Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
ราคาเหล็ก Archives - Page 28 of 38 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
ตะแกรงเหล็กไวร์เมชคืออะไร

ตะแกรงเหล็กไวร์เมชคืออะไร

ตะแกรงเหล็กไวร์เมช (Wire Mesh)

ตะแกรงเหล็กไวร์เมชกล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต ทอติดกันเป็นผืน มีขนาดเส้นลวดขนาดต่างๆตั้งแต่ 3 มม.- 6 มม. ผลิตจากลวดเหล็กรีดเย็น (Cold Drawn Steel Wire) อาร์คเชื่อมติดกันด้วยไฟฟ้าทำให้จุดตัดทุกจุดหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ระยะห่างของเส้นลวดหรือที่นิยมเรียกว่า @มีหลายขนาด เช่น 15*15 นิ้ว / 20*20 นิ้ว / 25*25 นิ้ว จะใช้แทนการผูกเหล็กเส้นธรรมดาทั่วไปเป็นอย่างดี ทำให้ประหยัดเวลา ประหยัดเงิน สามารถตัดเป็นแผงและเป็นม้วนได้ตามความต้องการโดยไม่เสียเศษ เงิน และแรงงานได้มากกว่า 80% และมีความสม่ำเสมอของตะแกรงที่แน่นอน ทำให้บริษัทหรือช่างก่อสร้างส่วนใหญ่เลือกใช้ จึงได้รับความนิยมใช้กันมาขึ้นเรื่อยๆ

ประโยชน์ของการเลือกใช้ไวร์เมช

ประหยัด 

เพราะตะแกรงเหล็กสามารถผลิตได้ตามขนาดที่ต้องการ จึงทำให้ไม่เสียเศษเหล็ก และเป็นตะแกรงเหล็กที่มีกำลังคลากสูงกว่าเหล็กเส้นทั่วไปสองเท่าจึงทำให้ ประหยัดวัสดุ

ลดขั้นตอนเวลา

ภาระและความสูญเสีย เพราะเป็นตะแกรงเหล็กที่ลดขั้นตอนในการทำงานได้ถึง 50% และใช้งานได้รวดเร็ว เนื่องจากการขนส่งเคลื่อนย้ายสะดวกและรวดเร็ว การตัดและดัดทำให้ลดเวลาในการผูกเหล็กลงได้ถึง 70-90% นำไปใช้ได้ทันทีไม่ต้องเสียเวลาในการผูกเหล็ก

แข็งแรงสม่ำเสมอแน่นอน

เพราะเป็นตะแกรงเหล็กที่ผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ ทุกระยะจุดเชื่อมไม่คลาดเคลื่อนได้มาตรฐาน สม่ำเสมอตลอดผืนและมีความมั่นคงแข็งแรง ไม่บิดงอ ทำให้งานเสริมเหล็กออกมาดี ซึ่งเป็นผลให้โครงสร้างมีความแข็งแรงสม่ำเสมอตลอดทั้งผืน

94

หน้าที่ของเหล็กไวร์เมช

เหล็กไวร์เมช  ที่ใช้แทนการผูกเหล็กสำหรับทำถนนคอนกรีตเหล็ก Wire mesh มีหน้าที่เอาไว้รับแรงกระแทก และแรงกดทับเพราะ ช่วยให้การทำงานไวขึ้น และใช้เป็นทางยาวๆที่ใช้การเอาเหล็กมาผูกและเป็นเหล็กขนาดเล็กอาจจะไม่เหมาะเท่าที่ควรและประสิทธิภาพไม่ดีเท่าเหล็กไวร์เมช หรือตะแกรงไวร์เมช

ลักษณะการใช้งานตะแกรงไวร์เมช

ตะแกรงไวร์เมช เป็นตัวรับและกระจายน้ำหนักเหล็กตะแกรงในงานถนน มีไว้ป้องกันการแตกร้าวเป็นหลักหรือใช้ในการก่อสร้างถนน โดยใช้เหล็ก ส่วนใหญ่เอาไว้รับแรงดึง จากการขยายตัวของพื้นคอนกรีตความแข็งแรงของถนน

คือชั้นคันทางโดยมีคอนกรีตทำหน้าที่กระจายแรง ขณะเดียวกัน ถ้าคันทางรับน้ำหนักไม่ได้แม้คอนกรีตจะกระจายแรงได้ดีเพียงใด มันก็ รับน้ำหนักไม่ไหว ดังนั้น ถ้า คอนกรีตกระจายแรงได้ดี

แต่คันทางรับน้ำหนักไม่ได้ คอนกรีตก็จะแตก ตะแกรงเหล็กไวร์เมช ทั่วไปจะรับแรงดึงได้ มากกว่า เหล็กเส้นกลม ประมาณ 2 เท่า

ไวร์เมช มีลักษณะเด่นในการรับน้ำหนัก จึงเป็นที่นิยมในการปูพื้นเพื่อรองรับคอนกรีตที่เทเป็นพื้นตึกหรืออาคาร และใช้ในการก่อสร้างอาคาร

ปูกำแพงดิน ,ผนังรับแรง ,กำแพงคอนกรีต ที่ต้องการโครงสร้างที่ผสานเชื่อมต่อกันอย่างมั่นคงแข็งแรงมากๆ

-ประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ ได้ตามความต้องการ เช่นโกดังเก็บของ ลานจอดรถ พื้นโรงจอดรถ เป็นต้น

 

wiremesh-b2

ประเภทของตะแกรงไวร์เมช

ตะแกรงไวร์เมชหลักๆนั้น มีการใช้งานอยู่ 2 ประเภท คือ

  1. ตะแกรงเหล็กไวร์เมช   เพื่อใช้สำหรับในงานเทพื้นคอนกรีต เพื่อรับน้ำหนักหรือรับแรง เหล็กไวร์เมชชนิดนี้ มรการใช้งานทั้ง เหล็กข้ออ้อยและเหล็กเส้นกลม ลักษณะของการใช้งานนี้คือ ใช้รองก่อนทำการเทพื้นคอนกรีต พร้อมกับเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนัก และเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับพื้นของคอนกรีตอีกด้วย
  2. กัลป์วาไนซ์ ไวร์เมช ตะแกรงไวร์เมช ชนิดนนี้ทำมาเพื่อปูบนเพดาน เพื่อวางแผ่นฉนวนกันความร้อน ต่างจากตะแกรงไวร์ชนิดแรก เพราะไวร์เมชชนิดนี้ จะชุบกัลป์วาไนซ์เพื่อป้องกันการเกิดสนิม อีกทั้งยังทำให้มีอายุการใช้งานยาวได้นานยิ่งขึ้น ตะแกรงเหล็กไวร์เมช ที่เอาไว้ปูบนพื้นเพดานนั้น นิยมเรียกกันว่า กัลป์วาไนซ์ไวร์เมช

การเลือกใช้งานไวร์เมช

ในการเลือกใช้งานวายเมทนั้น ท่านต้องทราบขนาดของพื้นที่ของหน้างานก่อน แล้วจึงจะสั่งตะแกงไวร์เมช ตามขนาดของพื้นที่ของหน้างาน และประเภทงานเช่น ถ้าพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักหรือรับแรงมากๆ ก็ควรเลือกใช้งานตะแกรงไวร์เมชที่มีขนาดของลวดที่ใหญ่ และระยะห่างที่ถี่มากขึ้น เพราะถ้าขนาดลวดที่ใหญ่ และระยะห่างที่ถี่ๆ ก็จะทำให้สามารถทนทานและรับน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

ในสมัยก่อนการเทคอนกรีตที่ต้องการรับแรงให้ได้มากขึ้นนั้นต้องนิยมใช้เหล็กเส้นมาวางและผูกต่อกันเป็นตะแกรง แต่เนื่องด้วยวิธีการและการใช้งานที่แสงยุ่งยาก สิ้นเปลืองค่าแรงงาน และเสียเวลาจึงมีการใช้ตะแกรงไวร์เมชแทน เพราะง่ายกว่าวิธีเก่า และยังประหยัดเวลาในการทำงาน

 

ขอบคุณข้อมูลจากeducationbuilding.wordpress.com

เหล็กเส้นกลม คืออะไร, ชนิดของเหล็กเส้นกลม

เหล็กเส้นกลม คืออะไร, ชนิดของเหล็กเส้นกลม

ก่อนที่จะรู้ว่าเหล็กกลมคืออะไร เรามาทำความรู้จักกับเหล็กเส้นกันก่อน เหล็กเส้น เหล็กเสริมหรือเป็นที่นิยมเรียกกันว่าเหล็กเส้นก่อสร้าง เป็นอุปกรณ์ที่เป็นหัวใจหลักของงานก่อสร้าง สำคัญมากในการก่อสร้าง เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพิ่มความสามารถในการรับแรงกับโครงสร้าง เช่น งานคอนกรีตเสริมเหล็กหรืองานก่ออิฐทั่วไป

 

เหล็กเส้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

ซึ่งแต่ละประเภทของเหล็กเส้นจะมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

  1. เหล็กเส้นกลม (Round Bars RB)
  2. เหล็กเส้นข้ออ้อย

 

เหล็กเส้นกลม (Round Bars RB) หรือเรียกสั้นๆว่า RB

มาตรฐานเหล็กเส้นกลมของวีซีเอสเอเชียผ่าน ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน มอก.20-2543 หรือ TIS 20-2000 ทั้งหมด เส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นอยู่ที่ 6มม. – 25 มม. และมีความยาวมาตรฐานคือ 10 เมตรและ 12 เมตร เหล็กขนาด 6มม. และ 9มม. มักถูกใช้เป็นเหล็กปลอกในคาน หรือในเสา ส่วนเหล็กขนาด 12มม. ขึ้นไป มักจะถูกใช้ในงาน เหล็กเสริมแกนในงาน  หรือสามารถสั่งดัดพิเศษตามแบบที่ต้องการได้

dsc01684

ชนิดของเหล็กเส้นกลม

  1. เหล็กเส้นกลม แบบพับ
  • RB6 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 6 มม. ความยาว 10 เมตร พับ ภาคตัดขวาง 28.3 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.222 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB9 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 9 มม. ความยาว 10 เมตร พับ ภาคตัดขวาง 63.6 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.499 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB12 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 12 มม. ความยาว 10 เมตร พับ ภาคตัดขวาง 113.1 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.888 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB15 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 15 มม. ความยาว 10 เมตร พับภาคตัดขวาง 176.7 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 1.387 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB19 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 19 มม. ความยาว 10 เมตร พับภาคตัดขวาง 283.5 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 2.226 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB25 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 25 มม. ความยาว 10 เมตร พับภาคตัดขวาง 490.9 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 3.853 กิโลกรัมต่อเมตร

 

  1.  เหล็กเส้นกลมแบบตรง
  • RB6-Straight เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 6 มม. ความยาว 10 เมตร ตรงภาคตัดขวาง 28.3 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.222 กิโลกรัมต่อเมตร

  • RB9-Straight เหล็กเส้นกลม SR-2

4 ขนาด 9 มม. ความยาว 10 เมตร ตรง ภาคตัดขวาง 63.6 ตารางมิลลิเมตร น้ำหนัก 0.499 กิโลกรัมต่อเมตร

 

  1. เหล็กเส้นกลมแบบม้วน Bar-in-Coil
  • Coil6 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 6 มม. แบบม้วน 2 ตัน ความยาวม้วนละประมาณ 9,000  เมตร

  • Coil9 เหล็กเส้นกลม SR-24

ขนาด 9 มม. แบบม้วน 2 ตัน ความยาวม้วนละประมาณ 4,000  เมตร

 

  1. เหล็กเส้นกลมชนิดที่ตัดและดัดสำเร็จแล้ว (เหล็กปลอก Stirrup)

สั่งผลิตได้ตามขนาดความยาวที่ต้องการ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก educationbuilding.wordpress.com

เลือกเหล็กให้ถูกต้อง เพื่อบ้านที่แข็งแรง

เลือกเหล็กให้ถูกต้อง เพื่อบ้านที่แข็งแรง

โครงสร้างบ้านคอนกรีตเสริมเหล็ก (คอนกรีตเสริมเหล็ก เรียกโดยย่อว่า ค.ส.ล.) เป็นโครงสร้างที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมาช้านาน ซึ่งใช้ “เหล็กเส้น” เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างประเภทนี้ ใช้ทำส่วนต่างๆของบ้าน ได้แก่ เสา คาน พื้น รวมถึงงานผนังก่ออิฐ โดยหน้าที่ของเหล็กเส้นในโครงสร้าง ค.ส.ล. คือการรับแรงดึง ในขณะที่คอนกรีตทำหน้าที่รับแรงอัดหรือแรงกด ซึ่งนอกจากขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นที่ต่างกันจะส่งผลเรื่องความสามารถ ในการรับแรงดึงของงานโครงสร้างแล้ว ส่วนประกอบทางเคมีในเนื้อเหล็กแต่ละประเภทก็มีผลในการรับแรงเช่นกัน เรียกว่า “ค่ากำลังรับแรงดึง” หรือ “ค่ากำลังรับแรงดึงที่จุดคราก” มีหน่วยเป็น “กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (กก./ ตร.ซม. หรือ ksc) ซึ่งในการที่จะสร้างบ้านควรเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสม และควรเลือกซื้อให้ถูกต้องเพื่อความแข็งแรงของโครงสร้างบ้านและอาคารที่เราอยู่อาศัยเพื่อสิ่งที่เราปลูกสร้างจะได้อยู่กับเราไปนานๆ

เหล็กเส้นมี 2 ประเภท ดังนี้

ประเภทของเหล็กเส้น

1. เหล็กเส้นกลม (Round Bar หรือ RB)

ลักษณะของเหล็กเส้นกลมภายนอกจะมีผิวเรียบเกลี้ยง หน้าตัดกลม ซึ่งที่มีขายกันอยู่ทั่วไปจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 และ 9 มม.
หรือที่ช่างมักเรียกว่า เหล็ก 3 หุน และ เหล็ก 4 หุน ตามลำดับ สำหรับขนาดอื่นได้แก่ 15, 19 และ 20 มม. ต้องสั่งซื้อพิเศษ โดยเหล็กเส้นกลมแต่ละขนาด
จะมีความยาวอยู่ที่ 10 และ 12 เมตร การใช้งานของเหล็กเส้นกลมจะใช้กับโครงสร้างพื้นหล่อกับที่, ครีบ ค.ส.ล. ที่ยื่นจากตัวบ้าน, งานหล่อเคาน์เตอร์
รวมถึงงานเสาเอ็น คานเอ็น (ทับหลัง) ของผนังก่ออิฐ และทำหน้าที่เป็นเหล็กยึดผนังเข้ากับเสาเพื่อป้องกันผนังล้มที่เรียกว่า “เหล็กหนวดกุ้ง”

2. เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar หรือ DB)

ลักษณะของเหล็กข้ออ้อย คือเหล็กเส้นกลมที่มีบั้ง หรือครีบเป็นปล้อง ๆ ตลอดทั้งเส้น โดยครีบหรือปล้องจะมีลักษณะต่าง ๆ ตามผู้ผลิตแต่ละราย
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่มีขายโดยทั่วไปคือ 12 และ 16 มม. สำหรับขนาดอื่นได้แก่ 10, 20, 25 และ 28 มม. ต้องสั่งซื้อพิเศษ โดยเหล็กข้ออ้อยแต่ละขนาด
จะมีความยาวอยู่ที่ 10 และ 12 เมตรเช่นเดียวกับเหล็กเส้นกลม เหล็กข้ออ้อยนั้นจะถูกเลือกใช้ในงานโครงสร้างหลักประเภท เสา, คาน, บันได, ผนังรับน้ำหนัก
รวมถึงบ่อ หรือสระน้ำต่าง ๆ เพราะมีค่ากำลังรับแรงดึงมากกว่าเหล็กกลม และด้วยพื้นผิวที่ไม่เรียบจึงช่วยยึดเกาะกับเนื้อคอนกรีตได้ดีกว่า

วิธีอ่านค่ากำลังรับแรงดึงที่จุดคราก

วิธีการค่ากำลังรับแรงดึงที่จุดครากของเหล็กกลมจะระบุเป็น SR (Steel Round Bar) และเหล็กข้ออ้อยจะระบุเป็น SD (Standard Deformed Bar)
แล้วตามด้วยตัวเลขที่บ่งบอกค่ากำลังรับแรงดึง เช่น SR24 หมายถึง เหล็กกลมที่มีกำลังรับแรงดึงที่จุดครากไม่น้อยกว่า 2,400 ksc หรือ SD30 หมายถึง เหล็กข้ออ้อย
ที่มีกำลังรับแรงดึงที่จุดครากไม่น้อยกว่า 3,000 ksc เป็นต้น ดังนั้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเท่ากัน อาจมีค่ากำลังรับแรงดึงต่างกันได้ เช่น เหล็กข้ออ้อย 12 มม.
จะมีทั้ง SD30, SD40 และ SD50 เป็นต้น และในทางกลับกันเหล็กเส้นที่มีกำลังรับแรงดึงเดียวกัน ก็จะมีเหล็กที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ต่างกันได้ เช่น
เหล็กข้ออ้อย SD30 ที่เส้นผ่านศูนย์กลาง 12, 16, 20 และ 25 มม. เป็นต้น

มาตรฐานของเหล็กเส้น

นอกจากเลือกเหล็กเส้นจากค่ากำลังรับแรงดึงแล้ว เรายังต้องดูอีกว่ามาตรฐานของเหล็กเส้นที่นำมาใช้นั้น มีคุณภาพหรือไม่เพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน
โดยมาตรฐานของเหล็กเส้นมี 2 ประเภท คือ
1. เหล็กเต็ม หรือ เหล็กโรงใหญ่ หมายถึงเหล็กที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง และน้ำหนักของเหล็กได้มาตรฐาน มอก.
2. เหล็กเบา หรือ เหล็กโรงเล็ก เป็นเหล็กที่ผลิตให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางและน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน มอก. มักเป็นเหล็กรีดซ้ำ (นำเศษเหล็กที่ใช้งานแล้ว
หรือเศษเหล็กเสียสภาพมารีดใหม่อีกครั้ง) เหล็กเบาจะมีราคาต่ำกว่าเหล็กเต็มประมาณ 40 สตางค์ – 1 บาทต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่อาจก่อให้เกิดอันตราย
เพราะอาจจะไม่สามารถรับน้ำหนักตามที่แบบกำหนดไว้ได้ เพราะแท้จริงแล้ว เหล็กเบาเหมาะกับงานหล่อที่ไม่เน้นเรื่องการรับน้ำหนัก หรือ ในส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก เท่านั้น
เช่น ใช้เป็นเหล็กหนวดกุ้ง ใช้เป็นเหล็กเสริมสำหรับหล่อเคาน์เตอร์ครัว เป็นต้น

ที่มา : scgbuildingmaterials.com

สร้างบ้านด้วยตัวเอง ด้วยทุน 5แสนบาท(ไม่รวมค่าที่ดิน)

สร้างบ้านด้วยตัวเอง ด้วยทุน 5แสนบาท(ไม่รวมค่าที่ดิน)

วีวิวการสร้างบ้านด้วยตัวเอง จากกระทู้พันทิป ด้วยงบประมาณ 5 แสนบาท  ด้วยโครงสร้างเหล็กกล่อง

เหนื่อยเหมือนกันนะครับ สร้างบ้านเองเนี่ย จ้างลูกน้องคนเดียว เอ้ามาดูกัน รูปเยอะครับ  ด้วยประสบการณ์ช่างไฟฟ้าสมัยก่อน จึงได้เรียนรู้วิชาช่างก่อสร้างต่างๆไปในตัว ประมาณว่า จับมาแทบทุกอย่าง  และก็มาถึงเวลาที่จะสร้างบ้านเป็นของตัวเองสักที เช่าบ้านคนอื่นอยู่มานานละ   เริ่มกันเลยที่ หาชื้อเครื่องมือช่าง

ออกแบบตัวบ้าน งานนี้ โครงสร้างเหล็กทั้งหมดครับ ไม่มีงานปูนงานไม้ เสียเวลา


หลังจากได้ที่ดินแล้ว ก็มาพิจารณากันว่า จะเอายังงัย อะไรตรงไหน เริ่มต้มด้วยการถ่างป่า


เอาออกให้เกลี้ยง ขออภัยที่ไม่ได้รักธรรมชาติ 5555+

และก็ถึงวันที่ลงเสาเอก ดูวันที่ในรูปได้ครับ

ทีนี้ก็มาถึงการปรับพื้นที่และเทพื้นล่ะครับ ส่วนนี้ ให้ช่างปูนมาเหมาครับ


ระบบไฟฟ้าและประปา ฝังไปพร้อมกับคานไปเลย งานนี้

เทคานรั้วไปด้วยเลย แน่นอน รั้วเหล็ก ง่ายดีครับ


หลายท่านคงสงสัย เสาล่ะ ทำฐานยังไง


มีกราวเสาด้วยนะครับ 2เล่มต่อ 1เสา


เทพื้นเสร็จละ ตั้งเสาเลยละกันครับ เวลามีน้อย

เริ่มคานชั้นล่างเลยครับ เสื้อชมพูนั่น ผมเองครับ อีกคนคือลูกมือ


ขึ้นโครงสร้างไปเรื่อยๆครับ


ใช้แผ่นพื้นของเฌอร่าครับ หนา 20มิล


แผ่นพื้นหนักมาก หาทางออกแทบไม่ได้ จะยกขึ้นมายังไง จบที่ชื้อรอกไฟฟ้าครับ


ไปเรื่อยๆ


อันนี้เอาเสียวกันเลยทีเดียว โครงหลังคา


เริ่มติดแผ่นฝาครับ หนา 10มิล


เริ่มทำโครงรั้วไปด้วยเลย


โครงหลังคาห้องครัว


ปูกระเบื้องก็ปูเอง ปวดเอวแทบแย่


พื้นระเบียงหน้าประตูชั้นล่าง

ขึ้นชั้นบนกันครับ


ระบบไฟฟ้า มีระบบโซล่าเซลด้วยครับ ใช้งานเฉพาะแสงสว่างเท่านั้น ส่วนนี้ก็ทำเองทั้งหมดครับ


ชั้นสอง


ขอเลขที่บ้านเลยครับ

ย้ายแอร์จากบ้านเช่า

ทำบุญกันหน่อย เอาฤกษ์


ลูกสมุน


โดยรวมแล้ว 95% ครับ ที่เหลือก็ตกแต่งด้านนอก และทาสี แต่งบหมดแล้วครับ 55555
สรุป 500,000บาทถ้วน ทั้งหมดที่เห็นในรูป พื้นคอนกรีต รั้ว ตัวบ้าน ใช้เวลา 75วัน
และเสียเวลาตัวผมไปอีก 1เดือน เนื่องจากตกระเบียงชั้นสอง ซี่โครงหักไป 2ซี่
มีแต่ชาวบ้านนินทาว่า โง่ สร้างบ้านเองไม่จ้างใคร
ต้องขออภัย อยากตอกหน้าถามกลับไปว่า ถ้าจ้าง เงิน 5แสน จะได้บ้านแบบไหน แค่ค่ามือช่างก็เกินแสน อาจจะสองแสนด้วยซ้ำ บ้านสองชั้นเนี่ย
ที่จ้างๆก็มี แค่ เทพื้นและคานรั้วเท่านั้นแหล่ะครับ นอกนั้นลุยเองหมด

อย่างว่า งบน้อย ก็ตามสภาพของเรากันไป อย่างน้อย ก็มีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว สบายใจครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ pantip.com/topic/36404826

วิธีขจัดและป้องกันการเกิดสนิม   (การรู้จักชนิดของสนิมช่วยบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดสนิมได้ )

วิธีขจัดและป้องกันการเกิดสนิม (การรู้จักชนิดของสนิมช่วยบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดสนิมได้ )

สนิมเกิดจาก 1 ใน 3 ประการนี้

1. กระบวนการที่เกี่ยวข้อง

          ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนในการทำความสะอาดกระบวนการผลิต เช่น การทำงานที่ต้องผ่านทั้งความเย็น ความร้อน การตัดโลหะ ล้วนเป็นส่วนสำคัญของการเกิดสนิมทั้งสิ้น ปัญหาดังกล่าวมักเกิดขึ้นภายในโรงงานผลิต ก่อนที่จะมีการบรรจุหรือส่งออก ดังนั้นการควบคุมกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันสนิม

 

2. บรรจุภัณฑ์ที่ห่อหุ้ม 

ประเภทของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้บรรจุชิ้นส่วนโลหะมีความสำคัญ เช่น กระดาษลูกฟูกสามารถเก็บความชื้น ทำให้เกิดสนิมได้ บางครั้งการแก้ไขปัญหาสนิมในบางบริษัท อาจมองว่าการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น จะช่วยลดการเกิดสนิม ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ยิ่งบรรจุภัณฑ์ยิ่งเพิ่ม ก็ยิ่งมีส่วนให้เกิดปัญหาสนิมมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราควรเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับชิ้นงาน เพื่อลดต้นทุนที่จะเกิดขึ้น

 

3. สิ่งแวดล้อม

ในขณะที่สภาพอากาศเป็นปัจจัยที่ชัดเจนที่สุด อุณหภูมิความชื้น หรือแม้กระทั่งสารปนเปื้อนในอากาศ ก็มีผลต่อการเกิดสนิมทั้งสิ้น

 

 

 การรู้จักชนิดของสนิมช่วยบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดสนิมได้

ลำดับแรกเราต้องมารู้จักสนิม (rust) กันก่อน

สนิมเป็นโลหะส่วนที่มีการเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เนื่องจากได้รับปฎิกิริยาเคมี ที่มีอากาศ น้ำ หรือความร้อน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คุณสมบัติของโลหะแตกต่างไปจากเดิม เช่น สีเปลี่ยนไป ความแข็งแรงของโลหะลดลง ทำให้เกิดการผุกร่อน เป็นต้น

 

สนิมสีแดง (ปริมาณออกซิเจนสูง+น้ำสูง)

เกิดจากการที่โลหะ เกิดปฎิกิริยาเคมีกับน้ำ (ปฎิกิริยาออกซิเดชั่น) เหล็กจะสูญเสียอิเล็กตรอนและไปรวมตัวกับออกซิเจน เกิดเป็นเหล็กออกไซด์ที่มีสีแดง อาจรวมกับสารปนเปื้อนจากชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะเกาะอยู่บนพื้นผิวของโลหะ โดยการกระทำหลักๆ เกิดจากออกซิเจนในน้ำ และในชั้นบรรยากาศ สนิมสีแดงมีการกัดกร่อนสม่ำเสมอ และเป็นสนิมที่อ่อนตัวมาก จึงสามารถหลุดออกง่ายกว่าสนิมชนิดอื่นๆ

     สนิมสีเหลือง (ปริมาณความชื้นสูง)

เกิดจากเหล็กออกไซด์ที่สามารถละลายได้ (solvated rust) เป็นผลทำให้เกิดสนิมสีเหลือง สามารถพบเจอบริเวณที่มีน้ำเดือดพลุกพล่าน อาจพบได้ไม่บ่อยนัก สนิมสีเหลืองเป็นผลมาจากความชื้นที่สูงมาก

      สนิมสีน้ำตาล (ปริมาณออกซิเจนสูง+ความชื้นต่ำ)

บริเวณที่มีออกซิเจนสูง และมีความชื้นต่ำ จะทำให้เกิดสนิมสีน้ำตาล สนิมสีน้ำตาลเป็นสนิมแห้งกว่าสนิมที่กล่าวมาทั้งหมด เกิดขึ้นมากในบรรยากาศที่มีน้ำและออกซิเจน มีลักษณะเป็นเปลือกสีน้ำตาลแดงบนพื้นผิวของโลหะ สนิมสีน้ำตาลบางครั้งก็เป็นสนิมที่ปรากฏเป็นจุดไม่สม่ำเสมอ หรือเกิดเฉพาะที่ อาจเป็นผลของการปนเปื้อนบนพื้นผิวของโลหะที่มักมาจากกระบวนการผลิต

     สนิมสีดำ (ออกซิเจนถูกจำกัด)

สนิมจากเหล็กที่มีออกซิเจนและความชื้นต่ำ ทำให้เกิดสนิมสีดำ ซึ่งเป็นผลมาจากการออกซิเดชันในสภาพแวดล้อม
ที่มีออกซิเจนต่ำ มีลักษณะเป็นคราบดำ ส่วนใหญ่พื้นที่ที่เกิดสนิมสีดำมักมีสิ่งที่ปกคลุมพวกเขาไว้ จึงป้องกันไม่ให้ออกซิเจนเข้าถึงพื้นผิว สนิมชนิด
นี้เป็นชั้นของสนิมที่มีความเสถียรภาพมาก และแพร่กระจายได้ช้ากว่าสนิมชนิดอื่น ๆ

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์wealthyshine.com/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า