โดย saweang | ก.พ. 12, 2020 | ข่าวสาร, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
“บ้าน” เป็นที่อยู่อาศัยในทุกๆวันของเรา การเลือกซื้อบ้านหรือปลูกบ้านนั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก ต้องวางแผนให้รอบคอบในทุกเรื่อง นอกจากเรื่องความคงทนแข็งแรง สวยงามทันสมัย สะดวกสบายหรือฮวงจุ้ยตามความเชื่อจีนแล้วนั้น ตามความเชื่อโบราณแบบไทยๆ ก็มี “ข้อห้าม” อยู่เหมือนกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย …
.jpg)
ข้อห้ามเกี่ยวกับบ้านตามคติโบราณ
1.ห้ามมิให้ทำขื่้อใหญ่กว่าเสาบ้าน
2.ห้ามมิให้ทำแหวกช่องกลางที่นอน
3.ห้ามมิให้ทำเรือนคร่อมต้นไม้
4.ไม่ควรสร้างบ้านแบบศาลพระภูมิ มี 2 ห้อง มีฝา 1 ห้องไม่มีฝา 1 ห้อง
5.ไม่ควรสร้างบ้านมีระเบียง 4 ด้านเหมือนศาลาการเปรียญ
.jpg)
6.ห้ามปลูกเรือนขวางตะวัน
7.ห้ามปลูกเรือนขวางคลอง
8.ห้ามทำเรือนมี 4 จั่ว
9.เรือนหลังหนึ่งห้ามทำประตู 4 แห่ง หน้าต่าง 9 แห่ง ประตูไม่อยู่กลางบ้าน
10.จำนวนบันไดห้ามใช้จำนวนคู่
11.บันไดไม่ลงทางทิศตะวันตก
.jpg)
12.ไม่หันหัวเตียงทางทิศตะวันตก
13.ไม่นอนขวางกระดาน
14.ไม่ทำน้ำพุน้ำตกไหวเข้าตัวเรือน
15.ไม่ทำทางลอดใต้ห้องน้ำห้องส้วม
16.ไม่ทำอาคารพักอาศัยเป็นรูปตัว ” T “
17.ไม่ทำเรือนทะลุหน้าตลอดหลัง ถือเป็นเรือน “อกแตก”
.jpg)
17.ไม่ทำเรือนทะลุหน้าตลอดหลัง ถือเป็นเรือน “อกแตก”
18.ไม่ทำภูเขาจำลองไว้ในบ้าน
19.ไม่ทำทางเข้าออกคู่ไว้ตอนมุมของที่ดินที่ทางสามแพรกหรือสี่แยก
20.ห้ามใช้ช่อฟ้า ใบระกา เครื่องวัด เครื่องหลวง เป็นส่วนประกอบของบ้าน
21.ห้ามปลูกเรือนคล่อมตอ
22.ห้ามตั้งศาลพระภูมิใต้เรือนเงา
23.ห้ามทำบันไดเวียนซ้ายขาขึ้น
24.ห้ามมีสัตว์ตกตายในหลุมตอม่อ
25.ห้ามสร้างบ้านที่มีถนนรอบล้อมทั้งสี่ด้าน
.jpg)
แม้จะเป็นความเชื่อโบราณที่หลายคนอาจจะไม่เชื่อ แต่หากลองพิจารณาโดยใช้หลักความจริงตามธรรมชาติแล้ว ก็ถือว่ามีเหตุผลไม่น้อย และเพื่อป้องกันภัยหรือสิ่งร้ายๆที่อาจจะเกิดขึ้น ใครที่กำลังจะซื้อบ้านหรือสร้างบ้าน ก็ลองศึกษากันดูไว้ก็ไม่เสียหาย เผื่อจะสามารถนำไปปรับใช้ ให้เป็นบ้านที่สมบูรณ์พร้อมทั้งโครงสร้างและความเป็นสิริมงคล
ขอบคุณข้อมูล horoscope.thaiza.com
โดย saweang | ก.พ. 12, 2020 | ข่าวสาร, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
สวัสดีค่ะ วันนี้เรากลับมาพบกันอีกครั้ง โดยวันนี้เราจะขอหยิบยกเรื่องใกล้ๆตัวของคนที่กำลังจะสร้างบ้าน คงมีคำถามที่ว่าระหว่าง ผนังบ้าน แบบสำเร็จรูป กับ สร้างบ้านแบบอิฐฉาบปูนแบบเก่าที่เคยสร้างกันมาอย่างไหนดีกว่ากัน โดยวันนี้เราจะสรุปให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน เพื่อที่จะได้นำไปปรับใช้ในการสร้างบ้านในแบบของเราค่ะ เพื่อไม่เสียเวลาเราไปชมกันเลยค่ะ
โดยปกติแล้วการก่อสร้างบ้านทั้งสองระบบมีทั้งข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป โดยปกติคนสมัยก่อนถ้าจะสร้างบ้านและในขั้นตอนการทำผนังคนส่วนใหญ่จะเลือกใช้ อิฐ เพราะ อิฐ เป็นที่นิยมและสร้างบ้านแล้วมีความคงทน มีข้อเสียเลยคือต้องใช้ระยะเวลาและจำนวนคนที่มากตามไปด้วย
จนตอนนี้ได้ทำการเปลื่ยนแปลงไปเริ่มใช้แผ่นผนังสำเร็จรูปหรือสมาร์ทบอร์ดแทนด้วยวัสดุทำจาก ไฟเบอร์ซีเมนต์ ติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว มีความแข็งแรงใกล้เคียงหรือเทียบเท่าผนังก่ออิฐอีกด้วยค่ะ อีกทั้งยังสามารถ กันเสียง กันความร้อน และที่โดดเด่นกว่าอิฐคือน้ำหนักที่เบามากอีกด้วย ในด้านความแข็งแรงนั้นอิฐอาจจะสามารถรับน้ำหนักได้มากกว่าผนังสมาร์ทบอร์ด และยังสามารถที่จะตอก เจาะ แขวนภาพ หรือติดแอร์ ก็สามารถที่จะง่ายในการบำรุงรักษา
แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ!!! รู้หรือไม่ว่าผนังสำเร็จก็สามารถทำแบบอิฐได้เช่นกันค่ะ แต่อาจจะต้องใช้ผนังสำเร็จรูปที่หนาประมาณ 8 มม. ขึ้นไป โดยใช้พุกพลาสติกผีเสื้อ PT-13 ที่ใช้งานคู่กับตะปูเกลียวแล้วละก็ จะสามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 80 กิโลกรัมต่อจุดเลยทีเดียว (หากตอกตะปูเพื่อแขวนของทั่วไป เช่น กรอบรูป นาฬิกาแขวน ฯลฯ จะรับน้ำหนักได้ประมาณ 3-4 กิโลกรัม)
รูปจาก scgbuildingmaterials.com
ด้านความร้อน จุดนี้บอกได้เลยค่ะว่าผนังสำเร็จจะทำได้ดีกว่า เพราะว่าผนังก่ออิฐครึ่งแผ่นฉาบปูนสองด้านจะทำให้ภายในบ้านมีอุณหภูมิสูงมากกว่าการใช้ระบบผนังสมาร์ทบอร์ด เพราะโดยปกติอิฐมอญเป็นวัสดุที่มีการสะสมความร้อนอยู่ในตัวเองมากๆค่ะ แต่ถ้าท่านไหนไม่ต้องการให้บ้านไม่ร้อนมากนัก สามารถทำได้โดยการก่อผนังอิฐสองชั้นแล้วเว้นช่องอากาศไว้ตรงกลาง ความร้อนจะมาสะสมอยู่ที่ช่องนี้และจะระบายความร้อนไปโดยไม่เข้าสู่ในบ้านได้ค่ะ
ด้านเสียง ผนังแบบความร้อนโดยตรงสู่ภายในบ้านจะกันเสียงได้ดีกว่าแบบผนังสำเร็จ แต่บอกเลยค่ะว่าต่างกันไม่มาก โดย บ้านแบบผนังสำเร็จจะมีค่า STC 39 และแบบอิฐฉาบปูน จะมีค่าอยู่ที่ STC 38 จะเห็นว่าต่างกันแค่ 1 เท่านั้นเองค่ะ ซึ่งปกติแล้ว บ้านทั่วไป ควรมีค่าในการกันเสียงรบกวนประมาณ STC 38-40 โดยประมาณค่ะ
ด้านกันความชื้น ผนังสำเร็จดีกว่าเพราะว่ามีคุณสมบัติการทนน้ำไม่เปื่อย ไม่บวม จึงทำให้น้ำไม่ซึมผ่านไปอีกด้านได้ค่ะ ส่วนอิฐนั้นป็นวัสดุมีการดูดซึมน้ำ โดยปกติจึงนิยมฉาบปูนทับหน้าผนังด้านที่ต้องสัมผัสกับภายนอก เพื่อกันไม่ให้น้ำซึมผ่านเข้ามาภายในบ้านค่ะ
ด้านการทนไฟ ผนังก่ออิฐทนไฟได้ดีกว่าแบบผนังสำเร็จ เพราะโดยปกติผนังก่ออิฐฉาบปูนทั้งสองด้านจะสามารถทนไฟได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่แผ่นผนังสำเร็จจะทนไฟได้น้อยกว่า แต่ถ้าอยากให้ทนไฟได้พอๆกับแบบอิฐก็สามารถทำได้แต่อาจจะต้องเสียงเงินเยอะขึ้น เพราะว่าเราต้องเพิ่มฉนวนกันร้อนทนอุณหภูมิสูง และแผ่นผนังสมาร์ทบอร์ด12 มิลลิเมตรขึ้นไปค่ะ
สรุปแล้วทั้งสองแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วทั้ง 2 แบบ ก็อยู่ได้เป็นสิบยี่สิบปี โดยถ้าเรามีโครงสร้างหลัก เช่น ฐานราก เสา คาน พื้น เป็นไปตามการออกแบบตามหลักเกณฑ์ของวิศกรนั้น ก็คงไม่น่ามีปัญหาแล้วค่ะ และพบกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.dotproperty.co.th
โดย saweang | ก.พ. 11, 2020 | ข่าวสาร, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เชื่อว่าการมีบ้านสักหลังนั้น เป็นความใฝ่ฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะการมีบ้านเพื่อให้พ่อกับแม่ได้พักอาศัยพร้อมกับอย่างอบอุ่นและมีความสุขในชีวิตหลังเกษียณ แต่ด้วยปัจจุบันทั้งราคาบ้าน และราคาที่ดิน ต่างก็มีราคาสูงขึ้น การจะสร้างบ้านราคาต่ำกว่าล้าน นั้นอาจจะยากสักนิด แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย
วันนี้ ในบ้าน จะพาเพื่อนไปชม รีวิว สร้างบ้านชั้นเดียวขนาด 94 ตารางเมตร ของคุณ สมาชิกหมายเลข 988134 ที่สร้างขึ้นด้วยราคาไม่ถึงล้าน แต่ก็ยังได้บ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยที่เพียงพอ มีครบทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน แถมยังมีการตกแต่งที่สวยงาม และช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุได้อีกด้วย เราไปชมกันได้เลยครับ
รีวิวบ้านชั้นเดียว 94 ตร.ม. 6 แสน 6
(โดย สมาชิกหมายเลข 988134)
สวัสดีค่ะ หลังจากที่เจ้าของกระทู้ เคยได้ตั้งกระทู้ถามไปว่า มีงบ 6 แสนสร้างบ้านประมาณ 84 ตรมได้ไหม pantip วันนี้บ้านสร้างเสร็จแล้วค่ะ ชั้นเดียว 3 ห้องนอน 2ห้องน้ำ ตัวบ้าน 78 ตรม รวมระเบียงเป็น 94 ตรม.ค่ะ หมดไป 660,000 แต่ทั้งนี้เราสามารถลดรายจ่ายให้เหลือ 6แสนได้ค่ะ บางอย่างไม่จำเป็นต้องใส่ค่ะ เบ็ดเสร็จรวมทุกชิ้นและเฟอร์นิเจอร์ในบ้านหมดไป 750,000 ค่ะ ปล.ยังไม่ได้ติดแอร์ค่ะ
เจ้าของกระทู้อยู่รอบนอกจังหวัดเชียงใหม่ เพราะค่ามือแต่ละที่อาจจะไม่เท่ากันนะคะ เหมาโครงสร้างตร.ม.ละ 1300 บาท ก่อฉาบเหมาประมาณ 70,000 บาท กระเบื้องและก่ออิฐโชว์เหมา 15,700 บาท ไฟเหมา 3,800บาท สุขภัณฑ์ 7,500 บาท (ทั้งหมดนี้เหมาค่ามือซื้อของเอง) กระจกและประตู 46,000 บาท ฝ้านอกใน 30,000 บาท ส่วนงานสีและอื่นๆจ่ายรายวันค่ะวันละ 450 บาทต่อคน
รูปด้านล่างเป็นแบบบ้านเจ้าของกระทู้ ก็จะประมาณนี้เลยค่ะ ออกแบบเอง พยายามให้เท่าตัวบ้านเดิม เพราะทำที่เดิม ใหญ่กว่านิดหน่อย ไม่มีลูกเล่นไรนะคะ ง่ายๆ เลยกลัวเปลืองงบ 555 บ้านจะสวยอยู่ที่ตกแต่งเนาะ 555

มาเริ่มกันเลยค่ะ ลงเสาเอก วันที่ 5 มีนาคม


วางแผ่นคอนกรีตสำเร็จค่ะ 24,600 บาท บ้านยกสูงขึ้น 60 ซม. ค่ะ

งานก่อ เหมาก่อฉาบประมาณ 70,000 ค่ะ ช่วงทำไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่

งานปูกระเบื้องค่ะ ใช้กระเบื้อง 60*60 เกรด c ประหยัดดีค่ะ มีตำหนิเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ส่วนตัวว่าก็ไม่ค่อยต่างกัน

งานฝ้าค่ะ เหมาทั้งนอกและใน 30,000 สังเกตวงกบประตูค่ะ พ่อกับน้าช่วยกันทาสี เลอะทุกวง ปวดหัวมาก ให้ช่างทาเถอะค่ะ

หน้าบ้านค่ะ ช่างกำลังทำหลังคาเล็ก

ทางเดินขึ้นหน้าบ้านค่ะ ประตูบ้านใหญ่จะอยู่ไม่ตรงบ้านค่ะ ขับรถเข้าบ้านก็จะอยู่ซ้ายมือค่ะ

ระเบียงหน้าบ้านเสร็จแล้ว ยังตกแต่งไม่เสร็จ แพลนว่าจะมีกระถางต้นไม้ และห้อยไว้เยอะๆ

ทางลงเผื่อรถเข็นและคนแก่ค่ะ ประตูบ้านแบบบานเลื่อน 3 บานค่ะ หน้าต่างก็แบบนี้ค่ะ แบบนี้จะใส่มุ้งลวดไม่ได้นะคะ แต่เราชอบเพราะเปิดได้กว้าง และอาศัยเอาผ้าม่านซับในเป็นมุ้งลวดแทน 55

กลางบ้านค่ะ ห้องนั่งเล่น มองเห็นห้องนอนอีก 2 ห้อง

ไฟห้องรับแขกค่ะ ดูมาจาก pinterest งานไฟฟ้าเหมาค่าแรงค่ะ 3,800 บาท ของเราไปซื้อเอง ปล.คนกันเอง

โซนกลางบ้านค่ะ เดินเข้าประตูมาก็จะประมาณนี้ ลืมพับโซฟา

โต๊ะกินข้าวกลายเป็นโต๊ะทำงาน

ห้องนอนค่ะ 3.5*3.0 เมตร เหมือนกันทั้ง 3 ห้องค่ะ ส่วนผ้าม่าน 2 ชั้น เหมา 25,000 ค่ะ

ห้องจขกทค่ะ เตียง 6 ฟุต ไม่อึดอัด แต่ต้องใช้ตู้เล็กนะคะ ถ้าใส่ตู้มาตรฐานจะแคบ ส่วนตัวใช้พวกราวแขวน โต๊ะทำงานเล็กๆ

ไปต่อค่ะ ประตูซ้ายไปห้องนอนใหญ่ ขวาไปครัว ต้องมีประตูนะคะ แอร์จะได้ไม่ออก ทะลุกันอยู่ดีค่ะ

ห้องพ่อแม่ แยกเตียงกันไปเล้ย เพราะมีความไม่เข้ากันสูง 5555

ขวามือห้องนอนพ่อกับแม่จะมีห้องเสื้อผ้าและห้องน้ำในตัวค่ะ

ห้องน้ำต้องมีอุปกรณ์สำหรับคนแก่ 5555

ย้ายตู้ ประตูหลุดซะงั้น ใส่กลับก็ไม่เข้า เออ….ถอดออกซะเลย ปล.ซื้อจาก index ตอนลดราคา

ครัวในบ้านค่ะ มีไว้เป็นมารยาท เพราะบ้านเรามีครัวนอกอยู่แล้ว เล็กๆ มีเตาแก๊ส อ่าง ไมโครเวฟไรงี้พอค่ะ รกนิดหน่อยยังไม่เข้าที่เข้าทางนะคะ 55

ตู้เย็นค่ะ ตอนแรกจะวางไว้ที่ห้องครัว วางปุ๊ป แคบเลยค่ะ เลยย้ายมาวางมุมห้อง ติดห้องครัวเลยค่ะ

ห้องน้ำรวมแต่เราครองใช้คนเดียว ณตอนนี้ ไม่ลืมมีอุปกรณ์ช่วยจับของคนแก่ 555

ห้องส้วมค่ะ แยกไปเลย อาบน้ำก็อาบไป จะอึจะฉี่ก็ทำไป 555 ตามเคยต้องมีอุปกรณ์ช่วยจับ 555

หลังบ้านค่ะ

ก่ออิฐโชว์ค่ะ ค่าอิฐและซิลิโคนเคลือบ 30,000 ยังไม่รวมค่ามือติด เหงื่อตก 55 เจ้าของกระทู้เลือกแบบหนาปั้นมือ แผ่น8 บาท (แพงจุง) ถ้าบางก็ถูกค่ะแต่แตกง่าย ไหนๆ ก็ไหนๆ จกตังจ่ายไปเลยค่ะ อยากก่ออิฐโชว์เพื่อให้บ้านมีสีสันบ้าง ตัดกับสีขาวทั้งหลัง ตรงส่วนนี้ถ้าเราอยากประหยัดงบก็ตัดทิ้งไปเลยค่ะ เพราะตรงส่วนนี้ก็เกือบ 40,000 แล้ว

ภาพรวมมุมหลังบ้านค่ะ

ทำบุญบ้านค่ะ เมื่อเสาร์ 23 มิถุนายน

จบการรีวิวค่ะ หวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับใครที่กำลังจะสร้างบ้าน หรืออยากสร้าง ตอนเราจะทำก็กังวลว่าจะพอไหม กลัวเงินไม่พอ บลาๆ ไล่หารีวิวดูแทบทุกวันเลย คนทุกคนอยากมีบ้านเป็นของตัวเองอยู่แล้วเนาะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ที่มา : สมาชิกหมายเลข 988134
ขอบคุณข้อมูลจากsanook.com/home/23435/
โดย saweang | ก.พ. 11, 2020 | ข่าวสาร, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
กว่าจะ ปลูกบ้าน สร้างบ้านเป็นของตัวเองได้สักหลัง นอกจากจะต้องคำนึงถึงทำเลที่ตั้ง แบบบ้าน แปลนบ้าน และสไตล์ การตกแต่งบ้าน แล้ว สำหรับใครที่อยากจะเสริมสิริมงคลก่อนปลูกบ้าน มาดูพิธีการปลูกบ้านและตั้งเสาเอก ใช้อะไรบ้าง มีลำดับพิธีอย่างไร มาดูกันค่ะ
1. เริ่มต้นด้วยการหาวันดี วันมงคล
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะนิยมปลูกบ้านกันในเดือนอ้าย (เดือนแรกของปี) เดือนยี่ (เดือนที่สองของปี) เดือนสี่ เดือนหก เดือนเก้า และเดือนสิบสอง ตามการนับเดือนแบบไทยหรือแบบจันทรคติ ส่วนวันที่ก็ให้เลือกจากวันอธิบดีหรือวันธงชัยของแต่ละเดือน ซึ่งปกติแล้วจะนิยมตั้งเสาเอกในวันจันทร์ และไม่นิยมตั้งเสาเอกในวันอาทิตย์ ส่วนทิศหรือตำแหน่งยอดนิยมเป็นทิศตะวันตกเฉียงใต้ แต่ถ้าหากใครไม่แน่ใจอาจจะขอให้พระหรือหมอดูช่วยเลือกให้ก็ได้ โดยทั่วไปแล้วจะใช้เพียงวัน เดือน ปีเกิดของเจ้าของบ้านในการหาวัน เวลา และตำแหน่งของเสาเอกที่เหมาะสม ซึ่งบางครั้งหากเจ้าของบ้านไม่มีดวง ก็อาจจะต่อรอไปอีกสักปีสองปี นอกเหนือจากนี้ฤกษ์งามยามดีในแต่ละวันก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญเหมือนกัน โดยเชื่อกันว่าฤกษ์มงคลในการตั้งเสาเอกของแต่ละวัน มีดังนี้
2. การปลูกบ้านเรือนไทยจะต้องทำพิธีกรุงพาลี
เป็นพิธีขอขมา-ขออนุญาตเจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าแม่ธรณี เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านและผู้อยู่อาศัย เครื่องเซ่นไหว้ประกอบพิธี ได้แก่ ข้าวสุก กล้วยน้ำว้าสุก ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน และหมากพลู ซึ่งหลังจากที่ทำพิธีเสร็จก็อย่าลืมนำถั่วเขียว ข้าวตอก และงาดิบมาโปรยทับลงบนดินด้วย
3. ตีผังบ้านและปรับระดับดิน
ตีผังบ้าน และปรับระดับดินให้พร้อมเพื่อเตรียมทำพิธี จากนั้นขุดหลุมเสาเอกก่อนเป็นหลุมแรกเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย
4. จัดเตรียมหาของมงคล
สำหรับประกอบพิธีตั้งเสาเอก (เท่าที่พอหาได้ แต่ถ้าครบก็จะดี) ได้แก่
- จัดโต๊ะหมู่บูชา 1 ชุด พร้อมเครื่องสักการะ (ถ้าประสงค์)
- จตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระ 1 ชุด (กรณีนิมนต์พระมาประพรมน้ำมนต์ที่หลุมและเจริญชัยมงคลคาถา)
- เครื่องบูชาฤกษ์หรือสังเวยเทวดา (จัดย่อส่วนก็ได้ ดูพิธีวางศิลาฤกษ์)
- สายสิญจน์ 1 ม้วนเล็ก
- ผ้าสามสี ผ้าแพรสีแดง ผ้าห่มเสา ผ้าหัวเสา หรือผ้าขาวม้า 1 ผืน ขนาด 4×6 นิ้ว
- แผ่นทอง นาก เงิน อย่างละ 1 แผ่น
- เหรียญทอง เงิน อย่างละ 9 เหรียญ
- ทองคำเปลว 3 แผ่น
- หน่อกล้วย อ้อย อย่างละ 1 หน่อ
- ข้าวตอกดอกไม้ 1 ขัน
- น้ำมนต์ 1 ขัน (พร้อมกำหญ้าคา 1 กำ)ฃ
- ทรายเสก 1 ขัน
- แป้งหอม
- ไม้มงคล 9 ชนิด (ไม้ราชพฤกษ์, ไม้ขนุน, ไม้ชัยพฤกษ์, ไม้ทองหลาง, ไม้ไผ่สีสุก, ไม้ทรงบาดาล, ไม้สัก, ไม้พะยูง, ไม้กันเกรา)
5. ลำดับพิธีตั้งเสาเอก
สำหรับการทำพิธีตั้งเสาเอกนั้น ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกขั้นตอน ประกอบด้วยลำดับพิธีต่าง ๆ ดังนี้
5.1 นำหน่อกล้วย อ้อย และผ้าสามสีผูกติดกับเสาเหล็กที่จะใช้ในพิธีตั้งเสาเอก (ควรผูกให้เรียบร้อยก่อนถึงวันตั้งเสาเอก)
5.2 สำหรับบ้านไหนที่ไม่เชิญพราหมณ์หรือพระมาช่วยทำพิธี ก็สามารถให้ญาติผู้ใหญ่หรือเจ้าของบ้านเป็นคนทำพิธีเองได้ (ผู้อยู่อาศัยทุกคนควรมาร่วมพิธีให้ครบ) โดยเริ่มแรกให้วางสายสิญจน์ตั้งแต่โต๊ะหมู่บูชาไปจนถึงเสาเอก
5.3 เจ้าภาพจุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา อธิษฐาน และกราบพระ
เจ้าภาพจุดธูปที่โต๊ะสังเวยบูชาเทวดา ให้ช่วยคุ้มครอง
5.4 ตอกไม้มงคล 9 ชนิดลงไปในหลุมเสาเอก
5.5 วางแผ่นทอง แผ่นนาก แผ่นเงิน และเหรียญเงินลงไปในหลุม
5.6 นิมนต์พระสงฆ์มาพรมน้ำมนต์และโปรยทรายเสกลงที่หลุมเสาเอก พร้อมเจิมและปิดทองที่เสาเอกที่ผูกผ้าสามสี หน่อกล้วย และอ้อยเอาไว้
5.7 เจ้าภาพและผู้ร่วมพิธีถือสายสิญจน์และยกเสาเอกให้เรียบร้อย
5.8 เจ้าภาพโปรยข้าวตอกดอกหรือแป้งหอมลงที่หลุมเสาเอก
***ในกรณีที่เชิญพราหมณ์หรือพระมาช่วยทำพิธีอาจจะมีขั้นตอนที่แตกต่างออกไปบ้าง แต่ต้องจัดเตรียมตั้งโต๊ะและจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระ 1 ชุด รวมถึงอาหารสำหรับฉันท์เพลด้วย***
ปีที่ปลูกเรือน (ตั้งเสาเอก) เสริมสิริมงคล
– ปลูกเรือนปีชวด
นำไม้ราชพฤกษ์ปักเสามุมแรก ก่อนยกเสาเอกเพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย จากนั้นก็โปรยดอกไม้ 3 สีที่เป็นสิริมงคล (ดอกกุหลาบ ดอกรัก และดอกพุทธ) แล้วบวงสรวงด้วยกล้วยที่เป็นมิ่งขวัญปีเกิด จะทำให้อยู่เย็นเป็นสุขและทำมาหากินเจริญขึ้น
– ปลูกเรือนปีฉลู
นำเอากล้วยและผ้าขาวพันที่เสาเอก เอากิ่งมะตูม 3 กิ่งปักที่เสาเอก แล้วบวงสรวงด้วยลูกตาล ขนมฝอยทอง จะทำให้มีความสุขความเจริญและมีแต่สิ่งดี ๆ เข้าบ้าน
– ปลูกเรือนปีขาล
นำเอาข้าวสุก 3 กระทงและน้ำ 3 ขัน (ขันเงิน ขันทอง ขันนาก) รดที่ต้นเสาเอก จากนั้นโปรยดอกไม้ 3 ชนิด (ดอกดาวเรือง ดอกรัก และดอกบานไม่รู้โรย) เพื่อเป็นเคล็ดให้ร่ำรวยและอยู่เย็นเป็นสุข
– ปลูกเรือนปีเถาะ
นำเอาใบตะเคียน ใบเฉียง ใบพร้าหอม และต้นกล้วย 1 ต้น ห่อที่ปลายเสาเอก แล้วบวงสรวงด้วยหมูย่าง ปลายำ จะทำให้มีความรุ่งเรือง
– ปลูกเรือนปีมะโรง
นำเอาใบมะกรูดและกำยานพันปลายเสาเอก แล้วยกเสาขึ้น พร้อมโปรยดอกไม้มงคล 7 ชนิด ได้แก่ ดอกรัก ให้รักใคร่กัน ดอกดาวเรือง ให้เจริญรุ่งเรือง ดอกบัว ให้มีคนนับถือ ดอกกุหลาบ ให้สุขสดชื่น ดอกบานไม่รู้โรย ให้มั่งมีอย่างไม่รู้โรย ดอกพุด ให้พระคุ้มครอง และดอกมะลิ ให้อยู่เย็นเป็นสุข จะทำให้ร่ำรวย มั่งมี และเป็นสุขตลอดไป
– ปลูกเรือนปีมะเส็ง
นำเอาใบสิงห์ 2 กิ่งผูกที่ปลายเสาเอก วางข้าว 3 กระทง จุดธูปเทียนบูชา พร้อมทั้งบูชาดอกกุหลาบ พวงมาลัย มะลิสด ดอกรัก และน้ำเย็น 6 ขัน แล้วพูดว่า มั่ง มี ศรี สุข จากนั้นยกเสาเอกขึ้น จะทำให้รุ่งเรือง
– ปลูกเรือนปีมะเมีย
นำเอาใบขี้เหล็กกวาดตั้งแต่ปลายเสาลงมาถึงโคนเสา 3 ครั้ง จากนั้นเอาน้ำรดปลายเสาเอก โดยให้อดใจรอจนถึงเวลาไก่ขัน แล้วบวงสรวงด้วยกล้วย มะพร้าว ส้ม จึงจะร่มเย็นเป็นสุข
– ปลูกเรือนปีมะแม
นำเอาใบเงิน 3 ใบ หมากผู้ 3 ใบ หมากเมีย 3 ใบ พร้อมทั้งใบกล้วย ใบอ้อยใส่ลงไปในหลุม แล้วจึงยกเสาเอก จากนั้นก็บวงสรวงด้วยกล้วย อ้อย มะพร้าว และขอพร จะเสริมสิริมงคลให้มีโชคลาภตลอดไป
– ปลูกเรือนปีวอก
นำเอาเทียน 3 เล่มแปะทอง ผูกข้างเสาด้านหัวนอน และนำใบเงิน ใบทอง ใบนาก ใส่ลงในฐานหลุม แล้วจึงยกเสาเอก จะทำให้มั่งมีศรีสุขตลอดกาล
– ปลูกเรือนปีระกา
นำเอาข้าวตอกกับใบบัวบกใส่รองเอาไว้ในหลุมของเสาเอกและเสารอง หรือใส่ให้ครบทั้ง 4 ทิศ จะเสริมมงคลให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข แล้วจึงบวงสรวงด้วยข้าว แกง แอปเปิล ดอกบัวหลวงขอพร จะทำให้มั่งมีศรีสุข
– ปลูกเรือนปีจอ
นำเอาข้าวตอกกับใบบัวบกมาใส่รองเอาไว้ในหลุมเสาเอก หรือใส่ให้ครบทั้ง 4 ทิศ แล้วบูชาด้วยดอกบัวหลวง จะทำให้มีคนอุปถัมภ์ดี
– ปลูกเรือนปีกุน
นำเอาดอกชบาและดอกบัวอย่างละ 1 ดอก ใส่ลงในหลุมเสาเอก แล้วลงเสาเอก ฤกษ์ 09.09 น. จะทำให้มีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป
พิธีตั้งเสาเอกเปรียบเสมือนการเสริมสิริมงคลให้กับบ้าน อีกทั้งยังเป็นการขอขมาต่อเจ้าที่ เจ้าทางตามความเชื่อของคนโบราณด้วย ฉะนั้นถ้าหากใครมีแผนจะปลูกบ้าน สร้างบ้าน ก็อย่าลืมนำลำดับพิธีตั้งเสาเอกแบบง่าย ๆ ที่เรารวมรวบมาฝากไปปรับใช้ให้เหมาสมกันนะคะ
โดย saweang | ก.พ. 11, 2020 | ข่าวสาร, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ปัจจัยสี่ที่สำคัญของมนุษย์ย่อมมีที่อยู่อาศัย หรือ บ้าน เฮือน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ไม่ว่าเราจะไปทำมาค้าขาย ทำกิจการงานที่ใดก็ตาม เมื่อเสร็จกิจการงานแล้วก็จะกลับมายังบ้านพักอาศัยเสมอ เพราะบ้านเป็นที่ที่เราภาคภูมิใจ เป็นสิ่งที่รักและหวงแหน ความอบอุ่นเกิดภายในบ้าน นอนหลับสบายใจไร้ความกลัว และความหวาดระแวง

แต่ถ้าปลูกบ้านไม่ถูกโฉลกกับเจ้าของ ความทุกข์ความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้นกับเรา ดังนั้น จึงควรเลือกวัน เวลา เดือน ปี โสกหรือโฉลก และวิธีปลูกบ้าน ให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมโบราณณ
ปลูกเฮือนวันใดดี?
วันอาทิตย์ ท่านห้ามปลูกความอุบาทว์จัญไรจะเกิด
วันจันทร์ ท่านว่าปลูกได้จะมีลาภ ผ้าผ่อนท่อนสะไบบังเกิดแก่เจ้าของบ้าน
วันอังคาร ท่านห้ามปลูก จะเกิดอันตรายจากไฟ
วันพุธ ท่านว่าดี มีลาภเป็นของขาวเหลือง
วันพฤหัสบดี ท่านว่าดี จงปลูกเถิดจะได้ลาภและความสุขพูนทวี
วันศุกร์ ท่านว่า ห้ามปลูกจะมีทุกข์และสุขเท่ากันแล
วันเสาร์ ท่านห้ามปลูกเด็ดขาด จะเกิดถ้อยความมีคนเบียดเบียน และจะมีเรื่องเดือดร้อนใจ

ปลูกเฮือนเดือนใดดี?
เดือนอ้าย (เดือน 1) ท่านว่า จะทำมาค้าขึ้น จะได้เป็นเศรษฐี เพราะกิจการค้านั้น
เดือนยี่ (เดือน 2) ท่านว่าดี มีศิริในการป้องกันศัตรูทั้งมวล
เดือนสาม ท่านห้ามปลูก จะมีภัย ศัตรูเบียนเบียด
เดือนสี่ ท่านว่า ปลูกดีจะมีลาภ จะมีความสุขกายสบายใจ
เดือนห้า ท่านว่าจะเกิดทุกข์ร้อนไม่สบายใจ
เดือนหก ท่านว่าประเสริฐ จะส่งผลให้เงินทองไหลมาเทมา
เดือนเจ็ด ท่านห้ามปลูก จะเป็นอันตรายแก่ทรัพย์ที่หาไว้ได้แล้ว จักถูกโจรลัก หรือไฟไหม้
เดือนแปด ท่านห้ามปลูกเฮือนในเดือนนี้ เงินทองข้าวของที่เก็บไว้ จะมิอยู่คงที่แล
เดือนเก้า ท่านให้เร่งปลูกเฮือน ถ้ารับราชการจะได้รับการปูนบำเหน็จแล ถ้ามิได้รับราชการก็จะเจริญในการประกอบอาชีพแล
เดือนสิบ ท่านห้ามปลูก จะได้รับอันตรายจากโทษทัณฑ์ อาญาแผ่นดิน และการเจ็บไข้ได้ป่วย
เดือนสิบเอ็ด ท่านห้ามปลูกจะถุกคนหลอกลวงเอาของ และสิ่งที่ห่วงแหน
เดือนสิบสอง ท่านว่าควรเร่งปลูก จะได้เงินทองข้าวของ ช้างม้า ข้าทาสผู้ซื่อสัตย์แล

ปลูกเฮือนปีใดดี?
ปีชวด ให้เอากิ่งไม้คูณหรือไม้ราชพฤกษ์ มัดเสาแล้วจึงยกเสาลงหลุม เป็นมงคลแล
ปีฉลู ให้เอาผ้าขาวม้าห่อกล้วยพันปลายเสา เอากิ่งตูม 3 กิ่ง มามัด จึงยกเสาลงหลุมดีนักแล
ปีขาล ให้เอาข้าวใส่กระทง 3 อันมาวางบนเสา แล้วเอาน้ำมารด 3 ขัน จึงยกเสาลงหลุมดีนักแล
ปีเถาะ ให้เอาใบตะเคียน ใบหูดหอม และต้นกล้วย มัดปลายเสา แล้วจึงยกเสาลงหลุมดีนักแล
ปีมะโรง ให้เอาผ้าห่อใบหูดหอม และกำยานพันปลายเสา แล้วยกเสาลงหลุมดีนักแล
ปีมะเส็ง ให้เอาใบทอง 2 กิ่ง ผูกปลายเสา เอาข้าวสุกใส่กระทง 3 กระทง ธูป 3 คู่ เทียน 3 คู่ บูชา แล้วจึงยกเสาลงหลุมดีนักแล
ปีมะเมีย ให้เอาใบขี้เหล็ก 3 กิ่งกวาดตั้งแต่ปลายเสาลงมาถึงต้นเสา 3 ที แล้วเอาน้ำรดปลายเสา 3 ขัน รอจังหวะถ้าได้ยินไก่ขัน จึงยกเสาลงหลุมมีโชคชัยแล (ถ้าไม่มีไก่ขันให้ขันสมมุติเอา)
ปีมะแม ให้เอาใบเงิน 3 ใบ ใบหมากตัวผู้และหมากตัวเมียอย่างละ 3 ใบ กล้วยสุก 3 หน่วย อ้อย 3 ข้อ ใส่ในหลุม แล้วจึงยกเสาลงหลุมดีนักแล
ปีวอก หรือปีระกา ให้เอาเทียน 3 เล่ม ไปผูกต้นเสาทางหัวนอน ต้นไหนก็ได้ จึงยกเสาลงหลุมดีนักแล
ปีจอ หรือ ปีกุน ให้เอาข้าวตอกแตก 5 ดอก ใบบัวบก 5 ใบ รองตรงหัวเสาในหลุมก่อน จึงยกเสาลงหลุมดีนักแล

วิธีขุดเสาเฮือน
โบราณาจารย์ท่านว่า บ้านต้องปลูกใส่บนดิน ในดินมีทั้งแม่ธรณีและพญานาค (นาคดิน) เป็นอารักษ์ เพื่อให้เกิดความเป็นศิริมงคล ท่านว่า ควรย้ายแม่ธรณีและทำให้ถูกต้องตามโครงการนาคดิน กล่าวคือ นาคดิน นี้เราจะต้องรู้จักว่า หัวนาค หางนาค หลังนาค และท้องนาค อยู่ทางทิศไหนในแต่ละเดือนที่เราจะปลูกบ้านก่อนเพื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะถูกพิษนาค ทำให้เราเจ้าของบ้านต้องเดือดร้อน เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ควรปฏิบัติดังนี้

การย้ายแม่ธรณี
ก่อนจะมีการขุดดินปลูกบ้าน โบราณท่านว่า ให้ย้ายแม่ธรณี และสิ่งของที่เป็นอาถรรพ์ทั้งหลายออกไปก่อน บ้านจึงจะเป็นบ้านอยู่สุข วิธีย้ายให้เอาเทียนเหลือง 1 คู่ ดอกไม้ขาว 1 คู่ แต่งใส่ขัน แล้วเอาผ้าขาวพาดบ่า (ห่มเฉลียงบ่า) เดินไปตรงกลางลานดินที่จะปลูกบ้าน แล้วกล่าวคำอัญเชิญว่า
“อุกาสะ ผู้ข้าขออัญเชิญแม่ธรณีเจ้าได้ออกจาก (หยับย้ายออกจาก) ที่ปลูกบ้าน เพราะที่ปลูกบ้านลูกหลานย่อมทิ้งสิ่งสกปรก ขอย้ายแม่ออกไปอยู่ข้างบ้าน แล้วขอให้แม่คุ้มครองปกป้องรักษาบ้าน และลูกหลานในบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข ขอให้แม่นำสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย หมายมีกระดูกเป็นต้น ขอให้แม่โยนทิ้งไปให้ไกล เอาเหลือไว้แต่สิ่งอันเป็นมงคลแก่ข้าเทอญฯ”
แล้วนำเอาธูปเทียนนั่นทิ้ง วางไว้ทางทิศตะวันตกของที่ปลูกบ้าน ส่วนผู้จะประกอบพิธีนี้จะให้คนแก่ที่มีศีลธรรม (ผู้ชาย) หรือจะเอาผู้ชายเจ้าของบ้านนั้นก็ได้
การหลีกพิษนาค ในเดือนที่เราเห็นว่าปลูกบ้านดี เช่น เดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสี่ เดือนหก เดือนเก้า และเดือนสิบสอง ควรจะรู้ว่าเดือนเหล่านี้ ส่วนของนาคส่วนใดอยู่ทิศใด เวลาขุดดินการโกยดิน และการวางเสาแอกเสาขวัญ จะวางได้ถูกทิศทาง จะได้ไม่รับอันตรายจากพิษนาค โบราณท่านว่าดังนี้
เดือนอ้ายและเดือนยี่ หัวนาคอยู่ทางทักษิณ (ทิศใต้) หางนาคอยู่ทางทิศอุดร (เหนือ) ท้องนาคอยู่ทางทิศปัจจิม (ตะวันตก) หลังนาคอยู่ทางทิศบูรพา (ตะวันออก) เวลาเข้าไปขุดดิน ให้เข้าไปในทางทิศท้องนาค โกยดินก็โกยไปทางทิศท้องนาคเช่นกัน คือทิศตะวันตก
เดือนสี่และเดือนหก หัวนาคอยู่ทางทิศปัจจิม หางนาคอยู่ทางทิศบูรพา หลังนาคอยู่ทางทิศอุดร ท้องนาคอยู่ทางทิศทักษิณ เมื่อเข้าไปขุดดินให้เข้าไปทางทิศท้องนาค โกยดินไปทางทิศอาคะเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) เมื่อเอาเสาไปวางก็หันปลายเสาไปทางทิศอาคะเนย์
เดือนเก้า หัวนาคอยู่ทางทิศบูรพา หางนาคอยู่ทางทิศปัจจิม หลังนาคอยู่ทางทิศทักษิณ ท้องนาคอยู่ทางทิศอุดร การเข้าไปขุดเสาให้เข้าไปทางทิศเหนือ แต่การโกยดินและการหันปลายเสาเมื่อเอาไปวางปากหลุม ให้โกยและหันไปในทิศอิสาณ (ตะวันออกเฉียงเหนือ)
เดือนสิบสอง หัวนาคอยู่ทิศอุดร หางนาคอยู่ทางทิศทักษิณ หลังนาคอยู่ทิศบูรพา ท้องนาคอยู่ทางทิศปัจจิม ให้เข้าไปขุดเสาในทิศตะวันตก โกยดินไปทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) การเอาเสาไปวางก็ให้หันปลายเสาไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นศิริมงคลนักแล
วิธีบูชานาค เพื่อเป็นสิริมงคลต่อบ้าน โบราณท่านให้ทำเครื่องเซ่นไหว้พญานาค ซึ่งประกอบด้วยธูปเทียน และเครื่องบวดต่างๆ วิธีการทำมีดังนี้
ให้เอาโต๊ะไปตั้งวางไว้ทิศหัวนาคอยู่ แล้วเอาของหวานใส่ เช่น บวดฟักทอง ใส่ถ้วยวางไว้ในถาด เอาดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5 คู่ ธูป 5 คู่ ใส่ในถาดวางไว้บนโต๊ะ
ให้ทำธงใส่หลักไปปักข้างโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้ทั้ง 2 ข้าง สำหรับผ้าทำธงให้ใช้สีตามเดือน ดังนี้
เดือน สีธง เดือน สีธง
เดือนอ้าย สีขาว เดือนยี่ สีขาว
เดือนสี่ สีเหลือง เดือนหก สีเหลือง
เดือนเก้า สีดำหรือสีนิล (เขียวแก่) เดือนสิบสิง สีแดง
กล่าวคำบูชา 1 จบ ว่า “อะยัง มะหานาโค อิทธิมันโต ชุติมันโต อิมินา สักกาเรนะ มะหานาคัง ปูเชมิ”
วิธีขุดเสา เมื่อเราทำเครื่องบูชาเสร็จแล้ว ให้ลงมือขุดหลุมเสาแฮก คนที่ถือเคร่งจริงๆ เวลาขุดหลุมเสาแฮกนั้น เขาจะเอาไม้คูณ หรือไม้ยอทำด้ามเสียมก่อน คนขุดก็จะตั้งชื่อให้ว่า “ท้าวเงิน ท้าวคำ ท้าวแก้ว ท้าวค้ำ ท้าวคูณ” ชื่อใดชื่อหนึ่งตามความเหมาะสม ให้เป็นผู้ขุดเสาแฮก แต่ถ้าจะตั้งชื่อคนขุดทั้ง 8 หลุม (เรือน 3 ห้องสมัยโบราณมีเสา 8 ต้นต่อเกย หรือเฉลียงอีก 4 ต้น จึงรวมเป็น 12 ต้น เกยไม่นับเป็นเรือน) ก็ให้ตั้งเพิ่มอีก 3 ชื่อ คือ ท้าวสุข ท้าวดี ท้าวมี แล้วให้ขุดเสาคนละเสา
สำหรับเสียมขุด นอกจากเสาแฮกแล้วจะเอาด้ามอะไรก็ได้ เฉพาะเสาเอกหรือเสาแฮก ให้ใช้เสียมไม้คูณ หรือไม้ยอ โดยให้ท้าวเงินเป็นคนขุด ในเวลาขุดหลุมเสาย่อมจะพบสิ่งที่เป็นมงคลและไม่เป็นมงคล ดังนั้นเมื่อพบแล้วให้แก้นิมิตแก้อาถรรพ์ ดังนี้
ถ้าขุดไปพบกระดูก ท่านให้เอาน้ำสะอาดสรงแก้วแหวนเงินทอง มารดลงในหลุมเป็นศิริมงคลแล
เมื่อขุดลงไปพบขนสัตว์หรือเชือก ให้ไปขอน้ำมนต์จากพระมารดหลุม เป็นศิริมงคลแล
ถ้าขุดลงไปพบไม้ทราง ให้นิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ แล้วเอาน้ำพระพุทธมนต์รดลงในหลุม เป็นศิริมงคลแล
ถ้าขุดลงไปพบอิฐ หรือดินเหมือนขี้หนู ท่านให้เอาน้ำผึ้งแท้รดลงในหลุม เป็นศิริมงคลแล
ถ้าของไม่ดีนอกจากนี้ ท่านให้เอาน้ำสรงพระพุทธรูปใส่ขันไว้ เอาดอกบัวหลวง ถ้าของไม่ดีนอกจากนี้ ท่านให้เอาน้ำสรงพระพุทธรูปใส่ขันไว้ เอาดอกบัวหลวง และหญาแพรก ใส่ลงในหลุม แล้วเอาน้ำสรงพระพุทธรูปรดลงในหลุม เป็นศิริมงคลแล
ก่อนเอาเสาแฮก (เสาเอก) ทางหัวนอนลงหลุม ให้เขียนกลใส่หลุมว่า “ปู่ก่อสร้างเป็นอาชญ์เฮือนหิน เงินคำมีหมื่นกือกองล้น” ต้นเสาขวัญทางตีนนอน (เสาขวัญ) ให้เขียนกลใส่ในหลุม ก่อนเอาเสาลงหลุมดังนี้ หลานก่อสร้างเป็นอาชญ์เฮือนหิน เงินคำมีหมื่นกือกองล้น” เขียนแล้วเอาลงใส่ในหลุมดังกล่าว
ลักษณะที่ดินที่ไม่ควรปลูกเฮือน
พื้นดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ท่านว่าไม่ควรปลูกบ้านเพราะเข้าลักษณะโลงผี จะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ควรแยกที่ดินนั้นเป็นสวนไม้ดอก ไม้ผล ด้วยการกั้นรั้วแบ่งเป็นสัดส่วนให้ที่ดินเปลี่ยนรูปร่าง ไปเสียส่วนหนึ่งก่อน แล้วจึงปลูกท่านว่าจะเป็นมงคลแล
ที่ดินรีแหลมยาวรูปธง ท่านว่าไม่ควรปลูกบ้าน ถ้าจะปลูกควรแก้เคล็ดดังข้อ 1 เสียก่อน จึงปลูกบ้าน ท่านว่าจะเป็นมงคลแล อย่าปลูกบ้านกวมตอไม้ใหญ่ ถ้าจะปลูกก็ควรขุดออกให้หมดเสียก่อน มิฉะนั้นจะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ท่านว่า มีภูติผีสิงอาศัยอยู่ในนั้น
อย่าปลูกเฮือนอกแตก คือทำบ้านสองหลังเป็นฝาแฝด แต่ชายคาไม่ต่อกัน จะทำให้คนในบ้านทะเลาะวิวาทกัน อย่าปลุกเฮือนหงำเฮือน (ข่มเฮือน) คือทำเฮือนใหญ่ที่เป็นเสาเอกนั้น ต่ำกว่าเฮือนเล็กที่สร้างขึ้นใหม่ โบราณท่านว่า จะยากไร้อนาถา ไม่มีคนยำเกรง มีแต่คนข่มเหงแล
โดย saweang | ก.พ. 11, 2020 | ข่าวสาร, บทความเกี่ยวกับเหล็ก
การปลูกสร้างบ้านด้วยตนเองยังมีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง หากใครที่กำลังจะปลูกบ้านสักหลังลองมาดูกันก่อนว่าที่ดินที่ครอบครองอยู่เป็นอย่างไร สามารถปลูกสร้างบ้านแบบไหน และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอะไรบ้างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง
HIGHLIGHTS
-
การถมดินที่มีพื้นที่เกินสองพันตารางเมตร หรือ มีพื้นที่เกินกว่าที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนด ต้องแจ้งการถมดินนั้นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามแบบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนด
-
กฎหมายจะบังคับให้ที่ดินในการปลูกสร้างบ้าน มีที่ว่างโดยรอบบ้านตั้งแต่ตัวอาคารจรดรั้วผนังด้านนอกตั้งแต่ 2 ม. ขึ้นไป และต้องมีที่ว่างรอบบ้านทั้งหมดรวมไม่ต่ำกว่า 30% ของที่ดินที่ปลูกสร้างบ้าน
ปัจจุบันมีโครงการบ้านเกิดขึ้นเยอะมาก จากการพัฒนาผังเมืองและเส้นทางคมนาคมต่างๆ ส่งผลให้มีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนบนทำเลแห่งอนาคตที่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเกิดขึ้น หลายคนตัดสินใจควักกระเป่าให้กับบ้านจัดสรร เนื่องจากมีความสะดวกสบาย ไม่ต้องใช้ระยะเวลาหรือศึกษาข้อกำหนดต่าง ๆ ในการสร้างบ้าน
แต่ทั้งนี้เอง ก็ยังมีกลุ่มคนอีกจำนวนมากที่มีที่ดินครอบครองไว้ และคิดที่จะสร้างบ้าน สร้างที่อยู่อาศํยบนที่ดินของตัวเอง แต่ทีนี้ก็จับไม่ได้ไปไม่ถูก ว่าจะเริ่มต้นสร้างบ้านบนที่ดินตัวเองได้อย่างไร เพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
ดังนั้นหากคุณมีที่ดินบนทำเลที่ดี ก็เหมาะที่จะสร้างบ้านของตัวเอง ซึ่งต้นทุนอาจจะต่ำกว่าซื้อบ้านจัดสรรบนทำเลเดียวกันก็ได้ และหากคุณพร้อมไปด้วยปัจจัยภายใน ทั้งเรื่องงบประมาณ ทำเล ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยแล้ว
ก่อนจะทำการสร้างบ้าน ยังมีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงขนาดที่ดิน ประเภทที่ดินที่ครอบครองอยู่ ก่อนสร้างบ้านจึงต้องมาดูข้อกฎหมายที่ดินกันและการปลูกสร้างกันก่อนว่า ที่ดินแบบนี้ สามารถปลูกสร้างบ้านได้แบบไหน ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมายที่ดินอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง
หากใครที่กำลังจะปลูกบ้านสักหลังลองมาดูกันก่อนว่าที่ดินที่ครอบครองอยู่เป็นอย่างไร สามารถปลูกสร้างบ้านแบบไหน และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอะไรบ้างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา
ในแง่ของผู้ที่กำลังคิดจะซื้อที่ดินเปล่า หรือมีที่ดินในกรรมสิทธิ์ของตัวเอง ควรตรวจเช็คสภาพของที่ดินเป็นอันดับแรก หลายพื้นที่มักพบปัญหาที่ดินต่ำกว่าระดับถนนหรือไม่พบทางระบายน้ำ จำเป็นต้องมีการถมที่ดิน หรือ ขุดดินทำทางน้ำไหล โดยจำเป็นต้องทำตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ตรงกับมาตรา 71 ว่าด้วยเรื่อง
“การก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารพักอาศัยประเภทบ้านเดี่ยวซึ่งมีพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร ตึกแถว ห้องแถว บ้านแถวหรือบ้านแฝด และอาคารชั่วคราว ให้แสดงแบบระบบบำบัดน้ำเสียของแต่ละหน่วย”
ซึ่งจำเป็นต้องทำ และการดำเนินการปรับปรุงที่ดินนั้นต้องกระทำภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติการขุดดินและการถมดิน พ.ศ. 2543 ประกอบด้วยมาตราที่เกี่ยวข้องหลักๆ ด้วยกัน 3 มาตรา คือ

- มาตราที่ 17 ผู้ใดประสงค์จะทำการขุดดิน โดยมีความลึกจากระดับพื้นดินเกิน 3 เมตร หรือมีพื้นที่ปากบ่อดินเกิน 10,000 ตารางเมตร หรือมีความลึกหรือพื้นที่ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนด ให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามแบบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนด
- มาตรา 24 การขุดดินโดยมีความลึกจากระดับพื้นดินไม่เกิน 3 เมตร เมื่อจะขุดดินใกล้แนวเขตที่ดินของผู้อื่นในระยะน้อยกว่าสองเท่าของความลึกของบ่อดินที่จะขุดดิน ต้องจัดการป้องกันการพังทลายของดินตามวิสัยที่ควรกระทำ
- มาตรา 26 ผู้ใดประสงค์จะทำการถมดินโดยมีความสูงของเนินดินเกินกว่าระดับที่ดินต่างเจ้าของที่อยู่ใกล้เคียง และมีพื้นที่ของเนินดินไม่เกินสองพันตารางเมตร หรือ มีพื้นที่ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนด ต้องจัดให้มีการระบายน้ำเพียงพอที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่เจ้าของที่ดินที่อยู่ข้างเคียงหรือบุคคลอื่น พื้นที่ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เกินสองพันตารางเมตร
การถมดินที่มีพื้นที่เกินสองพันตารางเมตร หรือ มีพื้นที่เกินกว่าที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่ง นอกจากจะต้องจัดให้มีการระบายน้ำตามวรรคหนึ่ง ต้องแจ้งการถมดินนั้นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามแบบที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนด
เมื่อทำการปรับปรุงที่ดินที่จะขึ้นบ้านใหม่เสร็จ สิ่งที่เจ้าของบ้านจะต้องดูต่อไปในเรื่องการขออนุญาตเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งต้องได้รับการอนุญาตก่อนจากเจ้าพนักงานก่อน หากเจ้าของที่ดินมีการว่าจ้างบริษัทสร้างบ้าน ส่วนใหญ่บริษัทสร้างบ้านจะเป็นคนดำเนินการในส่วนนี้ให้
หลังจากได้รับการอนุญาตในการสร้างบ้านแล้ว สิ่งต่อมาที่ควรคำนึงถึงก็คือพระราชบัญญัติการควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 ซึ่งส่วนใหญ่การสร้างบ้านขึ้นเอง จะต้องดูข้อกฎหมายหลักๆ ด้วยกัน 4 มาตรา ดังนี้
- มาตรา 36 “ที่ว่าง” หมายความว่า พื้นที่อันปราศจากหลังคาหรือสิ่งก่อสร้างปกคลุม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอาจจะจัดให้เป็นบ่อน้ำ สระว่ายน้ำ บ่อพักน้ำเสีย ที่พักรวมมูลฝอยหรือที่จอดรถ ที่อยู่ภายนอกอาคารก็ได้ และให้ความหมายรวมถึงพื้นที่ของสิ่งก่อสร้างหรืออาคารที่สูงจากระดับพื้นดินไม่เกิน 1.20 เมตร และไม่มีหลังคาหรือสิ่งก่อสร้างปกคลุมเหนือระดับนั้น ซึ่งกฎหมายจะบังคับให้มีที่ว่างโดยรอบบ้านตั้งแต่ตัวอาคารจรดรั้วผนังด้านนอกตั้งแต่ 2 ม. เป็นต้นไป
- มาตรา 50 อาคารที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงใกล้ถนนสาธารณะที่มีความกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากกึ่งกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย 3 เมตร มิให้มีส่วนของอาคารล้ำเข้ามาในแนวร่นดังกล่าว ยกเว้นรั้วหรือกำแพงกั้นแนวเขตที่สูงไม่เกิน 2 เมตร
- มาตรา 51 ที่ดินที่อยู่มุมถนนสาธารณะที่กว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไปแต่ไม่เกิน 8 เมตร และมีมุมหักน้อยกว่า 135 องศา รั้วหรือกำแพงกั้นเขตต้องปาดมุมมีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และทำมุมกับแนวถนนสาธารณะเป็นมุมเท่าๆ กันห้ามมิให้รั้ว กำแพง หรือส่วนของอาคารยื่นล้ำเข้ามาในที่ดินส่วนที่ปาดมุม
- มาตรา 54 อาคารด้านชิดที่ดินเอกชน ช่องเปิด ประตู หน้าต่าง ช่องระบายอากาศ หรือริมระเบียงสำหรับชั้น 2 ลงมาหรือสูงไม่เกิน 9 เมตร ต้องอยู่ห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 2 เมตร และสำหรับชั้น 3 ขึ้นไปหรือสูงเกิน 9 เมตร ต้องห่างไม่น้อยกว่า 3 เมตร
- มาตรา 55 อาคารที่มีความสูงไม่เกิน 15 เมตร (บ้านเดี่ยวประมาณ 2 ชั้น) ต้องมีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 1 เมตร ยกเว้นบ้านพักอาศัยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 300 ตารางเมตร อาคารที่มีความสูงเกิน 15 เมตร ต้องมีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 2 เมตร
- มาตรา 56 บ้านพักอาศัยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 300 ตารางเมตร ให้ผนังด้านที่ไม่มีช่องเปิดสามารถสร้างห่างเขตที่ดินได้น้อยกว่า 1 เมตร ถ้าห่างเขตที่ดินน้อยกว่า 50 เซนติเมตร ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของที่ดินด้านนั้นด้วย

หากศึกษาข้อกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อย ก็สามารถปลูกบ้านได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องห่วงปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง
ทั้งนี้ก่อนขึ้นบ้านใหม่อาจจะเลือกแบบแปลนจากบริษัทรับสร้างบ้านที่ถูกออกแบบมาให้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็ได้ แต่หากใครไม่มั่นใจหรือต้องการจะใช้ประโยชน์ที่ดินไปในรูปแบบอื่นๆ และตัดสินใจที่จะซื้อบ้านใหม่ก็สามารถเข้าไปชม รีวิวโครงการบ้านเดี่ยวใหม่ได้ที่นี่
ขอบคุณข้อมูลจาก DDproperty.com
เรื่องข้างต้นนี้เขียนโดย กิตติคม พจนี Content Writer ประจำ DDproperty.com หากมีคำถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ kittikom@ddproperty.com