“ทำไมโครงการต้องใช้ Steel Fiber?”

“ทำไมโครงการต้องใช้ Steel Fiber?”

Steel Fiber เป็นอีกทางเลือกในการออกแบบระบบเสริมกำลังคอนกรีต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคอนกรีตหลังเกิดรอยแตกร้าว และอาจช่วยลดขั้นตอนงานติดตั้งเหล็กเสริมบางส่วนได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบและประเภทของโครงการ
 
ทำไมโครงการต้องใช้ Steel Fiber
  1. STRONGER แข็งแรงกว่า
    คอนกรีตเหนียวขึ้น  micro-crack ถูกควบคุม • post-crack ductility สูง
  2. FASTER เร็วกว่า
    งานพื้นเร็วขึ้น 30–50%  ตัดขั้นตอนผูกเหล็กออก
  3. CHEAPER ประหยัดกว่า
    ลดต้นทุนรวม 15–30% แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานช่างเหล็ก
  4. GREENER เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
    คาร์บอนต่ำลง 40%+ สนับสนุน LEED / BREEAM มาตรฐานอาคารเขียว
  5. PROVEN พิสูจน์แล้ว มาตรฐาน EN, ASTM, ISO ครบ  มีโครงการอ้างอิงในไทยและภูมิภาค

Steel Fiber ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้คอนกรีตทุกชนิดแข็งแรงขึ้นแบบเดียวกัน แต่เป็นทางเลือกในการออกแบบระบบเสริมกำลังคอนกรีต โดย Fiber จะกระจายตัวอยู่ในเนื้อคอนกรีตและช่วยรับแรงบริเวณรอยแตกร้าว เหมาะกับงานบางประเภท เช่น พื้นโรงงาน คลังสินค้า และพื้นที่คอนกรีตขนาดใหญ่ ซึ่งอาจช่วยลดขั้นตอนการติดตั้งเหล็กเสริมบางส่วนได้ ทั้งหมดต้องพิจารณาตาม Design และ Requirement ของโครงการ

ยังไม่ทราบเหตุ เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเหล็ก “นิปปอน สตีล” ในฮอกไกโด

ยังไม่ทราบเหตุ เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเหล็ก “นิปปอน สตีล” ในฮอกไกโด

สำนักงานดับเพลิงท้องถิ่นของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่โรงงานแห่งหนึ่งของบริษัทนิปปอน สตีล (Nippon Steel) ในเมืองมุโระรัน จังหวัดฮอกไกโด ทางตอนเหนือสุดของญี่ปุ่น ในช่วงเช้ามืดวันที่ 1 ธ.ค.2025 ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่และเศษซากคอนกรีตกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

รายงานระบุว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานนอร์ทเจแปนเวิร์ก (North Japan Works) ของนิปปอน สตีล ได้โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 00.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น (02.55 น. ตามเวลาไทย) โดยระบุว่าบ้านเรือนของพวกเขาสั่นสะเทือน และอาจมีเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่โรงงานดังกล่าว ก่อนที่ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ดับเพลิงซึ่งเดินทางถึงที่เกิดเหตุจะยืนยันว่า เตาหลอมความร้อนสูงเกิดระเบิดขึ้น ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ภายในโรงงาน

สำนักงานดับเพลิงเปิดเผยว่า คนงานประมาณ 10 คนที่ปฏิบัติงานอยู่ในขณะนั้นได้รับการอพยพออกไปแล้ว และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม ไฟยังคงลุกไหม้อย่างรุนแรง และเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการควบคุมเพลิงให้สงบ

ขณะนี้ บริษัทได้สั่งระงับการทำงานของเตาหลอม และอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายของอุปกรณ์ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่ง ส่วนสาเหตุของการระเบิดยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

แหล่งที่มา ryt9.com/

เลือกเหล็กให้เป็น งานไหนก็มั่นใจ

เลือกเหล็กให้เป็น งานไหนก็มั่นใจ

เลือกเหล็กให้เป็น งานไหนก็มั่นใจ ดู 3 เคล็ดลับ จาก thanasarn แล้วจะรู้ว่า การสร้างงานคุณภาพ เริ่มจาก ‘เหล็ก’ ที่ใช่

1. ตรวจสอบมาตรฐาน มอก. และคุณภาพของเหล็ก
  • เหล็กที่นำมาใช้ในงานก่อสร้างหรือโครงสร้าง ต้องผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อรับรองว่ามีความแข็งแรงและคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด

  • การตรวจสอบทำได้โดยดูที่ สัญลักษณ์ มอก. บนเหล็ก หรือเอกสารรับรองจากโรงงาน

  • ควรหลีกเลี่ยงเหล็กที่ไม่มีมาตรฐาน เพราะอาจมีปัญหาด้านความแข็งแรง เสี่ยงต่อการแตกร้าวหรือรับน้ำหนักไม่ได้


2. เลือกชนิดและขนาดของเหล็กให้เหมาะสมกับโครงสร้างงาน

  • งานต่าง ๆ ต้องใช้เหล็กต่างชนิดกัน เช่น

    • งานโครงสร้างหลัก เช่น เสา คาน → ใช้เหล็ก H-Beam, I-Beam, รางน้ำ หรือเหล็กเส้น DB

    • งานทำโครงเบา เช่น หลังคา รั้ว → ใช้เหล็กกล่อง, ท่อเหล็ก, เหล็กตัวซี

    • งานที่ต้องการทนสนิม → เลือกเหล็กชุบกัลวาไนซ์ หรือสแตนเลส

  • ขนาดเหล็กต้องสัมพันธ์กับน้ำหนักที่โครงสร้างจะรับได้ ไม่เล็กเกินไป (เสี่ยงต่อการพัง) และไม่ใหญ่เกินไป (เปลืองต้นทุนโดยไม่จำเป็น)

  • ก่อนเลือกขนาด ควรปรึกษาวิศวกรหรือดูแบบก่อสร้างที่กำหนดไว้


3. เลือกซื้อเหล็กจากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ

  • ซื้อจากร้านหรือผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการรับรอง และมีชื่อเสียงในด้านคุณภาพ

  • ผู้ขายที่เชื่อถือได้จะมีเอกสารรับรองมาตรฐาน (เช่น มอก. หรือใบ Certificate จากโรงงาน)

  • ป้องกันการถูกหลอกขายเหล็กไม่ได้คุณภาพ เช่น เหล็กบางกว่าที่แจ้ง ขนาดไม่ตรง หรือเป็นเหล็กรีไซเคิลที่ไม่ได้มาตรฐาน

  • ผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือมักมีบริการหลังการขาย เช่น การตัด การจัดส่ง การออกใบรับรองคุณภาพเหล็ก


? สรุปง่าย ๆ:

  • มาตรฐาน → มั่นใจได้ว่าเหล็กแข็งแรง

  • ขนาด/ชนิด → เหมาะสมกับโครงสร้างจริง

  • ผู้ขาย → ได้ของแท้ ไม่เสี่ยงถูกโกง

thanasarn4
ตลาดเหล็กเส้นในประเทศไทยมีสัญญาณที่ดี โดยยอดผลิตเหล็กเส้นทรงยาวเพิ่มขึ้น 18% ในช่วงต้นปี 2568

ตลาดเหล็กเส้นในประเทศไทยมีสัญญาณที่ดี โดยยอดผลิตเหล็กเส้นทรงยาวเพิ่มขึ้น 18% ในช่วงต้นปี 2568

ตลาดเหล็กเส้นในประเทศไทยมีสัญญาณที่ดี โดยยอดผลิตเหล็กเส้นทรงยาวเพิ่มขึ้น 18% ในช่วงต้นปี 2568 เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพเหล็กมากขึ้น โดยเฉพาะเหล็ก EAF (EAF steel) จากความต้องการเหล็กคุณภาพสูงอย่างเหล็ก EAF ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายจากการทะลักของเหล็กราคาถูกจากจีน และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อผู้ผลิตในประเทศ นอกจากนี้ ราคาเหล็กดิบในตลาดโลกผันผวนตามเศรษฐกิจจีน 

อุตสาหกรรมเหล็กไทยยังคงเผชิญความท้าทายทั้งการทะลักเข้ามาของเหล็กจีน และนโยบาย Trump 2.0 ที่มีการเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กเป็น 25% 
SCB EIC ประเมินว่าสินค้าเหล็กจากจีนจะยังคงถูกระบายเข้ามายังไทยต่อเนื่องในปี 2025 โดยเฉพาะการเข้ามาของสินค้าเหล็กปลายน้ำ เช่น เหล็กเคลือบหรือชุบสังกะสี (Galvanized steel) เหล็กทาสี ที่มีสัดส่วนการนำเข้ามาใช้งานมากขึ้น ส่งผลต่อความต้องการใช้งานเหล็กกลางน้ำที่ผลิตในประเทศเพื่อนำไปผลิตต่อเป็นสินค้าเหล็กปลายน้ำลดลง รวมไปถึงผู้ผลิตสินค้าเหล็กปลายน้ำของไทยที่ต้องแข่งขันกับสินค้าเหล็กปลายน้ำนำเข้าดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น

การขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กของสหรัฐอเมริกาเป็น 25% จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกเหล็กไทยไม่มาก เนื่องจากสินค้าเหล็กจากไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าไปยังสหรัฐอเมริกาในอัตรา 25% มาตั้งแต่ปี 2018 อยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหล็กไทยยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อม จากการทะลักเข้ามาของเหล็กนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากจีน โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่เคยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กไปยังสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2018 โดยประเทศเหล่านั้นจะเริ่มถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ส่งผลให้อาจมีการระบายสินค้ามายังไทยแทน ซ้ำเติมผู้ผลิตเหล็กของไทยให้ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

สหรัฐฯ สั่งเก็บภาษี AD เหล็กนำเข้าจาก 10 ปท. หวังปกป้องบริษัทและแรงงานอุตสาหกรรมเหล็ก

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศเมื่อวานนี้ (26 ส.ค.) ว่า ได้ออกข้อกำหนดในการเรียกเก็บภาษีป้องกันการทุ่มตลาด (anti-dumping duties – AD) และภาษีตอบโต้ (countervailing duties -CVD) กับ 10 ประเทศ หลังจากทำการสอบสวนเกี่ยวกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กที่ทนทานต่อการกัดกร่อน

กระทรวงพาณิชย์ระบุในแถลงการณ์ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวครอบคลุมการนำเข้าสินค้าดังกล่าวมูลค่ารวม 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากประเทศออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ ไต้หวัน ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเวียดนาม

การสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ พบว่า ประเทศเหล่านี้มีพฤติกรรมทุ่มตลาดผลิตภัณฑ์เหล็กทนการกัดกร่อน โดยขายในราคาต่ำเกินไปอย่างไม่เป็นธรรม หรือมีการให้เงินอุดหนุนที่ทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม ส่งผลให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ ได้รับความเสียเปรียบอย่างมาก

ทั้งนี้ เหล็กทนการกัดกร่อนส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการผลิตรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ซึ่งการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายเพื่อปกป้องบริษัทและแรงงานในอุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐฯ จากพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม

แหล่งที่มา https://www.ryt9.com/s/iq29/12742325

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า