โดย khwankaew | พ.ย. 9, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
แนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนพฤศจิกายน ปี 2563
ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนพฤศจิกายน ปี 2563 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก จากโครงการก่อสร้างของภาครัฐ รวมถึงราคาเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กในตลาดโลก ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการเร่งลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนเป็นสำคัญ ขณะที่การก่อสร้างของภาคเอกชนยังคงชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้าง และราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก แม้จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ประกอบกับปริมาณผลผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างที่ยังคงมีมากกว่าความต้องการ

สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งความกังวลต่อการแพร่ระบาดระลอกสองของไวรัสโควิด-19 ความขัดแย้งทางการเมือง และมาตรการของสถาบันการเงินที่เข้มงวด เป็นปัจจัยกดดันให้ธุรกิจการก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวจากผู้บริโภคในตลาดบน ที่ยังคงมีกำลังซื้อ และชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่ราคาปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก แม้จะยังไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศ ประกอบกับแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ และมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ น่าจะเป็นปัจจัยที่สามารถส่งเสริมความต้องการก่อสร้างภายในประเทศให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ที่มา: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์
โดย khwankaew | ต.ค. 7, 2020 | บทความบ้านๆๆ, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การเลือกใช้โครงหลังคาให้เหมาะสมกับงบประมาณ โครงหลังคาที่นิยมใช้กันและเรารู้จักกันดีคือ โครงหลังคาเหล็ก และ โครงหลังคาไม้ สำหรับหลักในการเลือกใช้โครงหลังคาก็คือ หากเราไม่ได้ต้องการโชว์ตัวมันเอง เช่น มีฝ้าเพดานปิดเรียบร้อย ก็ใช้แค่โครงเหล็กธรรมดาก็เพียงพอและประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย แต่บางท่านอาจจะต้องการบ้านที่โชว์โครงสร้าง อันนี้แหละที่เราจะมาดูทางเลือกและราคากัน
1. โครงหลังคาเหล็ก เป็นโครงหลังคาที่เป็นที่นิยมที่สุดเนื่องจากราคาไม่แพงมาก การดูแลรักษาต่ำ หาช่างติดตั้งง่าย และคงทนถาวร ข้อดีของโครงหลังคาเหล็กคือสามารถทำหลังคาได้หลากหลายรูปแบบ

ขนาดของโครงหลังคาเหล็กมีให้เลือกหลายขนาดขึ้นอยู่กับชนิดของหลังคาที่จำนำมามุง และจำเป็นต้องผ่านการคำณวณการรับ น้ำหนักจากวิศวกรก่อนเสมอ โดยเหล็กที่นิยมใช้ก็มีหลายราคาให้เลือก คือ
1.1 เหล็กรูปพรรณ ทั่วๆไป มันก็คือเหล็กสีดำทั่วๆไปที่เราเห็นเค้าเอามาทำหลังคา ทำเสา ทำโครงสร้างทั่วๆไปนั่นแหละ เหล็กประเภทนี้ต้องนำมาทาสีกันสนิมก่อน 2-3 ชั้น เพื่อให้โครงหลังคาคงทนถาวรไม่ผุกร่อนง่าย ส่วนสีกันสนิมนั้นก็มีหลายเกรดให้เลือกตามกำลังเงินและความจำเป็นแต่บ้าน โดยทั่วไปจะใช้แค่เกรดกลางๆที่ทาออกมาแล้วมันจะออกสี แดงออกส้มๆ นอกเสียจากบ้านที่อยู่ใกล้ทะเลจึงจะต้องใช้เกรดที่ดีหน่อย แล้วจึงจะทาทับด้วยสีจริงตามต้องการต่อไป
1.2 เหล็กเคลือบกัลวาไนซ์ เหล็กชนิดนี้เราสามารถเอามาทำการก่อสร้างได้เลยโดยไม่ต้องทาสีกันสนิมทับแล้ว เนื่องจากตัวเหล็กได้ทำการเคลือบกันสนิมมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว ตัวเหล็กจะออกสีเงินๆสามารถเอามาทาสีจริงทับได้ แต่ต้องทาสีรองพื้นชนิดพิเศษโดยเฉพาะเสียก่อน เช่น TOA wash primer ก็สามารถทำให้เสาเป็นสีได้ก็ได้ที่เราต้องการ แน่นอนว่าราคาจะสูงกว่าราคาเหล็กธรรมดานิดหน่อยแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ค่าแรงที่จ่ายและความน่ากังวลเรื่องมาตฐานการกันสนิมก็น้อยลงด้วย
1.3 เหล็กโครงถัก (Truss roof) Truss คือการนำเหล็กรูปพรรณขนาดต่างๆมาสานเชื่อมกันเพื่อให้โครงหลังคาสามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น เราจะใช้กับงานที่ต้องการพื้นที่ใช้งานกว้างๆโดยไม่อยากให้มีเสามาเกะกะ จะนำเอาเหล็กธรรมดาหรือกัลวาไนซ์มาใช้ก็ได้เช่นกัน
2. โครงหลังคาไม้เนื้อแข็ง โครงสร้างหลังคาไม้นั้น มักใช้กับบ้านที่ต้องการโชว์ให้เห็นโครงหลังคาเป็นส่วนใหญ่ เพราะโครงไม้ราคาสูงกว่าหลังคาเหล็ก ส่วนอายุการใช้งานขึ้นอยู่กับชนิดของไม้และกระบวนการเคลือบน้ำยาป้องกันปลวก การเลือกไม้มาทำโครงสร้างต้องเป็นไม้เนื้อแข็งที่เนื้อไม้ต้องแห้งสนิทจริงๆ เพื่อไม่ให้ไม้เกิดการ หด บิด หรือ ขยายตัวในอนาคตจากสภาพอากาศ เพราะสิ่งเหล่านั้นจะส่งผลต่อแผ่นหลังคาทำให้ร้าว แตกหักเสียหายได้นั่นเอง ส่วนการติดตั้งต้องการช่างที่ชำนาญงานจึงจะออกมาสวยงาม จึงต้องยอมทำใจกับค่าแรงที่จะสูงกว่าโครงเหล็กทั่วไป และระยะเวลาในการทำงานก็จะนานกว่าเช่นกัน
3. โครงหลังคาวัสดุธรรมชาติอื่นๆ อันนี้อาจจะเรียกว่าโครงสร้างทางเลือกก็ได้ครับ เพราะไม่ใช่โครงสร้างที่เป็นที่นิยมแต่มักจะใช้เฉพาะที่หรือตามรสนิยมมากกว่า เช่นโครงหลังคาไม้ไผ่ ที่มักนิยมใช้กับบ้านพักตากอากาศหรือรีสอร์ทริมทะเลกันมากขึ้น โครงสร้างเหล่านี้มักต้องการช่างที่ชำนาญในการติดตั้งจึงมีราคาค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่ได้มาคือความเป็นเอกลักษณ์น่าสนใจ
โดย khwankaew | ก.ย. 4, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
อุตสาหกรรมเหล็กเฮ รัฐบาลขานรับจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใช้เหล็กในประเทศ Made in Thailand กลุ่มอุตฯเหล็ก ส.อ.ท. ชี้รัฐมาถูกทาง หลังเสนอเรื่องและรอมาหลายปี
นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าตามที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ ได้เสนอเรื่องตั้งแต่ปี 2558 ให้รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พิจารณาส่งเสริมการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศไทย และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กได้ติดตามเรื่องอย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ จนกระทั่งในปี 2563 นี้ กระทรวงคมนาคม ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศ ภายใต้นโยบาย“Thai First ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นการนำร่องและได้ข้อมูลสนับสนุนการผลักดันให้เป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล อีกทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำโดยประธานสภาฯ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ได้ผลักดันเสนอให้รัฐบาลใช้นโยบาย Made in Thailand เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย
ล่าสุดรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เห็นความสำคัญและจำเป็นของ Made in Thailand โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุด เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 ได้มีมติอนุมัติหลักการให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของพัสดุที่จะใช้สำหรับงานก่อสร้างกำหนดให้ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศก่อน โดยต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าหรือปริมาณเหล็กหรือเหล็กกล้าที่ใช้ในงานก่อสร้างทั้งหมดในครั้งนั้นเช่น เหล็กเส้น เหล็กลวด ท่อเหล็ก เหล็กแผ่น
ร่างกฎกระทรวงการคลัง เรื่อง “กำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่ภาครัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน” เป็นช่วงเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสมยิ่ง เพราะหลายปีนี้จากนี้ไป จะเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการลงทุนด้านโครงสร้างและระบบสาธารณูปโภคมากสุด การส่งเสริมให้ใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศจะช่วยสร้างงาน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในประเทศไทยได้มหาศาล และจะเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด
นายนาวา มั่นใจว่าการขับเคลื่อนส่งเสริมสินค้า Made in Thailand ของรัฐบาล หากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จะช่วยให้อุตสาหกรรมภายในประเทศในภาพรวม สามารถฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากผลกระทบโควิด และใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่ได้มากขึ้น แม้ว่าต้นทุนของการใช้พัสดุที่ผลิตภายในประเทศ อาจจะสูงกว่าสินค้าทุ่มตลาดจากต่างประเทศบ้าง แต่ถ้าพิจารณาในภาพรวมของการจ้างงานและการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศไทย ย่อมให้ผลเชิงบวกต่อเนื่องมากกว่าแน่นอน
โดยเฉพาะมีงานวิจัยโดยศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ศึกษาผลเชิงบวกจากการใช้สินค้าในประเทศโดยการใช้เครื่องมือตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต หรือ Input-Output Table (I-O Table) ซึ่งเป็นตารางที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตและ การใช้ผลผลิต ทั้งที่ใช้ไปในขั้นสุดท้าย และที่ใช้ไปเพื่อการอุปโภคขั้นกลาง สำหรับข้อมูลโครงการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคม 44 โครงการ โดยได้มีการประเมินจากผู้ผลิตสินค้าเหล็กในประเทศว่าสามารถใช้สินค้าเหล็กในประเทศได้เป็นมูลค่าถึงประมาณ 110,000 ล้านบาท และจากมูลค่าดังกล่าวเมื่อนำไปวิเคราะห์โดย I-O table พบว่าจะช่วยให้เกิดการจ้างงานทั้งทางตรง และทางอ้อมกว่า 139,000 คน และช่วยให้ GDP ของประเทศปรับตัวดีขึ้นขึ้นอย่างแน่นอน มิฉะนั้น หากปล่อยให้สินค้าต่างชาติทุ่มตลาดมายังประเทศไทย มากเกินไปจนอุตสาหกรรมพื้นฐานภายในประเทศไม่สามารถอยู่รอดได้ ประเทศไทยต้องพึ่งพิงสินค้านั้นจากต่างชาติเป็นหลัก ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและความมั่นคงแห่งชาติ
“ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมเหล็กในอาเซียน แต่เผชิญวิกฤติเหล็กทุ่มตลาดจากต่างชาติปริมาณมากในระยะหลังจนการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กไทย ลดต่ำเหลือเพียง 30% ซึ่งถือว่าเป็นภาวะวิกฤติแล้ว แม้ความต้องการใช้เหล็กของประเทศไทย ในปี 2563 นี้ จะมีปริมาณราว 16 ล้านตัน ลดลง 9% จากปี 2562 การขับเคลื่อนตามนโยบาย Made in Thailand จะช่วยให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กไทยปรับตัวสูงขึ้น อุตสาหกรรมเหล็กเป็นเป็นอุตสาหกรรมหนักที่มีมูลค่าการลงทุนสูง และเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศไทย แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยพึ่งพิงการนำเข้าสินค้าเหล็กมากถึงสองในสามของการบริโภคเหล็กของประเทศอยู่แล้ว หากประเทศไทยยิ่งต้องพึ่งพาเหล็กนำเข้ามากขึ้น ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืนและความมั่นคงแห่งชาติ ในนามกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอแสดงความชื่นชมต่อรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่ได้ขับเคลื่อนการส่งเสริมพัสดุ Made in Thailand นี้ โดยอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศจะเดินหน้าทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และควบคุมต้นทุนโดยเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง” นายนาวา กล่าวทิ้งท้าย
แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
โดย khwankaew | ส.ค. 7, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ราคาส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วน (CRC) ของจีน ยังเป็นทิศทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์ของวัน 4 ส.ค. เนื่องจากโรงงานยังคงเพิ่มราคาเสนอขาย เนื่องจากราคาต้นทุนวัตถุดิบที่แข็งแกร่ง ถึงแม้ว่าผู้ซื้อยังตามราคาไม่ทันก็ตาม
ในวันที่ 4 ส.ค. Platts ประเมินราคา CRC เกรด SPCC ความหนา 1 mm. ราคาอยู่ที่ $528/ตัน FOB China ปรับเพิ่มขึ้น $15/ตัน เมื่อเทียบจากสัปดาห์ก่อน และแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ.ของปีนี้
ส่วนต่างระหว่างราคาส่งออก CRC และเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนเกรดพาณิชย์ (HRC commercial-grade) อยู่ที่ $38/ตัน ลดลง $2/ตัน เมื่อเทียบจากสัปดาห์ก่อน
บางโรงงานเหล็กของจีนได้ปรับขึ้นราคาเสนอขาย ในวันที่ 4 ส.ค. เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในตลาดและเห็นถึงการปรับขึ้นของราคาเสนอขายของ HRC โดยโรงงานทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเสนอราคาขาย CR (coil) อยู่ที่ $545/ตัน FOB และ CR แบบแผ่น (sheet) อยู่ที่ $550/ตัน FOB สำหรับส่งมอบในเดือน ต.ค. ปรับเพิ่มขึ้น $10/ตัน จากสัปดาห์ก่อน โรงงงานเหล็กอีกรายหนึ่งทางตะวันออกของจีน ได้ปรับขึ้นราคา CRC $10/ตัน โดยมีราคาอยู่ที่ $550/ตัน FOB สำหรับส่งมอบในเดือนตุลาคม
เทรดเดอร์กล่าวว่า โรงงานเหล็กไม่เต็มใจที่จะขายในราคาที่ต่ำกว่า $530/ตัน FOB แม้ว่ากิจกรรมการส่งออกจะเงียบมากหลังจากราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ราคาของจีนนั้นไม่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับ CRC ของเกาหลีใต้ โดยราคา CRC ของเกาหลีนั้น อยู่ที่ราคาอยู่ที่ $525-$530/ตัน FOB.
“แต่เราคิดว่าราคาจะไม่ลดลงในระยะสั้น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของราคาวัตถุดิบ” ยังมีโอกาสที่ราคาซื้อขายจะปรับขึ้นอีก เมื่อผู้ซื้อค่อยๆไล่ซื้อกัน เทรดเดอร์ทางตะวันออกของจีนกล่าว
ในวันที่ 4 ส.ค. ตลาดค้าปลีกในเซี่ยงไฮ้ Platts ประเมินราคา CRC เกรดเดียวกัน ราคาอยู่ที่ 4,380 หยวน/ตัน ($627/ตัน) ex-stock ซึ่งเป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ราคาปรับเพิ่มขึ้น 80 หยวน/ตัน จากสัปดาห์ก่อนหน้า และเป็นราคาสูงสุด ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. 2020
ราคา CRC ยังได้รับแรงหนุนตราบใดที่ราคาของ HRC ที่ยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากส่วนต่างระหว่างราคา HRC และ CRC ที่แคบลงซึ่งจะเห็นถึงกำไรเพียงเล็กน้อยของโรงงาน และความต้องการที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
— Analyst Yuelin Dai
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย khwankaew | ก.ค. 22, 2020 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ราคาสปอตของ HRC ในเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อวันที่ 17 ก.ค. เนื่องจากผู้ซื้อในเวียดนามปรับขึ้นราคาเสนอซื้อ ท่ามกลางราคาเสนอขายของการนำเข้าที่สูงขึ้น แม้แต่ผู้ผลิต HRC ท้องถิ่นอย่าง Formosa Ha Tinh Steel (FHS) ก็ได้ปรับขึ้นราคาเสนอขายรายเดือนของตัวเอง
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. Platts ประเมินราคา HRC เกรด SAE1006 ราคาอยู่ที่ $467/ตัน FOB China ปรับเพิ่มขึ้น $9/ตัน จากวันก่อนหน้า ในขณะที่เหล็กเกรดเดียวกัน CFR Southeast Asia ราคาประเมินอยู่ที่ $456/ตัน ปรับเพิ่มขึ้น $8/ตัน จากวันก่อนหน้า
ในเวียดนาม ราคาเสนอซื้อปรับขึ้นมาอยู่ที่ $455/ตัน ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้ยินราคาเสนอขายของสินค้านำเข้า โดยราคาเสนอขายสินค้าจากอินเดีย เกรด SAE1006 ได้ยินราคาอยู่ที่ $475/ตัน สำหรับจัดส่งในเดือนกันยายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก FHS เสนอราคาให้กับลูกค้าเป็นรายบุคคลในวันที่ 17 ก.ค. ซึ่งคล้ายกับการปฏิบัติมาตั้งแต่เดือน เม.ย.ของปีนี้
ผู้ค้าในตลาดพบข้อเสนอที่ “ยุติธรรม” และ “สมเหตุสมผล” เนื่องจากราคาข้อเสนอขายของการนำเข้าสูงกว่ามาก
ผู้ผลิตในเวียดนามกล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ตอนนี้และคุณภาพที่ดีเมื่อเทียบกับอินเดียและรัสเซีย เราคิดว่า ราคาของ FHS สมเหตุสมผล แต่ผู้ซื้อหลายๆรายยังคงถามถึงราคาที่ต่ำกว่า $450/ตัน CFR. คำถามคือ โรงเหล็กโรงใดที่ต้องการจะขาย ณ ระดับราคาดังกล่าว
ราคาเสนอขายของเกรด HRC เกรด SAE1006 ของโรงเหล็กท้องถิ่น ทราบมาว่าราคาอยู่ที่ $462-$469/ตัน สำหรับการส่งมอบในเดือนกันยายน ราคาได้ปรับเพิ่มขึ้น $12-$15/ตัน จากเดือนก่อน
มีข่าวลือในตลาดมาว่า FHS จะมีการจัดสรรเพื่อเพิ่มการส่งออกในเดือนนี้ เพื่อที่จะสรุปยอดการจองที่ส่งไปในจีน
“ข้อเสนอใหม่ของ FHS มีความระมัดระวังในขณะนี้ ได้ยินมาว่าโรงงานตั้งเป้าจะเก็บรวบรวมยอดสั่งซื้อให้ได้ 200,000 ตัน เทรดเดอร์ชาวเวียดนามกล่าว
ในขณะเดียวกัน Hyundai Steel ของเกาหลี ยังคงราคาเสนอขายในวันนี้ไว้ หลังจากสรุปการซื้อขาย 20,000 ตัน ในจีนไปเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า
Platts ประเมินราคา HRC เกรด SS400 หนา 3 mm. ราคาอยู่ที่ $460/ตัน FOB China (เมื่อวันที่ 17 ก.ค.) ปรับเพิ่มขึ้น $3/ตัน จากวันที่ 16 ก.ค. สำหรับสินค้าเกรดเดียวกัน CFR Southeast Asia ประเมินราคาอยู่ที่ $455/ตัน ปรับเพิ่มขึ้น $1/ตัน
โรงเหล็กของจีนมีข้อเสนอที่มั่นคง ถึงแม้ว่าจะเห็นความสนใจในการซื้อที่ดีขึ้นจากผู้ซื้อจากปากีสถาน ที่ระดับราคาพื้นฐานที่ $490-$500 CFR ซึ่งบางข้อตกลงซื้อขายในปริมาณไม่มากได้ทำการสรุปไปแล้ว
ในตลาดมีการพูดคุยเรื่อง Posco ของเกาหลี ซึ่งได้มีการสรุปยอดขาย HRC ที่เบาบางไปยังประเทศจีนที่ราคา $472-$475/ตัน อย่างไรก็ยังไม่สามารถยืนยันได้
แหล่งข่าวจากโรงงานในจีนตะวันออกกล่าว “ว่าฉันไม่แน่ใจว่าการนำเข้า เป็นภัยคุกคามต่อยอดขายในประเทศจีนหรือไม่” “แต่ในช่วงฤดูฝนนี้เราอาจเห็นยอดขายภายในประเทศลดลง อาจฟื้นตัวหลังจากสิ้นเดือนสิงหาคม”
ที่เซี่ยงไฮ้ราคาสปอตของ HRC Q235 ขนาด 5.5 mm ราคาประเมินอยู่ที่ 3,890 หยวน/ตัน ($555.8/ตัน) ex-stock รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ราคาไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากวันที่ 16 ก.ค. ในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนล่วงหน้าของเซี่ยงไฮ้ สัญญาที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดของเดือนตุลาคม ปิดตลาดที่ราคา 3,752 หยวน/ตัน ปรับเพิ่มขึ้น 0.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน
— Ashima Tyagi, Analyst Yuelin Dai
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing