โดย khwankaew | ธ.ค. 6, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
SEAISI กล่าวว่า กำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวในภูมิภาคอาเซียนนั้นมีมากกว่าการบริโภค ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนนั้นมาจากการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ดูเหมือนว่าจะมีช่องว่างสำหรับกำลังการผลิตใหม่ๆ
ภาคการก่อสร้างในประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ถูกคาดว่าจะสามารถสนับสนุนความต้องการส่วนใหญ่ ทั้งในผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวและทรงแบนในปี 2019 และหลังจากนั้น
SEAISI คาดว่าภาคการก่อสร้างของเวียดนามจะเติบโตประมาณ 8-9% ต่อปีในช่วง 2019 – 2023 ในขณะที่มองว่าภาคการก่อสร้างของไทยจะขยายตัว 3.5%-5% ในปี 2019 และประมาณ 5.7% ในปี 2020
ถึงแม้ว่าการเติบโตของภาคการก่อสร้างของอินโดนีเซียจะถูกคาดว่า ในปี 2020 จะลดลงไปอยู่ที่ 5.72% จากการคาดการเติบโตในปี 2019 อยู่ที่ 6.82% โดยในปี 2020 ก็เป็นการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการขยายเศรษฐกิจและการเติบโตภายในของอินโดนีเซีย
ในปี 2019 ภาคการก่อสร้างของฟิลิปปินส์ถูกคาดว่า จะโต 10% และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศฟิลิปปินส์ ได้คาดการณ์ความต้องการเหล็กในปี 2019 และ 2020 ว่าจะเติบโต 6% ในแต่ละปี
นอกจากจะสนับสนุนความต้องการเหล็กในภูมิภาคอาเซียแล้ว โรงงานเหล็กใหม่ๆของจีน จะเพิ่มความต้องการวัตถุดิบ เนื่องจากโรงงานเหล็กจะเป็นเตาแบบ blast/basic oxygen furnace โดยกำลังการผลิตใหม่ๆจะสร้างศักยภาพในการส่งออกเหล็กอีกด้วย
ขอบคุณ แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย khwankaew | พ.ย. 7, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากความต้องการใช้เหล็กของโลกในปี 2561 ที่มีอัตราเติบโต 4.6% แต่ในปี 2562 จะเติบโต 3.9% และในปี 2563 อัตราการเติบโตจะเหลือเพียง 1.7% เท่านั้น โดยสวนทางกับการเพิ่มกำลังการผลิตเหล็กของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน อินเดีย อิหร่านจน Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) ได้แสดงความกังวลว่าภาวะ Over Supply ของสินค้าเหล็กจะกลับเข้าสู่ภาวะวิกฤติสูงอีกแล้ว เพราะกำลังการผลิตเหล็กทั่วโลกมีมากเกินความต้องการใช้เหล็กถึง440 ล้านตันต่อปี
สำหรับการแก้ไขปัญหาสินค้าเหล็กทุ่มตลาดจากต่างประเทศนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กมั่นใจในการทำงานแบบ “ทำได้ไว ทำได้จริง” ของท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ซึ่งได้รับทราบปัญหาวิกฤติอุตสาหกรรมเหล็กไทยแล้ว โดยขอให้พิจารณา (1) เร่งรัดมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) ที่รอการพิจารณาของคณะกรรมการ ให้มีความรวดเร็วและทันการณ์มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าท่อเหล็กจากเวียดนาม และเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อนจากจีน ซึ่งเพียง 9 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณนำเข้าสินค้าดังกล่าวรวมกันมากกว่าล้านตัน จนส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตท่อ และโรงงานผลิตเหล็กเคลือบสังกะสีในประเทศไทย ต้องลดการผลิตหรือทยอยปิดงานไปบ้างแล้ว (2) บังคับใช้ พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti Circumvention) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 นี้ อย่างเข้มงวดจริงจัง เพื่อเอาผิดผู้หลบเลี่ยงอากรทุ่มตลาด แม้จะมีผู้นำเข้าบางรายที่มีพฤติกรรมหลบเลี่ยงอากรทุ่มตลาด ร้องขอให้เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายนี้ออกไปเพราะเกรงกลัวความผิด ในขณะที่ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ไม่ได้ตื่นตระหนกกับกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม การใช้เพียงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ไม่สามารถแก้ปัญหาความเสียหายทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างระดับที่กว้างขวางต่ออุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทย อันเนื่องมาจากกำลังการผลิตเหล็กของโลกที่มีมากเกินความต้องการ และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากต่างประเทศ จนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยมีการใช้กำลังการผลิตถดถอย เหลือเพียง 33% เท่านั้น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่สำคัญอีกแนวทาง คือ การสนับสนุนการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ที่จะมีการใช้งบประมาณหลายล้านล้านบาทในระยะเวลาข้างหน้านี้
กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก (1) สนับสนุนนโยบาย Thai First ที่รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประกาศและให้กระทรวงคมนาคมเร่งทำ workshop กับกลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย ศึกษาแนวทางนำร่องเพื่อส่งเสริมการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตในประเทศ (2) ขอให้หน่วยงานรัฐอื่นๆ โดยเฉพาะกรมบัญชีกลาง ภายใต้กระทรวงการคลังที่เป็นหน่วยงานดูแลกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐพิจารณากำหนดนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม หรือผู้ประกอบการในประเทศ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ดังเช่น สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย มีการที่มีการกำหนดนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม หรือแม้แต่มาเลเซียที่มีการใช้โปรแกรมการจัดซื้อของรัฐเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม Industrial Collaboration Program (ICP) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมในประเทศ
“กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เชื่อว่าหากภาครัฐดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างมีบูรณาการ นอกจากจะช่วยรักษาพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กอันเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศที่ได้มีการลงทุนไปหลายแสนล้านบาท และมีการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมนับแสนรายได้แล้ว จะมีส่วนช่วยภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างชัดเจน”
ขอบคุณ แหล่งที่มา : แนวหน้า
โดย khwankaew | ต.ค. 17, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาจะเพิ่มภาษีนำเข้า (มาตรา 232) เหล็กจากตุรกีจาก 25% เป็น 50% เนื่องจากปฏิบัติการทางทหารของประเทศตุรกีในทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซีเรีย
จากข้อความในทวิตเตอร์เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ โดยทรัมป์กล่าวว่า เขาจะประกาศคำสั่งอย่างเป็นทางการให้ปรับเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กจากประเทศตุรกี และจะทำการคว่ำบาตรประเทศตุรกี
ในเดือนสิงหาคม ปี 2561 ทรัมป์ได้ปรับเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กจากตุรกี จาก 25% เป็น 50% เนื่องจากการลดค่าเงินลีร่าของประเทศตุรกี และความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ อันเป็นผลมาจากการกักตัวบาทหลวงชาวอเมริกัน (Pastor Brunson) โดยภาษีนำเข้าเหล็กจากตุรกีได้ถูกปรับลดกลับมาที่ 25% ในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2562
Platts ได้ส่งอีเมล์ขอความคิดเห็นจากภาคอุตสาหกรรมเหล็กตุรกี แต่ไม่ได้รับการตอบรับความคิดเห็นกลับมา เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตใกล้เที่ยงคืนของเวลาตุรกี “พวกเขากำลังเล่นแมวจับหนูกับตุรกี” แหล่งข่าวกล่าว
การตัดสินใจของรัฐบาลอเมริกันในกลางเดือนพฤษภาคมที่จะลดภาษีนำเข้าเหล็กจากตุรกีภายใต้มาตรา 232 จาก 50% เป็น 25% ซึ่งไม่ได้ทำให้ผู้ผลิตเหล็กตุรกีประสบความสำเร็จในการทำให้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากราคาเหล็กจากโรงงานเหล็กตุรกียังแข่งขันไม่ได้ในตลาดสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางราคาในประเทศตุรกีที่ลดลง
เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (reinforced steel rebar) ของโรงงานเหล็กตุรกีที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ลดลงเหลือ 38,300 ตัน ใน 8 เดือนแรกของปี 2562 ซึ่งต่ำกว่า 304,000 ตัน ที่ส่งออกในช่วงเดียวกันของปี 2561 ในขณะที่การส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HRC) ของโรงงานเหล็กตุรกีไปยังสหรัฐฯ ลดลงเหลือเพียง 11,800 ตันในช่วง 8 เดือน จากข้อมูลของสถาบันสถิติตุรกี (Turkish Statistical Institute)
ภายใต้มาตรา 232 ของ 1962 Trade Expansion Act ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถปรับระดับภาษีนำเข้าสำหรับประเทศใดก็ได้ ณ เวลาใดก็ตามที่ประธานาธิบดีพิจารณาว่าเหมาะสม
— Justine Coyne and Cenk Can
แหล่งที่มา : Steel Business Briefing
โดย khwankaew | ต.ค. 8, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
นายสุปรีย์ ศรีสำราญ ผู้จัดการคลัสเตอร์โครงสร้างพื้นฐาน, Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ออกบทวิเคราะห์ หัวข้อ “จับตาผลกระทบการออกมาตรการเพิ่มเติมในการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti Circumvention: AC) ต่ออุตสาหกรรมเหล็กของไทย” โดยคาดว่าการบังคับใช้มาตรการ AC จะส่งผลบวกต่อผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนภายในประเทศ ขณะที่ผู้ค้าเหล็กและผู้บริโภคเหล็กมีโอกาสได้รับผลลบ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนที่ถูกทำ circumvention ไม่สามารถนำเข้ามาได้ บริษัทหรือผู้บริโภคที่ต้องการใช้เหล็กจึงจำเป็นต้องหาผลิตภัณฑ์ภายในประเทศเพื่อทดแทน ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อผู้ผลิตเหล็กทรงแบนภายในประเทศ
ผู้ค้าเหล็กจึงควรเตรียมการบริหารคงคลังให้เหมาะสมกับความผันผวนของราคาเหล็ก ซึ่งส่งผลต่อกำไรจากการค้าเหล็ก ขณะที่บริษัทหรือผู้บริโภคที่ต้องการใช้เหล็กอาจประสบกับราคาของเหล็กทรงแบนที่มีการปรับตัวขึ้น จึงควรทำการประเมินปริมาณการใช้งานเหล็กอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะจัดหาและบริหารการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กให้สอดคล้องกับการใช้งาน
ผลิตภัณฑ์เหล็กเป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่ประสบกับปัญหาการทุ่มตลาดและปัญหาการอุดหนุน ประกอบกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยจากต้นปี 61 สหรัฐฯ ได้ตั้งกำแพงภาษีผลิตภัณฑ์เหล็กจากจีนเพิ่มขึ้นอีกราว 25%-50% จากอัตราภาษีนำเข้าปกติ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เหล็กจากจีนที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงและมีโอกาสที่จะถูกนำเข้าสู่ไทยมากขึ้น
เหล็กทรงแบนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มถูกบังคับใช้มาตรการ AC
สมาคมผู้ประกอบการเหล็กทั้ง 7 สมาคม (สมาคมผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย, สมาคมผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย, สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น, สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า, สมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน, สมาคมผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี และสมาคมโลหะไทย) ได้ทำการผลักดันมาตรการ AC กับกระทรวงพาณิชย์และประสบผลสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมายในเดือนกันยายน 2019
โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ถูกบังคับใช้มาตรการ AD และมีแนวโน้มที่จะถูกใช้มาตรการ AC เพิ่มเติมด้วยเป็นเหล็กทรงแบน เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดร้อนเจือโบรอน เหล็กแผ่นรีดเย็น ชุบ/เคลือบอะลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุ่มร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีจุ่มร้อนแล้วทาสี เหล็กแผ่นรีดเย็น หลอดและท่อเหล็กกล้า เป็นต้น
Cr.ข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq03/3049738
โดย khwankaew | ก.ย. 4, 2019 | ข่าวอุตสาหกรรมเหล็ก
สหรัฐและจีนได้เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตามแผนการเดิมแล้วเมื่อวานนี้ (1 ก.ย.) นับตั้งแต่เวลา 11.00 น. ตามเวลาไทย โดยในรอบนี้ รัฐบาลสหรัฐได้เริ่มเก็บภาษี 15% จากสินค้าจีนมูลค่าประมาณ 1.25 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึง สมาร์ทวอทช์ ทีวีจอแบน และรองเท้า ขณะที่จีนได้เริ่มเก็บภาษี 5% จากการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐเมื่อวานนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า คณะผู้แทนการค้าของจีนและสหรัฐยังคงเจรจากันต่อไป และจะประชุมกันในเดือนก.ย. แม้การปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนจะดำเนินไปตามแผนที่กำหนดไว้
การเรียกเก็บภาษีเมื่อวานนี้มีขึ้นหลัง USTR ระบุว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษี 15% ต่อสินค้าบางส่วนที่นำเข้าจากจีนตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ขณะที่ส่วนที่เหลือ ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก จะถูกเก็บภาษี 15% ในวันที่ 15 ธ.ค.
ขณะเดียวกัน จีนประกาศว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ 5-10% รวม 5,078 รายการ มูลค่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบางส่วนได้มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวานนี้ และที่เหลือจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ธ.ค. เช่นกัน
อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq29/3035737
แหล่งที่มา : RYT9