โดย saweang | มิ.ย. 12, 2018 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
กรรมวิธีการเชื่อมโลหะด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ เป็นกรรมวิธีที่อาศัยการอาร์ก ระหว่างปลายลวดเชื่อมกับชิ้นงานหลอมเป็นแนวเชื่อมได้อย่างต่อเนื่องและสมบูรณ์ จะต้องใช้ทักษะจากช่างเชื่อมในการปฏิบัติงาน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ช่างเชื่อมหรือผู้ปฏิบัติงาน จำเป็นต้องรู้ถึงเทคนิค ต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานดังนี้
2.1.2.4 ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและหลายครั้งจนเกิดความชำนาญ

รูปที่ 130 แสดงถึงวิธีการเริ่มต้นอาร์กแบบเคาะ
2.1.2 วิธีขีด (Scratching) หรือวิธีเขี่ยลวดเชื่อม ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติดังนี้

รูปที่ 131 แสดงถึงวิธีการเริ่มต้นอาร์กแบบขีด
2.2 การเริ่มต้นและสิ้นสุดแนวเชื่อม
คุณภาพของแนวเชื่อมนั้นไม่ได้ดูตรงส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นการเฉพาะแต่จะต้องดูตลอดทั้งแนว ช่างเชื่อมหลายคนไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากละเลยข้อปฏิบัติการเริ่มต้น และการสิ้นสุดแนวเชื่อม จึงควรพิจารณาวิธีปฏิบัติดังนี้
2.2.1 การเริ่มต้นเชื่อม ควรเตรียมงานให้สะอาด ปราศจากสิ่งต่าง ๆ เช่น จาระบี น้ำมันสนิมเพราะจะทำให้รอยเชื่อมที่ได้ไม่มีคุณภาพตามต้องการ การเริ่มต้นเชื่อมบริเวณจุด เริ่มต้นของแนวเชื่อมจะเริ่มจากการทำให้เกิดการอาร์ก เมื่อเกิดการอาร์กขึ้นแล้วให้ยกลวดเชื่อม
ขึ้นประมาณ 2 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางลวดเชื่อม ทำมุมเชื่อมตามลักษณะของรอยต่อ แบบต่าง ๆ ซึ่งมุมเชื่อมจะแตกต่างกันไป หลังจากนั้นให้สร้างบ่อหลอมเหลวซึ่งจะกว้างประมาณ 1.5 – 2 เท่า ของเส้นผ่าศูนย์กลางลวดเชื่อม และต้องให้มีการซึมลึกอย่างสม่ำเสมอ
2.2.2 วีธีการเชื่อมเมื่อสิ้นสุดแนวเชื่อม เมื่อทำการเชื่อมถึงจุดสุดท้ายของแนวเชื่อมจะเป็นแอ่งโลหะปลายแนวเชื่อม (Crater) ซึ่งเป็นจุดที่มีความแข็งแรงต่ำสุดของแนวเชื่อมและเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดรอยร้าวขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องเติมลวดเชื่อมที่ปลายแอ่งโลหะให้เต็ม โดยให้เดินย้อนกลับเล็กน้อย แล้วหยุดเติมแอ่งปลายแนวเชื่อมให้เต็ม ดังแสดงในรูปที่ 132

รูปที่ 132 แสดงถึงวิธีการเชื่อมเมื่อสิ้นสุดแนวเชื่อม
2.3 การต่อแนวเชื่อม ลวดเชื่อมไฟฟ้าแบบหุ้มฟลักซ์ เมื่อเชื่อมจนปลายลวดเชื่อมเหลือประมาณ 38.10 มม. จะต้องมีการเปลี่ยนลวดเชื่อมใหม่และในการเปลี่ยนลวดเชื่อมใหม่ จะต้องมีการต่อแนวเชื่อม ซึ่งจะต้องเป็นแนวเดียวกันกับแนวเดิม และจะต้องมีความแข็งแรงและมีคุณสมบัติเท่ากับแนวเดิมด้วย ซึ่งวิธีการต่อแนวเชื่อมมีวิธีการปฏิบัติดังนี้
2.3.1 ในกรณีที่แอ่งปลายแนวเชื่อมยังร้อนอยู่ ให้เชื่อมต่อได้ทันที ไม่ต้องเคาะทำความสะอาด โดยให้เริ่มต้นอาร์กห่างจากแอ่งหลอมเหลวเดิมไปทางด้านหน้าประมาณ ½ – 1 นิ้ว ดังแสดงในรูปที่ 133 เริ่มอาร์กที่จุด A แล้วจึงถอยหลังกลับไปที่จุด B ซึ่งเป็นบ่อหลอมละลายของแนวเชื่อมเดิม (วิธีนี้ถ้าช่างเชื่อมขาดทักษะจะเกิดสแลกฝังในรอยเชื่อม)
2.3.2 ในกรณีที่แอ่งปลายแนวเชื่อมเย็นแล้ว ให้ทำความสะอาดโดยใช้ค้อนเคาะสแลก (Slag) ออกและใช้แปรงลวดขัดให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นให้เริ่มต้นอาร์กห่างจากแอ่งหลอมเหลวเดิมไปทางด้านหน้าประมาณ ½ นิ้ว – 1 นิ้ว เช่นเดียวกับข้อ 2.3.1 ดังแสดงในรูปที่ 133 เริ่มอาร์กที่จุด A แล้วจึงถอยหลังกลับไปที่จุด B ซึ่งเป็นบ่อหลอมเหลวของ แนวเชื่อมเดิม

รูปที่ 133 แสดงวิธีการต่อแนวเชื่อม รูปที่ 136 แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าเหนือศีรษะ
ข้อสังเกตในการต่อแนวเชื่อม ไม่ควรเริ่มต้นอาร์กใหม่ข้างแอ่งโลหะ ปลายแนวเชื่อมเพราะจะทำให้ความร้อนไม่เพียงพอที่จะหลอมเหลวเป็นเนื้อเดียวกันของแนวเชื่อม และการเติมลวดเชื่อมตรงแนวต่อจะต้องควบคุมอย่าให้มากเกินไป เพราะจะทำให้แนวเชื่อมนูนกว่าแนวเดิมแต่ถ้าเติมลวดเชื่อมน้อยเกินไป จะทำให้แนวเชื่อมแบนและเกิดรอยแหว่ง
2.4 การเชื่อมแนวเส้นเชือก หมายถึง การเชื่อมโดยไม่ส่ายลวดเชื่อมขณะทำการเชื่อมเพียงแต่ควบคุมระยะอาร์ก มุมของลวดเชื่อม และความเร็วในการเดินลวดเชื่อมเท่านั้น ซึ่งการเชื่อมแนวเส้นเชือกนี้ โดยทั่วไปจะใช้กับการเชื่อมในท่าขนานนอน และท่าตั้งเชื่อมลง เพราะถ้าส่ายลวดเชื่อมอาจทำให้แนวเชื่อมไม่สมบูรณ์โดยเฉพาะเกิดรอยแหว่งขึ้นได้
2.5 การเชื่อมส่ายลวดเชื่อม หมายถึง การลากลวดเชื่อมไปทางด้านข้างเพื่อให้แนวเชื่อมมีขนาดกว้างขึ้น โดยทั่วไปแล้วความกว้างของแนวเชื่อมไม่ควรเกิน 5 เท่าของความโตลวดเชื่อม การเลือกรูปร่างหรือแบบของการส่ายลวดเชื่อม จะต้องคำนึงถึงชนิดของรอยต่อขนาดของแนวเชื่อมและตำแหน่งท่าเชื่อมด้วย การเชื่อมส่ายลวดเชื่อมนี้ โดยทั่วไปใช้เทคนิคนี้กับการเชื่อมรอยต่อร่องของตัววี สำหรับงานหนา ๆ และรอยเชื่อมฟิลเลทบนรอยต่อแบบต่าง ๆ หรือการเชื่อมเสริมทับกันหลาย ๆ ชั้น การเชื่อมส่ายลวดเชื่อมจะเป็นเทคนิคที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการเชื่อมไฟฟ้าแบบอาร์ก แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่า การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในการเชื่อม เช่น เปลี่ยนแปลงมุมเอียงระยะอาร์ก รูปแบบการส่ายลวดเชื่อม จะมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของแนวเชื่อมอนึ่งการส่ายลวดเชื่อมในบางกรณี จะทำเพื่อให้รอยเชื่อมมีเกล็ดสวยเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ด้านอื่น ๆ การส่ายลวดเชื่อมอาจแบ่งตามลักษณะของตำแหน่ง ท่าเชื่อมดังต่อไปนี้
2.5.1 การส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อม ท่าราบ (Flat Surface) ดังแสดงใน
รูปที่ 134 (จุดสีดำตามแนวด้านข้างรอยเชื่อม หมายถึง จุดที่หยุดเติมลวดเชื่อมเพื่อให้เติมลวดเชื่อมที่แนวด้านข้าง มากกว่าส่วนอื่น เพื่อป้องกันการเกิดรอยแหว่งที่ขอบแนวเชื่อม)
รูปที่ 134 แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมราบ
2.5.2 การส่วยลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าตั้ง (Vertical Line) ดังแสดงในรูปที่ 135

รูปที่ 135 แสดงการส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อมท่าตั้ง
2.5.4 การส่ายลวดเชื่อมในตำแหน่งท่าเชื่อม ท่าเหนือศีรษะ (Overhead) ดังแสดงในรูปที่ 136



2.1.1.1 ถือลวดเชื่อมให้อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับชิ้นงาน
2.1.1.2 กดลวดเชื่อมลงไปเคาะหรือแตะบนแผ่นเหล็กเบา ๆ แล้วรีบยกขึ้นโดยเร็วเมื่อเกิดการอาร์กและให้ลวดเชื่อมเคลื่อนที่ไปข้างหน้าประมาณ 2-3 มม.
2.1.1.3 ปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง และหลายครั้งจนเกิดความชำนาญ 2.1.1 วิธีเคาะ (Tapping) หรือวิธีแตะ ลวดเชื่อม ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติดังนี้
โดย saweang | มิ.ย. 11, 2018 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
บ้านหลังนี้เป็นแบบบ้านโครงเหล็กโมเดิร์นสไตล์ตั้งอยู่ที่ประเทศบราซิลครับ ซึ่งบ้านหลังนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างเพียง 30 วันครับ สามารถประยุกต์ได้จากโครงเหล็กได้ ไม่น่าจะแพงมากครับ โดยรวมบ้านหลังนี้จะเน้นใช้โครงสร้างจากเล็ก ประกอบกับกระจกเป็นผนัง และสร้างแยกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งทำเป็นแบบบ้านชั้นเดียว และอีกส่วนเป็นบ้านสองชั้น และจุดเด่นคงเป็นสถานที่ตั้งที่อยู่ริมทะเล และสระว่ายน้ำที่มีส่วนเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่น จึงทำให้บ้านมีบรรยกาศที่ดีมาก ลองชมเป็นไอเดียตกแต่งบ้านกันครับสำหรับเพื่อนๆที่ชอบแนวนี้อาจจะนำไปเป็นไอเดียได้
ผลงานโดย Kali Arquitetura
ชมรูปภาพแบบบ้านสวยๆ ในรูปแบบสไตล์โมเดิร์น


แบบบ้านชั้นเดียววิวสระว่ายน้ำ

มุมนั่งเล่นมองจากภายนอก


แบบบ้านภายนอก

สำหรับท่านใดสนใจ หรือกำลังหาไอเดียจะสร้างบ้าน แบบบ้านโครงเหล็ก ในงบประมาณจำกัด เป็นทางเลือกอีกทาง ตอบโจทย์งบประมาณก่อสร้าง
โดย admin_sale | พ.ค. 25, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
บ้านโครงสร้างเหล็กอีกทางเลือกใหม่ของงานก่อสร้าง
ในการสร้างบ้านนั้นส่วนที่จะเป็นตัวรับน้ำหนักของบ้านก็คือโครงสร้างบ้าน ดังนั้นวิธีการออกแบบโครงสร้างและการเลือกใช้วัสดุที่จะนำมาทำโครงสร้างบ้านจึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ โครงสร้างบ้านที่เราคุ้นเคยและพบเห็นโดยทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นบ้านโครงสร้างไม้และบ้านโครงสร้างปูน แต่ในปัจจุบันยังมีโครงสร้างอีกแบบที่เริ่มนำมาใช้เป็นโครงสร้างบ้านนั่นก็คือ โครงสร้างเหล็ก โครงสร้างชนิดนี้สามารถนำมาใช้งานทั้งงานสร้างบ้านใหม่และงานต่อเติม ไม่ว่าจะเป็นระบบเสาและคาน จะใช้เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อน หรือที่ช่างนิยมเรียกกันว่า เหล็กตัวไอ
จุดเด่นของงานโครงสร้างเหล็กคือ เป็นวัสดุสำเร็จรูปผลิตมาจากโรงงานซึ่งจะได้มาตรฐานกว่า ออกแบบบ้านตามรูปทรงต่างๆ ได้ง่ายกว่า ใช้ทำโครงสร้างที่มีช่วงคานยาวและคานยื่นได้ดี สามารถติดตั้งที่หน้างานก่อสร้างได้ง่าย รวดเร็ว โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาก่อสร้างน้อยกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก 1/3 ส่วน
ในปัจจุบันจะนิยมออกแบบบ้านโดยเน้นภายตัวบ้านให้โล่ง บางทีอาจะถึงขั้นเผยให้เห็นโครงสร้างของตัวบ้านด้วย ดังนั้นเสาและคานเหล็กซึ่งจะมีขนาดที่เล็กกว่าแบบคอนกรีตจะเหมาะกับงานในลักษณะนี้มาก
การนำเหล็กโครงสร้างเหล็กมาประกอบเข้าด้วยกัน ที่นิยมใช้งานมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่
- ระบบสลักเกลียว ผู้ผลิตจะเตรียมเหล็กมาจากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเสา คาน เหล็กฉาก และอุปกรณ์อื่นๆ พร้อมเจาะรูสำหรับยึดน็อตเอาไว้เพื่อความสะดวกในการนำไปติดตั้งที่หน้างานก่อสร้าง ส่วนมากเสาคานเหล็ก H Beam จะมีขนาดหน้าตัดและความหนาตามมาตรฐานของผู้ผลิต ขั้นตอนการติดตั้งจะติดตั้งบ่าเหล็กฉากเข้ากับเสาก่อน แล้วยึดเหล็กคานเข้ากับบ่าเหล็กฉากด้วยการร้อยน็อตสกรู ควรหันหางเกลียวออกด้านนอก ขันน็อตสกรูรองแหวนด้วยมือใส่จนครบทุกตัว แล้วจึงใช้ประแจปอนด์ขันให้แน่นอีกครั้ง
- ระบบเชื่อมด้วยไฟฟ้า ตัดเหล็กโครงสร้างให้มีขนาดตามแบบ แล้วเชื่อมเหล็กเข้าด้วยกันด้วยวิธีการเชื่อมไฟฟ้า แล้วจึงทาสีกันสนิมเคลือบผิวเหล็กและแนวรอยต่อทีหลัง วิธีนี้ต้องอาศัยความชำนาญของช่างเป็นอย่างมาก

การเชื่อมต่อเสาและคานเหล็กแบบสลักเกลียว

การเชื่อมต่อเสาและคานเหล็กแบบเชื่อมด้วยไฟฟ้า
Cr: www.bhumisiam.com
โดย admin_sale | พ.ค. 22, 2017 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การใช้โครงสร้างเหล็ก”ลดปัญหาโลกร้อน”
ศาสตราจารย์ วรศักดิ์ จะอภิปรายเรื่องโน้มการใช้เหล็กในการลดปัญหาโลกร้อน โดยกล่าวถึงว่าวิศวกรชาวอังกฤษพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า วัฏจักรชีวิตของสิ่งปลูกสร้างในประเทศอังกฤษตั้งแต่ขบวนการผลิต การก่อสร้าง การใช้งาน จนถึงการรื้อถอนทำลาย ได้มีส่วนในการปล่อยกาศเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ประมาณครึ่งหนึ่งของกิจกรรมทั้งหมดภายในประเทศ เรียกการตรวจสอบนี้ว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ซึ่งคาร์บอนฟุตพริ้นท์ คือปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมทั้งก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ โดยตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์และบริการซึ่งครอบคลุมการได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการแปรรูป การขนส่ง การใช้ และการกำจัดขั้นสุดท้าย เป็นการแสดงผลในเชิงปริมาณเทียบเท่ากับศักยภาพการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ วัดเป็นกิโลกรัม (kg CO2 equivalent) โดย British Standards Institution (BSI) ได้พัฒนามาตรฐานการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (PAS 2050:2008-Specification for the assessment of the life cycle greenhouse gas emissions of goods and services) เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตัวอย่างการเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระหว่างโครงสร้างเหล็กและโครงสร้างคอนกรีต มหาวิยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดได้มอบให้บริษัท Peter Brett Associates (PBA) ออกแบบอาคารใหม่ของคณะวิทยาสตร์ โดยพิจารณาสองทางเลือก คือ 1 ใช้โครงสร้างเหล็กเป็นหลักโดยมีแผ่นพื้นคอนกรีตวางบนระบบคานเหล็กสองทาง กับ 2 คือใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก เมื่อออกแบบเสร็จแล้ว ให้มีการคำนวณปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากขบวนการผลิตวัสดุ การขนส่งวัสดุ และการก่อสร้างหรือการติดตั้ง และการรื้อถอนทำลายของทางเลือกทั้ง 2 ซึ่งก็พบว่าปริมาณ CO2 ที่ปล่อยจากทางเลือกโครงสร้างคอนกรีต มีปริมาณมากกว่าทางเลือกที่เป็นโครงสร้างเหล็กถึง 24% นี่ยังไม่รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากขบวนการก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้โครงสร้างคอนกรีตยิ่งมีความเสียเปรียบมากขึ้น สรุปคือการก่อสร้างอาคารแบบแรกมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน
นอกจากนี้ประโยชน์ของอาคารแบบโครงสร้างเหล็กยังมีอีกหลายด้านเช่น
คุณประโยชน์ของเหล็กด้านความยั่งยืนใน 3 ปัจจัย
1.ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม
ขยะของเหลือใช้เป็นศูนย์ (Zero Waste) ชิ้นส่วนเหล็กสามารถผลิตและประกอบล่วงหน้าจากโรงงานและถูกลำเลียงมายังหน้างานตามความจำเป็น ทำให้วางแผนงานก่อสร้างทำได้แม่นยำ โดยแทบจะไม่มีของเหลือหรือความสูญเสียที่หน้างาน
การก่อสร้างที่สะอาดและรวดเร็ว (Clean-Dry and Speedy Construction) เหล็กเป็นวัสดุก่อสร้างที่สามารถประกอบและติดตั้งได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย เวลาที่ลดลงในหน้างานหมายถึงผลกระทบต่อชุมชนที่ลดลงด้วย ชิ้นงานเหล็กสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ไม่ทิ้งเศษวัสดุ จัดเก็บรวมกองได้ง่าย สะดวกสบายในการขนส่งลำเลียงในไม่มีขยะเหลือมากในหน้างานรวมไปถึงลดภาระการขนส่งวัสดุก่อสร้างพื้นฐานไปยังหน้างานนั้นคือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งด้วย
การออกแบบให้มีสิ่งแวดล้อมน่าอยู่ทำได้ง่าย (Design for Good Living Environment) อาคารโครงสร้างเหล็กสามารถออกแบบให้มีสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ มีความโปร่งในการรับแสงธรรมชาติ และมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยน ความแข็งแรงของเหล็กทำให้อาคารสามารถมีช่วงเสาที่ยาวกว่า เช่น อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นต้นทำให้มีการจัดพื้นที่ภายในทำได้ง่ายและปรับเปลี่ยนได้ เมื่อการใช้อาคารเปลี่ยนไป โครงสร้างเหล็กสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบ (Reconfiguration) เพื่อให้อาคารเก่ามีชีวิตใหม่ได้ ความมีอายุยืนยาวของอาคารเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความยั่งยืนโดยส่วนรวม
2.คุณประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ
การก่อสร้างที่รวดเร็วและคาดการณ์เวลาได้ (Speedy and Predictable Construction Program) เริ่มจากการผลิตเหล็กโครงสร้าง กระทำอย่างเป็นระบบในสิ่งแวดล้อมโรงงานที่มีการควบคุมและตรวจสอบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลสู่การติดตั้งที่ทำได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยตามแผนงานที่แม่นยำในหน้างาน เวลาที่จะลดลงในหน้างานหมายถึงการลดค่าใช้จ่ายในระหว่างการก่อสร้าง นี่คือจุดเด่นที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ประโยชน์จากประสิทธิภาพของวัสดุเหล็ก วัสดุเหล็กมีสัดส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูงมาก จึงเป็นทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพโดยไม่เสื่อมมูลค่า ส่วนการก่อสร้างเนื่องจากโครงสร้างเหล็กเป็นโครงสร้างที่เบาเมื่อเทียบกับคอนกรีต ทำให้การขนส่งเป็นภาระน้อยกว่า และโครงสร้างโดยรวมมีความต้องการฐานรากและเสาเข็มน้อยกว่า คุณสมบัติเหล่านี้ ส่งให้มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ยาวนานกว่า
คุณประโยชน์ด้านความคงคุณค่าเหล็ก เมื่อหมดอายุการใช้งานของอาคารเหล็ก ชิ้นส่วนต่างๆของโครงสร้างเหล็กสามารถจะถูกนำมาใช้ใหม่ได้โดยไม่สูญเสียคุณสมบัติใดๆของวัสดุอาคารอาจจะถูกรื้อและนำไปสร้างในที่ใหม่ทั้งอาคารหรือบางส่วนของอาคารชิ้นส่วนเหล็กที่ไม่ได้นำมาใช้ ก็จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อไป
3.คุณประโยชน์ด้านสังคม การก่อสร้างโครงสร้างเหล็กดำเนินได้ด้วยความรวดเร็ว สะอาด และค่อนข้างปราศจากมลภาวะทางเสียงเมื่อเทียบกับอาคารคอนกรีต ดังนั้นการรบกวนต่อชุมชนในบริเวณก่อสร้างจึงมีน้อย การติดตั้งโครงสร้างสามารถดำเนินการได้โดยทีมงานขนาดเล็กที่มีทักษะ เหล็กเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและประกอบในโรงงาน สิ่งแวดล้อมที่หน้างานจึงเป็นงานแห้ง และสามารถควบคุมให้มีสุขลักษณะและปลอดภัย
ด้านความสวยงาม อาคารเหล็กสามารถออกแบบให้มีความสวยงามเข้ากับวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นได้ง่ายกว่าคอนกรีต โครงสร้างเหล็กเป็นโครงสร้างโปร่ง ภายในอาคารรับแสงสว่างธรรมชาติได้ง่าย การถ่ายเทอากาศสามารถทำได้ดี และโอ่โถงให้ความรู้สึกสบายแก่ผู้ใช้อาคารครับ
ครับนอกจากอุปสรรคต่างๆที่ทำให้โครงสร้างเหล็กไม่สามารถแข็งขันกับโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกรณีของอาคารสูงเป็นความถ้าทายของสถาปนิกและวิศวกรรุ่นใหม่ในประเทศไทย เพราะศักยภาพของโครงสร้างเหล็กมีค่อนข้างชัดเจน นอกจากประโยชน์ในเชิงธุรกิจแล้ว ยังเกิดจากความตื่นตัวในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากวัฏจักรอายุการใช้งานของสิ่งปลูกสร้าง ด้วยครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศาสตราจารย์ วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย รองอธิการบดี ฝ่ายพัฒนาทรัพยากร สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเชีย
Cr: http://www.ebuild.co.th