google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
การผลิตเหล็กกล้า

การผลิตเหล็กกล้า

การผลิตเหล็กกล้า

จากเหล็กถลุงสามารถนำไปผลิตเป็นเหล็กชนิดอื่นๆ ได้ เช่น เหล็กกล้า เหล็กกล้าผสม เหล็กหล่อเทา (gray cast iron) เหล็กพืด (wrought iron) เหล็กตีให้แผ่ได้ (malleable iron) เหล็กนอดุลาร์ (nodular) ประมาณร้อยละ ๘๕-๙๐ ของเหล็กถลุงที่ผลิตได้จะนำไปเปลี่ยนสภาพเป็นเหล็กกล้า ปัจจุบันนี้การแปรรูปเหล็กถลุงเป็นเหล็กชนิดอื่นร้อยละ ๙๐ จะกระทำต่อเนื่องหลังจากที่ได้เหล็กถลุงจากเตา โดยนำเหล็กถลุงที่ยังหลอมละลายใส่รถเบ้า (ladle car) ไปเทใส่เตาที่จะแปรรูป ขณะที่ยังเป็นของเหลวส่วนที่ส่งไปแปรรูปไม่ทัน จะหลอมรวมตัวเป็นแท่งเอาไปใช้งานต่ออีกครั้งหนึ่ง ความแตกต่างของเหล็กแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอน และรูปของคาร์บอนที่อยู่ในเหล็ก เช่น อยู่ในรูปของแกรไฟต์ในเหล็กหล่อเทา หรืออยู่ในรูปของสารประกอบเหล็กและคาร์บอน เป็นต้น

เหล็กกล้าเป็นเหล็กที่ใช้มากที่สุด เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอน ระหว่างร้อยละ ๐.๑-๑.๔ มักจะเรียกเหล็กกล้าว่า เหล็กกล้าคาร์บอน (carbon steel) เหล็กกล้ามีคุณสมบัติเด่นคือสามารถชุบเพิ่มความแข็ง หรือเปลี่ยนคุณสมบัติทางกายภาพอื่นๆ ได้ เหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำจะเพิ่ม หรือลดความแข็งได้ไม่ดีเท่าเหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนสูง เหล็กกล้าแบ่งออกตามปริมาณคาร์บอนในเนื้อเหล็ก ๓ ชนิด คือ เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (low carbon steel) มีคาร์บอนในเหล็กไม่เกินร้อยละ ๐.๓๐ เหล็กกล้า คาร์บอนปานกลาง (medium carbon steel) มีคาร์บอนในเหล็กร้อยละ ๐.๓๐-๐.๗๐ และเหล็กกล้าคาร์บอนสูง (high carbon steel) มีคาร์บอนร้อยละ ๐.๗๐-๑.๔๐

การผลิตเหล็กกล้าจากเหล็กถลุงส่วนใหญ่เป็นการลดสารเจือปน และคาร์บอนในเหล็กถลุงให้ได้ปริมาณตามต้องการ ด้วยการเพิ่มออกซิเจนให้กับคาร์บอน และสารเจือปนโดยอาศัยปฏิกิริยาจากความร้อนและออกซิเจน ซึ่งมีหลายวิธี เช่น ใช้เตาออกซิเจน (basic oxygen furnace หรือ BOF) เตาไฟฟ้า (electric furnace) เตาโอเพนฮาร์ท (open-hearth) และวิธีเบสเซเมอร์ (Bessemer converter) ปัจจุบันนี้ เลิกใช้วิธีเบสเซเมอร์แล้ว เตาส่วนใหญ่ที่ใช้ผลิตเหล็กกล้าเป็นเตาสามชนิดแรกและมีอัตรากำลังผลิตร้อยละ ๖๐, ๒๕ และ ๑๕ ตามลำดับ

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน

ดัดแปลงจากหลักการของเซอร์เฮนรี เบสเซเมอร์ ผู้ค้นพบวิธีทำเหล็กกล้า ด้วยการพ่นอากาศเข้าไปในเตาที่มีเหล็กถลุงหลอมละลายอยู่โดยพ่นจากด้านล่างของเตาเบสเซเมอร์ และพยายามที่จะใช้ก๊าซออกซิเจนแทนอากาศแต่ไม่ประสบผลสำเร็จในขณะนั้น เนื่องจากเทคโนโลยีของการผลิตออกซิเจนไม่อำนวย เตาออกซิเจนที่ใช้ปัจจุบันได้ดัดแปลงการพ่นออกซิเจนเข้าทางด้านบนของเตาแทน การทำงานของเตาเริ่มด้วยการเติมเศษเหล็กลงเตา แล้วเติมเหล็กถลุงเหลวที่ได้จากเตาถลุงแบบพ่นลม (อัตราส่วนเหล็กกับเหล็กถลุง ๓๕/๖๕) เมื่อตั้งเตาตรงแล้วหย่อนท่อออกซิเจนที่มีน้ำหล่อเย็นลงในเตา เริ่มพ่นออกซิเจนอุณหภูมิในเตาจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดเดือดของเหล็กประมาณ ๑,๖๕๐ เซลเซียส คาร์บอน แมงกานีส และซิลิกา จะได้รับการเติมออกซิเจนกลายเป็นออกไซด์ เมื่อเติมหินปูนและแร่ฟันม้า (feldspar) ลงในเตา เพื่อให้แยกเอาสิ่งเจือปน เช่น ฟอสฟอรัส และกำมะถันออกในรูปของตะกรัน (slag) แล้ว จะเอียงเตาเพื่อนำเหล็กมาทดสอบหาคุณสมบัติเมื่อได้คุณสมบัติตามต้องการจะเทเหล็กออกจากเตา การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจนใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ ๔๕ นาที ผลิตเหล็กกล้าได้ครั้งละ ๑๘๐-๒๕๐ ตันต่อเตา เหล็ก ๑ ตัน ใช้ออกซิเจนประมาณ ๕๐ ลูกบาศก์เมตร

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้าแบบอินไดเรกต์อาร์ก
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้าแบบอินไดเรกต์อาร์ก

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้า

เหล็กที่ใช้ทำเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้า มักจะเป็นเศษเหล็กกล้าปนกับเหล็กถลุง บางครั้งอาจใช้เหล็กถลุงที่หลอมละลายจากเตาถลุงแบบพ่นลม เดิมเตาไฟฟ้าเป็นแบบอินไดเรกต์อาร์ก (indirect arc furnace) ความร้อนที่ใช้ในการหลอมละลายได้จากอาร์กที่เกิดขึ้นระหว่างขั้วไฟฟ้าที่ทำด้วยถ่าน (graphite electrode) ขั้วทั้งสองวางอยู่ในแนวราบ เตาชนิดนี้มีประสิทธิภาพต่ำ จึงมีการพัฒนาเตาไฟฟ้าหลอมเหล็กขึ้นใหม่ โดยใช้ขั้วที่ทำด้วยถ่านแกรไฟต์วางอยู่ในแนวดิ่ง และให้เหล็กที่อยู่ในเตาทำหน้าที่เป็นอีกขั้วหนึ่งในขณะที่ทำงานจะต้องให้ขั้วที่เป็นแท่งถ่านอยู่ห่างจากเศษเหล็กหรือผิวของเหล็กที่หลอมละลายพอควร เพื่อที่จะให้เกิดอาร์กพอเหมาะ เตาชนิดหลังนี้เรียกว่า เตาไดเรกต์อาร์ก (direct arc furnace) เป็นเตาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าชนิดแรก ภายในบุด้วยอิฐทนไฟ เตามีความจุ ๑๐๐-๒๗๐ ตัน เจาะเอาเหล็กที่ละลายออกทุก ๆ ๒-๓ ชั่วโมง สำหรับเตาที่เจาะเหล็กซึ่งหลอมละลายออกครั้งละ ๑๑๐ ตัน ต้องใช้พลังไฟฟ้า ๕๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ชั่วโมง

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาโอเพนฮาร์ท

เตาโอเพนฮาร์ทมีลักษณะคล้ายกระทะ หรืออ่างเก็บน้ำ ใช้เปลวไฟที่ได้จากการเผาน้ำมันเตา หรือก๊าซบางชนิดพ่นบนผิวหน้าของเหล็กถลุงเหลวที่อยู่ในเตาโดยพ่นเปลวไฟจนเหล็กใกล้จุดเดือด (ใช้เวลา ๖-๗ ชั่วโมง) หลังจากนั้นเติมฟลักซ์ (fluxing agents) แล้วพ่นเปลวไฟต่อไปอีก ๓-๔ ชั่วโมง จึงเทน้ำเหล็กออก รวมเวลาที่ใช้ในการทำเหล็กกล้าประมาณ ๑๐ ชั่วโมง เตาชนิดนี้มีขนาดความจุของเตา ๕๐-๕๐๐ ตัน

ในประเทศไทยยังไม่มีการถลุงเหล็กจากแร่เหล็กเพียงแต่มีโครงการผลิตเหล็กจากแร่เหล็ก โดยวิธีลดออกซิเจนโดยตรง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการหาเงินมาลงทุน การผลิตเหล็กกล้าในประเทศเป็นการนำเศษเหล็กมาหลอมในเตาไฟฟ้า นำเหล็กที่ได้มาทำเหล็กก่อสร้าง เช่น เหล็กที่ใช้เสริมคอนกรีตเป็นเหล็กเส้นกลม หรือเหล็กฉาก

เหล็กเกรด SM520 คืออะไร

เหล็กเกรด SM520 คืออะไร

รู้จัก SM520… ดีกว่า แข็งแรงกว่า คุ้มกว่า!
SM520 คือเหล็ก HIGH STRENGTH STEEL ที่มีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าเหล็กเกรดทั่วไป คำถามคือแล้วมันดีกว่าอย่างไร เรามีคำตอบครับ
.
1. SM520 สามารถช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า
เพราะนอกจากจะใช้น้ำหนักโครงสร้างที่ลดลงแล้ว ยังลดค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทำระบบป้องกันไฟที่ตัวเหล็ก ทำให้ประหยัดได้สูงสุดถึง 20%
.
2. เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากกว่า
สามารถออกแบบใช้คานขนาดเล็กลง : ทำให้ระยะพื้นถึงฝ้าเพิ่มมากขึ้น อาคารจึงดูโปร่งโล่ง กว้างมากขึ้น
สามารถออกแบบใช้เสาขนาดเล็กลง : ทำให้มีขนาดพื้นที่ใช้สอยอาคารมากขึ้น
.
3. เวลาก่อสร้างน้อยกว่า : ด้วยขนาดที่เล็กลง ทำให้ใช้เวลาในการเชื่อมน้อยลง การติดตั้งก็สามารถทำได้เร็วขึ้น กว่าเหล็กเกรดปกติที่มีน้ำหนักมากกว่า ต่อเนื่องไปถึงเรื่องการยกติดตั้ง ที่จะใช้กำลังของเครนที่ยกน้อยลง ส่วนเรื่องการขนส่งก็สะดวกกว่าเพราะใช้เหล็กที่เล็กกว่า
.
4. ออกแบบได้หลากหลายกว่า : ด้วยความสามารถของ SM520 ที่แข็งแรงกว่า สามารถออกแบบอาคารให้มีความท้าทายและตอบโจทย์ผู้ออกแบบได้ลงตัว

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.facebook.com/syssteel/posts/1558518804181714/

พฤกษา ผนึกพันธมิตรชั้นนำลุยก่อสร้างคอนโด เดอะทรี พัฒนาการ-เอกมัย การันตีคุณภาพงานก่อสร้าง พร้อมส่งมอบปี 2565

พฤกษา ผนึกพันธมิตรชั้นนำลุยก่อสร้างคอนโด เดอะทรี พัฒนาการ-เอกมัย การันตีคุณภาพงานก่อสร้าง พร้อมส่งมอบปี 2565

 

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารจากบริษัทพันธมิตรงานก่อสร้าง, งานระบบ, เครื่องใช้ไฟฟ้า และชุดครัวระดับชั้นนำ ร่วมพัฒนาโครงการ “เดอะทรี พัฒนาการ-เอกมัย” คอนโดมิเนียมสูง 29 ชั้น มูลค่าโครงการ 2,038 ล้านบาท ซึ่งมีการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างและงานตกแต่งโดยผู้เชี่ยวชาญระดับชั้นนำในทุกขั้นตอน โดยโครงการเริ่มงานก่อสร้างแล้วบางส่วน คาดว่าจะแล้วเสร็จสามารถส่งมอบได้ภายในปี 2565ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับมอบห้องชุดที่สวยงามได้คุณภาพมาตรฐานในระดับสากล

พฤกษา ผนึกพันธมิตรชั้นนำลุยก่อสร้างคอนโด เดอะทรี พัฒนาการ-เอกมัย การันตีคุณภาพงานก่อสร้าง พร้อมส่งมอบปี 2565

เดอะทรี พัฒนาการ-เอกมัย คอนโดที่ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกกระจายอยู่รอบตัวอาคารและชั้นพักอาศัย โดยไฮไลท์ของโครงการคือ Bird Nest Sculpture บนชั้นดาดฟ้าที่ออกแบบคล้ายกับรังนก ภายในเป็นห้องฟิตเนส Fitness ที่เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำยาว 24.5 เมตร สามารถว่ายวนได้ 360 องศา พร้อมสระท้องกระจกและผนังกระจกที่ยื่นออกจากขอบสระ ชมวิวเมืองได้แบบ Bird Eye View พร้อม Aqua Theatre ให้ดูหนังอย่างเพลิดเพลินในสระจากุซซี่ โครงการอยู่ติดถนนพัฒนาการ ใกล้แอร์พอร์ตลิ้งค์รามคำแหงเพียง 300 เมตร และรถไฟฟ้าสายสีส้ม ใกล้ท่าเรือคลองตัน ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้านบาท สอบถามข้อมูลโทร 1739

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.ryt9.com/s/prg/3084298

กทม.เข้มงวดมาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5 – ฉีดพ่นละอองน้ำลดฝุ่นรอบสถานที่ก่อสร้าง

กทม.เข้มงวดมาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5 – ฉีดพ่นละอองน้ำลดฝุ่นรอบสถานที่ก่อสร้าง

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง                

           นายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. กล่าวตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับ กทม. และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็กให้กวดขันการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง โดยเฉพาะมาตรการลดมลพิษจากต้นกำเนิด

 

        รวมทั้งให้มีมาตรการติดตาม เฝ้าระวัง ประเมิน วิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก และปรับแผนเผชิญเหตุให้ทันต่อสถานการณ์ พร้อมทั้งสร้างการรับรู้แก่ประชาชนให้ทราบสถานการณ์ที่ถูกต้องว่า ที่ผ่านมา กทม. ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการใช้มาตรการทางกฎหมายควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองจากยานพาหนะ ได้แก่

          การเข้มงวดตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ควันดำทุกประเภท ร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และกรมควบคุมมลพิษ ตลอดจนขอความร่วมมือประชาชนให้มีส่วนร่วมลดปัญหามลพิษทางอากาศ หากพบรถยนต์ปล่อยควันดำเกินมาตรฐาน แจ้งสายด่วน 1584 การรณรงค์ไม่ขับ…ช่วยดับเครื่อง ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องยนต์ไม่ให้เกิดมลพิษ เข้มงวดมาตรการห้ามเผาขยะและเผาในที่โล่งทุกชนิดอย่างต่อเนื่อง

กทม.เข้มงวดมาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5 – ฉีดพ่นละอองน้ำลดฝุ่นรอบสถานที่ก่อสร้าง

 

        ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันยังได้แจ้งเตือนสถานการณ์ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสาร พร้อมแนะนำการปฏิบัติตนเพื่อดูแลสุขภาพอนามัยให้ปลอดภัยจากฝุ่นละออง ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่

    www.bangkokairquality.com www.air4bangkok.com Facebook : กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม www.prbangkok.com สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร และ Facebook : สำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม. รวมถึงเพิ่มความถี่การแจ้งเตือนสถานการณ์มลพิษทางอากาศเป็นวันละ 3 รอบเวลา คือ 07.00 น. 12.00 น. และ 15.00 น.

           เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน AirBKK เวอร์ชั่นทดลองใช้สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เพื่อติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศที่แสดงผล AQI แบบเรียลไทม์ตามตำแหน่งที่ผู้ใช้งานอยู่ ณ ปัจจุบัน

            ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนและแนะนำวิธีดูแลสุขภาพป้องกันตนเองจากฝุ่นละออง PM2.5 อีกทั้งมีแผนการปรับปรุงระบบประมวลผลให้สามารถรองรับการเฝ้าระวังและการพยากรณ์คุณภาพอากาศให้ครอบคลุมสารมลพิษที่สำคัญทุกชนิด รวมถึงจัดทำระบบรายงานและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศผ่านข้อความทางโทรศัพท์มือถือ (SMS) เพื่อให้ประชาชนสามารถนำข้อมูลคุณภาพอากาศไปพิจารณาหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหรือกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ

กทม.เข้มงวดมาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5 – ฉีดพ่นละอองน้ำลดฝุ่นรอบสถานที่ก่อสร้าง

 

             นายไทวุฒิ ขันแก้ว ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม. กล่าวว่า สำนักการโยธา ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในระยะเร่งด่วน โดยแจ้งผู้ดำเนินการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร

               ให้ปฏิบัติตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 อย่างเคร่งครัด อีกทั้ง กำหนดเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตก่อสร้างอาคารฯ (แบบ อ.1) และใบรับแจ้งการก่อสร้างอาคารฯ (ยผ.4) ให้ผู้ได้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามวิธีการและเงื่อนไขในการก่อสร้างตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4   

            และจะต้องไม่กระทำการใด ๆ อันอาจเป็นภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน โดยผู้ได้รับอนุญาตต้องดำเนินการฉีดพ่นละอองน้ำบนอาคารและบริเวณรอบสถานที่ก่อสร้างอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ ส่วนอาคารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและใช้งานแล้ว ได้ขอความร่วมมือให้ติดตั้งระบบสปริงเกอร์หัวฉีดพ่นละอองน้ำบริเวณดาดฟ้าอาคาร เพื่อพ่นละอองน้ำดักจับฝุ่นละอองอีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ฝุ่น pm 2.5

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.ryt9.com/s/prg/3084351


 
 
 
เรื่องน่ารู้ของบ้านโครงสร้างเหล็ก

เรื่องน่ารู้ของบ้านโครงสร้างเหล็ก

               การสร้างบ้านในปัจจุบันนี้หากหลายๆท่านสังเกตุเห็นจะพบว่านอกจากไม้และคอนกรีตแล้ว เหล็ก ยังถือเป็นอีกวัสดุหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้สร้างบ้าน เนื่องจากเหล็กมีหลายขนาดและรูปแบบประกอบกับความทนทานจึงสามารถนำมาประกอบสร้างได้รวดเร็วและประหยัดเวลาอีกทั้งยังได้ความสวยงามดูทันสมัยอีกด้วย วันนี้เราจึงมีเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ที่กำลังจะสร้างบ้านโครงเหล็กมาฝากกัน

 

k1

.         1. ประหยัดเงิน การสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กสามารถช่วยลดงบประมาณก่อสร้างได้ เพราะบ้านสร้างเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงลดต้นทุนค่าแรงในการก่อสร้างเสาและคานประมาณ 5% ของต้นทุนการก่อสร้างรวม

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โครงสร้างเหล็ก
.         2. น้ำหนักเบา หากมองภายนอกอาจทำให้ใครหลายคนคิดว่าโครงสร้างเหล็กต้องหนักแน่นอน แต่ในความจริงแล้ว วัสดุประเภทนี้มีน้ำหนักเบากว่าโครงสร้างคอนกรีตเกือบ 4 เท่า แถมยังช่วยประหยัดค่าเสาเข็มและฐานราก นอกจากนี้การสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กยังไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาเรื่องอาคารทรุดอีกด้วย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
.         3. ผสมกับงานคอนกรีต แม้คอนกรีต และเหล็ก จะเป็นวัสดุที่มีการขยายตัวต่างกัน แต่เมื่อถูกนำมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างบ้านร่วมกันก็ไม่มีปัญหา เพียงใช้ปูนผสมกับกาวสลัดลงบนพื้นผิวโครงสร้างเหล็ก เพื่อทำให้เหล็กมีผิวขรุขระเหมือนคอนกรีต สามารถยึดเกาะได้ดีกว่าผิวเรียบลื่น และทำให้ขยายตัวได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น จากนั้นเสริมด้วยตะแกรงลวด แล้วจึงฉาบปูนทับ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โครงสร้างเหล็ก

 

             4. สนิมและความชื้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสนิมและเหล็กเป็นของที่เกิดมาคู่กัน แต่คุณเจ้าของบ้านสามารถป้องกันไม่ให้เกิดสนิมขึ้นได้ ด้วยการทาสีป้องกันสนิมและการกัดกร่อนกับโครงสร้างทั่วไป สำหรับโครงสร้างที่สัมผัสดินและความชื้นให้ใช้สี Coal Tar Epoxy ที่มีส่วนผสมของถ่าน น้ำมัน และเรซิ่น ทาทับ เพื่อเป็นการรักษาผิวเหล็ก

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โครงสร้างเหล็ก

.         5. การเชื่อมเหล็ก นอกจากจะต้องใช้เวลานานแล้ว การเชื่อมเหล็กยังทำให้มีโอกาสเกิดสนิมที่บริเวณเชื่อมอีกด้วย ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการเปลี่ยนมาใช้การขันสลักเกลียวและน็อตเข้ากับรูที่เจาะมาแล้ว ซึ่งทำให้สร้างบ้านได้อย่างรวดเร็ว และลดปัญหาการเกิดสนิมได้เป็นอย่างดี

 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.nhconcept.com

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า