โดย khwankaew | ธ.ค. 3, 2025 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
สำนักงานดับเพลิงท้องถิ่นของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่โรงงานแห่งหนึ่งของบริษัทนิปปอน สตีล (Nippon Steel) ในเมืองมุโระรัน จังหวัดฮอกไกโด ทางตอนเหนือสุดของญี่ปุ่น ในช่วงเช้ามืดวันที่ 1 ธ.ค.2025 ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่และเศษซากคอนกรีตกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ
รายงานระบุว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานนอร์ทเจแปนเวิร์ก (North Japan Works) ของนิปปอน สตีล ได้โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 00.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น (02.55 น. ตามเวลาไทย) โดยระบุว่าบ้านเรือนของพวกเขาสั่นสะเทือน และอาจมีเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่โรงงานดังกล่าว ก่อนที่ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ดับเพลิงซึ่งเดินทางถึงที่เกิดเหตุจะยืนยันว่า เตาหลอมความร้อนสูงเกิดระเบิดขึ้น ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ภายในโรงงาน
สำนักงานดับเพลิงเปิดเผยว่า คนงานประมาณ 10 คนที่ปฏิบัติงานอยู่ในขณะนั้นได้รับการอพยพออกไปแล้ว และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม ไฟยังคงลุกไหม้อย่างรุนแรง และเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการควบคุมเพลิงให้สงบ
ขณะนี้ บริษัทได้สั่งระงับการทำงานของเตาหลอม และอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายของอุปกรณ์ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่ง ส่วนสาเหตุของการระเบิดยังอยู่ระหว่างการสอบสวน
แหล่งที่มา ryt9.com/
โดย khwankaew | ก.ย. 12, 2025 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เลือกเหล็กให้เป็น งานไหนก็มั่นใจ ดู 3 เคล็ดลับ จาก thanasarn แล้วจะรู้ว่า การสร้างงานคุณภาพ เริ่มจาก ‘เหล็ก’ ที่ใช่
1. ตรวจสอบมาตรฐาน มอก. และคุณภาพของเหล็ก
-
เหล็กที่นำมาใช้ในงานก่อสร้างหรือโครงสร้าง ต้องผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อรับรองว่ามีความแข็งแรงและคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด
-
การตรวจสอบทำได้โดยดูที่ สัญลักษณ์ มอก. บนเหล็ก หรือเอกสารรับรองจากโรงงาน
-
ควรหลีกเลี่ยงเหล็กที่ไม่มีมาตรฐาน เพราะอาจมีปัญหาด้านความแข็งแรง เสี่ยงต่อการแตกร้าวหรือรับน้ำหนักไม่ได้
2. เลือกชนิดและขนาดของเหล็กให้เหมาะสมกับโครงสร้างงาน
-
งานต่าง ๆ ต้องใช้เหล็กต่างชนิดกัน เช่น
-
งานโครงสร้างหลัก เช่น เสา คาน → ใช้เหล็ก H-Beam, I-Beam, รางน้ำ หรือเหล็กเส้น DB
-
งานทำโครงเบา เช่น หลังคา รั้ว → ใช้เหล็กกล่อง, ท่อเหล็ก, เหล็กตัวซี
-
งานที่ต้องการทนสนิม → เลือกเหล็กชุบกัลวาไนซ์ หรือสแตนเลส
-
ขนาดเหล็กต้องสัมพันธ์กับน้ำหนักที่โครงสร้างจะรับได้ ไม่เล็กเกินไป (เสี่ยงต่อการพัง) และไม่ใหญ่เกินไป (เปลืองต้นทุนโดยไม่จำเป็น)
-
ก่อนเลือกขนาด ควรปรึกษาวิศวกรหรือดูแบบก่อสร้างที่กำหนดไว้
3. เลือกซื้อเหล็กจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ
-
ซื้อจากร้านหรือผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการรับรอง และมีชื่อเสียงในด้านคุณภาพ
-
ผู้ขายที่เชื่อถือได้จะมีเอกสารรับรองมาตรฐาน (เช่น มอก. หรือใบ Certificate จากโรงงาน)
-
ป้องกันการถูกหลอกขายเหล็กไม่ได้คุณภาพ เช่น เหล็กบางกว่าที่แจ้ง ขนาดไม่ตรง หรือเป็นเหล็กรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐาน
-
ผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือมักมีบริการหลังการขาย เช่น การตัด การจัดส่ง การออกใบรับรองคุณภาพเหล็ก
👉 สรุปง่าย ๆ:
-
มาตรฐาน → มั่นใจได้ว่าเหล็กแข็งแรง
-
ขนาด/ชนิด → เหมาะสมกับโครงสร้างจริง
-
ผู้ขาย → ได้ของแท้ ไม่เสี่ยงถูกโกง

โดย khwankaew | ส.ค. 29, 2025 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ตลาดเหล็กเส้นในประเทศไทยมีสัญญาณที่ดี โดยยอดผลิตเหล็กเส้นทรงยาวเพิ่มขึ้น 18% ในช่วงต้นปี 2568 เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพเหล็กมากขึ้น โดยเฉพาะเหล็ก EAF (EAF steel) จากความต้องการเหล็กคุณภาพสูงอย่างเหล็ก EAF ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายจากการทะลักของเหล็กราคาถูกจากจีน และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อผู้ผลิตในประเทศ นอกจากนี้ ราคาเหล็กดิบในตลาดโลกผันผวนตามเศรษฐกิจจีน
อุตสาหกรรมเหล็กไทยยังคงเผชิญความท้าทายทั้งการทะลักเข้ามาของเหล็กจีน และนโยบาย Trump 2.0 ที่มีการเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กเป็น 25%
SCB EIC ประเมินว่าสินค้าเหล็กจากจีนจะยังคงถูกระบายเข้ามายังไทยต่อเนื่องในปี 2025 โดยเฉพาะการเข้ามาของสินค้าเหล็กปลายน้ำ เช่น เหล็กเคลือบหรือชุบสังกะสี (Galvanized steel) เหล็กทาสี ที่มีสัดส่วนการนำเข้ามาใช้งานมากขึ้น ส่งผลต่อความต้องการใช้งานเหล็กกลางน้ำที่ผลิตในประเทศเพื่อนำไปผลิตต่อเป็นสินค้าเหล็กปลายน้ำลดลง รวมไปถึงผู้ผลิตสินค้าเหล็กปลายน้ำของไทยที่ต้องแข่งขันกับสินค้าเหล็กปลายน้ำนำเข้าดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น
การขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กของสหรัฐอเมริกาเป็น 25% จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกเหล็กไทยไม่มาก เนื่องจากสินค้าเหล็กจากไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าไปยังสหรัฐอเมริกาในอัตรา 25% มาตั้งแต่ปี 2018 อยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหล็กไทยยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อม จากการทะลักเข้ามาของเหล็กนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากจีน โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กไปยังสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2018 โดยประเทศเหล่านั้นจะเริ่มถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ส่งผลให้อาจมีการระบายสินค้ามายังไทยแทน ซ้ำเติมผู้ผลิตเหล็กของไทยให้ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม
โดย khwankaew | ส.ค. 29, 2025 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศเมื่อวานนี้ (26 ส.ค.) ว่า ได้ออกข้อกำหนดในการเรียกเก็บภาษีป้องกันการทุ่มตลาด (anti-dumping duties – AD) และภาษีตอบโต้ (countervailing duties -CVD) กับ 10 ประเทศ หลังจากทำการสอบสวนเกี่ยวกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กที่ทนทานต่อการกัดกร่อน
กระทรวงพาณิชย์ระบุในแถลงการณ์ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวครอบคลุมการนำเข้าสินค้าดังกล่าวมูลค่ารวม 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากประเทศออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ ไต้หวัน ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเวียดนาม
การสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ พบว่า ประเทศเหล่านี้มีพฤติกรรมทุ่มตลาดผลิตภัณฑ์เหล็กทนการกัดกร่อน โดยขายในราคาต่ำเกินไปอย่างไม่เป็นธรรม หรือมีการให้เงินอุดหนุนที่ทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม ส่งผลให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ ได้รับความเสียเปรียบอย่างมาก
ทั้งนี้ เหล็กทนการกัดกร่อนส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการผลิตรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ซึ่งการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายเพื่อปกป้องบริษัทและแรงงานในอุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐฯ จากพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม
แหล่งที่มา https://www.ryt9.com/s/iq29/12742325
โดย khwankaew | ส.ค. 20, 2025 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การกลับมาผลิตในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการฟื้นตัวของมิลล์คอน แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับอุตสาหกรรมเหล็กและคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ ว่าบริษัทมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และคุณภาพการผลิต เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่
ซึ่งผลประกอบการไตรมาส 2/2568 ได้สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณบวกที่ชัดเจน โดยกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรืออีบิทด้า (EBITDA) ได้พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 159 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน และเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต
ทั้งนี้ มิลล์คอนฯมีแผนที่จะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากหนึ่งโรงงาน และเตรียมขยายสู่การผลิตที่จังหวัดระยองและมิลล์คอน บูรพา ในระยะถัดไป รองรับความต้องการใช้เหล็กมาตรฐานคุณภาพของตลาดที่เพิ่มขึ้น
สำหรับการกลับมาผลิตในครั้งนี้ มิลล์คอนฯยังได้พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตด้วย เทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้า Electric Arc Furnace (EAF) ที่สามารถหลอมเศษเหล็กได้ทุกประเภท ควบคุมคุณภาพได้แม่นยำ มีความบริสุทธิ์สูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับการผลิตเหล็กตามมาตรฐานอุตสาหกรรมของไทย (มอก.) โดยบริษัทวางเป้าหมายกลับมาผลิตเหล็กอีกครั้งในปริมาณกว่า 800,000 ตันต่อปี
อย่างไรก็ตาม มิลล์คอนฯย้ำจุดยืนในการ “ฟื้นคืนชีพ” สู่อุตสาหกรรมเหล็ก พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นบริษัทเหล็กชั้นนำที่แข็งแกร่งอีกครั้ง และสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/economy/news-1867848