โดย saweang | ส.ค. 3, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
โครงสร้างเสาไวด์แฟรงค์ (Wide Flange Steel) สำหรับสร้างโกง สร้างโรงงาน ขนาดใหญ่ดัง
เนื่องจากเราเป็นการสร้างโกดัง ในระบบ โกดังสำเร็จรูป ทำให้ เราจะทำการออกแบบ และผลิตโครงสร้างเสา ที่โรงงานทำให้เราสามารถที่จะควบคุมคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐานวิศวกรรม ทั้งเรื่องการตัด การเชื่อม อีกทั้งยังทำให้เราสามารถใช้วัตถุดิบได้ตามต้นทุนที่เราออกแบบ ทำให้ลูกค้าได้งานที่ดีและราคาถูกการนำไปใช้งาน

เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange Steel) เหมาะสำหรับงานโครงสร้าง ก่อสร้างโรงงาน สร้างโกดังขนาดใหญ่ และงานเชื่อม เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange Steel) จะมีชื่อเรียกคล้ายกับเหล็กเอชบีม คือ ตัวเฮช เหล็กเสา เหล็กปีก เสาบีม โดยเหล็กไวด์แฟรงค์ จัดเป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 1227-2539 แบ่งเป็น Grade SS400, SS490, SS540, SM400, SM490, SM520 มีความยาวให้เลือกตั้งแต่ 1 เมตร, 6 เมตร, 9 เมตร และ 12 เมตร มีลักษณะรูปทรงที่คล้ายกับเหล็กเอชบีม และเหล็กไอบีม แต่เหล็กไวด์แฟรงค์ จะมีความกว้างของแผ่นตรงกลาง มากกว่าปีกทั้ง 2 ข้าง และมีขนาดบางกว่า แต่ยังคงความแข็งแรง ทนทาน สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี

การนำไปใช้งาน เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange Steel) เหมาะสำหรับงานโครงสร้าง ก่อสร้างอาคาร โรงงานขนาดใหญ่ และงานเชื่อม
ขนาดเหล็กไวด์แฟรงค์
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 150 x 75 x 5 x 7 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 84.00 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 148 x 100 x 6 x 9 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 126.60 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 200 x 100 x 5.5 x 8 มม.X 6 ม. น้ำหนัก 127.80 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 194 x 150 x 6 x 9 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 183.60 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 250 x 125 x 6 x 9 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 177.60 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 300 x 150 x 6.5 x 9 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 220.20 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 244 x 175 x 7 x 11 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 264.60 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 350 x 175 x 7 x 11 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 297.60 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 294 x 200 x 8 x 12 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 340.80 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 400 x 200 x 8 x 13 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 396.00 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 450 x 200 x 9 x 14 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 456.00 กก./เส้น
เหล็กไวด์แฟรงค์ ขนาด 500 x 200 x 10 x 16 มม. X 6 ม. น้ำหนัก 537.60 กก./เส้น

เหล็ก เอชบีม เฮชบีม H-beam ไวด์แฟรงค์ Wide Flange ไอบีม I-beam ต่างกันอย่างไร? เหล็กทั้ง 2 หน้าตัดนี้ มีข้อแตกต่างกันอยู่ 2 ด้าน คือ
1 ด้านการนำไปใช้งาน
เหล็กเอชบีม H-beam ไวด์แฟรงค์ Wide Flange และ จะนำไปใช้ในงานก่อสร้างอาคาร เป็นชิ้นส่วนของ เสา คาน โครงหลังคา ฯลฯ เหล็กไอบีม I-beam จะนิยมนำไปทำรางเคน Crane Girder ที่ไว้ใช้ยกของที่มีน้ำหนักมาก
2 ด้านลักษณะรูปร่าง
จุดแตกต่างของเหล็กทั้ง 2 หน้าตัด คือ ปีก Flange ทั้งบนและล่างของเหล็ก H-beam จะเป็นแผ่นเรียบหนาเท่ากันตลอด เป็นรูปตัว H เท่ากันทั้งปีกและส่วนเสา ส่วนเหล็กเสาไวด์แฟรงค์ Wide Flange จะ มีความหนาเท่ากันตลอดเช่นกัน แต่ส่วนปีก จะมีความกว้างไม่เท่ากับความกว้างเสา ส่วนของเหล็กไอบีม I-beam ทั้งปีกบนและล่างจะเป็นแผ่นเอียง หรือ Taper Flange ซึ่งขนาดหน้าตัดเหล็กที่เท่ากัน I-beam จะมีน้ำหนักต่อเมตรสูงกว่า H-beam เนื่องจากเหล็ก I-beam จะมีความหนาของเหล็กมากกว่าเพื่อรองรับแรงกระแทก และการเคลื่อนที่จากรางเครน
โดย saweang | ก.ค. 23, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเหล็กหรือบ้านปูนย่อมมีเสน่ห์ในตัวเอง แต่มีหลายคนยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับการก่อสร้างว่าควรจะเลือกใช้โครงสร้างชนิดใดดีระหว่างโครงสร้างเหล็กที่สามารถก่อสร้างได้รวดเร็วหรือโครงสร้างคอนกรีตที่มีการก่อสร้างอยู่ทั่วไป ซึ่งการเลือกใช้เหล็กหรือคอนกรีตในการสร้างอาคารนั้น นอกจากเรื่องของความชอบส่วนตัวแล้ว ยังมีข้อพิจารณาอื่นๆ อีก เพื่อให้ชนิดของโครงสร้างที่ใช้เหมาะกับอาคารและฟังก์ชั่นภายในอาคารให้มากที่สุด
1. โครงสร้างช่วงพาดกว้าง (Long span)
หากคุณต้องการ Space ภายในอาคารที่สามารถสร้างความต่อเนื่องสำหรับกิจกรรมต่างๆ ได้ เช่น โถงสำหรับจัดนิทรรศการหรือบ้านที่มีแปลนแบบ open plan การเลือกใช้โครงสร้างเหล็กจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการเรื่องของการใช้พื้นที่ได้ดีกว่าโครงสร้างคอนกรีต เนื่องโครงสร้างเหล็กสามารถก่อสร้างให้มีช่วงพาดระหว่างเสาได้กว้างกว่าโครงสร้างคอนกรีตได้หลายเท่าโดยคานจะมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปและอาจจะไม่ต้องมีเสามาคั่นกลางเพื่อรับน้ำหนัก

2. โครงสร้างยื่นจากตัวอาคาร (Cantilever structure)
หนึ่งในเสน่ห์ของงานสถาปัตยกรรมคือรูปทรงของอาคาร บ่อยครั้งที่โครงสร้างอาคารจำเป็นต้องยื่นออกไปจากเสาที่รับน้ำหนักไปมากเพื่อให้ห้องเหมือนลอยอยู่ในอากาศ ทำให้โครงสร้างในส่วนนี้จำเป็นต้องใช้โครงสร้างยื่น (Cantilever structure) ที่ทำจากเหล็กเพราะด้วยคุณสมบัติที่เบาและแข็งแรงจึงทำให้เหมาะสำหรับทำโครงสร้างอาคารที่มีดีไซน์ได้ง่ายหรือสะดวกกว่าทำด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

3. ขนาดของโครงสร้าง
นอกจากข้อดีของโครงสร้างเหล็กในด้านการรับแรงสั่นสะเทือนแล้ว อาคารที่มีเสาเป็นโครงสร้างเหล็กโดยทั่วไปจะสามารถรับแรงได้มากกว่าโครงสร้างคอนกรีตในกรณีที่เสานั้นๆมีขนาดที่เท่ากัน ซึ่งในทางกลับกัน เสาที่จะใช้หากเป็นเสาเหล็กรูปพรรณรีดร้อนก็มีโอกาสจะได้เสาที่มีขนาดที่เล็กกว่าเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก เนื่องจากกำลังรับแรงของตัววัสดุนั่นเอง

4. ความรวดเร็วในการก่อสร้าง
โครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อนสามารถก่อสร้างได้เร็วกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กโดยประมาณ 2 – 3 เท่า เหมาะกับการก่อสร้างที่มีเรื่องเวลาเข้ามาเป็นปัจจัยหรืออาคารสาธารณะที่มีเรื่องขอระยะเวลาในการเช่าที่ดิน เนื่องจากโครงสร้างเหล็กสามารถติดตั้งและรื้อถอนง่าย ใช้แรงงานน้อยเพราะมีขั้นตอนในการใช้เครื่องจักรมาทำงานแทนแรงงานคน จึงใช้เวลาก่อสร้างเร็วขึ้น
5. จำนวนแรงงานช่าง
การก่อสร้างอาคารแต่ละหลังนั้น การเลือกใช้ชนิดของโครงสร้างมีผลโดยตรงต่อจำนวนแรงงานที่ใช้ เนื่องจากหากคุณเลือกสร้างอาคารด้วยโครงสร้างคอนกรีตอาจต้องเสียงบประมาณเรื่องค่าแรงงานมากกว่าการก่อสร้างด้วยโครงสร้างเหล็ก เนื่องจากโครงสร้างคอนกรีตมีขั้นตอนการก่อสร้างมากกว่า ทำให้ต้องใช้จำนวนของช่างมากกว่านั่นเอง ดังนั้นการเลือกใช้โครงสร้างเหล็กจึงทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ ยิ่งถ้าได้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญงานเหล็กก็จะทำให้งานดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพเรียบร้อย
6. ความแข็งแรงต้านทานภัยธรรมชาติ
สถานการณ์แผ่นดินไหวเริ่มใกล้ตัวเรามากกว่าอดีตที่ผ่านมา โครงสร้างที่สามารถออกแบบให้เหมาะและง่ายต่อการก่อสร้างและสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้ดีคือโครงสร้างเหล็กรูปพรรณรีดร้อน เนื่องจากเหล็กรูปพรรณรีดร้อนมีความยืดหยุ่นและรับการบิดได้มากกว่าโครงสร้างคอนกรีต เช่นสะพานเหล็กและสะพานแขวนต่างๆ ที่เวลาถูกพายุหรือเกิดแผ่นดินไหว ถึงจะมีแกว่งตัวก็ยังคืนตัวและแข็งแรงดังเดิม

7. มลพิษที่เกิดจากการก่อสร้าง
งานก่อสร้างคอนกรีตถือเป็นการก่อสร้างแบบระบบเปียก หรือ Wet Process เนื่องจากในกระบวนการจะมีเรื่องของน้ำปูน ฝุ่นผงและเศษปูนที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการ บ่อยครั้งที่พบปัญหามลพิษที่กระทบพื้นที่รอบข้าง ส่วนงานเหล็กรูปพรรณรีดร้อนนั้นถือเป็นงานระบบแห้ง หรือ Dry Process ทำให้มีมลพิษที่เกิดจากการก่อสร้างน้อยจึงลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพและรบกวนบริเวณรอบพื้นที่ก่อสร้างได้ดีกว่า

8. การตรวจเช็คคุณภาพโครงสร้าง
งานเหล็กรูปพรรณรีดร้อนสามารถตรวจเช็คคุณภาพงานได้ง่ายกว่าเพราะปราศจากสิ่งที่ปกคลุม อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบคุณภาพของเหล็กได้ตั้งแต่โรงงานที่ผลิต โดยเฉพาะงานโครงสร้างเหล็กที่เป็นชิ้นส่วนประกอบมาจากโรงงานยิ่งสามารถไว้ใจและตรวจสอบคุณภาพได้ง่ายกว่างานโครงสร้างคอนกรีต ที่ต้องมีการตรวจสอบ สัดส่วนการผสมคอนกรีตในงานลักษณะต่างๆให้เหมาะสม และมีโอกาสไม่ได้มาตรฐานมากกว่างานเหล็ก
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.hbeamconnect.com
โดย saweang | พ.ค. 29, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
บ้านโครงสร้างเหล็ก เหมาะสำหรับสร้างบ้านหรือไม่ ข้อดี-ข้อเสีย ลองมาอ่านข้อมูลกันครับ
เราอาจจะคุ้นเคยกับการสร้างบ้านด้วยโครงสร้างคอนกรีตมาตลอดชีวิต ซึ่งเป็นการก่อสร้างที่ใช้เวลานานและใช้แรงงานจำนวนมาก ราวกับเป็นการก่อสร้างแบบผูกขาด ทั้งที่จริงโครงสร้างรูปแบบอื่นสามารถก่อสร้างบ้านได้เช่นกัน วันนี้คอนเทล โฮม จึงขอนำเสนอเรื่องราวของการสร้างบ้านอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นก็คือ บ้านโครงสร้างเหล็ก

บ้านโครงสร้างเหล็กเป็นหนึ่งในทางเลือกของการสร้างบ้าน ซึ่งได้รับความนิยมแพร่หลายในต่างประเทศ เพราะความแข็งแรงและความรวดเร็วในการก่อสร้าง ทำให้บ้านโครงสร้างเหล็กเป็นทางเลือกในการก่อสร้างที่คุ้มค่า อีกทั้งคุณสมบัติโครงสร้างเหล็กยังเหนือกว่าวัสดุอื่น จึงสรุปข้อดีของบ้านโครงสร้างเหล็กได้ดังนี้
– ให้กำลังสูง โครงสร้างเหล็กจึงมีน้ำหนักเบากว่าโครงสร้างที่ทำด้วยวัสดุอื่น ช่วยลดการใช้เสาเข็ม
– ใช้แรงงานจำนวนน้อย เพราะขั้นตอนการทำงานที่ลดลง
– ช่วยลดเวลาก่อสร้างได้เป็นอย่างดี ซึ่งค่าแรงก็จะลดตามมา
– เป็นโครงสร้างที่รองรับการออกแบบสไตล์โมเดิร์น แปลกใหม่ได้ดี
– โครงสร้างเหล็กมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับการรับแรงจากแผ่นดินไหวหรือแรงกระแทก
– ทนทาน สามารถรับน้ำหนักได้มาก
– เหมาะสำหรับการก่อสร้างในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด เพราะสะดวกในการขนส่ง
– หน้าไซต์งานก่อสร้างสะอาด เรียบร้อย และยังช่วยลดวัสดุเหลือทิ้งอีกด้วย
– สามารถต่อเติมได้ในภายหลัง

ในส่วนข้อจำกัดของโครงสร้างเหล็กก็มีเช่นกัน ได้แก่
– มีราคาสูงกว่าโครงสร้างจากวัสดุอื่น ทำให้ราคาบ้านแพงกว่าบ้านทั่วไป
– ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง หากเกิดสนิม
– ขาดบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างบ้านโครงสร้างเหล็ก ผู้รับสร้างบ้านส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับการใช้โครงสร้างคอนกรีต
จะเห็นได้ว่าภาพรวมของบ้านโครงสร้างเหล็กนั้น หากมองในเรื่องราคาก็ยังสูงกว่าโครงสร้างวัสดุอื่นพอสมควร แต่ถ้ามองถึงอนาคตจะพบว่าบ้านโครงสร้างเหล็กสามารถลดปัญหาในการก่อสร้างได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และค่าแรงงานที่ปรับขึ้นทุกปี เมื่อถึงวันนั้นทุกคนจะหันมาให้ความสนใจกับบ้านโครงสร้างเหล็กมากขึ้น
ระบบก่อสร้างคอนเทล โฮม เป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่ใช้ระบบเสา-คานด้วยเหล็กที่ป้องกันการกัดกร่อนของสนิมได้ดี คอนเทล โฮม พร้อมจะเป็นผู้นำนวัตกรรมการก่อสร้าง ทำให้การก่อสร้างบ้านเป็นเรื่องง่ายและได้คุณภาพ

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.contelhome.com/
โดย saweang | มี.ค. 17, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
วิธีผสมปูนก่ออิฐ ไม่ว่าจะเป็นอิฐมอญ หรือ อิฐบล็อกก็ใช้สูตรนี้สำหรับงานช่างเล็กๆ น้อยๆ หรือใครจะถนัดงานใหญ่ก่อร่างสร้างบ้านก็ตามสะดวก มือใหม่หัดทำก็สามารถเอาสูตรนี้ไปลองทำดูด้วยตัวเองกันได้ พร้อมเผยวิธีสังเกตว่า ปูนที่ผสมมานั้นใช้ได้จริงหรือไม่ กันจ้า
วิธีผสมปูนก่ออิฐ

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
– ปูนซีเมนต์ สำหรับงานก่อหรืองานฉาบ (วิธีเลือกซื้อ สามารถอ่านได้จากฉลากข้างถุงเลยจ้าว่าสำหรับใช้งานอะไร )
– ทรายหยาบ
– น้ำ
– กระบะผสมปูน หรือ ถังปูน (เลือกขนาดภาชนะผสมได้ตามปริมาณการใช้งาน)
– จอบ
– เกรียงเหล็กปลายแหลม

อัตราส่วนผสม และวิธีผสมปูนก่ออิฐ
ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน : ทรายหยาบ 3 ส่วน ค่อยๆ ใส่น้ำแล้วใช้จอบคลุกผสมให้เข้ากันในกระบะผสมปูน หรือ ใช้เกรียงเหล็กปลายแหลมตักคนผสมให้เข้ากันในถังปูน (ใช้ภาชนะใหญ่หรือเล็กเลือกตามปริมาณปูนที่ต้องการใช้งาน) ระวังอย่าให้เหลวเกิน เพราะจะทำให้ผนังอิฐที่เราก่อยุบตัวจนล้มได้
วิธีสังเกตว่าผสมปูนได้ที่แล้วหรือไม่นั้น สังเกตได้โดยใช้จอบตักปูนที่ผสมแล้วขึ้นมา ถ้าเนื้อปูนติดเป็นก้อนขึ้นมา แสดงว่าใช้ได้แล้ว แต่ถ้าปูนเหลวก็จะตักไม่ได้หรือตักได้มันก็จะติดขึ้นมาน้อยเพราะมันจะไหลออก ต้องผสมใหม่ ถ้าผสมได้ที่เป็นก้อนแล้ว ก็สามารถนำไปใช้งานได้เลย
อนึ่ง สูตรผสมปูนนี้ไม่เหมาะกับงานก่ออิฐสำเร็จรูปหรืออิฐมวลเบา เนื่องจากปูนสำหรับก่ออิฐมวลเบาไม่ต้องใช้ทรายมาเป็นส่วนผสม ต้องผสมอีกสูตรจ้า
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://decor.mthai.com
โดย saweang | มี.ค. 10, 2020 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เหล็ก เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทกับการนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันมากที่สุด และเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยเหล็กจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือเหล็ก (iron) และ เหล็กกล้า (steel) ซึ่งทั้งสองประเภทนี้ มีคุณสมบัติที่ต่างกันหลายประการ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะถูกเรียกอย่างเหมารวมกันว่า “เหล็ก” นั่นเอง
ลักษณะทั่วไปของเหล็กและเหล็กกล้า
เหล็ก จะมีสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ คือ Fe มักพบได้มากในธรรมชาติ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสีแดงอมน้ำตาล เมื่อนำเข้าใกล้กับแม่เหล็ก จะดูดติดกัน ส่วนพื้นที่ที่ค้นพบเหล็กได้มากที่สุด ก็คือ ตามชั้นหินใต้ดินที่อยู่บริเวณที่ราบสูงและภูเขา โดยจะอยู่ในรูปของสินแร่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ต้องใช้วิธีถลุงออกมา เพื่อให้ได้เป็นแร่เหล็กบริสุทธิ์และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
เหล็กกล้า เป็นโลหะผสม ที่มีการผสมระหว่าง เหล็ก ซิลิคอน แมงกานีส คาร์บอนและธาตุอื่นๆ อีกเล็กน้อย ทำให้มีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นสูง ทั้งมีความทนทาน แข็งแรง และสามารถต้านทานต่อแรงกระแทกและภาวะทางธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญคือเหล็กกล้าไม่สามารถค้นพบได้ตามธรรมชาติเหมือนกับเหล็ก เนื่องจากเป็นเหล็กที่สร้างขึ้นมาโดยการประยุกต์ของมนุษย์ แต่ในปัจจุบันก็มีการนำเหล็กกล้ามาใช้งานอย่างแพร่หลาย เพราะมีต้นทุนต่ำ จึงช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างมาก และมีคุณสมบัติที่โดดเด่นไม่แพ้เหล็ก
ประเภทของเหล็กแบ่งได้อย่างไรบ้าง?
สำหรับประเภทของเหล็กนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
เหล็กหล่อ

เหล็กหล่อ เป็นเหล็กที่ใช้วิธีการขึ้นรูปด้วยการหล่อขึ้นมา ซึ่งจะมีปริมาณของธาตุคาร์บอนประมาณ 1.7-2% จึงทำให้เหล็กมีความแข็ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปราะ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เหล็กหล่อ สามารถขึ้นรูปได้แค่วิธีการหล่อวิธีเดียวเท่านั้น ไม่สามารถขึ้นรูปด้วยการรีดหรือวิธีการอื่นๆ ได้ นอกจากนี้เหล็กหล่อ ก็สามารถแบ่งย่อยๆ ได้ดังนี้
- เหล็กหล่อเทา เป็นเหล็กหล่อที่มีโครงสร้างคาร์บอนในรูปของกราฟไฟต์ เพราะมีคาร์บอนและซิลิคอนเป็นส่วนประกอบสูงมาก
- เหล็กหล่อขาว เป็นเหล็กที่มีความแข็งแรงทนทานสูง สามารถทนต่อการเสียดสีได้ดี แต่จะเปราะจึงแตกหักได้ง่าย โดยเหล็กหล่อประเภทนี้ จะมีปริมาณของซิลิคอนต่ำกว่าเหล็กหล่อเทา ทั้งมีคาร์บอนอยู่ในรูปของคาร์ไบด์ของเหล็กหรือที่เรียกกว่า ซีเมนไตต์
- เหล็กหล่อกราฟไฟต์กลม เป็นเหล็กที่มีโครงสร้างเป็นกราฟไฟต์ ซึ่งจะมีส่วนผสมของแมกนีเซียมหรือซีเรียมอยู่ในน้ำเหล็ก ทำให้เกิดรูปร่างกราฟไฟต์ทรงกลมขึ้นมา ทั้งยังได้คุณสมบัติทางกลในทางที่ดีและโดดเด่นยิ่งขึ้น เหล็กหล่อกราฟไฟต์จึงได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายและถูกนำมาใช้งานในอุตสาหกรรมมากขึ้น
- เหล็กหล่ออบเหนียว เป็นเหล็กที่ผ่านกระบวนการอบเพื่อให้ได้คาร์บอนในโครงสร้างคาร์ไบด์แตกตัวมารวมกับกราฟไฟต์เม็ดกลม และกลายเป็นเฟอร์ไรด์หรือเพิร์ลไลต์ ซึ่งก็จะมีคุณสมบัติที่เหนียวแน่นกว่าเหล็กหล่อขาวเป็นอย่างมาก ทั้งได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานที่สุด
- เหล็กหล่อโลหะผสม เป็นประเภทของเหล็กที่มีการเติมธาตุผสมเข้าไปหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งก็จะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการทนต่อความร้อนและการต้านทานต่อแรงเสียดสีที่เกิดขึ้น เหล็กหล่อประเภทนี้จึงนิยมใช้ในงานที่ต้องสัมผัสกับความร้อน
เหล็กกล้า

เหล็กกล้า เป็นเหล็กที่มีความเหนียวแน่นมากกว่าเหล็กหล่อ ทั้งสามารถขึ้นรูปด้วยวิธีทางกลได้ จึงทำให้เหล็กชนิดนี้ นิยมถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายและกว้างขวางมากขึ้น ตัวอย่างเหล็กกล้าที่มักจะพบได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน คือ เหล็กแผ่น เหล็กโครงรถยนต์หรือเหล็กเส้น เป็นต้น นอกจากนี้คาร์บอนก็สามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มย่อยๆ ดังนี้
เหล็กกล้าคาร์บอน จะมีส่วนผสมหลักเป็นคาร์บอนและมีส่วนผสมอื่นๆ ปนอยู่บ้างเล็กน้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจะมีธาตุอะไรติดมาในขั้นตอนการถลุงบ้าง ดังนั้นเหล็กกล้าคาร์บอน จึงสามารถแบ่งเป็นย่อยๆ ได้อีก ตามปริมาณธาตุที่ผสมดังนี้
- เหล็กคาร์บอนต่ำ มีคาร์บอนต่ำกว่า 0.2% และมีความแข็งแรงต่ำมาก จึงนำมารีดเป็นแผ่นได้ง่าย เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่น เป็นต้น
- เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง จะมีคาร์บอนอยู่ประมาณ 0.2-0.5% มีความแข็งแรงสูงขึ้นมาหน่อย สามารถนำมาใช้เป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลได้
- เหล็กกล้าคาร์บอนสูง มีคาร์บอนสูงกว่า 0.5% มีความแข็งแรงสูงมาก นิยมนำมาอบชุบความร้อนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งมากขึ้น และสามารถต้านทานต่อการสึกหรอได้ดี จึงนิยมนำมาทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่ต้องการผิวแข็ง
เหล็กกล้าผสม เป็นเหล็ก ที่มีการผสมธาตุอื่นๆ เข้าไปโดยเจาะจง เพื่อให้คุณสมบัติของเหล็ก เป็นไปตามที่ต้องการ โดยเหล็กประเภทนี้มักจะมีความสามารถในการต้านทานต่อการกัดกร่อนและสามารถนำไฟฟ้าได้ รวมถึงมีคุณสมบัติทางแม่เหล็กอีกด้วย ซึ่งก็จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เหล็กกล้าผสมต่ำและเหล็กกล้าผสมสูง นั่นเอง โดยเหล็กกล้าผสมต่ำ จะเป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมด้วยธาตุอื่นๆ น้อยกว่า 10% และเหล็กกล้าผสมสูง จะเป็นเหล็กกล้าที่มีการผสมด้วยธาตุอื่นๆ มากกว่า 10%
เหล็ก เป็นแร่ธาตุที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการนำมาใช้งานในหลายๆ ด้าน แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง คือมีน้ำหนักมาก ทำให้เคลื่อนย้ายได้ไม่ค่อยสะดวกมากนัก อย่างไรก็ตาม เหล็ก ก็ยังคงเป็นที่นิยมและมีการนำมาใช้งานในอุตสาหกรรมหรือการผลิตเครื่องจักรกลต่างๆ รวมทั้งใช้ในการสร้างบ้านด้วย เพราะเป็นโลหะที่มีความแข็งแรงและทนทานมาก