Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
ก่อสร้างบ้าน Archives - Page 5 of 7 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
ทำความรู้จักกับโครงสร้างบันไดบ้านแบบต่างๆ

ทำความรู้จักกับโครงสร้างบันไดบ้านแบบต่างๆ

       บันได เป็นหนึ่งในองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญ เพราะนอกจากบันไดจะใช้เป็นทางสัญจรทางตั้งที่เชื่อมต่อระหว่างชั้นต่างๆ ของบ้านเข้าด้วยกันแล้ว บันไดยังเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่สามารถแสดงออกด้านความงาม และความประทับใจให้แก่ผู้อยู่อาศัย และผู้ที่มาเยี่ยมเยือน การออกแบบ หรือสร้างบันไดสักตัว โครงสร้างของบันไดเป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึงถึง จากนั้นจึงค่อยเลือกรูปทรงของบันไดให้เข้ากับพื้นที่ที่มีอยู่ เช่น บันไดทางตรง บันไดหักฉาก บันไดหักกลับ หรือบันไดเวียน เป็นต้น จากนั้นจึงเลือกวัสดุปิดผิวต่างๆ ให้บันไดมีความสวยงาม

       โครงสร้างของบันได โดยทั่วไปนั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ บันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็ก โดยที่บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็กจะมีลักษณะการก่อสร้างที่ใกล้เคียงกันจึงขออธิบายรวมอยู่ในหัวข้อเดียวกัน

1. บันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก
       บันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: คอนกรีตเสริมเหล็ก”)  มักเป็นบันไดทึบคือไม่สามารถมองลอดลูกตั้ง (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: ลูกตั้งลูกนอน”) ไปได้ การก่อสร้างจะต้องมีการทำไม้แบบ และผูกเหล็กเสริม ก่อนที่จะเทคอนกรีต การก่อสร้างจึงใช้เวลามาก บันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแบ่งเป็น 4 รูปแบบหลักๆ คือ

       1.1 บันไดท้องเรียบ – เป็นบันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีท้องบันไดเรียบ เป็นบันไดแบบพื้นฐานที่สร้างง่ายที่สุด ช่างทั่วไปมีความชำนาญในการสร้าง

ภาพ: บันไดท้องเรียบ

       1.2 บันไดพับผ้า – เป็นบันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีท้องบันไดเป็นหยักไปตามขั้นบันได เป็นบันไดที่มีความสวยงามมากกว่าบันไดท้องเรียบ แต่ต้องแลกมาด้วยการก่อสร้างที่ยากขึ้น เนื่องจากจะช่างจะต้องตีไม้แบบเป็นหยักที่ท้องบันได 

ภาพ: บันไดพับผ้า

       1.3 บันไดพับผ้าแบบมีแม่บันได – ลักษณะเหมือนบันไดพับผ้า แต่จะมีแม่บันไดทำหน้าที่เป็นคานช่วยรับน้ำหนัก ซึ่งอาจจะอยู่กลาง หรือริมบันไดก็ได้ บันไดพับผ้าแบบมีแม่บันไดนี้ (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: แม่บันได”) สามารถลดความหนาของลูกตั้งและลูกนอน (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: ลูกตั้งลูกนอน”) บันไดให้บางมากขึ้นได้ เนื่องจากมีแม่บันไดรับน้ำหนักแล้ว

ภาพ: บันไดพับผ้าแบบมีแม่บันได

       1.4 บันไดลอย – เป็นบันไดโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่ยื่นเฉพาะลูกนอนบันไดออกมาจากผนัง เหมือนขั้นบันไดแต่ละขั้นลอยได้ ซึ่งจริงๆ แล้วจะมีแม่บันไดคอนกรีตเสริมเหล็กซ่อนอยู่ในผนัง

ภาพ: บันไดลอย

2. บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็ก
       บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็ก เป็นโครงสร้างบันไดที่เกิดจากการประกอบกันของชิ้นส่วนรับแรงต่างๆ ที่ทำจากไม้หรือเหล็ก โดยโครงสร้างของบันไดประกอบไปด้วย

       1. แม่บันได (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: แม่บันได”) เป็นโครงสร้างหลัก ทำหน้าที่เหมือนคานรับน้ำหนัก
       2. ลูกนอนบันได เป็นส่วนของพื้นที่ไว้เหยียบ
       3. ลูกตั้งบันได เป็นส่วนที่ปิดระหว่างลูกนอนบันไดแต่ละขั้น
       4. พุกบันได ทำหน้าที่ยึดลูกนอนบันไดเข้ากับแม่บันได

ภาพ: ส่วนประกอบบันไดโครงสร้างไม้และโครงสร้างเหล็ก

       บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็ก จะต้องประกอบไปด้วยส่วนประกอบอย่างน้อย 2 ส่วน คือ แม่บันได และลูกนอนบันได สำหรับในส่วนของลูกตั้งบันได จะมีหรือไม่มีก็ได้ ซึ่งหากไม่มีลูกตั้งก็จะเป็นบันไดแบบโปร่ง

       บันไดโครงสร้างไม้ และบันไดโครงสร้างเหล็ก (คลิกเพื่ออ่านบทความ “ศัพท์คนสร้างบ้าน: โครงสร้างเหล็ก”) สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ ตามลักษณะแม่บันได

       2.1 แม่บันไดขนาบข้างขั้นบันได – เป็นบันไดที่มีแม่บันไดอยู่ขนาบข้างขั้นบันไดทั้งสองฝั่ง โดยที่ลูกนอนบันไดยึดติดโดยตรงกับแม่บันได หากเป็นบันไดไม้จะใช้สลักหรือตะปูยึด ส่วนบันไดเหล็กจะใช้การเชื่อมหรือยึดด้วยสกรู

ภาพ: แม่บันไดขนาบข้างบันได
ภาพ: แม่บันไดขนาบข้างบันได (บันไดแบบทึบ)

       2.2 แม่บันไดอยู่ใต้ขั้นบันได – เป็นบันไดที่มีแม่บันไดอยู่ใต้ขั้นบันได โดยที่บันไดจะมีพุกบันไดทำหน้าที่ยึดลูกนอนที่วางขนานกับพื้น ให้เข้ากับแม่บันไดที่วางเอียง แม่บันไดที่วางใต้ขั้นบันไดนี้มีได้ตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป อาจวางตรงกึ่งกลางบันได หรือวางสองข้างของบันไดก็ได้ 

ภาพ: แม่บันไดอยู่ใต้ขั้นบันได (บันไดแบบโปร่ง แม่บันไดกลาง)
ภาพ: แม่บันไดอยู่ใต้ขั้นบันได (บันไดแบบโปร่ง แม่บันไดริม)
ภาพ: แม่บันไดอยู่ใต้ขั้นบันได (บันไดแบบทึบ แม่บันไดริม)

       จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของบันไดมีหลากหลายรูปแบบ สามารถเลือกใช้ได้ตามความชอบ และงบประมาณที่มีอยู่ โดยโครงสร้างของบันไดในแต่ละรูปแบบนั้นก็มีการออกแบบรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งควรที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ทั้งสถาปนิก และวิศวกร เพื่อที่จะได้บันไดที่มีทั้งความแข็งแรง และความสวยงามไปในตัว

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.scgbuildingmaterials.com/

การผลิตเหล็กกล้า

การผลิตเหล็กกล้า

การผลิตเหล็กกล้า

จากเหล็กถลุงสามารถนำไปผลิตเป็นเหล็กชนิดอื่นๆ ได้ เช่น เหล็กกล้า เหล็กกล้าผสม เหล็กหล่อเทา (gray cast iron) เหล็กพืด (wrought iron) เหล็กตีให้แผ่ได้ (malleable iron) เหล็กนอดุลาร์ (nodular) ประมาณร้อยละ ๘๕-๙๐ ของเหล็กถลุงที่ผลิตได้จะนำไปเปลี่ยนสภาพเป็นเหล็กกล้า ปัจจุบันนี้การแปรรูปเหล็กถลุงเป็นเหล็กชนิดอื่นร้อยละ ๙๐ จะกระทำต่อเนื่องหลังจากที่ได้เหล็กถลุงจากเตา โดยนำเหล็กถลุงที่ยังหลอมละลายใส่รถเบ้า (ladle car) ไปเทใส่เตาที่จะแปรรูป ขณะที่ยังเป็นของเหลวส่วนที่ส่งไปแปรรูปไม่ทัน จะหลอมรวมตัวเป็นแท่งเอาไปใช้งานต่ออีกครั้งหนึ่ง ความแตกต่างของเหล็กแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอน และรูปของคาร์บอนที่อยู่ในเหล็ก เช่น อยู่ในรูปของแกรไฟต์ในเหล็กหล่อเทา หรืออยู่ในรูปของสารประกอบเหล็กและคาร์บอน เป็นต้น

เหล็กกล้าเป็นเหล็กที่ใช้มากที่สุด เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอน ระหว่างร้อยละ ๐.๑-๑.๔ มักจะเรียกเหล็กกล้าว่า เหล็กกล้าคาร์บอน (carbon steel) เหล็กกล้ามีคุณสมบัติเด่นคือสามารถชุบเพิ่มความแข็ง หรือเปลี่ยนคุณสมบัติทางกายภาพอื่นๆ ได้ เหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำจะเพิ่ม หรือลดความแข็งได้ไม่ดีเท่าเหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนสูง เหล็กกล้าแบ่งออกตามปริมาณคาร์บอนในเนื้อเหล็ก ๓ ชนิด คือ เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (low carbon steel) มีคาร์บอนในเหล็กไม่เกินร้อยละ ๐.๓๐ เหล็กกล้า คาร์บอนปานกลาง (medium carbon steel) มีคาร์บอนในเหล็กร้อยละ ๐.๓๐-๐.๗๐ และเหล็กกล้าคาร์บอนสูง (high carbon steel) มีคาร์บอนร้อยละ ๐.๗๐-๑.๔๐

การผลิตเหล็กกล้าจากเหล็กถลุงส่วนใหญ่เป็นการลดสารเจือปน และคาร์บอนในเหล็กถลุงให้ได้ปริมาณตามต้องการ ด้วยการเพิ่มออกซิเจนให้กับคาร์บอน และสารเจือปนโดยอาศัยปฏิกิริยาจากความร้อนและออกซิเจน ซึ่งมีหลายวิธี เช่น ใช้เตาออกซิเจน (basic oxygen furnace หรือ BOF) เตาไฟฟ้า (electric furnace) เตาโอเพนฮาร์ท (open-hearth) และวิธีเบสเซเมอร์ (Bessemer converter) ปัจจุบันนี้ เลิกใช้วิธีเบสเซเมอร์แล้ว เตาส่วนใหญ่ที่ใช้ผลิตเหล็กกล้าเป็นเตาสามชนิดแรกและมีอัตรากำลังผลิตร้อยละ ๖๐, ๒๕ และ ๑๕ ตามลำดับ

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจน

ดัดแปลงจากหลักการของเซอร์เฮนรี เบสเซเมอร์ ผู้ค้นพบวิธีทำเหล็กกล้า ด้วยการพ่นอากาศเข้าไปในเตาที่มีเหล็กถลุงหลอมละลายอยู่โดยพ่นจากด้านล่างของเตาเบสเซเมอร์ และพยายามที่จะใช้ก๊าซออกซิเจนแทนอากาศแต่ไม่ประสบผลสำเร็จในขณะนั้น เนื่องจากเทคโนโลยีของการผลิตออกซิเจนไม่อำนวย เตาออกซิเจนที่ใช้ปัจจุบันได้ดัดแปลงการพ่นออกซิเจนเข้าทางด้านบนของเตาแทน การทำงานของเตาเริ่มด้วยการเติมเศษเหล็กลงเตา แล้วเติมเหล็กถลุงเหลวที่ได้จากเตาถลุงแบบพ่นลม (อัตราส่วนเหล็กกับเหล็กถลุง ๓๕/๖๕) เมื่อตั้งเตาตรงแล้วหย่อนท่อออกซิเจนที่มีน้ำหล่อเย็นลงในเตา เริ่มพ่นออกซิเจนอุณหภูมิในเตาจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงจุดเดือดของเหล็กประมาณ ๑,๖๕๐ เซลเซียส คาร์บอน แมงกานีส และซิลิกา จะได้รับการเติมออกซิเจนกลายเป็นออกไซด์ เมื่อเติมหินปูนและแร่ฟันม้า (feldspar) ลงในเตา เพื่อให้แยกเอาสิ่งเจือปน เช่น ฟอสฟอรัส และกำมะถันออกในรูปของตะกรัน (slag) แล้ว จะเอียงเตาเพื่อนำเหล็กมาทดสอบหาคุณสมบัติเมื่อได้คุณสมบัติตามต้องการจะเทเหล็กออกจากเตา การผลิตเหล็กกล้าจากเตาออกซิเจนใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ ๔๕ นาที ผลิตเหล็กกล้าได้ครั้งละ ๑๘๐-๒๕๐ ตันต่อเตา เหล็ก ๑ ตัน ใช้ออกซิเจนประมาณ ๕๐ ลูกบาศก์เมตร

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้าแบบอินไดเรกต์อาร์ก
การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้าแบบอินไดเรกต์อาร์ก

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้า

เหล็กที่ใช้ทำเหล็กกล้าจากเตาไฟฟ้า มักจะเป็นเศษเหล็กกล้าปนกับเหล็กถลุง บางครั้งอาจใช้เหล็กถลุงที่หลอมละลายจากเตาถลุงแบบพ่นลม เดิมเตาไฟฟ้าเป็นแบบอินไดเรกต์อาร์ก (indirect arc furnace) ความร้อนที่ใช้ในการหลอมละลายได้จากอาร์กที่เกิดขึ้นระหว่างขั้วไฟฟ้าที่ทำด้วยถ่าน (graphite electrode) ขั้วทั้งสองวางอยู่ในแนวราบ เตาชนิดนี้มีประสิทธิภาพต่ำ จึงมีการพัฒนาเตาไฟฟ้าหลอมเหล็กขึ้นใหม่ โดยใช้ขั้วที่ทำด้วยถ่านแกรไฟต์วางอยู่ในแนวดิ่ง และให้เหล็กที่อยู่ในเตาทำหน้าที่เป็นอีกขั้วหนึ่งในขณะที่ทำงานจะต้องให้ขั้วที่เป็นแท่งถ่านอยู่ห่างจากเศษเหล็กหรือผิวของเหล็กที่หลอมละลายพอควร เพื่อที่จะให้เกิดอาร์กพอเหมาะ เตาชนิดหลังนี้เรียกว่า เตาไดเรกต์อาร์ก (direct arc furnace) เป็นเตาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าชนิดแรก ภายในบุด้วยอิฐทนไฟ เตามีความจุ ๑๐๐-๒๗๐ ตัน เจาะเอาเหล็กที่ละลายออกทุก ๆ ๒-๓ ชั่วโมง สำหรับเตาที่เจาะเหล็กซึ่งหลอมละลายออกครั้งละ ๑๑๐ ตัน ต้องใช้พลังไฟฟ้า ๕๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ชั่วโมง

การผลิตเหล็กกล้าจากเตาโอเพนฮาร์ท

เตาโอเพนฮาร์ทมีลักษณะคล้ายกระทะ หรืออ่างเก็บน้ำ ใช้เปลวไฟที่ได้จากการเผาน้ำมันเตา หรือก๊าซบางชนิดพ่นบนผิวหน้าของเหล็กถลุงเหลวที่อยู่ในเตาโดยพ่นเปลวไฟจนเหล็กใกล้จุดเดือด (ใช้เวลา ๖-๗ ชั่วโมง) หลังจากนั้นเติมฟลักซ์ (fluxing agents) แล้วพ่นเปลวไฟต่อไปอีก ๓-๔ ชั่วโมง จึงเทน้ำเหล็กออก รวมเวลาที่ใช้ในการทำเหล็กกล้าประมาณ ๑๐ ชั่วโมง เตาชนิดนี้มีขนาดความจุของเตา ๕๐-๕๐๐ ตัน

ในประเทศไทยยังไม่มีการถลุงเหล็กจากแร่เหล็กเพียงแต่มีโครงการผลิตเหล็กจากแร่เหล็ก โดยวิธีลดออกซิเจนโดยตรง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการหาเงินมาลงทุน การผลิตเหล็กกล้าในประเทศเป็นการนำเศษเหล็กมาหลอมในเตาไฟฟ้า นำเหล็กที่ได้มาทำเหล็กก่อสร้าง เช่น เหล็กที่ใช้เสริมคอนกรีตเป็นเหล็กเส้นกลม หรือเหล็กฉาก

บ้านร้าวแบบไหน ควรย้ายบ้านหนี

บ้านร้าวแบบไหน ควรย้ายบ้านหนี

รอยร้าวของผนังก่อฉาบ สามารถแบ่งประเภทจากสาเหตุของการร้าวได้ 2 ประเภทหลักๆ คือ

1. การร้าวที่เกิดจากเหตุที่การก่อฉาบผนังไม่ดี เช่น การแตกลายงา การแตกร้าวที่มุมวงกบประตูหน้าต่าง ฯลฯ รอยร้าวประเภทนี้สามารถซ่อมได้ไม่ยาก

ร้าวแบบไหน ควรย้ายบ้านหนี
 
2. การร้าวที่เกิดจากเหตุที่โครงสร้างมีปัญหา เช่น คานหัก ฐานรากทรุด การสังเกตุรอยร้าวที่ผนังบ้านอยู่เสมอๆ นับว่าเป็นวิธีดูแลความปลอดภัยแก่คนในบ้านที่จำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม รอยร้าวที่กำแพงเป็นตัวเตือนภัยที่ดี ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาทางโครงสร้างได้ทัน ทำให้ผู้อาศัยในบ้านมีความปลอดภัย รอยร้าวจากโครงสร้าง อาทิ เช่น การร้าวทะแยงเฉียงๆ มักจะเกิดจากฐานรากทรุดตัวไม่เท่ากัน หากรอยร้าวจากกำแพงมีความต่อเนื่องสัมพันกับโครงสร้างอื่นๆ เช่น คานแอ่น พื้นเอียง เสาร้าว ควรปรึกษาวิศวกร ให้หาสาเหตุและทำการแก้ไขเพื่อความปลอดภัยโดยด่วน โดยเฉพาะถ้าเป็นแล้วอาการเป็นมากขึ้น คือรอยร้าวค่อยๆกว้างขึ้นยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องรีบแก้ไขโดยด่วนที่สุด และถ้าจำเป็นอาจต้องรีบย้ายออกรักษาชีวิตไว้ก่อนครับ

ขอบคุณข้อมูลhttp://www.tansomboon.com/

รอยร้าวที่เป็นอันตรายและมีผลกระทบกับโครงสร้าง

รอยร้าวที่เป็นอันตรายและมีผลกระทบกับโครงสร้าง

                 

                      ผมเชื่อว่าเจ้าของบ้านหลายๆ ท่าน ทั้งคนที่ซื้อบ้านใหม่หรือบ้านที่อยู่มานาน น่าจะเคยเห็นหรือสังเกตเห็นรอยร้าวบนผนังบ้านมาบ้างแล้ว แน่นอนเห็นแล้วคงเป็นกังวลเพราะไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบกับโครงสร้าง ความมั่นคงแข็งแรงของตัวบ้าน หรือเป็นแค่รอยแตกลายงาของผนังที่ฉาบไม่ดี  แต่จริงๆเราสามารถสังเกตได้ไม่ยากว่าร้าวแบบไหนถึงอันตรายหรือไม่อันตราย โดยเฉพาะกรณีรอยร้าวบนผังก่ออิฐฉาบปูน

 รอยร้าวที่เป็นอันตรายและมีผลกระทบกับโครงสร้าง

ลักษณะของรอยร้าวจะมีรูปแบบที่ชัดเจน มีขนาดใหญ่ และมีการขยายตัวไปเรื่อยๆ เช่น

1.1 รอยร้าวในดิ่งบริเวณกลางผนัง รอยร้าวลักษณะนี้บอกให้รู้ว่าโครงสร้างคานที่อยู่เหนือผนังมีการแอ่นตัว อาจเนื่องมาจากการออกแบบ การก่อสร้างที่ไม่เหมาะสม หรือเกิดจากการใช้งาน ทำให้คานรับน้ำหนักบรรทุกมากเกิน เช่น วางของหนัก/วางแทงค์น้ำอยู่ข้างบน เป็นต้น โดยคานที่อยู่เหนือผนังจะแอ่นตัว และมากดทับบริเวณกลางผนัง ทำให้ผนังตรงกลางมีรอยร้าวในแนวดิ่งเกิดขึ้น หากโครงสร้างคานแอ่นตัวมาก คานก็จะมีรอยร้าวลักษณะเป็นรูปตัวยูด้วยเช่นกัน ดังแสดงในภาพด้านล่าง

 

 

 

 

1.2 รอยร้าวแนวเฉียงบริเวณกลางผนังถ้าพบรอยร้าวลักษณะนี้ บริเวณกลางผนัง โดยมีลักษณะเฉียงประมาณ 45 องศา และรอยร้าวมีขนาดมองเห็นชัดเจน และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สันนิษฐานได้ว่าฐานรากอาคารมีการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน 

 

 

สำหรับกรณีผนังมีหน้าต่าง ลักษณะรอยร้าวก็จะคล้ายกัน โดยมีลักษณะเฉียง 45 องศา ไปในทิศทางเดียวกัน  ยกเว้น กรณีมุมวงกบประตู หรือหน้าต่างที่มีรอยร้าวเฉียงสั้นๆ ทุกมุมหรือหลายมุม แต่รอยร้าวไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน ลักษณะนี้สาเหตุมาจากการยืดขยายตัวของวงกบประตู หรือต่างอันเนื่องมาจากอุณหภูมิ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อโครงสร้าง

 

 

 

 

หากพบรอยร้าวตามที่กล่าวมา หรือไม่แน่ใจ ควรรีบปรึกษาวิศวกรที่มีความชำนาญเข้าตรวจสอบ อย่าปล่อยไว้เพราะอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ ไว้คราวหน้าเรามาลองดูรอยร้าวบนผนังที่ไม่อันตรายกันบ้างนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.home.co.th

ที่มา : นิตยสาร Home Buyers Guide เดือนมกราคม 2559

 

จะออกแบบห้องนอนอย่างไร? ให้โมเดิร์น

จะออกแบบห้องนอนอย่างไร? ให้โมเดิร์น

 

          หลายๆคนอาจจะมีข้อสงสัยครับว่า จะแต่งห้องยังไงให้ออกมาสไตล์โมเดิร์นที่สุด แต่แล้วความเป็นโมเดิร์นของแต่ละคนก็ไมเหมือนกัน แต่พวกเรา Homebuddy จะมาแนะนำเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆกันให้ฟังนั่นก็คือ ถ้าคิดจะออกแบบห้องนอนให้เป็นสไตล์โมเดิร์นแล้ว การเลือกเฟอร์นิเจอร์กับเครื่องนอนเป็นเรื่องสำคัญมาก เฟอร์นิเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นตู้ เตียงนอน หรือ โต๊ะนั่งเล่น ควรเลือกสไตล์แบบเรียบๆ สีสันไม่ฉูดฉาดมาก ไม่มีลายเยอะมากจนเกินไป เตียงควรเลือกเตียงที่ยกไม่สูงจากพื้นมาก เพราะต้องออกแบบส่วนที่นอนให้ไม่สูงมากครับ ส่วนเครื่องนอนต่างๆไม่ว่าจะเป็นผ้าห่ม หรือ หมอนต่างๆ ควรเลือกสีที่เป็นสีโทนเดียวกัน หรือ ตัดกันให้เข้ากันครับ เช่น ขาว-ดำ น้ำตาล-ขาว เพียงเท่านี้ห้องนอนก็จะดูโมเดิร์นขึ้นมากกว่าเดิม เรื่องสำคัญที่ควรระวังนั่นก็คือ เฟอร์นิเจอร์ควรเลือกใช้ให้น้อยที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นแล้วจะรก จนเกะกะตาเกินไปครับ

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์นผนัง-แบบห้องนอน

Credit:https://www.pinterest.com

ผนังห้องนอนควรเป็นสีโทนเดียว

สำหรับเพื่อนๆที่คิดจะออกแบบห้องนอนด้วยสไตล์โมเดิร์นนั้น ปัจจัยสำคัญหลักๆเลยจะอยู่ที่ผนังของห้อนอนครับ ควรใช้สีโทนเดียว คือ จะขาวก็ขาว จะดำก็ดำ ไม่ควรใช้ลวดลายที่เยอะมากเกินไปจะทำให้ออกไปเป็นแนวแฟนตาซี ถ้าเป็นสีอ่อนก็เป็นสีเดียว หรือ สองสีตัดกัน ถ้าเยอะๆก็จะออกแบบห้องเป็นสีพาสเทลหวานสดใสเกินไป ดังนั้นถ้าเลือกเครื่องนอนเป็นสีดำ ก็ควรใช้ผนังเป็นสีขาว ส่วนการตกแต่งกรอบรูป หรือ รูปภาพก็ไม่ควรเยอะจนเกินไป ติดไว้แค่รูปสองรูปก็พอ เพื่อความสบายตา ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ฮวงจุ้ยของห้องนอนด้วยครับ

แนะนำ 7 ไอเดียห้องนอนสไตล์โมเดิร์น ขาว-ดำ

จะออกแบบห้องให้โมเดิร์นแบบต้นฉบับก็คงเป็นสีโทนขาว-ดำ ครับ เพราะดูเป็นสไตล์ที่เรียบๆง่ายๆ ทำความสะอาดง่าย  ผ่อนคลาย หาซื้อง่าย ทำความสะอาดง่าย ไม่เก่าง่าย ข้อดีมีมากมายเลยล่ะครับ เอาเป็นว่าจะมีไอเดียไหนสวยถูกใจกันบ้าง? ไปดูกันเลยครับ

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น1-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น2-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น3-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น4-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น5-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น6-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น7-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

7  ไอเดียแนะนำห้องนอนสไตล์เรียบหรู ดูแพง

นอกจากไอเดียสีขาว-ดำ แล้ว ความเรียบ ความหรู ก็จะทำให้ห้องนั้นดูโมเดิร์นขึ้นมาได้เหมือนกันครับ แต่ได้ความหรูมา ราคาต่างๆ ก็จะค่อนข้างแพงขึ้นมาเหมือนกัน แต่ถ้าใจรักแบบนี้ก็ทุ่มเท เปย์ให้เต็มที่ สำหรับไอเดียทั้งหมดนี้มันจะดูโมเดิร์นขนาดไหน? เข้ากันแค่ไหน? เราไปติดตามชมไอเดียเหล่านี้ไปพร้อมๆกันเลยครับ

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์หรูดูแพง1-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์หรูดูแพง2-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์หรูดูแพง3-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์หรูดูแพง4-แบบห้องนอน

 

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์หรูดูแพง5-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์หรูดูแพง6-แบบห้องนอน-

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์หรูดูแพง7-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

7 ไอเดียแต่งห้องนอนสไตล์โมเดิร์นวินเทจ ผสมได้ลงตัวสุด

ถ้าหากใครอยากแต่งห้องสไตล์โมเดิร์น แต่ก็ทิ้งแนววินเทจไม่ได้ พวกเรา Homebuddy ก็ได้รวบรวมไอเดียแต่งห้องนอนสไตล์โมเดิร์นผสมวินเทจมาให้ชมกัน ซึ่งต้องบอกเลยว่ามีแต่สวยๆ ทั้งนั้นเลยครับ ถ้าหากว่าพร้อมแล้วเราไปดูกันเลยครับว่า จะมีไอเดียไหนบ้างที่สวยถูกใจเพื่อนๆ

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น&วินเทจ1-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น&วินเทจ2-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น&วินเทจ3-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น&วินเทจ4-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น&วินเทจ5-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น&วินเทจ6-แบบห้องนอน

 

Credit: https://www.pinterest.com

ไอเดียออกแบบห้องนอนสไตล์โมเดิร์น&วินเทจ7-แบบห้องนอน

Credit: https://www.pinterest.com

การออกแบบต่างๆควรมีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าครับ ไม่ว่าจะเป็นหาซื้อเฟอร์นิเจอร์ หาช่างในการทำ อีกทั้งต้องจำลองออกแบบกราฟฟิค หรือ รูปแบบสำหรับห้องนอนเอาไว้ล่วงหน้าก็จะดีมากเลยล่ะครับ เพราะกว่าจะหาสไตล์ที่ใช่ได้จริงๆก็อาจจะต้องลองหลายๆแบบเลยล่ะครับ ผิดๆถูกๆ เดี้ยวก็เจอแบบที่ใช่เอง ก็เป็นอันจบไปแล้วนะครับสำหรับ บทความจะออกแบบห้องนอนอย่างไร? ให้โมเดิร์น Homebuddy มีคำตอบ มีคำแนะนำ และ ไอเดียดีๆมากมายเลยใช่ไหมล่ะครับ ถูกใจกันบ้างไหมเอ่ย ถ้าหากชอบอย่าลืมบอกต่อด้วยการกด Share บทความนี้  อยากให้กำลังใจก็กด Like ให้พวกเราด้วยนะครับ สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่กำลังมองหาไอเดียออกแบบบ้าน รีโนเวท ตกแต่ง รวมถึงไอเดีย โคมไฟ DIY ทุกเรื่องเกี่ยวกับบ้าน สามารถติดตามบทความดีๆมีสาระได้ที่ Homebuddy.in.th สุดท้ายนี้พวกเราต้องขอตัวลาไปก่อนนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า  “Homebuddy สวัสดีครับ”

 

ขอบคุณช้อมูลจากhttps://homebuddy.in.th/how-to-bedroom-modern-style/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า