18 มิ.ย. ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กใหม่

18 มิ.ย. ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กใหม่

สภาอุตฯ ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างฉบับใหม่ เป็นเหล็กเส้นกลม มอก.ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย-มอก.ที่ 24-2559 เพิ่มชื่อประเภทเตาหลอม ที่ใช้ผลิต และค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมในเนื้อเหล็ก ชูเตา EF มาตรฐานเข้ม เริ่มบังคับใช้ 18 มิ.ย.นี้ หวังสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไม่กระทบต้นทุน

นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตณัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่ จากเดิมเหล็กเส้นกลม มอก.ที่ 20-2543 และ เหล็กข้ออ้อย มอก. ที่ 24-2548 เป็นเหล็กเส้นกลม มอก. ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย มอก.ที่ 24-2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2561

s__32759845

ทั้งนี้ มอก.ใหม่ได้เพิ่มความเข้มงวด การตรวจสอบและควบคุมค่าเคมีในเนื้อเหล็ก โดยเพิ่มค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมจาก 5 ชนิด เป็น 19 ชนิด และเพิ่มตัวพิมพ์นูน ชื่อผู้นำเข้าเหล็กเส้นก่อสร้าง ลงบนเนื้อเหล็กเพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อกับโรงงานผู้ผลิต ที่อยู่ในต่างประเทศ ในกรณีที่เกิดปัญหาในการใช้งาน และ บังคับให้ผู้ผลิตแสดงชนิดของเตาหลอม ที่ใช้ในการหลอมเหล็กเป็นตัวนูน เพิ่มลงไปบนเนื้อเหล็กทุกเส้น โดยที่ปัจจุบันมีการผลิตจากเตาหลอมอยู่ 4 ชนิด คือ เตาโอเพนฮาร์ท (OH), เตาเบสิคออกซิเจน (BO), เตาอิเล็กทรอนิกส์อาร์กเฟอร์เนช (EF) และเตาอินดักชั้นเฟอร์เนช (IF )

“เหล็กจากเตา OH กับ BO จะเป็นเตาหลอมที่ไม่มีในประเทศไทย เป็นเหล็กที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งสินค้าสำเร็จรูปหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เหล็กแท่ง (Billet) ซึ่งจะนำมาผ่านกระบวนการรีด ลดขนาดเพื่อเป็นเหล็กเส้นก่อสร้าง ส่วนเตา IF เป็นเตาที่ใช้กระแสไฟฟ้าในการเหนี่ยวนำเพื่อหลอมเหล็ก ขณะที่เตา EF เป็นเตาหลอมที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตเหล็ก เพราะผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างที่มีคุณภาพดี ช่วยขจัดสารปนเปื้อนในเนื้อเหล็กได้สามารถควบคุมค่าเคมีที่ส่งผลต่อคุณภาพ และความแข็งแรงของเหล็กได้ดีเป็นเตาหลอมที่มีการปล่อยมลพิษน้อย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เป็นที่นิยมใช้แพร่หลายทั่วโลก”

s__32759846

ส่วนค่าเคมีในเนื้อเหล็กก็เป็นอีกหนี่งปัจจัยที่ช่วยให้เหล็กที่ผลิตออกมามีคุณภาพ ซึ่งใน มอก.ฉบับเดิมทางสมอ.กำหนดค่าเคมีที่ต้องควบคุมไว้ 5 ชนิด แต่ใน มอก.ฉบับใหม่เพิ่มเติมอีก 14 ชนิด รวมเป็น 19 ชนิด โดยค่าเคมีที่กาหนดเหล่านี้จะถูกควบคุมไม่ให้มีสารปนเปื้อนมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของเหล็กและความปลอดภัยของผู้บริโภค เช่น การมีฟอสฟอรัสในปริมาณสูงจะทาใหเ้หล็กเกิดรอยแตกได้ง่าย กำมะถันสูงทำให้เหล็กมีความเหนียวต่ำ และเปราะหักง่าย เป็นต้น

นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร กรรมการสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ผลิตเหล็กทรงยาวได้มีการปรับตัวเตรียมพร้อมสำหรับมอก.ฉบับใหม่ และไม่ได้กังวลว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เพราะในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างโดยทั่วไปไม่ว่าจะใช้เตาหลอมชนิดใดจะใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบ ซึ่งมักจะมีสารมลพิษเจือปนอยู่ไม่ว่าเป็นฟอสฟอรัส, กามะถันโบรอน ฯลฯ ส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของเหล็กเส้น แต่เตา EF ของกลุ่มสมาคมจะมีกระบวนการในการขจัดสารมลพิษเหล่านี้ออกไป ทำให้เหล็กที่ผลิตออกมามีความสะอาดขึ้น เนื้อเหล็กแน่น ซึ่งเป็นการช่วยสร้างมูลค่า และช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจในมาตรฐาน

s__32759847

Cr.http://iiu.isit.or.th

วิเคราะห์ผลทางตรง-ทางอ้อม เมื่อทรัมป์เมินยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กอลูมิเนียมแก่ไทย

วิเคราะห์ผลทางตรง-ทางอ้อม เมื่อทรัมป์เมินยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กอลูมิเนียมแก่ไทย

นักวิเคราะห์แบงก์ไทยพาณิชย์ประเมินผลกระทบสหรัฐฯ เมินยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากไทย ชี้ผลทางตรงมีจำกัด เพราะกำลังผลิตภายในสหรัฐยังน้อย จับตาผลทางอ้อมเหล็กรัสเซีย-ตุรกี-จีนสบช่องตีตลาดในไทยประเทศ จากช่องโหว่ภายใน แนะผู้ประกอบการไทยขยายตลาดเหล็กเจาะฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมียนมา ทดแทน

นายกณิศ อ่ำสกุล นักวิเคราะห์ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า กรณีที่สหรัฐอเมริกาปฏิเสธจะยกเว้นภาษีนำเข้าเป็นรายประเทศให้กับประเทศไทย กรณีเหล็กและอลูมิเนียมนั้น อีไอซี ประเมินว่า เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะมีผลกระทบทางตรงต่ออุตสาหกรรมเหล็กและอลูมิเนียมไทยในวงจำกัด เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization) ภายในสหรัฐฯ ยังไม่สามารถปรับตัวได้สูงมากนัก

นอกจากนี้ แม้ผู้ส่งออกไทยต้องเสียภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตราร้อยละ 25 และร้อยละ 10 ตามลำดับ ซึ่งดูเหมือนจะส่งผลโดยตรงให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ประกอบการไทยลดลง และมีแนวโน้มที่จะทำให้สูญเสียตลาดส่งออกสหรัฐฯ ไป แต่ อีไอซีพบว่า ตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามอย่างเป็นทางการให้เรียกเก็บอัตราภาษีดังกล่าวในช่วงต้นปี 2561 ที่ผ่านมา ผู้ผลิตเหล็กในสหรัฐฯ ได้ปรับราคาขายเหล็กโดยเฉลี่ยในประเทศขึ้นแล้วกว่าร้อยละ 30 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับราคาเหล็กและอัตราภาษีที่ส่งออกจากไทย อีไอซี มองว่าราคาส่งออกจากไทยยังสามารถแข่งขันกับราคาเหล็กในสหรัฐฯ ได้

ส่วนผลกระทบทางอ้อม อีไอซี มองว่าผลิตภัณฑ์เหล็กจากประเทศต่างๆ ที่ไม่สามารถนำเข้าสู่สหรัฐฯ มีโอกาสที่จะถูกส่งออกมาทำตลาดในไทย โดยเฉพาะเหล็กกึ่งสำเร็จรูปจากรัสเซีย เหล็กเส้นจากตุรกี และลวดเหล็กจากจีน ที่ปัจจุบันไทยยังไม่มีการใช้มาตรการป้องกันทางการค้ากับผลิตภัณฑ์เหล็กเหล่านี้ ส่วนผลิตภัณฑ์เหล็กอื่นๆ เช่น ท่อเหล็กเชื่อมตะเข็บจากเกาหลีใต้ และเหล็กเคลือบจากเวียดนาม อีไอซี ประเมินว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะไม่ไหลเข้าไทยในปริมาณมากอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไทยมีการเรียกเก็บภาษีการทุ่มตลาด หรือ Anti Dumping อยู่แล้วในปัจจุบัน

“คาดว่าผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ปฏิเสธการยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมไทย จะไม่กระทบต่อประมาณการส่งออกในปี 2561” นายกณิศ กล่าว

พร้อมกับอธิบายปัจจัยสนับสนุนการประเมินว่า หนึ่ง แม้ผู้ประกอบการไทยจะถูกเรียกเก็บภาษี แต่ราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นยังคงอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการไทยสามารถทำการแข่งขันได้ สอง แม้ผู้ประกอบการไทยจะสูญเสียตลาดส่งออกไปยังสหรัฐฯ แต่ผู้ประกอบการไทยก็สามารถหาตลาดส่งออกอื่นๆ ทดแทนได้ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพิงการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กไปยังสหรัฐ สัดส่วนราวร้อยละ 17 ของการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กทั้งหมดเท่านั้น

ทั้งนี้ ปี 2560 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมไปยังสหรัฐฯ ประมาณ 4 แสนตัน และ 4 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่าราว 13,000 ล้านบาท และ 7,600 ล้านบาท หรือเพียง ร้อยละ 0.12 และร้อยละ 0.07 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยในปีดังกล่าว อีกทั้งปริมาณเหล็กและอะลูมิเนียมที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17 และร้อยละ 10 ของปริมาณเหล็กและอะลูมิเนียมที่ส่งออกทั้งหมดจากไทย

“ดังนั้น โอกาสในการส่งออกเหล็กจากไทยสู่สหรัฐฯ ยังไม่ได้หมดไป แต่ผู้ประกอบการไทยควรหาตลาดส่งออกใหม่ เพื่อชดเชยปริมาณการส่งออกเหล็กสู่สหรัฐฯ หากผู้ผลิตเหล็กในสหรัฐฯ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้นในอนาคต”

สำหรับผลิตภัณฑ์ท่อเหล็กเชื่อมตะเข็บที่ใช้ในงานก่อสร้าง ผู้ประกอบการควรมองหาโอกาสในการขยายตลาดไปยังฟิลิปปินส์และกัมพูชา ซึ่งมีปริมาณการนำเข้ารวมกันสูงถึง 2.4 แสนตัน ในปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มการนำเข้าขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของภาคก่อสร้าง ขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นเคลือบ อีไอซี มองว่าผู้ประกอบการควรพิจารณาหาโอกาสส่งออกไปยังเมียนมา และลาว ที่มีปริมาณนำเข้าในระดับสูงถึง 5 แสนตันต่อปี และมีความต้องการเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

Cr. iiu.isit.or.th

ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนของเอเชียฟื้นตัวขึ้นจากความเชื่อมั่นในตลาดที่แข็งแกร่ง

ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนของเอเชียฟื้นตัวขึ้นจากความเชื่อมั่นในตลาดที่แข็งแกร่ง

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในเอเชียเพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ซื้อเพิ่มคำสั่งซื้อและผู้ขายปรับราคาเสนอขายท่ามกลางความเชื่อมั่นในตลาดที่แข็งแกร่ง

S&P bal Platts ประเมินราคาเหล็กแผ่นรีดร้อน SS400 หนา 3 มม อยู่ที่ 595 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน FOB China เพิ่มขึ้น 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า และประเมินราคานำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อน เกรดเดียวกันในภูมิภาคเอเชียอยู่ที่ 605 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน CFR Southeast Asia ทรงตัวต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า

แหล่งข่าวรายงาน บริษัท Shagang ผู้ผลิตเหล็ก ในภาคตะวันออกของประเทศจีน ปรับราคาเสนอขายเหล็กแผ่นรีดร้อน ขึ้นไปอยู่ที่ 610 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน FOB China เพิ่มขึ้น 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน เมื่อเทียบกับวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่วนผู้ผลิตเหล็กรายอื่น ยังคงราคาไว้ที่ 595-600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน FOB China สำหรับการจัดส่งในเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม

ในขณะที่ผู้ซื้อดูเหมือนจะยอมรับการเพิ่มขึ้นของราคาเหล็กในจีน โดยผู้ซื้อจากประเทศเกาหลีใต้ปรับราคาเสนอซื้ออยู่ที่ 595 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน FOB China สำหรับการจัดส่งในเดือนกรกฏาคม

ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อน Q235 หนา 5.5 มม ในตลาดเซี่ยงไฮ้ อยู่ที่ประมาณ 4,300-4,320 หยวนต่อตัน หรือ 672-676 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน (ex-stock including value added tax)

Cr. http://iiu.isit.or.th

รมว.คลังสหรัฐเรียกร้อง ทรัมป์ ยกเว้นจัดเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากแคนาดา

รมว.คลังสหรัฐเรียกร้อง ทรัมป์ ยกเว้นจัดเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากแคนาดา

นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงคลังสหรัฐ ได้ขอให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐยกเว้นการจัดเก็บภาษีเหล็กกล้าและอลูมิเนียมประเทศแคนาดา

รมว.คลังสหรัฐได้เสนอทางเลือกดังกล่าวในการประชุมคณะทงานด้านนโยบายเศรษฐกิจอาวุโส ซึ่งประกอบด้วยนายวิลเบอร์ รอส รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ, นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้า, นายโรเบิร์ต ไลไทเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ เป็นต้น

นายมนูชินได้เสนอทางเลือกดังกล่าวภายหลังกลับจากการประชุมสุดยอดรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 ที่แคนาดา โดยระบุถึงตัวเลขเกินดุลด้านเหล็กกล้าของสหรัฐและแคนาดาว่าอยู่ที่ 2 พันล้านดอลลาร์ และยอดเกินดุลด้านบริการมูลค่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ด้วยเหตุนี้จึงควรที่จะพิจารณาเรื่องการยกเว้นการจัดเก็บภาษีกับแคนาดา

อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษาในที่ประชุมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวทั้งหมด ดังนั้น จึงต้องพิจารณาและตัดสินใจอีกครั้งเกี่ยวกับนโยบายที่จะใช้กับแคนาดา

Cr. iiu.isit.or.th

รัฐลุยแผนทางคู่เชื่อมอีอีซี ‘ณัฐชาติ’ นั่งประธานขสมก

รัฐลุยแผนทางคู่เชื่อมอีอีซี ‘ณัฐชาติ’ นั่งประธานขสมก

ครม.ไฟเขียวงบ 145 ล้าน ศึกษารถไฟทางคู่เชื่อมท่าเรืออีอีซี ตั้ง “ณัฐชาติ” นั่งประธานบอร์ด ขสมก. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณเพื่อจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมออกแบบรายละเอียดและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความจุทางรถไฟช่วงหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา และโครงการรถไฟทางคู่ช่วงศรีราชา-มาบตาพุด ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงิน 145 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะก่อสร้างทางรถไฟเพิ่มขึ้น 1 เส้นทาง เพื่อเชื่อมกับเส้นทางรถไฟทางคู่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (แหลมฉบัง-ศรีราชา-ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย) และเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟทางคู่ช่วงหนองคาย-ขอนแก่นนครราชสีมา-แก่งคอย-ฉะเชิงเทรา และเพิ่มรถไฟทางคู่ช่วงศรีราชา-มาบตาพุด อีก 1 เส้นทาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางรถไฟสู่ท่าเรือสำคัญทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ และท่าเรือมาบตาพุด….

อ่านต่อได้ที่ : posttoday.com

อุตสาหกรรมเหล็กจี้รัฐ เร่งเจรจามาตรา 232 แก้ส่งออก

อุตสาหกรรมเหล็กจี้รัฐ เร่งเจรจามาตรา 232 แก้ส่งออก

ขึ้นชื่อว่า อุตสาหกรรมเหล็ก ทุกวันนี้ยังไม่ได้แข็งแรงเหมือนชื่อ กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ตกอยู่ในสภาพติดหล่มเป็นระยะ เส้นทางของเหล็กไทยแท้จริงน่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พอเหล็กเริ่มผลิตได้ รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็อุ้มผู้ผลิตโดยใช้มาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ (Surcharge) เหล็ก ภายใต้หลักการให้เฉพาะกลุ่มเหล็กที่อยู่ในระหว่างกระบวนการสอบสวนการเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด (เอดี) ต่อมาก็มีมาตรการเอดี มาตรการอื่น ๆ ตามมาเป็นระลอก เพื่อสกัดเหล็กนำเข้า แต่กำแพงปกป้องเหล่านี้มีเงื่อนเวลา และไม่สามารถต้านพลังการเข้ามาทุ่มตลาดเหล็กจากประเทศต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะจีน หรือ ประเทศอื่นที่มีเหล็กต้นน้ำ และมีขนาดกำลังผลิตปริมาณมากทำให้ได้เปรียบกว่าในแง่ต้นทุนผลิตรวม

วิกรม วัชรคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมัยที่ 2 ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” สะท้อนความเห็นถึงนโยบายเหล็ก 4.0 และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กในขณะนี้ รวมถึงข้อกังวลต่อมาตรา 232 จากสหรัฐอเมริกา

มองนโยบายอุตเหล็ก 4.0
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก แสดงความเห็นว่า นโยบายอุตสาหกรรมเหล็ก 4.0 ที่ 7 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กเสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรมไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีทั้งมาตรการระยะสั้นและมาตรการระยะกลาง-ยาว โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องปกป้องคุ้มครองอุตสาหกรรมเหล็กที่คุยกันมานานแล้ว และส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีเรื่องมาตรการปกป้องทั้งในรูปของมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) หรือ เอดี และมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าเหล็กที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) รวมถึงเรื่องการกำหนดมาตรฐานเหล่านี้ เป็นเรื่องของการช่วยบรรเทาปัญหา แต่ยังไม่ได้เกิดการพัฒนาหรือแก้ปัญหาอุตสาหกรรมเหล็กอย่างแท้จริง เนื่องจากต้นเหตุมาจากโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กของไทยเป็นโครงสร้างที่มีปัญหา เป็นการผลิตที่ไม่ครบวงจร และยังมีการผลิตเหล็กบางประเภทที่ล้นตลาดอยู่จำนวนมาก เช่น กลุ่มเหล็กเส้น หรือ กลุ่มเหล็กทรงยาว ที่มีกำลังผลิตเกินความต้องการใช้ (มีกำลังผลิตรวมกว่า 13 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้จริงเพียง 3.9 ล้านตัน หรือ 30% ของกำลังผลิตเต็ม) เหล่านี้ คือ เหตุผลที่ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กเกิดปัญหา NPL ก็มีการหารือกันว่า ต้องปรับลดกำลังผลิตลง แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการปรับลด กลับสวนทางกันเกิดขึ้น เพราะยังมีการอนุญาตให้ตั้งโรงงานใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

ต่อมา ระยะหลังเริ่มมีเทคโนโลยีเตาหลอมแบบ Induction Furnace ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่า รวมทั้งเครื่องจักรเก่าจากจีนเข้ามา ซึ่งไม่เหมาะที่จะนำมาผลิตเหล็กเส้น เพราะใช้พลังงาน แต่จะเหมาะสำหรับการผลิตที่มีระยะเวลาผลิตนาน ๆ เช่น โรงหล่อ และเกิดการสูญเสียเนื้อเหล็กน้อยกว่า ซึ่งขณะนี้ มีโรงงานผลิตเหล็กหลายรายที่สนใจใช้ Best Available Technologies (BAT) and Practices เป็นการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต มีทั้งกลุ่มที่ผลิตเหล็กด้วยเตาหลอมเหล็กไฟฟ้า (EAF) กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กด้วยกระบวนการรีดร้อน (RHF) เป็นต้น

08-3353-265x503

ขานรับมาตรการระยะยาว
ส่วนมาตรการระยะกลาง-ยาว ตามนโยบายเหล็ก 4.0 นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากทำได้จะเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งบางเรื่องก็เคยพูดถึงกันมานาน แต่ไม่ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากภาครัฐ เช่น เรื่องที่พูดถึงความมั่นคงของเหล็กต้นน้ำตรงนี้ เราต้องพูดถึงการพัฒนาประเทศโดยรวม จะต้องพูดถึงโครงสร้างทางสังคมด้วย ต้องมีการลงทุนโดยภาครัฐ ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล การเติบโตของเมืองในพื้นที่เหล่านี้จะต้องมาควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ด้วย
นอกจากนี้ ที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมเหล็ก 4.0 ยังมีการพูดถึงระบบซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ และการเชื่อมโยงเหล็กไปสู่เซ็กชันก่อสร้าง มีเรื่องการวิจัยและพัฒนาเหล็กคุณภาพสูง เรื่องเหล่านี้จะทำได้ภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกัน มีเงินมาใช้สำหรับการพัฒนา ไม่ใช่นำเทคโนโลยีเก่า ๆ เข้ามาใช้ อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมจีนถึงโละเครื่องจักรเก่าออกมา เริ่มมีเครื่องจักรเก่าจากจีนเข้ามาไทย ทำไมเราไม่หยุดโดยระงับการนำเข้าเครื่องจักรเก่าที่ล้าสมัยเข้ามาใช้ในไทย ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็เข้ามาสร้างปัญหามลพิษและเกิดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง

มาตรา 232 รัฐต้องเจรจา
สำหรับกรณีอเมริกา เดินมาตรา 232 เรื่องนี้ต้องกล่าวถึงสาเหตุก่อนว่า การที่อเมริกาแตะเรื่องเหล็ก และอะลูมิเนียม เพราะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศมีอาวุธ มีเรื่องขนส่ง อาหาร มีความสำคัญต่อประเทศ และอัตรการผลิตเหล็กในอเมริกาก็ลดลง เพราะถูกประเทศอื่นเข้ามาขาย จึงออกมาตรการนี้ออกมา แต่ก็จะเห็นว่า มีหลายประเทศได้รับการผ่อนปรน เนื่องจากรัฐบาลของแต่ละประเทศไปเจรจา ทั้งแคนาดา เม็กซิโก อียู เกาหลี ขณะที่ ของไทยอยู่ในอันดับที่ 11 ที่มีปริมาณส่งเหล็กเข้าไปยังอเมริกา เป็นมูลค่า 10,479 ล้านบาท หรือ 383,496 ตัน มีทั้งท่อเหล็ก เหล็กแผ่นรีดเย็น และเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี ซึ่งภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องไปเจรจาเพื่อแก้ปัญหานี้ ไม่เช่นนั้น ผู้ส่งออกเหล็กไทยที่พึ่งพาตลาดอเมริกากระทบ โดยเฉพาะช่วงรอยต่อที่ยังหาตลาดใหม่ทดแทนไม่ได้

อย่างไรก็ตาม มองว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมเหล็กนับจากนี้ไป จะเกิดการแข่งขันมากขึ้น สงครามการค้าในรูปแบบต่าง ๆ จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น พฤติกรรมการใช้เหล็กจะมีความซับซ้อนมากขึ้น ถ้าไม่เร่งปรับตัวทำอะไรเลยจะยิ่งลำบาก เพราะที่ผ่านมา เรายังไม่ได้โฟกัสและปฏิบัติจริงในแง่การพัฒนา และยกระดับอุตสาหกรรมเหล็ก ถ้าเราพัฒนาและเข้าถึงตลาดได้ก็จะเป็นโอกาสของเรา
แหล่งที่มา : ฐานเศราษฐกิจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า