Warning: "continue" targeting switch is equivalent to "break". Did you mean to use "continue 2"? in /home/thanasarnc/domains/thanasarn.co.th/public_html/wp-content/themes/divi/includes/builder/functions.php on line 4783
เหล็กเส้น Archives - Page 16 of 26 - ตัวแทนจำหน่ายเหล็กทุกชนิด เหล็กเส้น เหล็กไวแฟรงค์ เหล็กเฮชบีม เหล็กไอบีม ราคายุติธรรม google.com, pub-1539147387772263, DIRECT, f08c47fec0942fa0
จัดฮวงจุ้ยห้องนอนอย่างไรให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐี ที่นี่มีคำตอบ!

จัดฮวงจุ้ยห้องนอนอย่างไรให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐี ที่นี่มีคำตอบ!

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในบ้านคือห้องนอน เพราะเป็นที่ที่ใช้พักผ่อนให้เรามีแรงในการทำงานวันถัดไป ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ห้องนอนที่ดีจะส่งเสริมพลังงานดี ทำให้เรามีภูมิต้านทานที่แข็งแรง ตื่นนอนมาสดใส มีแรงไปทำงาน และแน่นอนเมื่อเราไปทำงานด้วยความรู้สึกที่ดีแล้ว หน้าที่ต่างๆ ก็จะสำเร็จลุล่วงได้ไม่ยาก ส่งผลให้เงินทองไหลมาเทมา

แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณพบว่าหลังจากนอนแล้ว ร่างกายยังอ่อนเพลีย เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ่อยๆ หรือมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายจนเป็นอุปสรรคในการทำงาน การจัดห้องให้ตรงตามฮวงจุ้ยห้องนอนอย่างที่เรารวบรวมไว้ข้างล่างนี้สามารถช่วยคุณได้แน่นอน

ฮวงจุ้ยห้องนอน ทิศทางเตียง

ฮวงจุ้ยห้องนอนกับทิศทางของเตียง

อันดับแรกที่จะพูดถึง ฮวงจุ้ยห้องนอน คือ เรื่องของทิศทางห้องนอนและเตียงนอน โดยตำแหน่งของห้องนอนนั้นไม่ควรมีห้องน้ำอยู่ด้านบนห้องหรืออยู่เหนือตำแหน่งเตียง เพราะห้องน้ำถือเป็นที่ระบายสิ่งสกปรก ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้วผู้อาศัยจะได้รับพลังงานลบ เหมือนได้รับของเสียจากห้องน้ำอยู่เป็นประจำ

ส่วนการจัดประตูห้องนอนก็ควรใช้หลักเดียวกัน นั่นคือห้ามอยู่ตรงกับประตูห้องน้ำเด็ดขาด เนื่องจากพลังงานที่แย่จากห้องน้ำจะเข้ามาชนกับประตูห้องนอน นอกจากนี้หลังกำแพงห้องนอนยังไม่ควรเป็นห้องน้ำ ห้องครัว ห้องเก็บของ หรือเป็นระเบียงที่มีคนเดินผ่าน เพราะสิ่งเหล่านี้มีพลังงานด้านลบ ส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด และผู้อาศัยมักเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง โดยเฉพาะถ้าหลังห้องนอนเป็นระเบียงทางเดิน จะทำให้เป็นคนที่หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิในการทำงาน
ห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ย

 

ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอน ควรวางเตียงไว้ทิศไหน?


ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้ว เชื่อว่าการวางเตียงในแต่ละทิศนั้นจะส่งผลต่อการดำรงชีวิตของผู้อยู่อาศัย โดยแต่ละทิศจะให้คุณที่ต่างกันออกไป ดังนี้


ทิศเหนือ จะช่วยในเรื่องของความสามารถในการรับรู้ตามสัญชาตญาณ

ทิศใต้ จะช่วยให้เป็นคนมีชื่อเสียงที่ดี มีหน้ามีตา มีเกียรติในสังคม

ทิศตะวันออก จะช่วยทำให้นอนหลับสนิท มีความสงบในการพักผ่อน


ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะเสริมการทำงานที่ดี โดยเฉพาะการทำงานเกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัย หรือการทดลองต่างๆ


ทิศตะวันออกเฉียงใต้
 จะช่วยทำให้เป็นคนที่มีความขยันพากเพียร มีความอดทนในการทำงานมากขึ้น

ทิศตะวันตก ส่งเสริมให้มีลูกดก เหมาะสำหรับคู่สามีภรรยาที่ต้องการมีลูก

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่งเสริมการมีบริวาร มีเพื่อนฝูงและคนรู้จักมาก

ทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะช่วยในเรื่องของความรักทำให้ราบรื่นและสมหวัง

ฮวงจุ้ยห้องนอน ร่ำรวย สุขภาพ โชคลาภ

ฮวงจุ้ยห้องนอนกับเรื่องโชคลาภ เงินทอง และ สุขภาพ

นอกจากทิศทางของห้องนอนและเตียงนอนที่ได้กล่าวมาข้างต้น ยังมีการจัดตำแหน่งเตียงที่ช่วยเสริมเรื่องโชคลาภ เงินทอง และ สุขภาพ ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนอีกด้วย โดยสามารถแบ่งฮวงจุ้ยห้องนอนเป็นข้อควรทำ และ ข้อควรหลีกเลี่ยง

ข้อควรทำ (ฮวงจุ้ยห้องนอนที่ดี) เฮงๆ รวยๆ

• ควรจัดหัวเตียงนอนให้เยื้องจากประตู ในเชิงฮวงจุ้ยจะทำให้ได้รับแต่พลังงานดี โชคลาภ ทำงานราบรื่น อุปสรรคน้อย ในเชิงจิตวิทยาการจัดเตียงนอนเช่นนี้ จะทำให้รู้สึกปลอดภัยเพราะเห็นว่าใครเข้าออกจากห้องนอนบ้าง

• หัวเตียงควรติดกำแพง หรือไม่ควรปล่อยให้หัวเตียงมีพื้นที่ว่างมากเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ฝันไม่ดีบ่อย ร่างกายอ่อนแอ นอกจากนี้ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้ว กำแพงยังเป็นตัวเสริมพลังงานที่ดีอีกด้วย
• ความสูงของเตียงนอน ในปัจจุบันเตียงนอนส่วนใหญ่มักสูงจากพื้นประมาณ 2 ฟุตกว่า ซึ่งถือว่าเป็นความสูงในระดับพอดี ตกลงมาไม่เป็นอันตราย ส่วนเตียงที่ติดกับพื้น มีโอกาสรับฝุ่นมาก และป่วยเป็นโรคง่าย ถือว่าไม่ดีตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอน

• ชนิดฟูก ให้คำนึงถึงความสบายเป็นหลักมากกว่าราคา เพราะถ้าเลือกฟูกที่หลับสบายแล้ว จะทำให้นอนอย่างมีประสิทธิภาพ และมีพลังงานฮวงจุ้ยที่ดีเต็มเปี่ยม ส่งเสริมให้มีสุขภาพแข็งแรง 

ตำแหน่งการวางเตียงนอนไม่ดี

ข้อควรหลีกเลี่ยง (ฮวงจุ้ยห้องนอนไม่ดี) ทรัพย์อาจจางหาย 

 

 

• เตียงนอน ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้วไม่ควรวางตรงกับประตูห้อง โดยเฉพาะการหันหัวเตียงหรือท้ายเตียงไปตรงกับประตู เนื่องจากประตูเปรียบเสมือนปากทางพลัง ทั้งพลังงานร้ายและพลังงานดีที่จะพุ่งเข้าชนขอบประตู ทำให้ป่วยบ่อย เหนื่อยง่าย หรือเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ่อยๆ

• คานบ้านไม่ควรตรงกับเตียงนอน เพราะตามหลักฮวงจุ้ยนั้นเชื่อว่าผู้อยู่อาศัยจะรู้สึกเหมือนถูกกดทับ กดดัน ตลอดเวลาที่นอนหลับพักผ่อน

• ห้ามวางหัวเตียงตรงกับที่ประตูเปิด เพราะจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อชีวิตประจำวัน มักมีอุปสรรคและป่วยง่าย

• ไม่ควรวางเตียงนอนไว้ที่โล่งๆ โดยเฉพาะเตียงที่มีพื้นที่โล่งทั้ง 4 ด้าน เพราะจะทำให้เราเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก

• ไม่ควรวางเตียงไว้ระหว่างหน้าต่างกับประตู เพราะตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้วการวางแบบนี้จะทำให้เราถูกดูดพลังงานไปในขณะนอนหลับพักผ่อน ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ สุขภาพอ่อนแอ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรแก้ไขด้วยการให้ติดม่านที่หน้าต่าง

การตกแต่งและสีห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอน

มาถึงเรื่องการตกแต่งและสีของห้องนอนกันบ้าง ว่าเราควรจัดห้องและทาสีอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดี มีเงินทองไหลมาเทมา และมีความสุขตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนที่ดี
• ห้องนอนสีม่วงอ่อน ห้องนอนสีนี้เป็นแหล่งการรับจิตวิญญาณที่ดี เป็นสีแห่งความสำเร็จและความปรารถนาดี รวมทั้งมีหน้าที่การงานที่ดีตามมาด้วย

• ห้องสีครีม เป็นห้องที่ช่วยในการฟื้นฟูสุขภาพและความมั่นคงทางอารมณ์ทำให้สุขภาพของคุณแข็งแรงเหมาะแก่สำหรับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ ที่จะทำให้แข็งแรงเร็ววันเร็วคืน


• ห้องนอนสีชมพู เป็นสีที่เรียบง่ายเหมาะแก่การเยียวยาความยากจนให้หมดไป จึงทำให้สีนี้เป็นสีมงคลตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งจะทำให้ร่ำรวย เงินทอง รวมถึงช่วยเรื่องการเรียนให้ดีมากขึ้น


• ห้องสีเขียว ตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนแล้วสีเขียวเป็นสีแห่งการเจริญเติบโตเหมือนใบไม้ผลิในฤดูฝน เมื่อคุณนอนอยู่หรือว่าจะอาศัยภายในห้องนี้จะมีสุขภาพดีและมีความเจริญรุ่งเรืองมีโชคลาภและความมั่งคั่งในหน้าที่การงานและเงินทองไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่อง


• ห้องสีชมพูอมส้ม สีนี้เป็นสีที่ดึงดูดและมีเสน่ห์ทางเพศ จะเด่นเรื่องความรักความสัมพันธ์ เหมาะสำหรับคนโสดที่ต้องการหาคู่เป็นอย่างยิ่ง


• ห้องสีม่วง เป็นสีแห่งความสำเร็จตามหลักฮวงจุ้ย นอกจากนี้ยังส่งเสริมผู้อยู่อาศัยให้มีหน้าที่การงานดี สุขภาพแข็งแรง มีความรุ่งเรือง รวมถึงโชคลาภและความมั่งคั่งทางการเงิน

การเลือกสีห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ย

ฮวงจุ้ยห้องนอนกับสีของปีนักษัตรทั้ง 12


นอกจากสีห้องจะมีความหมายตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอน รู้หรือไม่ว่าแต่ละปีนักษัตรนั้นจะมีสีที่เหมาะสมหรือถูกโฉลกไม่เหมือนกัน ซึ่งทางเราก็รวบรวมสีที่เหมาะของปีนักษัตรทั้ง 12 มาให้ทุกคนได้อ่านกันแล้ว ดังนี้

 

• ปีหนู สีที่ถูกโฉลกและการทาห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีขาว สีฟ้า สีเทา และสีดำ

• ปีวัว สีที่ถูกโฉลกสำหรับการตกแต่งห้องของคุณ ได้แก่ สีม่วง สีเหลือง สีส้ม และสีน้ำตาล

• ปีเสือ สีที่ถูกโฉลก แก่การทาห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีดำ สีเขียว สีเหลืองอมเขียว และสีฟ้า

• ปีกระต่าย สีที่ถูกโฉลกสำหรับการทาห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีเหลืองอมเขียว สีดำ สีฟ้า และสีเขียว

• ปีมังกร สีที่ถูกโฉลกกับการตกแต่งห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีส้ม สีม่วง สีเหลือง สีแดง

• ปีงู สีที่ถูกโฉลกในการทาห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีเหลืองอมเขียว สีม่วง สีแดง และสีส้ม

• ปีม้า สีที่ถูกโฉลกในการตกแต่งห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีม่วง

• ปีแพะ เหมาะแก่สีโทนเข้ม ได้แก่ สีม่วง สีส้ม สีแดง และ สีน้ำตาล

• ปีลิง สีที่ถูกโฉลกสำหรับการทาห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีน้ำตาล สีเหลือง สีทอง สีเงิน และสีขาว

• ปีไก่ สีที่ถูกโฉลกในการแต่งห้องนอนของคุณได้แก่ สีทอง สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีขาว

• ปีจอ สีที่ควรตกแต่งห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีส้ม สีม่วง สีเหลือง และ สีน้ำตาล

• ปีหมู สีที่เหมาะสมแก่การตกแต่งห้องนอนของคุณ ได้แก่ สีทอง สีเงิน สีฟ้า สีดำ และสีเทา

ของตกแต่งห้องเสริมมงคลและความร่ำรวยตามฮวงจุ้ยห้องนอน

ห้องนอนประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับ

แน่นอนว่าของตกแต่งห้องนอนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะสวยงามแล้วตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนของพวกนี้ยังนำความสุข พลังงานที่ดี และเงินทองให้กับผู้อยู่อาศัยอีกด้วย ซึ่งของตกแต่งที่ดีตามหลักฮวงจุ้ยห้องนอนได้แก่ของ 3 สิ่งนี้


• โมบาย 
 เพิ่มพลังงานในห้อง ช่วยเรื่องโชคลาภ รวมถึงเรื่องการเงินซึ่งจะหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น

• หินมงคล ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามงคล หากนำมาไว้ในห้องนอนนอกจากจะสวยงามแล้ว ยังเพิ่มพูนโชคลาภให้เงินทองไหลมาเทมาอีกด้วย

• คริสตัล ให้นำลูกคริสตัลหรือแบบแท่งก็ได้มาตั้งไว้ในห้องนอน ช่วยเพิ่มพลังงานภายในห้อง นอกจากนี้หากใครทำธุรกิจจะช่วยเสริมให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นอีกด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.estopolis.com/

 

เหล็กรูปพรรณชนิดต่างๆ

เหล็กรูปพรรณชนิดต่างๆ

เหล็กเอชบีม (H-Beam)

เหล็กเอชบีม (H-Beam) เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปร้อน เกรด SS400 ความยาวมาตรฐาน 6 M. เหมาะสำหรับงานโครงสร้างเสา คาน และโครงตึกขนาดใหญ่

เหล็กไอบีม (I-Beam)

เหล็กไอบีม (I-Beam) เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปร้อน เกรด SS400 ความยาวมาตรฐาน 6 M.เหมาะสำหรับงานทำเสา คาน และรางเครน ที่ต้องการรับน้ำหนักมาก

เหล็กตัวซี (Light Lip Channel)

เหล็กตัวซี (Light Lip Channel) เป็นเหล็กรูปพรรณขึ้นรูปเย็น ความยาวมาตรฐาน 6 M. มีหน้าตัดเป็นรูปตัวซี เหมาะสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป งานบันได การทำโครงหลังคา แปต่างๆ

เหล็กฉาก (Equal Angle)

เหล็กฉาก (Equal Angle) เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปร้อน ความยาวมาตรฐาน 6 M. เหมาะสำหรับงาน โครงสร้างบ้าน, หลังคาโรงงาน งานโครงสร้างขนาดเล็กโดยทั่วไป เสาส่งไฟฟ้าและ วิทยุ

เหล็ก (Cut-Beam)

เหล็ก (Cut-Beam) เป็นการนำเหล็ก H-Beam มาตัดกลางที่เอว (Web) ซึ่งจะทำให้ได้เหล็ก Cut-Beam 2 ตัวที่เท่ากัน ซึ่งนิยมนำไปใช้ในงานโครงหลังคาประเภทโครงถัก (Truss) เพื่อเป็นการลดงานของ ผู้ออกแบบ และผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่จากเดิมจะใช้เป็นเหล็กฉาก 2 ตัวมาเชื่อม หรือ ขันน็อตร่วมกับ Gusset plate เพื่อยึดติดกัน

เหล็กพืด (Sheet Pile)

เหล็กพืด (Sheet Pile) เป็นแผ่นเหล็กลอนรูปต่างๆ มีความยาวตามกำหนดใช้ตอกในแนวดิ่ง สำหรับป้องกันแรงดันน้ำ และแรงดันดิน ที่กระทำตามความลึกของการขุด เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวของดิน

เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange)

เหล็กไวด์แฟรงค์ (Wide Flange) เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขึ้นรูปร้อน เกรด SS400 ความยาวมาตรฐาน 6 M.เหมาะสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป และงานเชื่อม มีรูปทรงลักษณะเดียวกับ ไอบีม แต่มีขนาดบางกว่า

เหล็กแผ่นลาย (Checkerd Plate)

เหล็กแผ่นลาย (Checkerd Plate) มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผิวเป็นลวดลายนูน เพื่อป้องกันการลื่นและน้ำขังเหมาะสำหรับการใช้ปูพื้นทางเดินและบันได พื้นรถบรรทุก ฯลฯ มีหลายขนาดและความหนา

เหล็กแผ่นดำ (Plate)

เหล็กแผ่นดำ (Plate) มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผิวเรียบ นิยมใช้สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป การปูพื้น การเชื่อมต่อโครงสร้างยานยนต์ งานต่อเรือ สะพานเหล็ก ฯลฯ มีหลายขนาดและความหนา

 

 

หลังคาเหล็ก METAL SHEET คืออะไร

หลังคาเหล็ก METAL SHEET คืออะไร

คงมีหลายคนที่เคยได้ยินชื่อของ Metal Sheet หรือหลังคาเหล็กมาก่อน บางคนก็เคยเห็นว่ามีลักษณะเป็นแบบไหน แต่ส่วนใหญ่อาจยังไม่รู้ว่า Metal Sheet นั้นทำจากวัสดุอะไร มีกี่ประเภท  มีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกใช้หลังคาแบบอื่น วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กัน

หลังคาเหล็กหรือ Metal Sheet  คือ แผ่นโลหะที่มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ อาจทำจากเหล็ก ทองแดง อลูมิเนียมหรือโลหะอื่นก็ได้ แต่ Metal Sheet ที่ใช้ทำหลังคาในเมืองไทยส่วนใหญ่จะทำจากวัสดุที่เป็นเหล็ก นำมารีดให้เป็นลอนแล้วขึ้นเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผ่นตรง แผ่นโค้งทั้งชิ้น หรือแผ่นโค้งส่วนปลาย เพื่อให้เหมาะสำหรับงานมุงหลังคา งานกั้นผนัง งานบานเกล็ด หรืองานครอบมุมต่าง ๆ เป็นต้น

 

Metal Sheet ก่อนนำมาขึ้นรูปจะมีลักษณะเป็นแผ่นโลหะบางและเรียบมี 2 แบบ คือ

  • แผ่นเคลือบอลูซิงค์ เป็นแผ่นเหล็กที่นำมาเคลือบสารที่มีส่วนผสมหลักคือสังกะสีและอลูมิเนียม โดยแผ่นเคลือบอลูซิงค์นี้จะมีความสวยงามกว่าแผ่นสังกะสีทั่ว ๆ ไป เพราะมีความเงางามจากอลูมิเนียมด้วย อีกทั้งยังช่วยในเรื่องการป้องกันการผุกร่อนจากการขึ้นสนิมได้ดีกว่าด้วย
  • แผ่นเคลือบสี เป็นแผ่นเหล็กที่หลังจากนำมาเคลือบอลูซิงค์หรือเคลือบสังกะสีอย่างเดียว แล้วนำมาเคลือบสีทับอีกชั้นหนึ่งเพื่อเพิ่มความสวยงาม

วัสดุที่ใช้ในงานก่อสร้างต่าง ๆ มักจะมีคำศัพท์เทคนิคที่ใช้เรียกเฉพาะ บางคำเราเห็นก็ไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร บางตัวก็เป็นค่าที่อ่านดูก็ไม่แน่ใจว่าค่ามากหรือน้อยจะดีกว่ากัน หลังคาเหล็ก Metal Sheet ก็มีคำศัพท์เฉพาะเหล่านี้เหมือนกัน มาเรียนรู้คำศัพท์เหล่านี้ไว้เพื่อนนำไปใช้ประโยชน์ได้เมื่อถึงคราวที่ต้องเลือกซื้อหลังคาเหล็กจะได้เลือกซื้อได้อย่างเหมาะสม

  • BMT (Base Metal Thickness) ความหนาของแผ่นเหล็กก่อนที่จะเคลือบอลูซิงค์
  • TCT (Total Coated Thickness) ความหนารวมแผ่นเหล็กหลังเคลือบอลูซิงค์และเคลือบสีแล้ว
  • AZ 50, AZ 70, AZ 90, AZ 100, AZ 150 ตัว AZ ตามด้วยตัวเลข คือ ระดับของการเคลือบสารอลูซิงค์ ตัวเลขยิ่งมากก็หมายถึงจำนวนกรัมต่อตารางเมตรของสารที่เคลือบทั้ง 2 หน้า ซึ่งมีผลทำให้แผ่นหลังคาเหล็กนั้นมีความแข็งแรงและทนทานกว่าด้วย ต้องบอกกันไว้หน่อยว่าความทนทานของ Metal Sheet ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหนาของแผ่นเหล็กก่อนเคลือบหรือ BMT แต่จะขึ้นอยู่กับระดับของการเคลือบสารอลูซิงค์นี้
  • G300, G550 ค่า Yield Strength ก่อนอื่นต้องรู้คุณสมบัติของเหล็กก่อนว่าเมื่อโดนดึงมันจะแข็งขึ้นจนถึงจุดหนึ่งที่แข็งที่สุด ถ้าดึงต่อเหล็กจะขาดค่า Yield Strength นี้เป็นตัวบอกว่าเหล็กแข็งแค่ไหน เช่น G550 แข็งกว่า G300 แต่จะเปราะและหักง่ายกว่า จึงเหมาะที่จะนำมาใช้งานที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป

 

คราวนี้หากจะลองเปรียบเทียบดูถึงข้อดีและข้อเสียของหลังคาเหล็ก Metal Sheet กับกระเบื้องคอนกรีตลอนคู่ที่เป็นที่นิยมในการนำมามุงหลังคากัน จะเปรียบเทียบได้ดังนี้

  • ราคา หากคิดรวมโครงสร้างของหลังคาทั้งหมดแล้ว กระเบื้องลอนคู่จะมีราคาแพงกว่า เนื่องจากใช้โครงหลังคาและฐานรากมากกว่า ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่มาก ๆ แล้ว แผ่นหลังคา Metal Sheet จะประหยัดกว่ามาก
  • ความลาดชัน กระเบื้องลอนคู่ต้องปูให้ลาดชันไม่น้อยกว่า 15 องศา ในขณะที่หลังคาเหล็ก Metal Sheet ปูให้ลาดชันแค่เพียง 1-5 องศาเท่านั้น
  • น้ำหนัก กระเบื้องลอนคู่ผลิตจากคอนกรีตจึงมีน้ำหนักมาก ต่อตารางเมตรหนักถึง 49 กิโลกรัม ในขณะที่หลังคาเหล็ก Metal Sheet หนักต่อตารางเมตรเพียงแค่ 4.2-6.2 กิโลกรัมเท่านั้น การติดตั้งหลังคาเหล็ก Metal Sheet จึงทำได้ง่ายและสะดวกกว่ามาก
  • การกันความร้อน กระเบื้องลอนคู่จะร้อนกว่าเนื่องจากคอนกรีตสะสมความร้อน ส่วนหลังคาเหล็กมีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อนได้ดีกว่า ทำให้อากาศภายในอาคารไม่ร้อนอบอ้าว
  • การกันฝน หลังคาเหล็ก Metal Sheet จะกันน้ำกันฝนได้ดีกว่า เพราะปูได้แนบสนิทและมีรอยต่อน้อยกว่า หลังคากระเบื้องคอนกรีตมักประสบปัญหาน้ำรั่วจากหลายสาเหตุด้วยกัน
  • ความแข็งแรงทนทาน กระเบื้องคอนกรีตจะเริ่มแตกร้าวเมื่อผ่านการใช้งานไปประมาณ 5 ปี ในขณะที่หลังคาเหล็ก Metal Sheet นั้น จะอยู่ทนทานได้นานถึง 15 ปี
  • ความสวยงาม หลังคาเหล็ก Metal Sheet จะไม่มีปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอของสี ๆ สีจะออกมาสวยงามเหมือนกันทุกรุ่น ส่วนกระเบื้องคอนกรีตอาจมีสีที่ไม่สวยเสมอกันทุกชิ้น ขนาดก็อาจจะไม่สม่ำเสมอด้วย ทำให้ปูยาก รอยต่อไม่แนบสนิทและสีไม่สวยงาม
  • อันตรายจากวัสดุ ถ้าเป็นหลังคาเหล็กจะไม่มีอันตรายจากวัสดุเกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นกระเบื้องคอนกรีตอาจมีเชื้อราหรือสีที่หลุดลอกออกมาเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
  • เสียงดังขณะฝนตก หากหลังคาเหล็ก Metal Sheet จะมีข้อเสีย ก็คงจะเป็นเรื่องของเสียงดังขณะฝนตกเท่านั้น ซึ่งกระเบื้องคอนกรีตจะกันเสียงได้ดีกว่า

อ่านถึงตรงนี้แล้วหวังว่าคงรู้ว่าหลังคาเหล็กหรือ Metal Sheet กันมากขึ้น หากถึงคราวต้องเลือกวัสดุมุงหลังคา ก็อย่าลืมว่ามีหลังคาเหล็กหรือ Metal Sheet ที่มีข้อดีมากมายให้เลือกใช้ด้วย

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.secsteel.com

6 ไอเดียเปลี่ยน “บ้านร้อน” ให้เย็นอยู่สบาย

6 ไอเดียเปลี่ยน “บ้านร้อน” ให้เย็นอยู่สบาย

6 ไอเดียเปลี่ยน “บ้านร้อน” ให้เย็นอยู่สบาย

นับวันสภาพอากาศบ้านเราจะร้อนอบอ้าวมากขึ้น จนบางครั้งเครื่องปรับอากาศยังเอาไม่อยู่ ล่าสุดในหลายพื้นที่อุณหภูมิได้พุ่งทะยานทะลุ 40 องศาเซลเซียสไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “บ้านร้อน” จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่กวนใจใครหลายคนอยู่ในขณะนี้ … เอสซีจี จึงมี 6 ไอเดียง่ายๆ ในการปรับบ้านร้อนให้กลายเป็น “บ้านเย็น” อยู่สบายรับซัมเมอร์นี้มาฝากกัน

1. หลังคาและฝ้าภายใน ส่วนแรกที่ต้องให้ความสำคัญ ต้องเลือกที่สามารถสะท้อนและป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ซึ่งควรใช้หลังคาที่ช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ ร่วมกับการใช้แผ่นสะท้อนความร้อน พร้อมทั้งติดตั้งฝ้าสมาร์ทบอร์ดร่วมกับฉนวนกันความร้อนที่ฝ้าเพดาน เพื่อป้องกันไม่ให้บ้านร้อนจนเกินไป

 

2. ฝ้าชายคา ใช้ฝ้าสมาร์ทบอร์ดที่มีรูระบายอากาศ เพราะจะช่วยระบายความร้อนภายในบริเวณโถงหลังคาได้ ถ้าเลือกใช้แบบมีตาข่ายกันแมลงสำเร็จรูปจากโรงงานได้ยิ่งดี ทั้งลดร้อนและกันแมลงได้ในตัว

 

3. กันสาด ใครว่าช่วยกันได้แค่ฝน เพราะแท้จริงแล้วกันสาดช่วยกันความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวบ้านได้เป็นอย่างดี ควรติดตั้งในฝั่งที่แสงแดดส่องถึงโดยตรง และเลือกวัสดุที่ไม่สะสมความร้อน อย่างไม้ระแนง หรือไฟเบอร์ซีเมนต์ ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน เป็นต้น

 

4. สี การเลือกใช้สีทาบ้าน ควรใช้สีกันความร้อน สีสว่างโทนอ่อน เพราะจะไม่กักเก็บความร้อนไว้นาน ที่สำคัญสีโทนอ่อนจะมีผลต่ออารมณ์ของผู้อยู่อาศัย ให้รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย

 

5. พื้นบ้าน โดยเฉพาะพื้นชั้นล่าง ควรเลือกใช้หินอ่อน, แกรนิต หรือแม้แต่กระเบื้องเซรามิค, และพอร์ซเลน เพราะจะกักเก็บความเย็นจากพื้นดินได้ดี ขณะเดียวกันก็สามารถระบายความร้อนได้เร็ว จึงช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านให้เย็นลงได้

 

6. ผนังและไม้ฝา โดยเฉพาะผนังด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ที่รับแสงแดดแบบเต็มๆ ควรทำระแนงไม้บังแดดขึ้นมาอีก 1 ชั้น หรือใช้ไม้ฝานวัตกรรมใหม่ล่าสุดอย่าง ไม้ฝา เอสซีจี รุ่น “คูลพลัส” ที่มาพร้อมเทคโนโลยี “คัลเลอร์ ล็อค พลัส” การเคลือบผิวแบบพิเศษมีคุณสมบัติช่วยสะท้อนความร้อนเพิ่มขึ้นได้ถึง 4 เท่า* ที่จะมาช่วยปรับเปลี่ยนแก้ไขบ้านร้อนให้กลายเป็นบ้านเย็นอยู่สบาย เพราะลดอุณหภูมิสูงสุดถึง 5 องศาเซลเซียส** ง่ายและจบในขั้นตอนเดียว
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.scgbuildingmaterials.com/th/LivingIdea/NewBuild
เสาและคาน: โครงสร้างหลักรับน้ำหนักตัวบ้าน

เสาและคาน: โครงสร้างหลักรับน้ำหนักตัวบ้าน

เสาและคาน เป็นโครงสร้างหลักสำคัญที่เปรียบเสมือนโครงกระดูกของบ้าน ซึ่งหมายถึงความแข็งแรงมั่นคงของบ้านทั้งหลัง การสร้างบ้านให้ประหยัดและถูกต้องตามหลักการก่อสร้าง จึงต้องพิจารณาในเรื่องของเสาและคานตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบไปจนถึงกระบวนการก่อสร้าง โครงสร้างเสาและคานมีหลากหลายประเภท โดยที่นิยมกันในปัจจุบัน คือ โครงสร้างไม้ โครงสร้างเหล็ก และโครงสร้างคอนกรีต

สำหรับโครงสร้างไม้นั้น ปัจจุบันถูกลดความนิยมลง เพราะไม้โครงสร้างซึ่งต้องเป็นไม้ที่มีขนาดใหญ่และคุณภาพดีมีปริมาณลดลงทุกวัน ราคาจึงค่อนข้างสูง และยังต้องอาศัยการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับกระแสความคิดด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติด้วย

โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือที่เรียกโดยย่อว่า “โครงสร้าง ค.ส.ล.” คอนกรีตมีส่วนประกอบหลักคือ ปูนซีเมนต์ หิน กรวดหรือทราย และน้ำ มีคุณสมบัติในการรับแรงอัดได้ดี แต่รับแรงดึงได้ค่อนข้างต่ำมาก เมื่อนำไปทำเป็นโครงสร้างบ้าน จึงต้องมีการเสริมเหล็ก เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการรับแรงดึง  โครงสร้าง ค.ส.ล. เป็นที่นิยมในบ้านเรา เนื่องจากสถาปนิกและวิศวกรส่วนใหญ่มีความชำนาญในการออกแบบ ช่างก่อสร้างส่วนมากถนัดงานคอนกรีต ราคาทั้งค่าของและค่าแรงไม่สูง ให้ความรู้สึกแข็งแรงมั่นคง สามารถหล่อขึ้นรูปได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ ต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างพอสมควร เพราะคอนกรีตต้องรอการเซ็ทตัวเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ถึงแม้ในปัจจุบันมีคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีส่วนผสมและกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน แต่ยังต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบในขั้นตอนการเทคอนกรีต และความรับผิดชอบของช่างผู้คุมงานและช่างก่อสร้างเป็นหลัก คอนกรีตมีคุณสมบัติเรื่องการสะสมความร้อนและการนำพาความชื้น จึงเป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงและหาทางระวังป้องกันไว้ด้วย

สิ่งสำคัญสำหรับงานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก คือ การผูกเหล็กและทาบเหล็กต้องถูกต้องตามมาตรฐาน มีระยะคอนกรีตหุ้มเหล็กที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดสนิมที่เหล็ก เสาและคานต้องได้ระดับทั้งแนวนอนและแนวดิ่ง มีการถอดไม้แบบตามระยะเวลาที่เหมาะสมในแต่ละส่วน และที่ลืมไม่ได้คือการบ่มคอนกรีต เพื่อให้คอนกรีตแข็งแรงเต็มประสิทธิภาพ

โครงสร้างเหล็ก เหล็กที่นำมาทำเป็นโครงสร้างบ้านต้องเป็นเหล็กรูปพรรณ ซึ่งในอดีตต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศจึงทำให้ราคาสูง ปัจจุบันไทยเราผลิตเหล็กรูปพรรณได้เองมาสิบกว่าปีแล้ว เราจึงได้เห็นอาคารช่วงหลังๆ นี้สร้างด้วยโครงสร้างเหล็กกันมากขึ้น เหตุผลที่สนับสนุนการใช้โครงสร้างเหล็กนั่นก็คือ เหล็กรูปพรรณจะถูกผลิตจาก

โรงงานอุตสาหกรรมซึ่งมีการควบคุมมาตรฐานในการผลิต สามารถสั่งผลิตเตรียมชิ้นส่วนจากโรงงาน มาถึงหน้างานก็เชื่อมประกอบได้ทันที จึงใช้เวลาในการก่อสร้างน้อยกว่าโครงสร้าง ค.ส.ล. มาก ดังนั้นจึงลดต้นทุนเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกจากนี้ การออกแบบโครงสร้างที่รับน้ำหนักอาคารที่เท่ากัน โครงสร้างเหล็กจะมีขนาดเล็กและบางกว่าโครงสร้าง ค.ส.ล. จึงทำให้น้ำหนักโดยรวมเบากว่าด้วย และส่งผลให้ระบบฐานรากของอาคารมีขนาดเล็กกว่าและประหยัดกว่านั่นเอง แต่ที่เรายังไม่ค่อยพบการสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็กก็น่าจะมีสาเหตุในเรื่องแรงงานที่มีความชำนาญในการก่อสร้างยังมีไม่มาก อีกทั้งด้วยคุณสมบัติของวัสดุเองที่ไม่สามารถทนไฟและการกัดกร่อนได้ จึงต้องทำการป้องกันโดยการห่อหุ้มด้วยวัสดุทนไฟ ทาสีกันสนิม และต้องคอยดูแลรักษาตรวจสอบโครงสร้างเหล็กโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในสิ่งเหล่านี้พอสมควร เมื่อเทียบราคาค่าก่อสร้างแล้วจึงอาจจะสูงกว่าโครงสร้าง ค.ส.ล. เล็กน้อย

อย่างไรก็ดี โครงสร้างเหล็กก็ยังน่าใช้ ถ้ามองในเรื่องของการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่ว่าจะรื้อแล้วนำไปประกอบที่อื่นใหม่ หรือจะขายก็ยังมีราคา และที่สำคัญคือสามารถนำกลับเข้ากระบวนการผลิตซ้ำได้อีก

งานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก
ที่มาภาพ: http://www.bloggang.com/

 

TIPS: การใช้ปูนซีเมนต์กับงานโครงสร้าง
ต้องแน่ใจว่าปูนซีเมนต์ที่ใช้หล่อเสาและคานเป็นปูนที่ใช้ทำโครงสร้างบ้าน คือ “ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์” ไม่ควรนำปูนสำหรับงานฉาบมาใช้กับงานโครงสร้างเป็นอันขาด เนื่องจากไม่สามารถรับน้ำหนักที่มากได้

การผูกเหล็ก ทาบเหล็กต้องถูกต้องและแข็งแรง
สิ่งที่เจ้าของบ้านทำได้คือ การตรวจเช็คกับวิศวกรหรือสถาปนิกที่คุมงานว่า บ้านที่กำลังสร้างอยู่นั้นมีการผูกเหล็กและเทคอนกรีตได้ตรงตามแบบ ได้มาตรฐานและระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่

เสาและคานต้องได้แนว
การได้แนวดิ่งของเสาและคานเป็นเรื่องสำคัญ ขั้นแรกอาจสังเกตด้วยสายตาก่อนว่าต้องไม่บิดเบี้ยว เอียง ขั้นต่อมาอาจต้องใช้ “ลูกดิ่ง” (เครื่องมือสำหรับงานช่างชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นตุ้มน้ำหนักที่มีปลายด้านหนึ่งแลมและปลายอีกด้านถูกยึดไว้ด้วยเชือก ใช้สำหรับหาแนวดิ่งที่ตั้งฉากกับพื้นโลกเพื่อเป็นเส้นอ้างอิงสำหรับงานก่อสร้าง) เพื่อความแม่นยำและเที่ยงตรง โดยค่าเบี่ยงเบนของเสานั้นไม่ควรเกิน 1 เซนติเมตร ต่อช่วงความยาวเสา 3-4 เมตร ถ้ามากกว่านี้ การรับน้ำหนักของเสาอาจได้น้อยกว่ากำหนด

อย่าลืมบ่มคอนกรีต
งานคอนกรีตเสริมเหล็กนั้น ช่วงที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษคือ ช่วงที่เสาและคานของบ้านได้หล่อคอนกรีตและแกะแบบออกมา ต้องมีกระบวนการ “บ่มคอนกรีต” โดยการทำพื้นผิวให้ชุ่มชื้น ด้วยการหากระสอบคลุมและรดน้ำให้ชุ่ม หรือใช้พลาสติกคลุมรอบเสาและคานคอนกรีต เพื่อไม่ให้ความชื้นในคอนกรีตระเหยเร็วเกินไปจนอาจเกิดการแตกร้าว (crack) คอนกรีตจะมีความแข็งแรงเต็มประสิทธิภาพ

 

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.scgbuildingmaterials.com/th/LivingIdea/NewBuild

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า