โดย saweang | ส.ค. 10, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็กแผ่นลาย (Checkered Plate)
เหล็กแผ่นลาย เหล็กแผ่นลายตีนไก่-ตีนเป็ดหรือที่เรียกว่า Checkered Plate เป็นชนิดหนึ่งของเหล็กแผ่น ลักษณะนั้น มีพื้นผิวเป็นลวดลายนูน เพื่อป้องกันการลื่นและน้ำขังเหมาะสำหรับการใช้ปูพื้นทางเดินและบันได พื้นรถบรรทุก และทนต่อแรงเสียดทานได้ดีกว่าเหล็กแผ่นดำ เกรดที่เราจัดจำหน่ายอย่างเป็นที่นิยมคือ SS400
เหล็กแผ่นลาย เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
เหล็กแผ่น ลาย ลายตีนไก่-ตีนเป็ดคืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท
ขนาดของเหล็กแผ่นลาย
ประโยชน์ของเหล็กแผ่นลายที่มีต่องานก่อสร้าง
การบำรุงรักษาและข้อควรระวัง สำหรับแผ่นลาย
สรุป เหล็กแผ่นลายกันลื่น ข้อดี อย่างไรบ้าง และใช้ในงานก่อสร้างอะไรบ้าง
เหล็ก แผ่นลาย ลายตีนไก่-ตีนเป็ดคืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท
เหล็กแผ่น ลาย ลักษณะเป็นเหล็กแผ่น ปั้มลาย ซึ่งก็มีลวดลายต่างกันออกไป ช่างส่วนใหญ่นิยมเรียกเหล็กแผ่นลายตีนไก่,เหล็กแผ่นลายตีนเป็ด,เหล็กลายดอก ก็คือเหล็กที่ผ่านกรรมวิธีรีดร้อน โดยทำให้เกิดลายในเวลาที่ยังร้อน จากนั้นก็นำไปผ่านน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ เราเรียกวิธีนี้ว่าการหล่อเย็น แผ่นเหล็กจะเกิดรอยนูนคล้ายๆเม็ดข้าว
เหล็กถูกปั้มเป็นลวดลายที่สวยงาม ผิวสัมผัสของแผ่นโลหะที่นูนขึ้นและบุบลง มีความฝืด หรือความเสียดทานสูง มีความแข็งแรงและกันลื่นได้เป็นอย่างดีสามารถนำไปใช้ เช่นเป็นพื้นทางเดินกันลื่น พื้นบัน ปูพื้นห้อง แต่ตกแต่งผนังในบ้าน โรงงาน และอื่นๆ
ความหนาที่เป็นที่นิยมคือ 2.3 มิลลิเมตร ไปจนถึง 9 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นความหนาที่ได้รับมาตรฐาน
ประเภทของแผ่นเหล็กลายตีนไก่ เหล็กแผ่นลาย
2 ประเภท คือแบบ หลังเรียบ และ หลังเว้า (แบบนูน)
เหล็กแผ่นลายแบบหลังเรียบ คือเหล็กแผ่นลายที่ผลิตด้วยวิธีการหล่อเหล็กแท่งแบนที่เรียกว่า Slab เข้าบล็อกตามลายที่ต้องการ จึงทำให้เหล็กแผ่นลายที่ออกมามีลักษณะหลังเรียบทั้งแผ่น
เหล็กแผ่นลาย หลังเว้า คือเหล็กแท่งรีดร้อนบนแม่พิมพ์ลายนูนตามแบบที่ต้องการ จากนั้นหล่อเย็น ก็จะได้เหล็กแผ่นลายที่ด้านหลังมีรอยเว้าตามลายนูนด้านหน้า
โดยหลังเว้า ลายที่นิยมที่สุดคือลายตีนเป็ด (5ขีดติดกัน) กับลายตีนไก่(1ขีดไข้วกันไปมา) และที่กำลังนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆคือลายปุ่มเล็กๆ
ขนาดของเหล็กแผ่นลาย เหล็กลายตีนไก่
ขนาดของเหล็กแผ่นลายที่เป็นที่นิยม คือ 4×8 ฟุต และ 5×10 ฟุต
ความหนา
น้ำหนัก (kg.)
(mm.)
4’x 8′
5’x10′
5 ’x20′
(1219x/2438m m.)
(1524x3048mm.)
(1524x6096m m.)
2
52
3
75
118
236
4
98
154
308
4.5
110
172
344
6
145
227
454
9
215
335
–
ประโยชน์ของเหล็กแผ่นลาย เหล็กแผ่นลายตาไก่ ที่มีต่องานก่อสร้าง
เหล็กลายตีนไก่เหมาะสำหรับการใช้ปูพื้นทางเดินและบันได พื้นรถบรรทุก และทนต่อแรงเสียดทานได้ดีกว่าเหล็กแผ่นดำ
นิยมนำไปใช้ทำพื้นรถยนต์ บันได พื้นบันได พื้นรถ หรือพื้นโรงงานที่กันลื่น ตามสำนักงาน ออฟฟิศ เหมาะกับงานที่ต้องการความคงทนผ่านการเหยียบย่ำได้ดี ทนต่อแรงเสียดทาน ลายนูนคล้ายเม็ดข้าว ป้องกันการลื่น และน้ำขัง
สามารถนำมาตกแต่งทำเป็นรั้วบ้านได้ หรือ ฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่น โต๊ะ,ชั้นวางอ่างล้างหน้า,เก้าอี้นั่ง เป็นต้น บ้านจะออกมา สไตล์ลอฟท์ ในแบบของตัวเอง
สามารถใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงหน้าร้าน ธนาคาร เช่น ใช้ปูพื้นกันลื่น บุผนังห้องเย็น ทำขั้นบันได พื้นที่ต้องสัมผัสสารเคมี เป็นต้น
การบำรุงรักษาและข้อควรระวัง สำหรับแผ่นลาย
ควรหมั่นตรวจสอบเป็นประจำหากมีการชำรุดควรซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ทันที
ต้องเก็บให้พ้นจากมือเด็ก
โปรดใช้อย่างระมัดระวังและควรเลือกขนาดให้เหมาะสมต่อการใช้งาน ศึกษาและสอบถามพนักงานขายหน้าร้านก่อนเพื่อให้ได้เหล็กตรงสเปคที่ต้องการ
เมื่อใช้งานเสร็จควรเก็บให้เรียบร้อยและเก็บให้ห่างจากเปลวไฟ
สรุป เหล็กแผ่นลายกันลื่น ข้อดี อย่างไรบ้าง และใช้ในงานก่อสร้างอะไรบ้าง
เหล็ก แผ่นลาย ลักษณะเป็นเหล็กแผ่น ปั้มลาย นิยมเรียกเหล็กแผ่นลายตีนไก่,เหล็กแผ่นลายตีนเป็ด,เหล็กลายดอก ขนาดของเหล็กแผ่นลายที่เป็นที่นิยมขาย คือ 4×8 ฟุต และ 5×10 ฟุต เหมาะสำหรับการใช้ปูพื้นทางเดินและบันได งานที่ต้องการความคงทนผ่านการเหยียบย่ำได้ดี หรือ สามารถนำมาตกแต่งเป็นฟอร์นิเจอร์ได้
แผ่นเหล็กต้องได้รับมารตฐาน JIS G3101-1995/DIN/ASTM เกรดที่เลคก้าจัดจำหน่ายคือ SS400 ถึงจะสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ โดยเหล็กแผ่นลายจะสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย
เหล็กที่เป็นที่นิยม สำหรับหลังเว้า คือ ลายที่นิยมที่สุดคือลายตีนเป็ด(5ขีดติดกัน) กับลายตีนไก่(1ขีดไข้วกันไปมา) และที่กำลังนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆคือลายปุ่มเล็กๆ
ความหนาที่เป็นที่นิยมคือ 2.3 มิลลิเมตร ไปจนถึง 9 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นความหนาที่ได้รับมาตรฐาน
เหล็กลายตีนไก่เหมาะสำหรับการใช้ปูพื้นทางเดินและบันได พื้นรถบรรทุก และทนต่อแรงเสียดทานได้ดีกว่าเหล็กแผ่นดำ
นิยมนำไปใช้ทำพื้นรถยนต์ บันได พื้นบันได พื้นรถ หรือพื้นโรงงานที่กันลื่น ตามสำนักงาน ออฟฟิศ เหมาะกับงานที่ต้องการความคงทนผ่านการเหยียบย่ำได้ดี ทนต่อแรงเสียดทาน ลายนูนคล้ายเม็ดข้าว ป้องกันการลื่น และน้ำขัง
สามารถนำมาตกแต่งทำเป็นรั้วบ้านได้ หรือ ฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่น โต๊ะ,ชั้นวางอ่างล้างหน้า,เก้าอี้นั่ง เป็นต้น บ้านจะออกมา สไตล์ลอฟท์ ในแบบของตัวเอง
โปรดใช้อย่างระมัดระวังและควรเลือกขนาดให้เหมาะสมต่อการใช้งาน ศึกษาและสอบถามพนักงานขายหน้าร้านก่อนเพื่อให้ได้เหล็กตรงสเปคที่ต้องการ
โดย saweang | มิ.ย. 4, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ใครว่าสีห้องนอนนั้นไม่สำคัญ เมื่ออยู่บ้านเรามักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอยู่ในห้องนอน เพราะเป็นห้องที่เราใช้พักผ่อนอนหลับพร้อมตื่นรับเช้าวันถัดไป นอกจากการจัดห้องให้ถูกหลักตามฮวงจุ้ยแล้ว การเลือกทาสีห้องนอนจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึง เนื่องจากสีสามารถกำหนดอารมณ์ของห้องแต่ละห้องได้ คนส่วนมากเลือกทาสีห้องนอนจากสีที่ชอบ และอาจมองข้ามเรื่องความหมาย ดังนั้นใครที่กำลังคิดจะทาสีห้องนอนใหม่ หรือกำลังเริ่มแต่งห้องนอน ลองมาดูความหมายของสีต่าง ๆ เพื่อสร้างห้องนอนที่ดีกันค่ะ
ก่อนอื่นเรามาดูข้อควรรู้ในการใช้สีกับห้องนอน
• ไม่ควรใช้สีขาวล้วนกับห้องนอน เพราะสีขาวสะท้อนสีอื่นทุกสีและเก็บพลังไม่อยู่ อาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล หลับไม่สนิท มีภาวะเก็บกดรุนแรง และหายจากการเจ็บป่วยได้ช้า
• สีของห้องนอนควรมีความแตกต่างจากสีของห้องอื่นภายในบ้าน เพราะถ้าเป็นสีเดียวกันหมดจะทำให้พลังนิ่ง ทำให้ชีวิตเป็นไปอย่างไร้จุดมุ่งหมายที่แน่นอน
• สีของห้องนอนควรเป็นสีอ่อนและเย็นตา เช่น สีเขียวอ่อน สีชมพู สีเหลือง สีส้มอ่อน หากห้องนอนตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็ควรเป็นสีชมพู เพื่อช่วยเสริมความรักความสัมพันธ์
• หลีกเลี่ยงการใช้สีเข้มทึบ เช่น สีน้ำตาลดำ สีเขียวเข้ม สีเทาเข้ม เพราะจะทำให้ขาดพลังชีวิต
สีชมพู
ภาพ : pinterest
เป็นสีที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ มีพลังในการรักษา โดยเฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาทางอารมณ์ สร้างความรู้สึกมั่นใจ ความกระปรี้กระเปร่า และความสนุกสนาน ในขณะเดียวกันก็ยังมีความอ่อนหวาน อ่อนโยน
สีชมพูอมส้ม
ภาพ : pinterest
เป็นสีที่กระตุ้นเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ความมีเสน่ห์ทางเพศ แรงดึงดูดเหมาะสำหรับคนโสดที่ต้องการหาคู่
สีครีม
ภาพ : pinterest
ส่งเสริมให้สุขภาพแข็งแรง ช่วยในการฟื้นตัว ความมั่นคงทางอารมณ์ เหมาะกับห้องนอนผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็กที่มีอารมณ์ที่รุนแรง
สีเทา
ภาพ : pinterest
สีแห่งความสมดุล ทำให้จิตใจสงบและมั่นคง ความหยั่งรู้ ความสมบูรณ์ ช่วยดึงดูดความฉลาดที่ซ่อนไว้ให้ปรากฏขึ้น เป็นสีที่เชื่อมโยงกับการมีไหวพริบปัญญา
สีม่วงอ่อน
ภาพ : pinterest
เป็นสีที่ช่วยในการทำสมาธิ และยังช่วยให้นอนหลับลึกได้เป็นอย่างดี สีแห่งความสำเร็จ ความปรารถนา และการงานที่ดี
สีฟ้า
ภาพ : pinterest
ทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย รู้สึกถึงความสบายเหมือนปล่อยใจให้ลอยล่องไปบนท้องฟ้า และยังเป็นสีที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
สีเขียว
ภาพ : pinterest
สีของธรรมชาติ สีแห่งการเจริญเติบโต สุขภาพดี มีความเจริญรุ่งเรือง การเริ่มต้นใหม่ โชคลาภ และเป็นสีแห่งความมั่งคั่ง มักใช้เป็นสีดึงดูดกระแสการเงินให้เพิ่มมากขึ้นในชีวิต
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74785/-homdec-hom-
โดย saweang | มิ.ย. 1, 2020 | บทความบ้านๆๆ , บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็กคือ ทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปเพื่อการใช้งาน และถือได้ว่าเป็นวัสดุที่ใช้ได้ทั้งงานก่อสร้าง งานที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับวัตถุและสิ่งของต่างๆ มาอย่างแพร่หลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างที่กล่าวมาขั้นต้นนั้น การนำแร่ธาตุจากธรรมชาติมาแปรรูปเพื่อใช้งาน จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่เป็นรูปแบบเหมือนกันในการแปรรูปเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานของผู้บริโภค
คุณสมบัติของเหล็ก
คุณสมบัติของเหล็กที่ผ่านการแปรรูปแล้วที่สามารถนำไปใช้ในงานได้หลักๆ คือความทนทานทั้งต่อการใช้งานและสภาพแวดล้อม พร้อมทั้งต้องมีความยืดหยุ่นที่ดี สามารถนำไฟฟ้าและนำความร้อนได้ หลังจากนั้นในกระบวนการเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับงานนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของวิศวกรผู้ควบคุมงาน ที่ต้องคิดและคำนวณดูปัจจัยในเรื่องต่างๆ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานมากที่สุด ซึ่งคุณสมบัติของเหล็กก็มีดังนี้
1. สภาพยืดหยุ่น (Elasticity)
เป็นคุณสมบัติที่ของแข็งหรือเหล็กสามารถเปลี่ยนรูปร่างรูปทรงได้ เมื่อมีแรงกระทำที่พอดี สามารถแบ่งออกได้อีก 2 ประเภท
สภาพยืดหยุ่น (elasticity) คือ คุณสมบัติที่วัตถุหรือของแข็งเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเมื่อได้รับแรงกระทำที่เพียงพอและสามารถคืนกลับสู่สภาพปกติได้เมื่อไม่มีแรงมากระทำ
สภาพพลาสติก (plasticity) คือ คุณสมบัติที่วัตถุเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปอย่างถาวรเมื่อได้รับแรงกระทำที่เพียงพอ โดยที่พื้นผิวภายนอกไม่แตกหักหรือฉีกขาด
2. ความเค้น (Stress)
เป็นคุณสมบัติทางฟิสิกส์ สามารถอธิบายได้ว่า เป็นความเข้มข้นของแรงกระทำระหว่างอนุภาคภายในของวัตถุหรือของแข็งชิ้นนั้นๆ ต่อแรงภายนอกที่กระทำเพิ่มเข้าไป โดยในกระบวนการทดสอบมาตรฐานของเหล็กนั้น จะใช้การวัดความเข้มข้นของแรงกระทำภายในเฉลี่ยต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิวภายใน
3. ความเครียด (Strain)
เป็นคุณสมบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัตถุเมื่อได้รับแรงภายนอกมากระทำ หรือกล่าวง่ายๆ คือ อัตราส่วนของรูปร่างที่เปลี่ยนไปต่อรูปร่างเดิม การวัดและคำนวณหาความเครียดสามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ แบบเส้นตรง (แรงที่มีกระทำมีละกษณะเป็นแรงกด แรงดึง) และแบบเฉือน (แรงที่มีกระทำเป็นแรงแบบเฉือน)
4. การดึงเป็นเส้น (Ductile)
เป็นคุณสมบัติของวัตถุหรือเหล็กที่สามารถทำให้เพิ่มความยาว ขึ้นรูป หรือดึงออกมาเป็นเส้นได้โดยง่าย ถึงแม้ว่าจะได้รับแรงกระทำเข้าไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งเหล็กที่มีคุณสมบัติเหล่านี้จะมีคุณสมบัติความยืดหยุ่นแบบพลาสติก ที่เป็นการแปรรูปอย่างถาวรสามารถคืนสภาพเดิมได้ยาก ตัวอย่างของเหล็กและโลหะแปรรูปที่มีคุณสมบัตินี้คือ ตะกั่ว และทองแดง เป็นต้น
5. ความเปราะ (Brittle)
เป็นคุณสมบัติของวัตถุทุกชนิดที่จะมีขีดกำจัดของความยืดหยุ่นเป็นของตนเอง เมื่อวัตถุชิ้นนั้นๆ ได้รับแรงกระทำที่มากเกิดขีดจำกัดก็จะทำให้เกิดการเปราะแตกได้ ซึ่งวัตถุที่มีความเปราะสูงไม่ได้หมายความว่าเป็นวัตถุที่ไม่ทนทาน ยกตัวอย่างเช่น แก้วหรือเซรามิกที่มีความเปราะสูงแต่สามารถทนแรงดึงได้มากกว่าโลหะบางชนิด ดังนั้นคุณสมบัติข้อนี้นั้นใช้เป็นตัวเลือกที่ใช้ในการพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน
การเลือกใช้เหล็กให้ตรงกับการใช้งานควรเลือกอย่างไร
ในการเลือกใช้งานของเหล็กแปรรูปนั้น เนื่องจากประเภทของเหล็กมีความหลายหลายมาก อาจทำให้เกิดความสับสนและการเลือกใช้งานที่ผิดรูปแบบ ส่งผลต่อเนื่องไปยังความแข็งแรง ความทนทานและความปลอดภัยของผู้บริโภค ทำให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมีการกำหนดมาตรฐาน มอก.เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วประเทศไทย ซึ่งได้มีการทำป้ายระบุรายละเอียดต่างๆ ไว้ ได้แก่ บริษัทผู้ผลิต, ประเภทของเหล็ก, ขนาดทั้งเรื่องของความยาว ความกว้างหน้าตัด, วัน เดือน ปีที่ผลิต และที่สำคัญคือ มีการระบุเครื่องหมายมอก.ที่แสดงให้เห็นว่าวัสดุชนิดนี้ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว
เหล็กกับภัยพิบัติจากธรรมชาติครั้งใหญ่
ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผ่นดินไหวหรือวาตภัย โครงสร้างของอาคารบ้านเรือนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาคารเหล่านั้นต้องได้รับแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินที่รุนแรงหรือต้องทนทานต่อการสั่นไหวจากลม ซึ่งจะอาศัยคุณสมบัติความแข็งแรงอย่างเดียวไปเพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการเสริมคุณสมบัติความเหนียวและความทนทานเข้าไปด้วย ดังนั้นในโครงสร้างอาคารและบ้านเรืองจึงจำเป็นต้องมีการเสริมเหล็ก เพื่อเสริมสร้างคุณสมบัติที่คอนกรีตอย่างเดียวไม่สามารถทำได้ อีกทั้งการเสริมเหล็กยังเอื้อต่อการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมให้มีความหลายหลากมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การสร้างโครงสร้างให้ยื่นออกไปเพื่อเป็นการรองรับแรงสั่นสะเทือน หรือการโค้งการดัดต่างๆ เพื่อให้เกิดสะพานเกิดรูปร่างที่สวยงามแตกต่างและการรับน้ำหนักที่มากขึ้น
เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ หรือการเสริมเหล็ก
เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐาน ในการออกแบบก่อสร้างอาคารบ้านเรือนที่มีความทนทานต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เพราะโครงสร้างที่มีการเสริมเหล็กเข้าไปจะช่วยเพิ่มคุณสมบัติของคอนกรีตที่มีเพียงความทนทานให้เพิ่มความเหนียวและความยืดหยุ่นเข้ามา
คอนกรีตเสริมเหล็ก
คอนกรีตเสริมเหล็กถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการออกแบบและก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เช่น ใช้เป็นพื้นหรือฐานของอาคาร ใช้เป็นบันได และคานรับน้ำหนัก เป็นต้น ที่มีคุณสมบัติทางกลในเรื่องของการรับน้ำหนัก ซึ่งทำหน้าที่หลักในการรับแรงดึงและแรงอัดเท่านั้น
ประเภทของเหล็กแปรรูปที่ใช้เป็นเหล็กเสริมในคอนกรีตนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ เหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย ที่เป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมของคาร์บอนต่ำทำให้เหล็กเหล็กหนาแน่นละเอียดมากกว่าเหล็กประเภทอื่นๆ และเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานก่อนนำเหล็กเหล่านี้ออกมาใช้ ทางผู้ผลิตจะต้องทำการทดสอบคุณสมบัติของเหล็กกล้าทั้งคุณสมบัติทางกายภาพ และคุณสมบัติทางกลของเหล็กก่อนเสมอ
จึงสามารถสรุปได้แล้วว่าเหล็กนั้นถือว่าเป็นวัสดุแปรรูปจากธรรมชาติที่มีความสำคัญมากในสังคมปัจจุบัน ทั้งช่วยในเรื่องเพิ่มความแข็งแรง ป้องกันอันตรายจากภัยพิบัติและสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ส่วนในเรื่องของการเลือกใช้งานให้เหมาะสมนั้นควรอยู่ในดุลพินิจของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ใช้งาน
ขอบคุณข้อมูลhttps://www.chi.co.th/article/article-2010/
โดย saweang | พ.ค. 29, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
กลับมาพบกับ ในบ้าน กันอีกแล้วนะคะ ครั้งนี้เราก็มาพร้อมกับ บ้านน็อคดาวน์โครงเหล็ก ประกอบเข้ากับวัสดุไม้โทนสีทึบ ครบครันทุกฟังก์ชันใช้งาน มีมุมพักผ่อนริมระเบียงบ้าน ตลอดจนสนามหญ้าสีเขียวสดนอกบ้าน เป็นหนึ่งในผลงานจาก BB-Home บ้านน็อคดาวน์ เราลองไปชมกันเลยค่ะ
บ้านน็อคดาวน์หลังนี้ก่อสร้างขึ้นที่อำเภแแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะเป็นบ้านยกพื้นสูง โครงสร้างภายนอกเป็นเหล็กแต่งแต้มด้วยสีดำ ตัวฐานบ้านก่ออิฐฉาบปูน ผนังกรุไม้เทียมสีเข้ม หลังคาปกคลุมด้วยทรงเพิงหมาแหงน โดดเด่นท่ามกลางสวนนอกบ้านพร้อมต้นไม้สูงใหญ่ ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวบริเวณนอกบ้าน
ด้านบนมีเฉลียงแนวยาวเชื่อมต่อเข้าไปยังประตูทางเข้าหน้าบ้าน มาพร้อมหลังคาโครงเหล็กยื่นออกมาป้องกันแดดและฝน
อีกด้านหนึ่งเป็นระเบียงชมวิวปูพื้นไม้ขนาดพอเหมาะ จัดวางโต๊ะและเก้าอี้ไว้ เหมาะสำหรับเป็นพื้นที่พักผ่อนจิบกาแฟ สูดกลิ่นอายธรรมชาติในยามเช้า
ในส่วนของพื้นที่ด้านใน ผนังกรุไม้ลามิเนตสีเข้ม ตัดกับพื้นสีขาวดำลายโบราณ จัดวางเฟอร์นิเจอร์ไว้ตามมุมต่างๆ พร้อมกันนี้ก็ได้ติดตั้งหน้าต่างกระจกบานใสไว้โดยรอบ ซึ่งช่วยในเรื่องของการเพิ่มแสงสว่างภายในห้องได้เป็นอย่างดี
ห้องครัวตกแต่งสไตล์ร่วมสมัย ผนังและเคาน์เตอร์ครัวปูกระเบื้องเงาลายอิฐโชว์แนวสีดำ ปิดทับด้วยท็อปสีดำเงา พื้นปูกระเบื้องตรีทัชลายวินเทจ ประดับด้วยโคมไฟแขวนดีไซน์คลาสสิค
นี่คือโซนซักล้าง แบ่งพื้นที่ใช้งานออกเป็นส่วนซิงค์ โซนเปียก และด้านในเป็นโซนแห้ง สามารถจัดวางเครื่องซักผ้าหรืออุปกรณ์ทำความสะอาดประเภทต่างๆ ได้
ห้อนอนปูพื้นไวนิลลายไม้ ผนังกรุลามิเนตสีเข้ม มาพร้อมหน้าต่างมองทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างถนัดตา
ห้องเสื้อผ้าหรือ Walk-in Closet มีขนาดกะทัดรัด แต่ก็ช่วยให้พื้นที่ใช้งานในห้องดูเป็นระเบียบ ไม่เกะกะสายตา
ห้องน้ำกว้างขวาง ปูพื้นกระเบื้องลายไม้ ผนังตกแต่งด้วยลวดลายวินเทจสวยงาม นอกจากนี้ยังติดตั้งฉากกระจกเพื่อแยกระหว่างพื้นที่เปียกและแห้ง ซึ่งนอกจากจะง่ายต่อการทำความสะอาดแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี
บ้านน็อคดาวน์ขนาดกลาง ประกอบไปด้วย 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ รับแขก ห้องครัว ห้องซักล้าง และระเบียงพักผ่อนนอกบ้าน มีราคาต่อหลังอยู่ที่ 1,670,000 บาท (เฟอร์นิเจอร์ตามภาพ) หากเพื่อนๆ สนใจ สามารถเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากข้อมูลด้านล่างนี้เลยค่ะ
Line id : bbhome2014
Facebook : BB-Home บ้านน็อคดาวน์
Tel : 085-3005775, 081-8775996
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
Line id : bbhome2014
Facebook : BB-Home บ้านน็อคดาวน์
Tel : 085-3005775, 081-8775996
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.naibann.com/tsp41-knockdown-vacation-house-by-bb-home
โดย saweang | มี.ค. 19, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การอบชุบเหล็กกล้า คือ การปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กกล้าโดยเฉพาะคุณสมบัติเชิงกล โดยอาศัยกรรมวิธีทางความร้อน เพื่อให้เหล็กกล้านั้นมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปตามที่ต้องการ ซึ่งการอบชุบจะทำให้เหล็กที่ได้มีคุณสมบัติเฉพาะที่ดีกว่าเหล็กกล้าที่ผลิตด้วยกรรมวิธีปกติ เช่น อบชุบเพื่อให้เหล็กมีความแข็งมากขึ้น หรืออบชุบเพื่อให้เหล็กมีการทนการเสียดสีหรือสึกหรอได้ดีขึ้น
การคืนตัว (Tempering) เหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วย่อมจะเกิดความเครียด (strain) ขึ้นภายใน และมีความแข็งเพิ่มขึ้น แต่เหล็กจะขาดคุณสมบัติทางด้าน ความเหนียว (Ductility) ทำให้ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้งาน เพราะถ้าเกิดมีการกระแทกชิ้นเหล็กอาจจะแตกร้าวได้ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงคุณสมบัติเสียใหม่โดยการอบคืนตัว ซึ่งมีวิธีการดังนี้
นำเหล็กที่ผ่านการชุบมาแล้วเผาภายในเตาที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 200 ๐C – 400 ๐C ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 3 ชั่วโมงแล้วเอาออกปล่อย
ให้เย็น ในอากาศธรรมดา เหล็กจะมีคุณสมบัติด้านความเหนียว (Ductility) ดีขึ้น แต่ความแข็งจะลดลงเล็กน้อย ในขณะที่เผาที่อุณหภูมิต่ำ มาร์เทนไซต์จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยอะตอมคาร์บอนจะเคลื่อนไหวออกจากมาร์เทนไซต์มารวมกันเป็นเฟอร์ไรท์และซีเมนไซต์บางส่วน ที่เป็นเช๋นนี้เพราะมาร์เทนไซต์ไม่ใช่โครงสร้างของเหล็กที่สมดุลย์ที่อุณหภูมิบรรยากาศ เมื่อเหล็กได้รับความร้อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อกลับไปเป็นโครงสร้างที่สมดุลย์คือเหล็กเฟอร์ไรท์ กับซีเมนต์ที่เราต้องเผาที่อุณหภูมิสูงไม่เกิน 400 ๐C ก็เพื่อไม่ต้องการให้มาร์เทนไซต์คืนตัวหมด เพราะเรายังต้องการความแข็งของเหล็กอยู่ ถ้าเราเผาให้อุณหภูมิสูงเกิน 400 ๐C ความแข็งจะถูกทำลายหมด
โดยทั่ว ๆ ไปการชุบแข็ง และการคืนตัวจะต้องกระทำติดต่อกันเพื่อให้ได้เหล็กแข็งและทนแรงกระแทกได้ดีด้วย (รูปที่ STEEL-HT1 )
รูปที่ STEEL-HT1แสดงช่วงของอุณหภูมิในการทำอบชุบแข็งและการอบคืนตัว.
การอบคลาย (Annealing) มีความมุ่งหมายเพื่อต้องการให้เหล็กอ่อนตัวลง (softening) หรือเพื่อ ทำให้เหล็กเหนียวขึ้น (Toughening) ส่วนใหญ่เหล็ก ที่ผ่าน
การขึ้นรูปเย็น (cold working) หรือการหล่อมามักจะมีความแข็งเพิ่มขึ้นและไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดการกลึงหรือไสยาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำลายความแข็งของเหล็กเพื่อจะได้กลึงหรือไสได้สะดวกหลักการทำ Annealing แบ่งออกเป็นสองวิธีคือ Full annealing กับ Process annealing โดยมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้
Full annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำให้เหล็กแข็งอ่อนลงเพื่อสะดวกต่อการกลึงหรือไส วิธีนี้ต้องเผาเหล็กให้มีอุณหภูมิสูงจน
เหล็กกลายเป็น Austenite ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C ภายในเตาที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง จากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ ภายในเตา ถ้าเป็นเตาไฟฟ้าก็เพียงแต่ตัดกระแสไฟเสีย แล้วปล่อยให้เหล็กเย็นอยู่ภายในเตาที่ปิดฝาสนิท เมื่อเหล็กถูกปล่อยให้เย็นช้า ๆ การเปลี่ยนโครงสร้างภายในก็จะปรับสู่สภาพใกล้เคียงสมดุลย์ โครงสร้างที่เป็นอยู่เดิม เช่นมาร์เทนไซต์หรือเบนไนท์ ฯลฯ ก็จะกลับมาเป็นเฟอร์ไรท์ และซีเมนไซต์ ทำให้ความแข็งลดลงกลายเป็นเหล็กอ่อนนิ่ม
Process annealing มีความมุ่งหมายเพื่อทำลายความเครียดภายในให้หมดไป เช่น เหล็กที่ถูกรีดหรือตีขึ้นรูปมา ถ้าจะนำไปทำ ต่อ
ในขั้นต่อไป เหล็กจะต้องผ่าน Annealing เพื่อให้มีความต้านทานแรงกระทำน้อยลง วิธีนี้เผาเหล็กให้ร้อนถึงอุณหภูมิต่ำกว่ายูเต็คตอยด์ คือต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย ทิ้ไว้นานพอสมควรเพื่อให้เหล็กร้อนทั่วถึงกัน หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นช้า ๆ วิธีนี้ความแข็งของเหล็กจะลดลงเล็กน้อย เพราะโครงสร้างของเหล็กแต่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ความเครียดที่มีอยู่จะถูกทำลายหมดไป
การทำ Normalizing มีความมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงความเหนียว โดยขนาดลดขนาดของเม็ดเกรนของเหล็ก (grain size) เพื่อทำให้คุณสมบัติของ เหล็กสม่ำเสมอ และในขณะเดียวกันก็ช่วยในการลดความเครียดภายในด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือการรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย โดยทั่ว ๆ ไปเหล็กที่ผ่านการหล่อ (casting) หรือมักรีดขึ้นรูปมามักจะมีความแข็งหรือความเหนียวไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งแท่ง จึงจำเป็นต้องนำมาทำ Normalizing โดยการเผาเหล็กให้ร้อนจนกลายเป็นออสเตนไนท์ที่อุณหภูมิเหนือเส้น A3 ประมาณ 50 ๐C หลังจากทิ้งไว้จนอุณหภูมิเท่ากันหมดทุกจุดตลอดภายในใจกลางด้วย จากนั้นจึงเอาเหล็กออกมาจากเตาทิ้งให้เย็นอากาศธรรมดา การปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศนั้นอัตราการเย็นตัวของเหล็กจะเร็วกว่าการทำ Annealing ดังนั้นเม็ดเกรนของเหล็กจะมีขนาดเล็กกว่า ทำให้เหล็กมีความเหนียวดีและคุณสมบัติสม่ำเสมอ
รูปที่ STEEL-HT2 Heat-treatment Temperatures of Carbon Steelsin Relation to the Equilibrium Diagram
การทำ spheroidizing เป็นการชุบเหล็กประเภทหนึ่งที่กระทำกับเหล็กที่มีคาร์บอนตั้งแต่ 0.8% ขึ้นไปเพราะเหล็กเหล่านี้จะมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยเพิรไลท์เป็นส่วนใหญ่ คือโครงสร้างที่ประกอบด้วยแถบของเฟอร์ไรท์กับซีเมนไซต์สลับกัน ดังนั้นในการกลึงหรือไสจึงไม่เรียบเพราะมีดกลึงจะต้องตัดผ่านของแข็งและอ่อนสลับกัน การทำ spheroidizing เป็นการทำเพื่อเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างจากลักษณะที่เป็นแถบยาวของซีเมนไซต์ให้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปในขณะทำการกลึง ตัวมีดจะได้ไม่ต้องตัดผ่านซีเมนไซต์ในขณะที่ตัวมีดเคลื่อนที่ผ่านของซีเมนไซต์ก็จะหลุด หรือเบนหนีการตัดผ่านไปได้ทำให้ตัวมีดตัดผ่านแต่เฉพาะเฟอร์ไรท์อย่างเดียว
วิธีการทำ spheroidizing กระทำได้สองแบบ วิธีแรก เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่าเส้น A1 เล็กน้อย แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมินี้ประมาณ 10 – 15 ชั่วโมง เพื่อให้ซีเมนไซต์เปลี่ยนรูปเป็นเม็ดกลม หลังจากนั้นเอาเหล็กออกปล่อยให้เย็นในอากาศ
วิธีที่สอง เผาเหล็กให้ร้อนที่อุณหภูมิเหนือเส้น A1 เล็กน้อย แล้วปล่อยให้เย็นลงมาจนต่ำกว่าเส้น A1 แล้วกลับเผาให้อุณหภูมิเหนือเส้น A1
อีก กระทำสลับกันไปประมาณ 10 ชั่วโมง หลังจากนั้นปล่อยให้เหล็กเย็นในอากาศ
รูปที่ STEEL-HT3 แสดงลักษณะโครงสร้างของเหล็กกล้าที่ผ่าน Annealing กับ Normalizing ที่อุณหภูมิต่างกัน.
ขอบคุณข้อมูจากhttp://www.ebuild.co.th
ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vblog/44921/2