจะต้องควบคุมอย่าให้มากเกินไป  เพราะจะทำให้แนวเชื่อมนูนกว่าแนวเดิมแต่ถ้าเติมลวดเชื่อมน้อยเกินไป  จะทำให้แนวเชื่อมแบนและเกิดรอยแหว่ง

 

 2.4  การเชื่อมแนวเส้นเชือก  หมายถึง  การเชื่อมโดยไม่ส่ายลวดเชื่อมขณะทำการเชื่อมเพียงแต่ควบคุมระยะอาร์ก  มุมของลวดเชื่อม  และความเร็วในการเดินลวดเชื่อมเท่านั้น  ซึ่งการเชื่อมแนวเส้นเชือกนี้  โดยทั่วไปจะใช้กับการเชื่อมในท่าขนานนอน  และท่าตั้งเชื่อมลง  เพราะถ้าส่ายลวดเชื่อมอาจทำให้แนวเชื่อมไม่สมบูรณ์โดยเฉพาะเกิดรอยแหว่งขึ้นได้ 

 

 2.5  การเชื่อมส่ายลวดเชื่อม  หมายถึง  การลากลวดเชื่อมไปทางด้านข้างเพื่อให้แนวเชื่อมมีขนาดกว้างขึ้น  โดยทั่วไปแล้วความกว้างของแนวเชื่อมไม่ควรเกิน  5  เท่าของความโตลวดเชื่อม  การเลือกรูปร่างหรือแบบของการส่ายลวดเชื่อม จะต้องคำนึงถึงชนิดของรอยต่อขนาดของแนวเชื่อมและตำแหน่งท่าเชื่อมด้วย  การเชื่อมส่ายลวดเชื่อมนี้  โดยทั่วไปใช้เทคนิคนี้กับการเชื่อมรอยต่อร่องของตัววี  สำหรับงานหนา ๆ  และรอยเชื่อมฟิลเลทบนรอยต่อแบบต่าง ๆ  หรือการเชื่อมเสริมทับกันหลาย ๆ ชั้น  การเชื่อมส่ายลวดเชื่อมจะเป็นเทคนิคที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการเชื่อมไฟฟ้าแบบอาร์ก  แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่า  การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในการเชื่อม  เช่น  เปลี่ยนแปลงมุมเอียงระยะอาร์ก  รูปแบบการส่ายลวดเชื่อม  จะมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของแนวเชื่อมอนึ่งการส่ายลวดเชื่อมในบางกรณี จะทำเพื่อให้รอยเชื่อมมีเกล็ดสวยเท่านั้น  โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ด้านอื่น ๆ การส่ายลวดเชื่อมอาจแบ่งตามลักษณะของตำแหน่ง         ท่าเชื่อมดังต่อไปนี้ 

 2.5.1 การส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อม ท่าราบ (Flat Surface) ดังแสดงใน
รูปที่  134  (จุดสีดำตามแนวด้านข้างรอยเชื่อม  หมายถึง  จุดที่หยุดเติมลวดเชื่อมเพื่อให้เติมลวดเชื่อมที่แนวด้านข้าง มากกว่าส่วนอื่น  เพื่อป้องกันการเกิดรอยแหว่งที่ขอบแนวเชื่อม)

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%845                                                      รูปที่  134  แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมราบ

 

2.5.2 การส่วยลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าตั้ง (Vertical  Line)  ดังแสดงในรูปที่  135

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%846

                                              รูปที่  135  แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าตั้ง

 

2.5.4  การส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อม  ท่าเหนือศีรษะ (Overhead)  ดังแสดงในรูปที่  136

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%847

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%848

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%849

          2.1.1.1 ถือลวดเชื่อมให้อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับชิ้นงาน
2.1.1.2 กดลวดเชื่อมลงไปเคาะหรือแตะบนแผ่นเหล็กเบา ๆ  แล้วรีบยกขึ้นโดยเร็วเมื่อเกิดการอาร์กและให้ลวดเชื่อมเคลื่อนที่ไปข้างหน้าประมาณ  2-3  มม.
2.1.1.3 ปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง  และหลายครั้งจนเกิดความชำนาญ      2.1.1  วิธีเคาะ  (Tapping)  หรือวิธีแตะ  ลวดเชื่อม  ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติดังนี้

แบบบ้านโครงเหล็ก  ในงบประมาณจำกัด

แบบบ้านโครงเหล็ก ในงบประมาณจำกัด

บ้านหลังนี้เป็นแบบบ้านโครงเหล็กโมเดิร์นสไตล์ตั้งอยู่ที่ประเทศบราซิลครับ ซึ่งบ้านหลังนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างเพียง 30 วันครับ สามารถประยุกต์ได้จากโครงเหล็กได้ ไม่น่าจะแพงมากครับ โดยรวมบ้านหลังนี้จะเน้นใช้โครงสร้างจากเล็ก ประกอบกับกระจกเป็นผนัง และสร้างแยกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งทำเป็นแบบบ้านชั้นเดียว และอีกส่วนเป็นบ้านสองชั้น และจุดเด่นคงเป็นสถานที่ตั้งที่อยู่ริมทะเล และสระว่ายน้ำที่มีส่วนเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่น จึงทำให้บ้านมีบรรยกาศที่ดีมาก ลองชมเป็นไอเดียตกแต่งบ้านกันครับสำหรับเพื่อนๆที่ชอบแนวนี้อาจจะนำไปเป็นไอเดียได้

ผลงานโดย Kali Arquitetura

ชมรูปภาพแบบบ้านสวยๆ ในรูปแบบสไตล์โมเดิร์น

โครงสร้างเหล็ก

thanasarn-2

แบบบ้านชั้นเดียววิวสระว่ายน้ำ

thanasarn-3

มุมนั่งเล่นมองจากภายนอก

thanasarn-4

thanasarn-5

แบบบ้านภายนอก

thanasarn-6

สำหรับท่านใดสนใจ หรือกำลังหาไอเดียจะสร้างบ้าน  แบบบ้านโครงเหล็ก  ในงบประมาณจำกัด เป็นทางเลือกอีกทาง ตอบโจทย์งบประมาณก่อสร้าง

 

บ้านโครงสร้างเหล็กอีกทางเลือกใหม่ของงานก่อสร้าง

บ้านโครงสร้างเหล็กอีกทางเลือกใหม่ของงานก่อสร้าง

บ้านโครงสร้างเหล็กอีกทางเลือกใหม่ของงานก่อสร้าง

ในการสร้างบ้านนั้นส่วนที่จะเป็นตัวรับน้ำหนักของบ้านก็คือโครงสร้างบ้าน ดังนั้นวิธีการออกแบบโครงสร้างและการเลือกใช้วัสดุที่จะนำมาทำโครงสร้างบ้านจึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ โครงสร้างบ้านที่เราคุ้นเคยและพบเห็นโดยทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นบ้านโครงสร้างไม้และบ้านโครงสร้างปูน แต่ในปัจจุบันยังมีโครงสร้างอีกแบบที่เริ่มนำมาใช้เป็นโครงสร้างบ้านนั่นก็คือ โครงสร้างเหล็ก โครงสร้างชนิดนี้สามารถนำมาใช้งานทั้งงานสร้างบ้านใหม่และงานต่อเติม ไม่ว่าจะเป็นระบบเสาและคาน จะใช้เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อน หรือที่ช่างนิยมเรียกกันว่า เหล็กตัวไอ

จุดเด่นของงานโครงสร้างเหล็กคือ เป็นวัสดุสำเร็จรูปผลิตมาจากโรงงานซึ่งจะได้มาตรฐานกว่า ออกแบบบ้านตามรูปทรงต่างๆ ได้ง่ายกว่า ใช้ทำโครงสร้างที่มีช่วงคานยาวและคานยื่นได้ดี สามารถติดตั้งที่หน้างานก่อสร้างได้ง่าย รวดเร็ว โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาก่อสร้างน้อยกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก 1/3 ส่วน

ในปัจจุบันจะนิยมออกแบบบ้านโดยเน้นภายตัวบ้านให้โล่ง บางทีอาจะถึงขั้นเผยให้เห็นโครงสร้างของตัวบ้านด้วย ดังนั้นเสาและคานเหล็กซึ่งจะมีขนาดที่เล็กกว่าแบบคอนกรีตจะเหมาะกับงานในลักษณะนี้มาก

การนำเหล็กโครงสร้างเหล็กมาประกอบเข้าด้วยกัน ที่นิยมใช้งานมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่
  1. ระบบสลักเกลียว ผู้ผลิตจะเตรียมเหล็กมาจากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเสา คาน เหล็กฉาก และอุปกรณ์อื่นๆ พร้อมเจาะรูสำหรับยึดน็อตเอาไว้เพื่อความสะดวกในการนำไปติดตั้งที่หน้างานก่อสร้าง ส่วนมากเสาคานเหล็ก H Beam จะมีขนาดหน้าตัดและความหนาตามมาตรฐานของผู้ผลิต ขั้นตอนการติดตั้งจะติดตั้งบ่าเหล็กฉากเข้ากับเสาก่อน แล้วยึดเหล็กคานเข้ากับบ่าเหล็กฉากด้วยการร้อยน็อตสกรู ควรหันหางเกลียวออกด้านนอก ขันน็อตสกรูรองแหวนด้วยมือใส่จนครบทุกตัว แล้วจึงใช้ประแจปอนด์ขันให้แน่นอีกครั้ง
  2. ระบบเชื่อมด้วยไฟฟ้า ตัดเหล็กโครงสร้างให้มีขนาดตามแบบ แล้วเชื่อมเหล็กเข้าด้วยกันด้วยวิธีการเชื่อมไฟฟ้า แล้วจึงทาสีกันสนิมเคลือบผิวเหล็กและแนวรอยต่อทีหลัง วิธีนี้ต้องอาศัยความชำนาญของช่างเป็นอย่างมาก

Steel Beam Bolt Connection

การเชื่อมต่อเสาและคานเหล็กแบบสลักเกลียว

Steel Beam Welded Connection

การเชื่อมต่อเสาและคานเหล็กแบบเชื่อมด้วยไฟฟ้า

Cr: www.bhumisiam.com

การใช้โครงสร้างเหล็ก”ลดปัญหาโลกร้อน”

การใช้โครงสร้างเหล็ก”ลดปัญหาโลกร้อน”

การใช้โครงสร้างเหล็ก”ลดปัญหาโลกร้อน”

ศาสตราจารย์ วรศักดิ์ จะอภิปรายเรื่องโน้มการใช้เหล็กในการลดปัญหาโลกร้อน โดยกล่าวถึงว่าวิศวกรชาวอังกฤษพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า วัฏจักรชีวิตของสิ่งปลูกสร้างในประเทศอังกฤษตั้งแต่ขบวนการผลิต การก่อสร้าง การใช้งาน จนถึงการรื้อถอนทำลาย ได้มีส่วนในการปล่อยกาศเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ประมาณครึ่งหนึ่งของกิจกรรมทั้งหมดภายในประเทศ เรียกการตรวจสอบนี้ว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ซึ่งคาร์บอนฟุตพริ้นท์ คือปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมทั้งก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ โดยตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์และบริการซึ่งครอบคลุมการได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการแปรรูป การขนส่ง การใช้ และการกำจัดขั้นสุดท้าย เป็นการแสดงผลในเชิงปริมาณเทียบเท่ากับศักยภาพการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ วัดเป็นกิโลกรัม (kg CO2 equivalent) โดย British Standards Institution (BSI) ได้พัฒนามาตรฐานการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (PAS 2050:2008-Specification for the assessment of the life cycle greenhouse gas emissions of goods and services) เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตัวอย่างการเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระหว่างโครงสร้างเหล็กและโครงสร้างคอนกรีต มหาวิยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดได้มอบให้บริษัท Peter Brett Associates (PBA) ออกแบบอาคารใหม่ของคณะวิทยาสตร์ โดยพิจารณาสองทางเลือก คือ 1 ใช้โครงสร้างเหล็กเป็นหลักโดยมีแผ่นพื้นคอนกรีตวางบนระบบคานเหล็กสองทาง กับ 2 คือใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก เมื่อออกแบบเสร็จแล้ว ให้มีการคำนวณปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากขบวนการผลิตวัสดุ การขนส่งวัสดุ และการก่อสร้างหรือการติดตั้ง และการรื้อถอนทำลายของทางเลือกทั้ง 2 ซึ่งก็พบว่าปริมาณ CO2 ที่ปล่อยจากทางเลือกโครงสร้างคอนกรีต มีปริมาณมากกว่าทางเลือกที่เป็นโครงสร้างเหล็กถึง 24% นี่ยังไม่รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากขบวนการก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้โครงสร้างคอนกรีตยิ่งมีความเสียเปรียบมากขึ้น สรุปคือการก่อสร้างอาคารแบบแรกมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน

นอกจากนี้ประโยชน์ของอาคารแบบโครงสร้างเหล็กยังมีอีกหลายด้านเช่น

คุณประโยชน์ของเหล็กด้านความยั่งยืนใน 3 ปัจจัย

1.ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม

ขยะของเหลือใช้เป็นศูนย์ (Zero Waste) ชิ้นส่วนเหล็กสามารถผลิตและประกอบล่วงหน้าจากโรงงานและถูกลำเลียงมายังหน้างานตามความจำเป็น ทำให้วางแผนงานก่อสร้างทำได้แม่นยำ โดยแทบจะไม่มีของเหลือหรือความสูญเสียที่หน้างาน

การก่อสร้างที่สะอาดและรวดเร็ว (Clean-Dry and Speedy Construction) เหล็กเป็นวัสดุก่อสร้างที่สามารถประกอบและติดตั้งได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย เวลาที่ลดลงในหน้างานหมายถึงผลกระทบต่อชุมชนที่ลดลงด้วย ชิ้นงานเหล็กสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ไม่ทิ้งเศษวัสดุ จัดเก็บรวมกองได้ง่าย สะดวกสบายในการขนส่งลำเลียงในไม่มีขยะเหลือมากในหน้างานรวมไปถึงลดภาระการขนส่งวัสดุก่อสร้างพื้นฐานไปยังหน้างานนั้นคือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งด้วย

การออกแบบให้มีสิ่งแวดล้อมน่าอยู่ทำได้ง่าย (Design for Good Living Environment) อาคารโครงสร้างเหล็กสามารถออกแบบให้มีสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ มีความโปร่งในการรับแสงธรรมชาติ และมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยน ความแข็งแรงของเหล็กทำให้อาคารสามารถมีช่วงเสาที่ยาวกว่า เช่น อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นต้นทำให้มีการจัดพื้นที่ภายในทำได้ง่ายและปรับเปลี่ยนได้ เมื่อการใช้อาคารเปลี่ยนไป โครงสร้างเหล็กสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบ (Reconfiguration) เพื่อให้อาคารเก่ามีชีวิตใหม่ได้ ความมีอายุยืนยาวของอาคารเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความยั่งยืนโดยส่วนรวม

2.คุณประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ

การก่อสร้างที่รวดเร็วและคาดการณ์เวลาได้ (Speedy and Predictable Construction Program) เริ่มจากการผลิตเหล็กโครงสร้าง กระทำอย่างเป็นระบบในสิ่งแวดล้อมโรงงานที่มีการควบคุมและตรวจสอบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลสู่การติดตั้งที่ทำได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยตามแผนงานที่แม่นยำในหน้างาน เวลาที่จะลดลงในหน้างานหมายถึงการลดค่าใช้จ่ายในระหว่างการก่อสร้าง นี่คือจุดเด่นที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ประโยชน์จากประสิทธิภาพของวัสดุเหล็ก วัสดุเหล็กมีสัดส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูงมาก จึงเป็นทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพโดยไม่เสื่อมมูลค่า ส่วนการก่อสร้างเนื่องจากโครงสร้างเหล็กเป็นโครงสร้างที่เบาเมื่อเทียบกับคอนกรีต ทำให้การขนส่งเป็นภาระน้อยกว่า และโครงสร้างโดยรวมมีความต้องการฐานรากและเสาเข็มน้อยกว่า คุณสมบัติเหล่านี้ ส่งให้มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ยาวนานกว่า

คุณประโยชน์ด้านความคงคุณค่าเหล็ก เมื่อหมดอายุการใช้งานของอาคารเหล็ก ชิ้นส่วนต่างๆของโครงสร้างเหล็กสามารถจะถูกนำมาใช้ใหม่ได้โดยไม่สูญเสียคุณสมบัติใดๆของวัสดุอาคารอาจจะถูกรื้อและนำไปสร้างในที่ใหม่ทั้งอาคารหรือบางส่วนของอาคารชิ้นส่วนเหล็กที่ไม่ได้นำมาใช้ ก็จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อไป

3.คุณประโยชน์ด้านสังคม การก่อสร้างโครงสร้างเหล็กดำเนินได้ด้วยความรวดเร็ว สะอาด และค่อนข้างปราศจากมลภาวะทางเสียงเมื่อเทียบกับอาคารคอนกรีต ดังนั้นการรบกวนต่อชุมชนในบริเวณก่อสร้างจึงมีน้อย การติดตั้งโครงสร้างสามารถดำเนินการได้โดยทีมงานขนาดเล็กที่มีทักษะ เหล็กเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและประกอบในโรงงาน สิ่งแวดล้อมที่หน้างานจึงเป็นงานแห้ง และสามารถควบคุมให้มีสุขลักษณะและปลอดภัย

ด้านความสวยงาม อาคารเหล็กสามารถออกแบบให้มีความสวยงามเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นได้ง่ายกว่าคอนกรีต โครงสร้างเหล็กเป็นโครงสร้างโปร่ง ภายในอาคารรับแสงสว่างธรรมชาติได้ง่าย การถ่ายเทอากาศสามารถทำได้ดี และโอ่โถงให้ความรู้สึกสบายแก่ผู้ใช้อาคารครับ

ครับนอกจากอุปสรรคต่างๆที่ทำให้โครงสร้างเหล็กไม่สามารถแข็งขันกับโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกรณีของอาคารสูงเป็นความถ้าทายของสถาปนิกและวิศวกรรุ่นใหม่ในประเทศไทย เพราะศักยภาพของโครงสร้างเหล็กมีค่อนข้างชัดเจน นอกจากประโยชน์ในเชิงธุรกิจแล้ว ยังเกิดจากความตื่นตัวในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากวัฏจักรอายุการใช้งานของสิ่งปลูกสร้าง ด้วยครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย รองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนาทรัพยากร สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเชีย

 

Cr: http://www.ebuild.co.th

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า