Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
“ทางรถไฟ” และ “เหล็ก” Archives - Page 2 of 3 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
เหล็กเส้นกลม คืออะไร, ชนิดของเหล็กเส้นกลม

เหล็กเส้นกลม คืออะไร, ชนิดของเหล็กเส้นกลม

ก่อนที่จะรู้ว่าเหล็กกลมคืออะไร เรามาทำความรู้จักกับเหล็กเส้นกันก่อน เหล็กเส้น เหล็กเสริมหรือเป็นที่นิยมเรียกกันว่าเหล็กเส้นก่อสร้าง เป็นอุปกรณ์ที่เป็นหัวใจหลักของงานก่อสร้าง สำคัญมากในการก่อสร้าง เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพิ่มความสามารถในการรับแรงกับโครงสร้าง เช่น งานคอนกรีตเสริมเหล็กหรืองานก่ออิฐทั่วไป

 

เหล็กเส้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

ซึ่งแต่ละประเภทของเหล็กเส้นจะมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

  1. เหล็กเส้นกลม (Round Bars RB)
  2. เหล็กเส้นข้ออ้อย

 

เหล็กเส้นกลม (Round Bars RB) หรือเรียกสั้นๆว่า RB

มาตรฐานเหล็กเส้นกลมของวีซีเอสเอเชียผ่าน ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน มอก.20-2543 หรือ TIS 20-2000 ทั้งหมด เส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นอยู่ที่ 6มม. – 25 มม. และมีความยาวมาตรฐานคือ 10 เมตรและ 12 เมตร เหล็กขนาด 6มม. และ 9มม. มักถูกใช้เป็นเหล็กปลอกในคาน หรือในเสา ส่วนเหล็กขนาด 12มม. ขึ้นไป มักจะถูกใช้ในงาน เหล็กเสริมแกนในงาน  หรือสามารถสั่งดัดพิเศษตามแบบที่ต้องการได้

dsc01684

ชนิดของเหล็กเส้นกลม

  1. เหล็กเส้นกลม แบบพับ
  • RB6 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 6 มม. ความยาว 10 เมตร พับ ภาคตัดขวาง 28.3 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.222 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB9 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 9 มม. ความยาว 10 เมตร พับ ภาคตัดขวาง 63.6 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.499 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB12 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 12 มม. ความยาว 10 เมตร พับ ภาคตัดขวาง 113.1 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.888 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB15 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 15 มม. ความยาว 10 เมตร พับภาคตัดขวาง 176.7 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 1.387 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB19 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 19 มม. ความยาว 10 เมตร พับภาคตัดขวาง 283.5 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 2.226 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB25 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 25 มม. ความยาว 10 เมตร พับภาคตัดขวาง 490.9 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 3.853 กิโลกรัมต่อเมตร

 

  1.  เหล็กเส้นกลมแบบตรง
  • RB6-Straight เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 6 มม. ความยาว 10 เมตร ตรงภาคตัดขวาง 28.3 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.222 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB9-Straight เหล็กเส้นกลม SR-2

4 ขนาด 9 มม. ความยาว 10 เมตร ตรง ภาคตัดขวาง 63.6 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.499 กิโลกรัมต่อเมตร

 

  1. เหล็กเส้นกลมแบบม้วน Bar-in-Coil
  • Coil6 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 6 มม. แบบม้วน 2 ตัน ความยาวม้วนละประมาณ 9,000  เมตร

  • Coil9 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 9 มม. แบบม้วน 2 ตัน ความยาวม้วนละประมาณ 4,000  เมตร

 

  1. เหล็กเส้นกลมชนิดที่ตัดและดัดสำเร็จแล้ว (เหล็กปลอก Stirrup)

สั่งผลิตได้ตามขนาดความยาวที่ต้องการ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก educationbuilding.wordpress.com

เลือกเหล็กให้ถูกต้อง เพื่อบ้านที่แข็งแรง

เลือกเหล็กให้ถูกต้อง เพื่อบ้านที่แข็งแรง

โครงสร้างบ้านคอนกรีตเสริมเหล็ก (คอนกรีตเสริมเหล็ก เรียกโดยย่อว่า ค.ส.ล.) เป็นโครงสร้างที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมาช้านาน ซึ่งใช้ “เหล็กเส้น” เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างประเภทนี้ ใช้ทำส่วนต่างๆของบ้าน ได้แก่ เสา คาน พื้น รวมถึงงานผนังก่ออิฐ โดยหน้าที่ของเหล็กเส้นในโครงสร้าง ค.ส.ล. คือการรับแรงดึง ในขณะที่คอนกรีตทำหน้าที่รับแรงอัดหรือแรงกด ซึ่งนอกจากขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นที่ต่างกันจะส่งผลเรื่องความสามารถ ในการรับแรงดึงของงานโครงสร้างแล้ว ส่วนประกอบทางเคมีในเนื้อเหล็กแต่ละประเภทก็มีผลในการรับแรงเช่นกัน เรียกว่า “ค่ากำลังรับแรงดึง” หรือ “ค่ากำลังรับแรงดึงที่จุดคราก” มีหน่วยเป็น “กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (กก./ ตร.ซม. หรือ ksc) ซึ่งในการที่จะสร้างบ้านควรเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสม และควรเลือกซื้อให้ถูกต้องเพื่อความแข็งแรงของโครงสร้างบ้านและอาคารที่เราอยู่อาศัยเพื่อสิ่งที่เราปลูกสร้างจะได้อยู่กับเราไปนานๆ

เหล็กเส้นมี 2 ประเภท ดังนี้

ประเภทของเหล็กเส้น

1. เหล็กเส้นกลม (Round Bar หรือ RB)

ลักษณะของเหล็กเส้นกลมภายนอกจะมีผิวเรียบเกลี้ยง หน้าตัดกลม ซึ่งที่มีขายกันอยู่ทั่วไปจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 และ 9 มม.
หรือที่ช่างมักเรียกว่า เหล็ก 3 หุน และ เหล็ก 4 หุน ตามลำดับ สำหรับขนาดอื่นได้แก่ 15, 19 และ 20 มม. ต้องสั่งซื้อพิเศษ โดยเหล็กเส้นกลมแต่ละขนาด
จะมีความยาวอยู่ที่ 10 และ 12 เมตร การใช้งานของเหล็กเส้นกลมจะใช้กับโครงสร้างพื้นหล่อกับที่, ครีบ ค.ส.ล. ที่ยื่นจากตัวบ้าน, งานหล่อเคาน์เตอร์
รวมถึงงานเสาเอ็น คานเอ็น (ทับหลัง) ของผนังก่ออิฐ และทำหน้าที่เป็นเหล็กยึดผนังเข้ากับเสาเพื่อป้องกันผนังล้มที่เรียกว่า “เหล็กหนวดกุ้ง”

2. เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar หรือ DB)

ลักษณะของเหล็กข้ออ้อย คือเหล็กเส้นกลมที่มีบั้ง หรือครีบเป็นปล้อง ๆ ตลอดทั้งเส้น โดยครีบหรือปล้องจะมีลักษณะต่าง ๆ ตามผู้ผลิตแต่ละราย
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่มีขายโดยทั่วไปคือ 12 และ 16 มม. สำหรับขนาดอื่นได้แก่ 10, 20, 25 และ 28 มม. ต้องสั่งซื้อพิเศษ โดยเหล็กข้ออ้อยแต่ละขนาด
จะมีความยาวอยู่ที่ 10 และ 12 เมตรเช่นเดียวกับเหล็กเส้นกลม เหล็กข้ออ้อยนั้นจะถูกเลือกใช้ในงานโครงสร้างหลักประเภท เสา, คาน, บันได, ผนังรับน้ำหนัก
รวมถึงบ่อ หรือสระน้ำต่าง ๆ เพราะมีค่ากำลังรับแรงดึงมากกว่าเหล็กกลม และด้วยพื้นผิวที่ไม่เรียบจึงช่วยยึดเกาะกับเนื้อคอนกรีตได้ดีกว่า

วิธีอ่านค่ากำลังรับแรงดึงที่จุดคราก

วิธีการค่ากำลังรับแรงดึงที่จุดครากของเหล็กกลมจะระบุเป็น SR (Steel Round Bar) และเหล็กข้ออ้อยจะระบุเป็น SD (Standard Deformed Bar)
แล้วตามด้วยตัวเลขที่บ่งบอกค่ากำลังรับแรงดึง เช่น SR24 หมายถึง เหล็กกลมที่มีกำลังรับแรงดึงที่จุดครากไม่น้อยกว่า 2,400 ksc หรือ SD30 หมายถึง เหล็กข้ออ้อย
ที่มีกำลังรับแรงดึงที่จุดครากไม่น้อยกว่า 3,000 ksc เป็นต้น ดังนั้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเท่ากัน อาจมีค่ากำลังรับแรงดึงต่างกันได้ เช่น เหล็กข้ออ้อย 12 มม.
จะมีทั้ง SD30, SD40 และ SD50 เป็นต้น และในทางกลับกันเหล็กเส้นที่มีกำลังรับแรงดึงเดียวกัน ก็จะมีเหล็กที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ต่างกันได้ เช่น
เหล็กข้ออ้อย SD30 ที่เส้นผ่านศูนย์กลาง 12, 16, 20 และ 25 มม. เป็นต้น

มาตรฐานของเหล็กเส้น

นอกจากเลือกเหล็กเส้นจากค่ากำลังรับแรงดึงแล้ว เรายังต้องดูอีกว่ามาตรฐานของเหล็กเส้นที่นำมาใช้นั้น มีคุณภาพหรือไม่เพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน
โดยมาตรฐานของเหล็กเส้นมี 2 ประเภท คือ
1. เหล็กเต็ม หรือ เหล็กโรงใหญ่ หมายถึงเหล็กที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง และน้ำหนักของเหล็กได้มาตรฐาน มอก.
2. เหล็กเบา หรือ เหล็กโรงเล็ก เป็นเหล็กที่ผลิตให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางและน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน มอก. มักเป็นเหล็กรีดซ้ำ (นำเศษเหล็กที่ใช้งานแล้ว
หรือเศษเหล็กเสียสภาพมารีดใหม่อีกครั้ง) เหล็กเบาจะมีราคาต่ำกว่าเหล็กเต็มประมาณ 40 สตางค์ – 1 บาทต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่อาจก่อให้เกิดอันตราย
เพราะอาจจะไม่สามารถรับน้ำหนักตามที่แบบกำหนดไว้ได้ เพราะแท้จริงแล้ว เหล็กเบาเหมาะกับงานหล่อที่ไม่เน้นเรื่องการรับน้ำหนัก หรือ ในส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก เท่านั้น
เช่น ใช้เป็นเหล็กหนวดกุ้ง ใช้เป็นเหล็กเสริมสำหรับหล่อเคาน์เตอร์ครัว เป็นต้น

ที่มา : scgbuildingmaterials.com

วิธีขจัดและป้องกันการเกิดสนิม   (การรู้จักชนิดของสนิมช่วยบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดสนิมได้ )

วิธีขจัดและป้องกันการเกิดสนิม (การรู้จักชนิดของสนิมช่วยบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดสนิมได้ )

สนิมเกิดจาก 1 ใน 3 ประการนี้

1. กระบวนการที่เกี่ยวข้อง

          ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนในการทำความสะอาดกระบวนการผลิต เช่น การทำงานที่ต้องผ่านทั้งความเย็น ความร้อน การตัดโลหะ ล้วนเป็นส่วนสำคัญของการเกิดสนิมทั้งสิ้น ปัญหาดังกล่าวมักเกิดขึ้นภายในโรงงานผลิต ก่อนที่จะมีการบรรจุหรือส่งออก ดังนั้นการควบคุมกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันสนิม

 

2. บรรจุภัณฑ์ที่ห่อหุ้ม 

ประเภทของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้บรรจุชิ้นส่วนโลหะมีความสำคัญ เช่น กระดาษลูกฟูกสามารถเก็บความชื้น ทำให้เกิดสนิมได้ บางครั้งการแก้ไขปัญหาสนิมในบางบริษัท อาจมองว่าการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น จะช่วยลดการเกิดสนิม ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ยิ่งบรรจุภัณฑ์ยิ่งเพิ่ม ก็ยิ่งมีส่วนให้เกิดปัญหาสนิมมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราควรเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับชิ้นงาน เพื่อลดต้นทุนที่จะเกิดขึ้น

 

3. สิ่งแวดล้อม

ในขณะที่สภาพอากาศเป็นปัจจัยที่ชัดเจนที่สุด อุณหภูมิความชื้น หรือแม้กระทั่งสารปนเปื้อนในอากาศ ก็มีผลต่อการเกิดสนิมทั้งสิ้น

 

 

 การรู้จักชนิดของสนิมช่วยบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดสนิมได้

ลำดับแรกเราต้องมารู้จักสนิม (rust) กันก่อน

สนิมเป็นโลหะส่วนที่มีการเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เนื่องจากได้รับปฎิกิริยาเคมี ที่มีอากาศ น้ำ หรือความร้อน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คุณสมบัติของโลหะแตกต่างไปจากเดิม เช่น สีเปลี่ยนไป ความแข็งแรงของโลหะลดลง ทำให้เกิดการผุกร่อน เป็นต้น

 

สนิมสีแดง (ปริมาณออกซิเจนสูง+น้ำสูง)

เกิดจากการที่โลหะ เกิดปฎิกิริยาเคมีกับน้ำ (ปฎิกิริยาออกซิเดชั่น) เหล็กจะสูญเสียอิเล็กตรอนและไปรวมตัวกับออกซิเจน เกิดเป็นเหล็กออกไซด์ที่มีสีแดง อาจรวมกับสารปนเปื้อนจากชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะเกาะอยู่บนพื้นผิวของโลหะ โดยการกระทำหลักๆ เกิดจากออกซิเจนในน้ำ และในชั้นบรรยากาศ สนิมสีแดงมีการกัดกร่อนสม่ำเสมอ และเป็นสนิมที่อ่อนตัวมาก จึงสามารถหลุดออกง่ายกว่าสนิมชนิดอื่นๆ

     สนิมสีเหลือง (ปริมาณความชื้นสูง)

เกิดจากเหล็กออกไซด์ที่สามารถละลายได้ (solvated rust) เป็นผลทำให้เกิดสนิมสีเหลือง สามารถพบเจอบริเวณที่มีน้ำเดือดพลุกพล่าน อาจพบได้ไม่บ่อยนัก สนิมสีเหลืองเป็นผลมาจากความชื้นที่สูงมาก

      สนิมสีน้ำตาล (ปริมาณออกซิเจนสูง+ความชื้นต่ำ)

บริเวณที่มีออกซิเจนสูง และมีความชื้นต่ำ จะทำให้เกิดสนิมสีน้ำตาล สนิมสีน้ำตาลเป็นสนิมแห้งกว่าสนิมที่กล่าวมาทั้งหมด เกิดขึ้นมากในบรรยากาศที่มีน้ำและออกซิเจน มีลักษณะเป็นเปลือกสีน้ำตาลแดงบนพื้นผิวของโลหะ สนิมสีน้ำตาลบางครั้งก็เป็นสนิมที่ปรากฏเป็นจุดไม่สม่ำเสมอ หรือเกิดเฉพาะที่ อาจเป็นผลของการปนเปื้อนบนพื้นผิวของโลหะที่มักมาจากกระบวนการผลิต

     สนิมสีดำ (ออกซิเจนถูกจำกัด)

สนิมจากเหล็กที่มีออกซิเจนและความชื้นต่ำ ทำให้เกิดสนิมสีดำ ซึ่งเป็นผลมาจากการออกซิเดชันในสภาพแวดล้อม
ที่มีออกซิเจนต่ำ มีลักษณะเป็นคราบดำ ส่วนใหญ่พื้นที่ที่เกิดสนิมสีดำมักมีสิ่งที่ปกคลุมพวกเขาไว้ จึงป้องกันไม่ให้ออกซิเจนเข้าถึงพื้นผิว สนิมชนิด
นี้เป็นชั้นของสนิมที่มีความเสถียรภาพมาก และแพร่กระจายได้ช้ากว่าสนิมชนิดอื่น ๆ

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์wealthyshine.com/
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดสนิมเหล็ก เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดสนิมเหล็ก เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น

หากจะพูดถึงปัญหาหลักๆ ของงานโครงเหล็กทุกอย่าง คงหนีไปพ้นเรื่องการเกิดสนิม สนิมกินรั้วหรือวัสดุที่เป็นเหล็ก ถือเป็นเรื่องอมตะทุกยุคทุกสมัยของเหล็ก แม้ว่าจะทาสีที่มีสารป้องกันสนิมไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อผ่านกาลเวลาเมื่อสีลอกหรือหลุดร่อนก็ถึงคราวของสนิมที่จะมาเกาะกิน ดังนั้นเมื่อใดที่เราสังเกตเห็นสนิมแล้วละก็ ให้รีบกำจัดออกไปเสีย ก่อนที่เจ้าสนิมจะกัดกินไปเรื่อยๆ จดหมดผุกร่อน หมดสภาพ

โซ่เหล็ก ที่โดนสนิมกิน

เหล็กรูปพรรณในบ้านเราในรูปแบบต่างๆ มีให้ทางผู้บริโภคได้เลือกใช้ตามความเหมาะสม ซึ่งมีทั้งเหล็กที่ผลิตในไทย และที่ผลิตจากเมืองนอกตามค่าของใบเซอร์ต่างๆ ที่มี ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานญี่ปุ่น JIS หรือมาตรฐานอเมริกา ASTM ส่วนมาตรฐานของไทยคือ มอก.

มาตรฐานของเหล็กนานาชาติ

ซึ่งเหล็กต่างๆ จะมีการผสมที่แตกต่างกันเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่ที่จะพูดถึงนี้ก็คือ การยืดอายุการใช้งานของเหล็ก กล่าวคือ

 

ทาสีกันสนิมพลายเมอร์เรทออกไซด์ จะเป็นสีกันสนิมสีแดงและสีเทาที่เราพบเห็นกันได้บ่อยในบ้านเรา ซึ่งกรรมวิธีในการทำก็คือจะเอามาผสมกับส่วนผสมต่างๆ เช่น ทินเนอร์ หรือน้ำมันสน (ข้อควรระวัง : หากใช้สีกันสนิมชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรเลือกใช้ทั้งสีกันสนิมและสีจริง ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีเหมือนหนังเหี่ยวย่นได้ ทำให้เกิดความไม่สวยงามและส่งงานไม่ผ่านกับลูกค้า)

 

ซึ่งเหล็กต่างๆ จะมีการผสมที่แตกต่างกันเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่ที่จะพูดถึงนี้ก็คือ การยืดอายุการใช้งานของเหล็ก กล่าวคือ

 

เราใช้สีกันสนิม คุณภาพสูงยิ่ง

ทาสีกันสนิมพลายเมอร์เรทออกไซด์ จะเป็นสีกันสนิมสีแดงและสีเทาที่เราพบเห็นกันได้บ่อยในบ้านเรา ซึ่งกรรมวิธีในการทำก็คือจะเอามาผสมกับส่วนผสมต่างๆ เช่น ทินเนอร์ หรือน้ำมันสน (ข้อควรระวัง : หากใช้สีกันสนิมชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรเลือกใช้ทั้งสีกันสนิมและสีจริง ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีเหมือนหนังเหี่ยวย่นได้ ทำให้เกิดความไม่สวยงามและส่งงานไม่ผ่านกับลูกค้า)

 

เราใช้อัตราส่วนที่เหมาะสม อย่างชำนาญกว่า

เช็คดูส่วนผสมข้างกระป๋องทั้งสีและน้ำมัน ว่าควรจะใช้เพื่อให้เข้ากันในอัตราส่วนเท่าไหร่บ้าง จากนั้นเราจะมีวัสดุที่ใช้ในการกระทำลงบนชิ้นงาน ซึ่งมีอยู่สองอย่างที่นิยมใช้ในบ้านเรา คือ การพ่นโดยใช้กา ซึ่งอาจจะใช้เครื่องหรือใช้คนก็ได้เช่นกัน

พ่นสี กันสนิม ให้แก่เหล็ก อย่างมีคุณภาพ

 

การทาสีอย่างมืออาชีพ ไม่เกิดปัญหาตามมา

การทาโดยใช้แปลงหรือลูกกลิ้งทาสี เป็นวิธีนึงที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งจะต้องมีทักษะฝีมือในการทำงานทั้งสองขั้นตอนนี้

ใช้ แปรงทาสี อย่างปราณีต

 

ในอะไหล่ Australian Style ทางบริษัทเราใช้เพลาและฉากรับม้วนเคลือบด้วยกัลวาไนซ์อย่างดี ซึ่งทนต่อการเกิดสนิทได้มากกว่า สนิมนั้นเกิดขึ้นง่ายแต่ก็ดูแลไม่ยากที่จะป้องกันไม่ให้เกิดสนิม คุณผู้อ่านอาจจะนำไปใช้ประโยชน์กับตัวเองได้จริง ทั้งเจ้าของบ้านที่มีรั้วเหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกิดสนิม ก็สามารถลองนำไปใช้งานดูได้นะครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์https://.dusitshutter.com/

สนิมเหล็กเกิดจากอะไร

สนิมเหล็กเกิดจากอะไร

ปัญหาเรื่องสนิมกินรั้วหรือวัสดุที่เป็นเหล็ก ถือเป็นเรื่องอมตะทุกยุคทุกสมัยของเหล็ก แม้ว่าจะทาสีที่มีสารป้องกันสนิมไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อผ่านกาลเวลาเมื่อสีลอกหรือหลุดร่อนก็ถึงคราวของสนิมที่จะมาเกาะกิน ดังนั้นเมื่อใดที่เราสังเกตเห็นสนิมแล้วละก็ ให้รีบกำจัดออกไปเสีย ก่อนที่เจ้าสนิมจะกัดกินไปเรื่อยๆ จดหมดผุกร่อน หมดสภาพ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสนิมกันเถอะ
 img_0585

สนิม (rust) เป็นโลหะส่วนที่มีการเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เนื่องจากได้รับปฏิกิริยาเคมีที่มีอากาศ น้ำ หรือความร้อนเป็นตัวการสำคัญทำให้โลหะมีคุณสมบัติแตกต่างไปจากเดิม เช่น สีที่เปลี่ยนไป มีความแข็งแรงลดลง และทำให้เกิดการผุกร่อน   ตัวอย่างที่เราพบเห็นอยู่บ่อยๆ ได้แก่ เหล็ก

 

ปัจจัยในการเกิดสนิมในเหล็กกล้า

เนื่องจากเหล็กเป็นวัสดุนำไฟฟ้าอยู่แล้ว ยังมีสามปัจจัยที่เหลือคือ

  • ขั้วบวก
  • ขั้วลบ
  • สารอีเลคโทรไลท์ ซึ่งสื่อนำประจุไฟฟ้า เช่น ออกซิเยน และ ความชื้น

โดยมีสูตรทางเคมีดังนี้

Fe + H2O + O2 =  Fe2O3H2O

(เหล็ก+น้ำ+ออกซิเยนต์=สนิม)

อธิบายง่ายๆว่า สนิม คือผลลัพ ของกระบวนการทางเคมีและไฟฟ้าระหว่างเหล็กและสิ่งแวดล้อม เมื่อผิวเหล็ก ความชื้น และ ออกซิเยนต์ ได้มาบรรจบกัน

 

ปฏิกิริยาออกซิเดชันเกิดขึ้นเมื่อพื้นผิวส่วนหนึ่งของเหล็กทำหน้าที่เป็นแอโนด ดังสมการ

Fe(s)   Fe2+(aq) + 2e

ออกซิเจนถูกรีดิวซ์ที่ผิวอีกส่วนหนึ่งของเหล็กซึ่งทำหน้าที่เป็นแคโทด เมื่อมีน้ำอยู่ด้วย ดังสมการ

2O2 (g) + 4H2O(l) + 8e   8OH(aq)

และมีปฏิกิริยาต่อเนื่องต่อไปคือ

4Fe2+(aq) + 8OH(aq)   4Fe(OH)2 (aq)

4Fe(OH)2 (aq) + O2 (g)   2Fe2O3.2H2O(s) + H2O(l)

Fe2O3.2H2O คือสนิมเหล็ก

 

ประเภทของสนิม

1. สนิมทั่วไป

a. Flash rust (เกิดบนผิวเหล็กเปลือย)

b. Brush rust (เกิดบนผิวเหล็กที่มีการทาสีแล้ว)

2. สนิม Galvanic

เมื่อโลหะสองชนิดสัมผัสกัน โลหะที่ไวต่อการเกิดสนิมมากกว่า ซึ่งจะมีประจุเป็นลบ (anode) จะขึ้นสนิมก่อนโลหะที่มีประจุเป็นบวก (cathode)

3. สนิมหลุม

เมื่อเกิดสนิมปริมาณมากรวมอยู่ในพื้นที่แคบ

4. สนิมตามรอยแยก

เมื่อเกิดสนิมขึ้นในช่องแคบระหว่าง ชิ้นส่วนเล็กๆ เช่นระหว่าง เกลียวกับหัวหมุด

วิธีการป้องกันเหล็กไม่ให้เกิดสนิมมีอยู่หลายวิธี เช่น การเคลือบผิวเหล็ก เพื่อป้องกันมิให้เนื้อเหล็กสัมผัสกับน้ำและอากาศโดยตรง อาจทำได้หลายวิธี เช่น การทาสี การชุบด้วยโลหะ อาทิ ดีบุก สังกะสี วิธีนี้มักใช้กับชิ้นงานขนาดเล็กหรือกลาง อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของวิธีนี้คือ ผิวเคลือบชนิดนี้ สามารถหลุดออกได้ง่าย ทั้งทางกายภาพและเคมีซึ่งจะทำให้เนื้อเหล็กมีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศและเกิดสนิมขึ้น ยิ่งกว่านั้นผิวเคลือบบางชนิด เช่น ดีบุก ยังสามารถเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเกิดสนิมให้เร็วขึ้นอีกด้วย

วิธีต่อมาคือการทำเป็นเหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel) โดยการเติมธาตุอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดชั้นฟิล์มบางๆ ขึ้นบนผิวเหล็ก เช่น โครเมียม นิกเกิล ธาตุเหล่านี้จะสร้างฟิล์มบางๆ ที่ติดแน่นบนผิวเหล็ก ช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อเหล็กสัมผัสกับบรรยากาศโดยตรง ผิวเคลือบชนิดนี้มีความคงทนทั้งทางกายภาพและเคมี เหล็กกล้าไร้สนิมมีหลายเกรด แต่ละเกรดก็จะมีส่วนผสมที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานแต่ละประเภท

ส่วนวิธีสุดท้ายคือ การใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อให้เหล็กมีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่าบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจะทำให้เหล็กไม่เกิดการสูญเสียอิเลกตรอนและกลายเป็นสนิม วิธีนี้สามารถป้องกันการเกิดสนิมได้ในทุกสภาพแวดล้อม แต่มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องอาศัยแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้าซึ่งไม่สะดวกกับการโยกย้ายไปมา จึงเหมาะสมสำหรับโครงสร้างใหญ่ๆ ที่ต้องใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดสนิมอย่างรุนแรง เช่น ท่อที่ฝังอยู่ใต้ดิน ท่อส่งน้ำมันใต้ทะเล เป็นต้น

แม้ปัจจุบันจะมีสารเคลือบสนิมแต่ก็ยังคงต้องหมั่นดูแลบ้านและเครื่องมือต่างๆที่เป็นเหล็กปราศจากสนิม ให้สามารถใช้งานได้ดีต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก https://scimath.org/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า