โดย saweang | ธ.ค. 6, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
หากเราตัดสินใจว่าจะก่อสร้างบ้านใหม่สักหนึ่งหลัง สิ่งที่เราต้องเตรียมพร้อมก่อนคือ การรวบรวมข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่จำนวนสมาชิกในบ้าน ความต้องการในด้านต่างๆ (ทั้งความต้องการของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน สไตล์บ้าน และแนวคิดเรื่องบ้าน) งบประมาณที่ตั้งไว้ การกำหนดช่วงเวลาที่บ้านจะสร้างเสร็จ จำนวนชั้นของบ้าน และการเลือกวิธีการให้ได้แบบบ้านที่เราต้องการ เพื่อให้เห็นภาพรวมของบ้านทั้งหลังเบื้องต้นก่อนการดำเนินการในส่วนอื่นๆ
1. จำนวนสมาชิกในบ้านมีกี่คน มีใครบ้าง อาศัยอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวเดี่ยว (มีเพียงสามีภรรยา หรือมีพ่อแม่ลูก) หรือแบบครอบครัวใหญ่ (มีคุณปู่คุณย่า/คุณตาคุณยาย และมีลูกหลานด้วย) มีผู้สูงอายุและเด็กหรือไม่ เพื่อกำหนดหรือคาดคะเนจำนวนห้องนอน ห้องน้ำ และห้องอื่นๆ ที่ต้องมี ให้สอดคล้องกับจำนวนผู้อยู่อาศัยในบ้าน
ภาพ: สมาชิกในบ้านมีกี่คน มีใครบ้าง (เป็นครอบครัวเดี่ยวหรือครอบครัวใหญ่ มีผู้สูงอายุและเด็กหรือไม่)
2. ความต้องการในด้านต่างๆ ซึ่งความต้องการนี้แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ ความต้องการส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคน ความต้องการเรื่องสไตล์บ้าน และแนวคิดเรื่องบ้านที่เราต้องการ
– ความต้องการส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน รวบรวมข้อมูลว่าแต่ละคนมีความชอบ ความต้องการ งานอดิเรกเป็นอย่างไร อาจเป็นการพูดคุยกัน สอบถามโดยตรง รวมถึงสังเกตพฤติกรรมที่แต่ละคนทำเป็นประจำ เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล ตัวอย่างเช่น ลูกชายชอบเล่นกีฬาเล่นดนตรี (ต้องเตรียมพื้นที่ภายนอกสำหรับการเล่นกีฬา และห้องเก็บเสียงขณะลูกชายเล่นดนตรีเพื่อไม่ให้รบกวนคนในบ้านและเพื่อนบ้าน) ลูกสาวชอบสัตว์เลี้ยง (มีพื้นที่เพียงพอสำหรับสัตว์เลี้ยงจะวิ่งเล่น) พ่อแม่ผู้สูงวัยชอบปลูกต้นไม้และนับถือพุทธศาสนา (มีพื้นที่สวนที่เอื้อต่อการปลูกต้นไม้ และมีห้องพระ) เจ้าของบ้านชอบดูหนังที่บ้าน (มีโฮมเธียเตอร์ที่สามารถเก็บเสียงได้ดีเพื่อให้ดูหนังได้อย่างเต็มที่) ภรรยาชอบอ่านหนังสือ (ออกแบบห้องอ่านหนังสือหรือห้องทำงานให้เงียบเพื่อให้มีสมาธิ)
ภาพ: ตัวอย่างความชอบ ความต้องการ งานอดิเรกของแต่ละคนในบ้าน
– ความต้องการเรื่องสไตล์บ้าน ซึ่งเป็นภาพรวมของบ้านหนึ่งหลังว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายสไตล์ ( เช่น บ้านสไตล์โมเดิร์นที่เรียบง่ายแต่มีรายละเอียดบางส่วนที่น่าสนใจ บ้านสไตล์คลาสสิกที่ดูหรูหรา บ้านสไตล์ไทยประยุกต์ที่คงไว้ซึ่งความเป็นไทยแต่เข้ากับยุคสมัย บ้านสไตล์เนเชอรัลที่ดูใกล้ชิดธรรมชาติ บ้านสไตล์ร่วมสมัยที่บรรยากาศโดยรวมดูอบอุ่นเป็นกันเอง และบ้านสไตล์โคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะตะวันตกผสานรวมกับวิถีชีวิตแบบไทยอย่างลงตัว เป็นต้น) ซึ่งเราสามารถหาตัวอย่างภาพบ้านหรือสถานที่ที่ชอบต่างๆ (เช่น จากนิตยสาร จากหนังสือแบบบ้าน หรือจากอินเทอร์เน็ต รวมถึงสถานที่ที่ไปพักผ่อนท่องเที่ยวแล้วชอบ) ทั้งภาพรวมภายนอกของตัวบ้าน การตกแต่งภายใน บรรยากาศ สเปซ และองค์ประกอบต่างๆ ที่ชอบนำมาพูดคุยและสรุปเพื่อหาแนวทางของบ้านที่ดีที่สุดร่วมกัน
ภาพ: สไตล์บ้านที่เราต้องการ
– แนวคิดเรื่องบ้าน ที่เราต้องการ ปัจจุบันที่เราคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น รวมถึงภูมิอากาศบ้านเราที่ร้อนชื้นฝนตกชุก ประกอบกับสังคมเมืองในปัจจุบันที่มีที่ดินที่จำกัด มีมลภาวะทางอากาศ และในหลายปีที่ผ่านมาก็มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น ทำให้มีแนวคิดเรื่องบ้านออกมามากมายให้เราได้เห็นตัวอย่างกัน เช่น บ้านประหยัดพลังงาน บ้านสุขภาพดี บ้านเพื่อผู้สูงอายุ บ้านสามวัย บ้านรับมือกับภัยธรรมชาติ บ้านขนาดเล็ก เป็นต้น ซึ่งเราควรสรุปออกมาว่าบ้านที่เราจะก่อสร้างจะมีแนวคิดอะไรบ้าง
ภาพ: แนวคิดเรื่องบ้านที่ต้องการ เช่น บ้านประหยัดพลังงาน บ้านสุขภาพดี บ้านเพื่อผู้สูงอายุ บ้านสามวัย บ้านรับมือกับภัยธรรมชาติ บ้านขนาดเล็ก เป็นต้น
3. งบประมาณในการก่อสร้างบ้าน หนึ่งหลัง การตั้งงบประมาณไว้จะช่วยให้ง่ายต่อการตัดสินใจว่าจะสร้างบ้านแบบไหน วิธีไหน พื้นที่บ้านที่เหมาะสมควรจะมีขนาดเท่าไร รวมถึงวัสดุที่เราจะเลือกใช้เป็นอย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์เราได้อย่างดีที่สุดและไม่มีปัญหางบประมาณบานปลายในภายหลัง โดยงบประมาณที่เราต้องตั้งไว้นั้น นอกจากจะมีค่าก่อสร้างบ้าน ยังมีค่างานตกแต่งภายในและค่าเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงค่าสิ่งก่อสร้างรอบบริเวณบ้านและงานสวนอีกด้วย
ภาพ: งบประมาณในการก่อสร้างบ้านหนึ่งหลัง แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ค่าก่อสร้างบ้าน ค่างานตกแต่งภายในและเฟอร์นิเจอร์ ค่าสิ่งก่อสร้างรอบบริเวณบ้านและงานสวน
4. การกำหนดช่วงเวลาที่บ้านจะสร้างเสร็จ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนล่วงหน้า จัดสรรเวลา และเตรียมตัวในแต่ละขั้นตอนอย่างคร่าวๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น การถมที่ดินที่ต้องรอเวลาให้ดินแน่นพอที่จะก่อสร้างได้ การรวบรวมข้อมูลต่างๆ ระยะเวลาที่จะได้แบบบ้านแบบก่อสร้างไม่ควรเกินเดือนไหน การยื่นขออนุญาต การหาผู้รับเหมาที่ว่างในเวลาที่เราจะก่อสร้างให้เสร็จทันกำหนด รวมถึงการเตรียมงบประมาณให้พร้อมจ่ายในแต่ละงวดงานก่อสร้าง
ภาพ: การจะมีบ้านหนึ่งหลังนั้นมีหลายขั้นตอน ซึ่งเราควรกำหนดช่วงเวลาที่บ้านจะสร้างเสร็จเอาไว้ เพื่อจะได้วางแผน จัดสรรเวลา และเตรียมตัวในแต่ละขั้นตอนอย่างคร่าวๆ
5. จำนวนชั้นของบ้านที่เราจะสร้าง จำนวนชั้นของบ้านที่เราจะสร้างได้นั้น จะขึ้นอยู่กับขนาดของที่ดิน ขนาดพื้นที่บ้านที่เราต้องการ และจำนวนสมาชิกในบ้านแล้ว อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่อาจมีข้อจำกัดเรื่องกฎหมายซึ่งกำหนดการใช้สอยของที่ดินที่เราถือครองว่าสามารถก่อสร้างเป็นอาคารประเภทใดได้บ้าง สูงไม่เกินกี่เมตร ต้องมีพื้นที่ไม่เกินกี่ตารางเมตร ต้องเว้นที่ว่างและระยะถอยร่นต่างๆ เท่าไร (ตัวอย่างเช่น ในกฎกระทรวงฉบับที่ 36 (พ.ศ. 2535) กำหนดพื้นที่บางส่วนในท้องที่ตำบลหัวหินและตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายในบริเวณแนวเขตตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงนี้ เป็นบริเวณห้ามก่อสร้างอาคารใดๆ เว้นแต่อาคารเดี่ยวชั้นเดียวที่มีความสูงไม่เกิน 6 เมตร พื้นที่อาคารรวมกันไม่เกิน 75 ตารางเมตร โดยอาคารแต่ละหลังตั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 4 เมตร ห่างเขตที่ดินของผู้อื่นไม่น้อยกว่า 2 เมตร มีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของที่ดินที่ขออนุญาตก่อสร้างอาคารนั้น และต้องห่างจากชายฝั่งทะเลไม่น้อยกว่า 20 เมตร หรือห่างจากคันขอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่าโดยรอบไม่น้อยกว่า 12 เมตร เป็นต้น) เจ้าของบ้านจึงควรตรวจสอบเบื้องต้นว่าสามารถสร้างอาคารพักอาศัยได้สูงสุดกี่เมตร
ภาพ: จำนวนชั้นของบ้านที่เราต้องการจะสร้าง จะขึ้นอยู่กับสมาชิกในบ้าน ความต้องการเรื่องพื้นที่ใช้สอย ขนาดที่ดินและข้อกำหนดกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินที่เราถือครอง
6. การเลือกวิธีการให้ได้แบบบ้านที่เราต้องการ การจะสร้างบ้านสักหนึ่งหลังเราจะต้องมีแบบบ้านหรือแบบก่อสร้าง ซึ่งจะมี 4 วิธีให้เลือก คือ การหาแบบบ้านฟรีมาจ้างผู้รับเหมาให้ก่อสร้างบ้าน การว่าจ้างสถาปนิกจัดทำแบบและเราหาผู้รับเหมามาก่อสร้างให้ การจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน การสร้างบ้านสำเร็จรูป ซึ่งในแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน จึงควรศึกษาเพื่อตัดสินใจเลือกวิธีการให้ได้แบบบ้านที่เหมาะสมและตอบโจทย์เรา ทั้งในเรื่องของงบประมาณ ความเฉพาะตัวของรูปร่างและขนาดที่ดิน (เช่น หน้าแคบแต่ลึก) รวมถึงความสนิทสนมของคนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบ้านอีกด้วย
ภาพ: วิธีการให้ได้แบบบ้านหรือแบบก่อสร้าง ที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน จ้างสถาปนิก นำแบบบ้านฟรีมาก่อสร้างบ้าน หรือเลือกสร้างบ้านสำเร็จรูป
เมื่อเราเตรียมพร้อมแล้วเรื่องความต้องการ งบประมาณ การวางแผนต่างๆ และเลือกวิธีการให้ได้แบบบ้านแล้ว ก็สามารถเริ่มขั้นตอนการจัดหาหรือจัดจ้างทำแบบบ้านหรือแบบก่อสร้างตามโจทย์และวิธีที่เราเลือกได้เลย
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.scgbuildingmaterials.com
โดย saweang | พ.ย. 26, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
5 วิธีกำจัดสนิม และน่าลองทำเองได้
เมื่อวัสดุโลหะโดนน้ำ และเราปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นเพียงไม่กี่วัน กระบวนการแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ก็จะเกิดขึ้น และผลก็คือการเกิดสนิม แต่เมื่อเครื่องมือเครื่องใช้ของเรามีสนิม ก็ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเลิกใช้ หรือโยนทิ้งเสมอไป หากรู้วิธีที่ถูกต้องในการขจัดสนิม ดังต่อไปนี้
1.เบกกิ้งโซดา : ให้นำเอาอุปกรณ์โลหะที่ขึ้นสนิม นั้น ไปล้างน้ำ แล้วสะบัดให้แห้ง จากนั้นให้โรยเบกกิ้งโซดาลงไป เบกกิ้งโซดาจะติดอยู่กับบริเวณที่มีความชื้น ต้องแน่ใจว่า เบกกิ้งโซดา ปิดคลุมบริเวณที่เป็นสนิม ไว้ทั้งหมดแล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยก่อนจะใช้แปรงขัดคราบสนิม นั้นออก ล้างด้วยน้ำเปล่า แล้วเช็ดให้แห้ง วิธีการนี้ ได้ผลดีกับวัสดุจำพวกกระทะ แหวนและโลหะบาง ๆ เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายมากเพราะใช้ของที่มีอยู่ในครัวเรือน แต่ก็มีข้อเสียคือ หลังโรยเบกกิ้งโซดาแล้ว ต้องทิ้งไว้นาน และต้องออกแรงขัด
2.น้ำส้มสายชู : นำอุปกรณ์ที่เป็นสนิม ไปแช่ในน้ำส้มสายชู แล้วทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นนำขึ้นมาขัดด้วยแปรง ในกรณีที่วัสดุมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถนำลงไปแช่ได้ ให้ใช้ผ้าขี้ริ้วจุ่มลงในน้ำส้มสายชู จากนั้นเอามาห่อจุดที่เป็นสนิม วิธีการนี้เป็นวิธีง่าย ๆ แต่ต้องแช่ทิ้งไว้นานข้ามคืนจึงจะให้ผลที่ดี
3.มันฝรั่งและน้ำยาล้างจาน : ฟังดูเหมือนไม่น่าเชื่อว่าของพวกนี้จะใช้ขจัดสนิมได้ แต่จริง ๆ แล้ว สามารถใช้ได้ดีเสียด้วย ให้ผ่าครึ่งมันฝรั่ง จากนั้นก็นำน้ำยาล้างจานทาลงไป ให้ใช้มันฝรั่งเสมือนเป็นอุปกรณ์ในการขัด วิธีนี้ให้ผลดีกับการขจัดสนิมในบริเวณที่ไม่มากนัก บนพื้นผิวที่ขัดง่าย เช่นพวกเครื่องครัว แต่วิธีนี้ ค่อนข้างจะทำให้เลอะเทอะ ควรทำในอ่างน้ำ หรือบริเวณนอกบ้านที่ทำความสะอาดง่าย
4.กรดซิตริก : วิธีการคือ ให้นำน้ำร้อนใส่ลงในถ้วย แล้วใส้กรดซิตริกใส่ลงไป 2-3 ช้อนโต๊ะ แล้วนำอุปกรณ์ที่เลอะสนิม ลงไปแช่ทิ้งไว้ทั้งคืน พอตอนเช้าให้ใช้แปรงขัดออกแล้วล้างด้วยน้ำเปล่า เช็ดให้แห้ง แต่ทั้งนี้กรดซิตริกนี้ อาจจะหาซื้อได้ไม่ง่ายนัก ต้องเลือกซื้อจากร้านจำหน่ายสินค้าเพื่อการดูแลสุขภาพ หรือตามร้านค้าออนไลน์
5.มะนาวและเกลือ : ให้นำเกลือไปทาให้ทั่วบริเวณที่มีสนิม จากนั้นให้ผ่ามะนาว และบีบน้ำลงไป ทิ้งไว้สักพักหนึ่ง แล้วจึงขัดออก ถ้าหากขัดแล้ว ยังมีสนิม หลงเหลืออยู่ ก็ให้ทำซ้ำอีก โดยทิ้งไว้ให้นานขึ้นอาจจะเป็น 1-2 ชั่วโมง เมื่อขัดสนิมออกแล้วก็ให้ล้างและเช็ดให้แห้ง วิธีนี้ใช้กับเครื่องครัว เช่นมีด ได้ดี และเพื่อความปลอดภัย ควรสวมถุงมือ
ขอบคุณข้อมูลจากhttps://www.sanook.com/home/13733/
โดย saweang | พ.ย. 25, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
เคล็ดลับการเลือกสีทาบ้าน…ให้เหมาะสมและลงตัว
บ้านเป็นสถานที่พักพิง เป็นที่ๆคนหลายคนมาอยู่รวมกันเป็นครอบครัว และเป็นสถานที่สร้างความสุขให้กับผู้อยู่อาศัย การเลือกสีทาบ้านเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้บ้านของเราน่าอยู่มากขึ้น มีหลายท่านที่เลือกสีทาบ้านตามวันเกิด เพราะเชื่อในเรื่องดวงชะตา แต่ก็มีอีกหลายท่านเช่นกันที่เลือกสีทาบ้านตามความชอบของตนเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ควรศึกษารายละเอียดและหลักในการเลือกสีทาบ้าน เพื่อทำให้บ้านซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราดูเหมาะสมและลงตัวมากทีสุด
เคล็ดลับการเลือกสีทาบ้านให้เหมาะสมและลงตัว
พิจารณาจากแสงสว่างภายในบ้าน
สำหรับท่านที่ต้องการให้บ้านดูสว่างสดใส ควรเลือกสีทาบ้านเป็นสีขาว หรือสีอ่อน ๆ อย่างสีครีม สีเบจ หรือสีโอลด์โรส และทำให้บ้านดูกว้างขึ้น ไม่ควรใช้สีโทนนี้กับห้องใต้ดินหรือบ้านที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านหรือห้องของคุณดูสลัวและให้ความรู้สึกหดหู่มากขึ้น กรณีัที่บ้านของคุณดูกว้างเกินโล่งเกินไป การเลือกสีทาบ้านโทนสีเข้มอย่างสีน้ำตาล สีดำ หรือสีน้ำเงิน ก็สามารถมาช่วยแก้ไขจุดนี้ได้ ทำให้บ้านของคุณดูลงตัวยิ่งขึ้น
ประเภทแสงส่าง
Ambient Light… เป็นแสงที่ทำหน้าที่ส่องสว่างเป็นตัวหลักในห้อง ช่วยให้การตกแต่งภายในบ้านนั้นให้แสงกระจายทั่วไปเท่ากันทั้งบริเวณพื้นที่ใช้งาน ไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงามมากนัก
Task Light. ..เป็นแสงสว่างสำหรับการทำงานโดยเฉพาะ เช่น เย็บผ้า ห้องครัว ห้องทำงาน เป็นต้น
Accent Light. ..แสงส่องเน้น เป็นแสงที่ช่วยเน้นให้จุดเด่นของห้องชัดเจนขึ้น เช่น เน้นผนังหินธรรมชาติ หรือการเน้นโซฟาตัวกลาง ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องนั่งเล่น
Decorative Light …เป็นแสงที่ได้จากโคมหรือหลอดที่สวยงามเพื่อสร้างจุดสนใจในการตกแต่งบ้าน
สีทาบ้านสีกลางๆอาจเป็นสีที่ไม่เหมาะกับบ้านเสมอไป
หลายท่านอาจคิดว่าการทาสีทาบ้าน เป็นสีกลางๆ อย่างสีเบจ สีน้ำตาลอมเทา หรือสีเทา เป็นสีที่ตกแต่งบ้านได้ง่ายที่สุด เพราะเป็นสีที่เข้ากับสิ่งอื่นๆได้ง่าย แต่ในบางครั้งสีกลางๆก็อาจทำใ้ห้มองดูน่าเบื่อ การเลือกสีทาบ้านให้เข้มขึ้นหรือเลือกผสมสีให้ได้โทนใหม่ก็อาจเป็นอีกทางเลือกให้บ้านของคุณดูสดใส มีชีวิตชีวามากขึ้น
ตรวจสอบสีที่เลือกให้แน่ใจเสียก่อนที่จะซื้อ
หลังจากตัดสินใจเลือกสีทาบ้าน ได้แล้ว อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจซื้อเพราะมีหลายท่านที่รีบตัดสินใจซื้อแล้วสีที่ได้ไม่ใช่สีที่ตัวเองต้องการ เพราะสีทาบ้านแต่ละยี่ห้อแต่ละแบรนด์ให้เฉดสีออกมาต่างกัน ฉะนั้นคุณควรทดสอบสีให้แน่ใจก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ โดยการลองซื้อสีนั้นมาแล้วเพ้นท์ลงบนแผ่นตัวอย่างแล้วนำไปติดไว้บนผนังตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน หรือพื้นที่ที่คุณต้องการ แล้วทิ้งเอาไว้อย่างน้อย 2 วันเพื่อสังเกตความเหมาะสมของสีตามการใช้งานจริง และดูการเปลี่ยนแปลงของเนื้อสีด้วย หากได้ตามที่คุณต้องการก็ไปซื้อเลยค่ะ
เปรียบเทียบสีทาบ้านกับของต่างๆภายในบ้าน
การนำสีทาบ้าน ที่คุณต้องการมาเปรียบเทียบกับของต่างๆภายในบ้าน จะำทำให้การตกแต่งบ้านของคุณดูลงตัวยิ่งขึ้น โดยการนำสีทาบ้าน ที่เลือกมาเทียบกับจุดต่าง ๆ ในบ้านของคุณ อาทิ พื้นบ้าน พื้นที่บริเวณข้างหน้าต่าง หลังงานศิลปะ และเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ อย่างเช่น ตู้โชว์ โซฟา เตียงนอน และควรนำไปเทียบตามช่วงเวลาต่าง ๆ ด้วยทั้งตอนเช้า ตอนกลางวัน ตอนเย็น และช่วงค่ำด้วยก็ยิ่งดี
Cr. http://bit.ly/สีทาบ้าน CR. https://www.beger.co.th/
โดย admin_sale | พ.ย. 22, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
ทาสีกันสนิม ทับลงไปบนสีเก่าได้ หากสีเก่ายังอยู่ในสภาพที่ดีนะครับ แต่ก็ต้องทำความสะอาดพื้นผิวเสียก่อน โดยใช้ผ้าเช็ดคราบสิ่งสกปรกหรือคราบไขมันต่างๆออกให้หมด สีกันสนิมที่ทาลงไปใหม่จะได้ยึดเกาะกับพื้นผิวเดิมได้ดีครับ
สนิมเล็กน้อย ให้ขัดสนิมออก ทาสีรองพื้นกันสนิม และทาสีน้ำมันทับ
การซ่อมแซมประตูที่สนิมกินจนเกิดรูโหว่ ควรหยุดสนิมในระยะยาว โดยใช้น้ำยาเคมีประเภท Rust Converter
การทาสีกันสนิม แต่หากพื้นผิวเก่าขึ้นสนิม ต้องทำความสะอาดพื้นผิวมากกว่าการเอาผ้ามาเช็ดทำความสะอาดก่อนที่จะทา ” สีกันสนิม ” ซึ่งการจะเอาสนิมออกได้ ทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือ ใช้กระดาษทรายขัดออก ทางเลือกถัดมาคือใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดคราบสนิม ซึ่งง่ายและมีประสิทธิภาพสูง แต่ถ้าพื้นผิวของงานมีพื้นที่มาก จะต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดหลายลิตร ลิตรละหลายร้อย ในขณะที่กระดาษทรายแผ่นละ 10 กว่าบาทเท่านั้นเอง แบบไหนจะคุ้มกว่ากัน
ถ้ามีสนิมขึ้นในพื้นที่มากควรใช้กระดาษทรายขัดเหล็กที่เป็นแผ่นสีดำๆ เรียกว่ากระดาษทรายน้ำ ซึ่งขัดได้ทั้งแบบแห้งและใช้น้ำ โดยเลือกเบอร์ที่หยาบสักหน่อย ประมาณ 80-100 แต่ถ้าพื้นผิวงานเดิมมีสนิมไม่มาก อาจเลือกเบอร์ 120-150 ก็ยังไหว การขัดในที่นี้คือการขัดเอาสะเก็ดสนิมออกให้หมด และพื้นผิวบางส่วนที่ถูกสนิมกัดกินเยอะ ก็จะกลายเป็นหลุมลงไปบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าขัดออกจนเกลี้ยงเกลาได้ก็จะดี แต่อย่างน้อยที่สุดสะเก็ดสนิมต้องหลุดออกหมด ขัดสนิมออกแล้ว ใช้มือลูบดูจะต้องไม่มีสะดุดสะเก็ดสนิม เพื่อให้สีที่ทาทับลงไปยึดเกาะได้ดี ทาสีได้ทั่ว สนิมก็จะกลับมาได้ยากแล้วครับ
ทาสีกันสนิม ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะของสีน้ำมันกับพื้นผิวเหล็ก และยังป้องกันพื้นผิวเหล็กไม่ให้ทำปฏิกริยากับอากาศจนเกิดสนิมขึ้นง่ายๆได้อีกด้วย ถ้าเป็นไปได้ ควรจะทาสีกันสนิม 2 ครั้ง จึงจะทาสีน้ำมันชั้นนอกตามที่เราเลือกอีก 2 ครั้งนะครับ
โครงหลังคามีสนิมอยู่พอสมควร
จากที่เห็น ไม่มีการลงสีพื้น สีกันสนิมใดๆ แต่ใช้สีทาทับเนื้อเหล็กไปเลย สีบางๆแบบนี้ ทารอบเดียวแน่นอน
งานนี้เลือกใช้กระดาษทรายเบอร์ 120 เป็นหลัก และเบอร์ 150 สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวสีเดิม
ขัดทำความสะอาดพื้นผิวแล้ว
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาด เอาฝุ่นละอองจากการขัดออกให้หมด
สะเก็ดสนิมที่กำลังจะหลุดล่อนอยู่แล้ว ถูกขัดออกจนหมด พร้อมทาสีใหม่
ข้างกระป๋องสีป้องกันสนิม บอกรายละเอียดของการผสมตัวทำละลายไว้เรียบร้อยแล้ว ทำตามได้ทันที
ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก www.baanlaesuan.com บ้านนายช่าง
โดย saweang | พ.ย. 22, 2019 | บทความเกี่ยวกับเหล็ก
1. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กเพลา,เหล็กเส้นกลม ,เหล็กข้ออ้อย (COLD DRAWNSTEEL AND ROUNG BARS)
สูตร : น้ำหนัก = วงนอก 2 mm. x 0.006167 x ยาว M.
เส้นผ่าศูนย์กลาง= 100mm ความยาว 6 M.
ตัวอย่าง
*น้ำหนัก=100x100x0.006167×6= 370.02 kg
ข้อควรระวัง : ควรใช้สูตรคำนวณน้ำหนักให้ตรงกับลักษณะสินค้าเพื่อการคำนวณที่ถูกต้อง
2. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กแผ่นมาตรฐาน ( PLATES )
*** ขนาด 4′ x 8′ ***
สูตร : น้ำหนัก (kg.) = หนา mm. x 23.36
*** ขนาด 5′ x 10′ ***
สูตร : น้ำหนัก (kg.) = หนา mm. x 36.50
ตัวอย่าง
เหล็กแผ่นขนาด 2.0 mm. x 5′ x 10′ น้ำหนัก = 2 x 36.50 = 73.00 kg.
เหล็กแผ่นขนาด12.0 mm.x 5′ x 10′ น้ำหนัก = 12.0 x 36.50 = 438.00 kg.
ขนาด 5′ x 20′ ***
สูตร : น้ำหนัก (kg.) = หนา mm. x 73.00
ตัวอย่าง
เหล็กแผ่นขนาด 4.5 mm.x 5′ x 20′ น้ำหนัก = 4.5 x 73.00 = 328.50 kg.
เหล็กแผ่นขนาด 20.0 mm x5′ x 20′ น้ำหนัก = 20.0 x 73.00 = 1460.00 kg.
*** ขนาด 6′ x 20′ ***
สูตร : น้ำหนัก (kg.) = หนา mm. x 87.60
ตัวอย่าง
เหล็กแผ่นขนาด 9.0 mm.x 6′ x 20′ น้ำหนัก = 9.0 x 87.60 = 788.40 kg.
เหล็กแผ่นขนาด 30.0 mm. x 6′ x 20′ น้ำหนัก = 30.0 x 87.60 = 2628.00 kg.
*** ขนาด 8′ x 20′ ***
สูตร : น้ำหนัก (kg.) = หนา mm. x 116.80
ตัวอย่าง
เหล็กแผ่นขนาด 15.0 mm. x 8′ x 20′ น้ำหนัก = 15.0 x 116.80 = 1752.00 kg.
เหล็กแผ่นขนาด 50.0 mm. x 6′ x 20′ น้ำหนัก = 50.0 x 116.80 = 5840.00 kg.
หมายเหตุ : ตัวคูณในการคำนวณน้ำหนักเหล็กได้จากกว้าง(ฟุต)xยาว(ฟุต)x0.73 (ความถ่วงจำเพาะของเหล็ก)
ยกตัวอย่าง : 4′ x 8 x 0.73 = 23.36
5′ x 10′ x 0.73 = 36.50
ข้อควรระวัง : ควรใช้สูตรคำนวณน้ำหนักให้ตรงกับลักษณะสินค้าเพื่อการคำนวณที่ถูกต้อง
3. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กแผ่นตัดดสามเหลี่ยม
สูตร : น้ำหนัก = หนา mm. x ฐาน cm. x สูง cm.÷ 2 x 0.000785
สูง =30cm ความหนา = 15 mm ฐาน = 43 cm
ตัวอย่าง
น้ำหนัก= 15 x 43 x 30 ÷ 2 x 0.000785 = 7.6 kg
4. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กตัดกลม
สูตร : น้ำหนัก = หนา mm. x รัศมี cm. x รัศมี cm. X 0.00247
ตัวอย่าง
หนา = 12 mm
น้ำหนัก = 12 x 15 x 15 x 0.00247 = 6.67 kg.
4.1 สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กตัดวงแหวน
สูตร : น้ำหนัก = ( R2 – r2 ) x หนา mm. x 0.00247
ตัวอย่าง
หนา = 22 cm r = 20 cm R = 50 cm
น้ำหนัก = ( 252 – 102 ) x 22 x 0.00247
= 525 X 22 X 0.00247 = 28.53 kg.
หมายเหตุ ตัวเลขเส้นผ่านศูนย์กลางต้องแปลงเป็นรัศมีก่อน หน่วยเป็น cm.
5. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กแบน
สูตร : น้ำหนัก = กว้าง mm. x หนา mm. x 0.0471
ตัวอย่าง
ความหนา = 10 cm กว้าง = 100 cm
น้ำหนัก = 100×1010.0471=47.1kg
6. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กฉากพับ ( COLD FORMED ANGLE)
สูตร : น้ำหนัก = ( A + B -2 x 1 หนา mm.) x หนา mm. 0.0471
ตัวอย่าง
A = 50 cm หนา = 6 mm B = 75 cm
น้ำหนัก ( 50 + 75- 2 x 6 ) x 6 x 0.0471
= (125 – 12) x 6 x 0.0471
= 113 x 6 x 0.0471
= 31.93 kg.
7. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กฉากพับตัวยู(COLD FORMED CHANNEL)
สูตร : น้ำหนัก = ( A + 2 B – 4 x หนา mm. ) x หนา mm. x 0.0471
ตัวอย่าง
B =90 mm A =100 mm
น้ำหนัก = (100 + 2 x 90 – 4 x 8) x 8 x 0.0471
= (100 +180 – 32) x 8 x 0.0471
= 248 x 8 x 0.0471
= 12.058 kg.
8. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กท่อกลม (CARBON STEEL TUBES)
สูตร : น้ำหนัก = (วงนอก 2 mm. – วงใน 2 mm. ) x 0.006167 x ยาว x เมตร
ตัวอย่าง
วงใน =130mm วงนอก = 150 mm
น้ำหนัก (1502 -1302 ) x 0.0006167 x 6.0 = 207.21 kg.
9. สูตรคำนวณน้ำหนักเหล็กตัวซี( LIGHT LIP DHANNEL)
สูตร : น้ำหนัก ( A + 2 B + 2 C ) – ( 8 x หนา mm.) x หนา mm. x 0.0471
ตัวอย่าง
น้ำหนัก = { ( 100 + ( 2 x 50 ) + ( 2 x 20 ) – ( 8 x 2.3 ) } x 2.3 x 0.0471
= (100 + 100 + 40 – 18.4) x 2.3 x 0.0471
= 221.6 x 2.3 x 0.0471
= 24.01 kg
10. สูตรคำนวณน้ำหนักไวร์เมช
*** ไวร์เมช ตา 20 ลวด 3.4 mm. ***
สูตร : น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 0.713
ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 20 2.5 M. x 50 M. x 3.4 mm. = 2.5 x 50 x 0.713 = 89.13 kg.
ไวร์เมช ตา 20 x 3 x 25 M. x 3.4 mm. = 3 x 25 x 0.713 = 53.48 kg.
*** ไวร์เมช ตา 25 ลวด 3.4 mm. ***
สูตร : น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 0.571
ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 25 2 M. x 50 M. x 3.4 mm. = 2 mm. x 50 mm. 0571 = 57.1kg.
ไวร์เมช ตา 20 3 M. x 25 M. x 3.4 mm. = 3 x 25 x 0.571 = 42.83 kg.
*** ไวร์เมช ตา 20 ลวด 4 mm. ***
สูตร : น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 0.987
ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 20 3 M. x 50 M. x 4 mm. = 3 x 50 x 0.987 = 148.05 kg.
ไวร์เมช ตา 20 2 M. x 25 M. x 4 mm. = 2 x 25 x 0.987 = 49.35 kg.
*** ไวร์เมช ตา 25 ลวด 4 mm. ***
สูตร : น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 0.790
ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 20 2.5 M. x 50 M. x 4 mm. = 2.5 x 50 x 0.790 = 78.75 kg.
ไวร์เมช ตา 20 3 M. x 25 M. x 4 mm. = 3 x 25 x 0.790 = 59.25 kg.
*** ไวร์เมช ตา 20 ลวด 6 mm. ***
สูตร : น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 2.221
ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 20 2.5 M. x 4 M. x 6 mm. = 2.5 x 4 x 2.221 = 22.21 kg.
ไวร์เมช ตา 20 3 M. x 7 M. x 6 mm. = 3 x 7 x 2.221 = 46.64 kg.
*** ไวร์เมช ตา 25 ลวด 6 mm. ***
สูตร : น้ำหนัก ( kg. ) = หน้ากว้าง x ความยาว x 1.777
ตัวอย่าง
ไวร์เมช ตา 25 2 M. x 6 M. x 6 mm. = 2 x 6 x 1.772 = 21.32 kg.
ไวร์เมช ตา 25 4 M. x 7 M. x 6 mm. = 4 x 7 x 1.777 = 49.76 kg.
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.ypengineering.com/
ุ